จารึกที่ 338 : วัฏจักรห้าธาตุกลับตาลปัตร : สมอแห่งเต๋าสะบั้นรากฐานคุกสวรรค์
กระแสธารปราณปฐมกาลที่ทะลักทลายขึ้นสู่เบื้องบนประดุจเสามังกรเงินยวงเริ่มผ่อนคลายความเกรี้ยวกราดลง ทิ้งไว้เพียงละอองพลังงานอันหนาแน่นที่อบอวลอยู่ทั่วชั้นบรรยากาศใต้ดิน ทว่าความสงบเงียบภายในหุบเหวใต้ดินอันไพศาลแห่งนี้กลับดำรงอยู่ได้เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น แรงสะเทือนระลอกใหม่ที่รุนแรงและลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมเริ่มปะทุขึ้นจากส่วนลึกที่สุดของชั้นดิน โครงสร้างศิลาหินงอกหินย้อยสีดำทมิฬรอบทิศทางส่งเสียงสั่นสะท้านครางต่ำอย่างน่าสะพรึงกลัว คล้ายกับกลไกฟ้าอันลี้ลับของสรวงสวรรค์กำลังปรับเปลี่ยนกระบวนการสะกดข่มเพื่อตอบโต้ผู้ล่วงล้ำ
ภายหลังจากที่ค่ายกลด่านที่ห้าถูกทำลายลง สมการควบคุมรากฐานของวิหารเทพอนันตกาล 无尽神殿 (อู๋จิ้นเสินเตี้ยน) ก็เริ่มเปลี่ยนรูปสถานะตนเองเพื่อเข้าสู่กระบวนการป้องกันขั้นสูงสุด โซ่ตรวนอักขระสวรรค์สีทองคำม่วงที่เหลืออีกนับหมื่นเส้นซึ่งล่ามพันอยู่รอบ **"แก่นภพปฐมกาล"** 原始界核 (หยวนซื่อเจี้ยเหอ) พลันบิดตัวเลื้อยไปมาประดุจฝูงอสรพิษคลั่ง ลวดลายอักขระบนเนื้อโลหะสวรรค์เปลี่ยนจากสีแดงฉานกลายเป็นสีเบญจรงค์ห้าสีที่ส่องประกายสลับซับซ้อน มันคือการตื่นขึ้นของ **"มหาค่ายกลกลืนฟ้าห้าธาตุ"** 五行吞天大陣 (อู่สิงทูนเทียนต้าเจิ้น) แกนกลางชั้นในสุดที่ทำหน้าที่สูบกลืนไอเต๋าของแผ่นดินมานานนับพันปี
ความผันผวนของมิติที่วิปริตนี้ส่งผลลบต่อดาดฟ้าของมหานาวาปราณสูญตาอย่างรุนแรง โดมความว่างเปล่าที่ห่อหุ้มตัวเรือเกิดรอยกระเพื่อมไหวประดุจผิวน้ำที่ถูกก้อนศิลาฟาดกระหน่ำ
อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่กึ่งกลางดาดฟ้าเรือ ลมหายใจเข้าออกของเขาเชื่องช้าทว่าหนักแน่น ราวกับการขยับตัวของผืนทวีปที่ซ่อนอยู่ใต้ห้วงมหาสมุทร เลือดสีดำคล้ำที่เจือปนด้วยสิ่งสกปรกซึ่งถูกขับออกจากเส้นชีพจรเซียนแห้งกรังติดอยู่ตามรอยขาดวิ่นของอาภรณ์สีเทา ทว่าภายใต้สภาพที่ดูเหนื่อยล้าจากการกรำศึกหนัก กลับมีคลื่นพลังชีวิตที่บริสุทธิ์อย่างหาที่เปรียบมิได้แผ่ซ่านออกมาจากจุดตันเถียน ทารกวิญญาณสูญตาในร่างของเขาบัดนี้ทอประกายสีเงินยวงสลับเส้นสายสีทองอร่ามหมุนวนเป็นวัฏจักร มันกำลังทำหน้าที่บีบอัดและจัดเรียงสมการปฐมกาลที่เพิ่งดูดซับเข้ามาให้เข้าสู่ที่ทางอย่างเป็นระเบียบ
"ท่านอาจารย์..." อาเจียลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาแห่งความว่างเปล่าลึกล้ำสะท้อนภาพค่ายกลห้าธาตุเบื้องหน้า เขายกหลังมือขึ้นเช็ดคราบโลหิตที่มุมปากท่วงท่ายังคงสุขุมและเยือกเย็น "พิกัดเสาหลักต้นที่หกนี้ มิใช่เพียงค่ายกลกักขังดวงวิญญาณธรรมดา ทว่ามันคือค่ายกลบังคับที่นำเอา 'กฎเกณฑ์ธรรมชาติ' มาบิดเบือนเพื่อสร้างวงจรทำลายล้าง สวรรค์จอมปลอมใช้ธาตุทั้งห้าเกื้อกูลและทำลายกันเองเพื่อรีดเค้นพลังงานจากร่างของบรรพชนจนหยดสุดท้าย"
มู่เฉิน ก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่เคียงข้างศิษย์รักอย่างมั่นคง ร่างเนื้ออักขระบรรพกาลอันสมบูรณ์แบบของท่านแผ่กลิ่นอายปราณเซียนแท้ที่หนาหนักออกไปรอบด้านเพื่อช่วยรองรับแรงกดดัน ฝ่ามืออันอบอุ่นของท่านวางลงบนบ่าของอาเจียเบาๆ แววตาของปรมาจารย์ผู้เฒ่าเต็มไปด้วยความโกรธแค้นระคนรันทดใจเมื่อมองเห็นลวดลายอักขระห้าสีบนโซ่ตรวน
"ถูกต้องแล้ว อาเจีย..." มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแฝงความเคร่งเครียด "นี่คือวิธานคุกสวรรค์ที่โหดเหี้ยมที่สุดในยุคพันปีก่อน ศัสตราประกอบศิลาล็อกสัจธรรมตรงนั้น แฝงไว้ด้วยเศษเสี้ยวเจตจำนงดั้งเดิมของ ราชันย์เซียน 仙王 (เซียนหวัง) ผู้ควบคุมกฎเกณฑ์เบื้องบน มันมีสัญชาตญาณในการตรวจจับพลัง หากเจ้าใช้ความแข็งกร้าวเข้าหักหาญ ค่ายกลจะแปรเปลี่ยนธาตุเพื่อข่มพลังของเจ้าทันที และที่ร้ายกาจที่สุด... ดวงวิญญาณของศิษย์ร่วมสำนักของข้าที่เหลืออยู่ จะถูกใช้เป็นโล่เนื้อรองรับแรงกระแทกเหล่านั้น!"
วูบ!
ฉับพลัน แสงสีเงินละมุนตาพวยพุ่งออกจากปลายพู่กันนิรันดร์ ก่อนจะควบแน่นกลายเป็นร่างเล็กจ้อยขององค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันระดับตำนานปรากฏกายขึ้นลอยตัวอยู่กลางอากาศ ใบหน้าอันงดงามสลักเสลาของนางบึ้งตึง ดวงตากลมโตฉายประกายความจริงจังและระแวดระวังถึงขีดสุด ปลายนิ้วเล็กๆ ชี้ตรงไปยังกระแสพลังงานห้าสีที่กำลังหมุนวนประดุจมหาพายุ
"เจ้าเจ้านายบ้าระห่ำ! คราวนี้ห้ามวู่วามเด็ดขาดนะ!" องค์หญิงน้อยแผดเสียงใสแจ๋วเตือนสติ "แกนอักขระภายในพู่กันนิรันดร์กำลังส่งเสียงเตือน เจตจำนงของราชันย์เซียนที่ซ่อนอยู่ในศิลาล็อกสัจธรรมด่านนี้มันฉลาดขึ้น มันรับรู้แล้วว่าค่ายกลชั้นนอกถูกรื้อถอน บัดนี้มันกำลังพลิกสับเปลี่ยนสมการควบคุม หากเจ้าส่งพลังความว่างเปล่าพุ่งเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า ค่ายกลจะเร่งกลวิธานเผาผลาญวิญญาณบรรพชนเพื่อสร้างระเบิดทำลายล้างบดขยี้พวกเราให้กลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา ข้าไม่อยากเข้าสู่สภาวะจำศีลอีกรอบหรอกนะ!"
คำเตือนขององค์หญิงน้อยส่งผลให้ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย และเย่ปิงอวิ๋น ที่รั้งอยู่บนเรือรีบขยับกายเข้ามาโอบล้อมคุ้มกันอาเจีย ทุกคนต่างโคจรพลังปราณบ่มเพาะของตนเองจนถึงขีดสุดเพื่อเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับศึกหนัก
"พวกมันสร้างกรงขังซ้อนกรงขัง บีบบังคับให้พวกเราต้องเลือกระหว่างความพินาศหรือการยอมจำนน" ฉินมู่หลางเอ่ยพลางกำด้ามกระบี่แน่น เจตจำนงกระบี่ที่เพิ่งได้รับการเบิกเนตรส่งเสียงหวีดหวิวแหลมคม "ช่างเป็นวิธีการที่ไร้ความปรานีและโสมมนัก"
อาเจียค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเขายังคงสั่นเทาจากความบอบช้ำ ทว่าท่วงท่ากลับสง่างามและเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี เขาฝืนระงับความเจ็บปวดในจุดตันเถียน สายตาจับจ้องไปยังร่างแห้งเหี่ยวของบรรพชนนับพันที่ถูกโซ่ตรวนห้าสีแทงทะลุร่าง กรีดร้องไร้เสียงท่ามกลางทะเลเพลิงสัจธรรม เด็กหนุ่มพลันตีหน้าเศร้า แววตาทอดมองภาพเหล่านั้นด้วยความรันทดใจและโศกเศร้าอย่างถึงที่สุด น้ำเสียงของเขาเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแหบพร่าทว่าดังกังวานก้องไปทั่วหุบเขาลึก
"ช่วงเวลาที่ความอยุติธรรมถูกยกย่องเป็นลิขิตฟ้า... สรรพชีวิตในโลกเซียนต่างต้องก้มหัวยอมรับคำลวงประหนึ่งสัจธรรมอันเที่ยงแท้" อาเจียส่ายหน้าช้าๆ ทอดถอนใจยาวด้วยความอนาถใจ "วิหารเทพอนันตกาลอ้างตนเป็นผู้รักษาสมดุลแห่งวัฏสงสาร ทว่าแท้จริงแล้ว พวกท่านกลับซ่อนขุมนรกล่ามโซ่คนตายไว้ใต้แผ่นดินเกิดของพวกข้า ขูดรีดพลังงานของบรรพชนเพื่อบำเรอบัลลังก์ทองคำอันจองหองของพวกท่าน... การปกครองที่พึ่งพาความหวาดกลัวและการทรมานผู้ไร้ทางสู้ ช่างเป็นความสมบูรณ์แบบที่น่าเวทนาและหน้าไม่อายยิ่งนัก!"
วาจาที่เปี่ยมด้วยความชอบธรรมและอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของอาเจีย มิใช่เพียงการประณามเพื่อระบายโทสะ ทว่าจิตสัมผัสอันแหลมคมของเขาแผ่ซ่านผสานไปกับน้ำเสียง ถ่ายทอดความเมตตาและเจตจำนงที่จะปลดปล่อยเข้าไปในห้วงรับรู้ของดวงวิญญาณบรรพชนดั้งเดิม
เมื่อคนตายได้รับรู้ว่ามีลูกหลานผู้สืบทอดที่ยอมเสี่ยงชีวิตลงมาเพื่อทวงคืนความยึดมั่นในหลักการ มิใช่มาเพื่อปล้นชิงสมบัติ กระแสความเคียดแค้นคลุ้มคลั่งในวิญญาณของพวกเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความหวังอันเที่ยงตรง คลื่นความถี่ของพลังงานที่ค่ายกลใช้บีบคั้นจึงเกิดสภาวะขัดแย้ง ตัวแปรในกลวิธานควบคุมของราชันย์เซียนสั่นไหวสะดุดลงชั่วเสี้ยวลมหายใจ!
"ข้าได้ช่องว่างของสมการแล้ว! องค์หญิงน้อย ดึงสมการปฐมกาลชั้นที่หกออกมา!" อาเจียสั่งการผ่านกระแสจิตอย่างเฉียบขาด แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความสุขุมและเจ้าเล่ห์ลึกล้ำ
"รับบัญชา! ข้าจะช่วยเจ้าประคองผืนกระดาษวิญญาณเอง!" องค์หญิงน้อยตอบรับเสียงหนักแน่น ร่างเล็กสลายกลับเข้าไปในพู่กันนิรันดร์ ปลดปล่อยรัศมีสีเทาเงินของมหาเวทสูญตา 大空法 (ต้า-คง-ฝ่า) ออกมาโอบอุ้มปลายขนพู่กันจนคมกริบก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม
อาเจียไม่ได้พุ่งตัวออกไปใช้กำลังเข้าหักหาญ ทว่าเขาชูพู่กันนิรันดร์ขึ้นสู่อากาศธาตุ ดึงเอาปราณปฐมกาลบริสุทธิ์ที่สั่งสมมาจากกระดานหมากรุกผสานเข้ากับโลหิตแท้ในร่าง เขาเริ่มจรดปลายพู่กันวาดลวดลายสลักอักขระกลางอากาศธาตุที่กำลังบิดเบี้ยว กระบวนการครั้งนี้มิใช่การสร้างจารึกทำลายล้าง ทว่าเขาทำหน้าที่เป็น "ผู้ตีความอักขระ" รื้อถอนรหัสลับของศัตรูเพื่อเขียนข้อกำหนดใหม่ทับลงไป!
"เจตจำนงของราชันย์เซียน อิงอาศัยหลักการ 'สะกดตัดขาด' เพื่อควบคุม..." อาเจียวิเคราะห์โครงสร้างอย่างเยือกเย็น นิ้วมือตวัดพู่กันเป็นลวดลายสลับซับซ้อนนับพันเส้นสาย "พวกมันบีบคั้นให้พลังงานไหลเวียนเป็นเส้นตรงเพื่อมุ่งทำลายล้าง เช่นนั้น ข้าจะขอมอบ 'วัฏจักรไร้สิ้นสุด' ให้แก่สมการของท่าน!"
เด็กหนุ่มตวัดพู่กันจารึกสัญลักษณ์วงกลมมหาภาวะซวี ( ⦾ ) ขนาดกว้างใหญ่ไพศาลครอบทับเสาค่ายกลหลัก จากนั้นจรดอักขระหลิง 零 (หลิง) ลงตรงกึ่งกลางรอยต่อของค่ายกลบังคับสวรรค์ เขาผสานกฎเกณฑ์ธาตุพฤกษาก่อเกิดและธาตุวารีลื่นไหลแทรกซึมเข้าไปในร่องรอยที่สะดุดเมื่อครู่
ครืนนนน!
ทันทีที่สัจธรรมบทใหม่ของอาเจียสัมผัสกับแกนกลาง ศัสตราประกอบศิลาล็อกสัจธรรมของศัตรูพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ประกายสายฟ้าสีทองคำม่วงปะทุสวนกลับมาตามลำแสงหมึก พลังบีบอัดระดับราชันย์เซียนกระแทกเข้าที่หน้าอกของอาเจียอย่างจัง กระดูกซี่โครงลั่นเปรี๊ยะ เลือดสดพุ่งกระฉอกออกจากปาก ร่างกายของเขาทรุดฮวบลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นกระดานเรือหยกดำ ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนแตกร้าวเสียหาย พลังปราณปั่นป่วนจนแทบจะระเบิดร่างจากภายใน
"อาเจีย!" สหายทุกคนร้องเตือนด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
"อย่าเพิ่งเข้ามาขอรับ!" อาเจียยกมือห้าม แววตาของเขาไม่ได้ท้อแท้ ทว่ากลับลุกโชนด้วยประกายแห่งการตระหนักรู้ "ล้มเหลว... ข้าเข้าใจข้อบกพร่องแล้ว ค่ายกลของสวรรค์มิได้ขับเคลื่อนด้วยธาตุธรรมชาติธรรมดา ทว่ามันแฝงไว้ด้วย 'เจตจำนงควบคุม' ของราชันย์เซียน ข้าพยายามจะเปลี่ยนธาตุ ทว่าเจตจำนงนั่นกลับปฏิเสธความลื่นไหล!"
"เช่นนั้นจะทำอย่างไร? มันกำลังจะระเบิดแล้วนะ!" องค์หญิงน้อยร้องเตือนจากในพู่กัน แสงสีเงินเริ่มกะพริบวิปริตจากการแบกรับพลังสะท้อนกลับ
"ในเมื่อเจตจำนงของมันคือการควบคุม... ข้าก็จะไม่ควบคุม ทว่าข้าจะมอบ 'อิสรภาพ' ให้แก่สรรพสิ่ง!"
อาเจียหยัดกายขึ้นยืนตรง แผ่นหลังตั้งตรงประดุจทวนท้าทายฟ้าดิน เขาไม่ได้ตื่นตระหนกต่อความล้มเหลว เพราะทุกความผิดพลาดคือบันไดสู่ความเที่ยงแท้ เขารวบรวมปราณเซียนแท้เฮือกใหญ่ ผสานเข้ากับเจตจำนงของบรรพชนดวงวิญญาณอักษรที่เพิ่งปลดปล่อยมาในตอนก่อน ซึ่งกำลังลอยล้อมรอบตัวเขาประดุจเกราะคุ้มกัน
เขากรีดเลือดเพิ่มลงบนพู่กัน คราวนี้เขาตวัดวาดอักขระหลิง 零 (หลิง) ตัวแทนแห่งต้นกำเนิดอันไร้รูป ซ้อนทับลงบนสมอแห่งเต๋าที่สลักอยู่ในกระดูกของเขาเอง แผ่ขยายรัศมีออกไปโอบอุ้มดวงวิญญาณบรรพชนที่กำลังถูกแผดเผา
"บรรพชนทุกท่าน... จงมอบเจตจำนงดั้งเดิมของพวกท่านให้แก่พู่กันของข้า! สวรรค์ปิดปากพวกท่าน ทว่าข้าจะมอบเสียงสะท้อนให้พวกท่านประกาศสัจธรรม!"
ดวงวิญญาณอักษรบรรพกาลนับร้อยดวงส่งเสียงกังวานประสานสอด พากันพุ่งทะยานเข้าหลอมรวมกับน้ำหมึกโลหิตปฐมกาลบนพู่กันนิรันดร์ ปลายพู่กันแปรเปลี่ยนเป็นสีทองเงินอันวิจิตรและศักดิ์สิทธิ์อย่างถึงที่สุด อาเจียสะบัดข้อมือตวัดจารึกมหาอักขระชุดใหม่ลงบนโซ่ตรวนสวรรค์อีกครา!
"มหาจารึกสูญตา... คลายลิขิตฟ้า ปลดแอกวิญญาณบรรพชน!"
วูบ...
ครั้งนี้ คลื่นพลังงานที่แผ่ออกไปมิใช่การโจมตี ทว่ามันคือ 'การละลายพื้นที่ดำรงอยู่' ของค่ายกลสวรรค์! อักขระหลิงที่ผสานเจตจำนงบรรพชนและสมอแห่งเต๋า ทำหน้าที่ลบเลือน 'สิทธิ์ในการควบคุม' ของวิหารเทพอนันตกาลออกไปจากโซ่ตรวนเหล่านั้น เมื่อไร้ซึ่งสิทธิ์ควบคุม โซ่ตรวนสีทองคำม่วงที่แข็งแกร่งก็กลายเป็นเพียงสสารไร้ค่าในพริบตา!
เปรี๊ยะ... แกร็ก... ตูมมมมม!
เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทเลื่อนลั่นไปทั่วชั้นใต้ดิน! โซ่ตรวนอักขระสวรรค์นับพันเส้นที่ล่ามพันเสาหลักต้นที่หกพลันหักสะบั้นและพังทลายลงมาประดุจภูเขาถล่ม ค่ายกลเทวะผลาญวิญญาณถูกรื้อถอนโครงสร้างจนหมดสิ้นความขลัง ดวงวิญญาณบรรพชนนับพันร่างได้รับการปลดปล่อย ร่างเนื้อที่แห้งเหี่ยวกลายเป็นละอองธุลี ทว่าดวงวิญญาณตกค้างกลับแปรสภาพเป็น **"ดวงวิญญาณอักษรปฐมกาล"** สีทองคำเจิดจ้านับพันดวง ลอยล่องขึ้นเต็มเพดานศิลา ประดุจหมู่ดารานับหมื่นดวงที่ส่องประกายขับไล่ความมืดมิด
"ขอบใจเจ้า... ผู้กำหนดมรรคาบทใหม่..." เสียงกระซิบประสานของบรรพชนแผ่วเบาแฝงความหลุดพ้น
เจตจำนงจำลองของราชันย์เซียนผู้คุมกฎแผดเสียงร้องโหยหวนด้วยความอัปยศ ร่างหมอกควันขนาดยักษ์พังทลายและแตกร้าว ก่อนจะถูกดวงวิญญาณอักษรบรรพชนนับพันพุ่งเข้าบดขยี้จนสลายกลายเป็นละอองปราณดิบอันตรธานหายไปโดยสิ้นเชิง!
ครืนนนนน!
เมื่อค่ายกลด่านที่หกแตกสลายอย่างสมบูรณ์ พลังปราณปฐมกาลมหาศาลสุดคณานับที่ถูกสะกดกักขังมานานกว่า 1000 ปี พลันปะทุทะลักสวนกลับขึ้นไปตามเส้นเลือดใหญ่ของแผ่นดิน มุ่งตรงสู่สำนักหมื่นอักขระบนผืนดินเบื้องบนในทันที กระแสมวลพลังงานสีเงินยวงเข้มข้นกว่าคราก่อนๆ นับร้อยเท่ พุ่งทะลวงผ่านชั้นดินสั่นสะเทือนฟ้าดินจนเกิดเสียงระฆังเต๋าดังกังวานก้องไปทั่วสิบทิศ
ณ สำนักหมื่นอักขระบนผืนดินเบื้องบน ช่วงเวลาที่ราตรีคืบคลานเข้าปกคลุมขุนเขา ท้องฟ้าพลันสว่างไสวประดุจกลางวันด้วยรัศมีมงคลสีรุ้ง มวลปราณธรรมชาติในอากาศธาตุควบแน่นจนกลายเป็นหยาดพิรุณเต๋าโปรยปรายลงมาชโลมตำหนักน้อยใหญ่ บรรดาศิษย์และผู้อาวุโสทุกคนที่กำลังนั่งบำเพ็ญอยู่ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่ารากฐานการฝึกตนของพวกเขายกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด คอขวดพลังที่เคยติดขัดทลายสิ้นในพริบตา เสียงโห่ร้องสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของสำนักดังก้องกลบขุนเขา โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ปาฏิหาริย์นี้กำเนิดมาจากปลายนิ้วที่เปื้อนเลือดของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังทำศึกอยู่ในส่วนลึกใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา!
ภายในหุบเหวใต้ดิน อาเจียทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นเรือหยกดำ เลือดไหลออกทางทวารทั้งเจ็ด ทว่าดวงตาของเขากลับสาดประกายเจิดจ้าลึกล้ำประดุจเอกภพ ละอองอักขระสวรรค์นับล้านตัวที่หลุดพ้นจากผนึก ถูกสมอแห่งเต๋าในร่างดึงดูดเข้ามาบีบอัดจัดเรียงเข้าสู่ส่วนลึกของจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์แบบ
รากฐานการบำเพ็ญของเขาถูกขยายขนาดขึ้นจนกว้างใหญ่ไพศาลประดุจมหาสมุทร พลังปราณเซียนแท้เอ่อล้นหนาแน่นจนแทบจะควบแน่นเป็นหยดน้ำแห่งสัจธรรม บ่งบอกถึงความพร้อมขั้นสูงสุดสำหรับการทะลวงผ่านขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม สู่ขอบเขตเซียนมนุษย์ในอนาคตอันใกล้
มู่เฉินรีบก้าวเข้ามาประคองร่างศิษย์รัก แววตาของปรมาจารย์ผู้เฒ่าเต็มไปด้วยความศรัทธาและตื้นตันใจอย่างที่สุด "เจ้าทำได้... เจ้าก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้กำหนดกฎแห่งอักขระอย่างแท้จริงแล้ว อาเจีย บรรพชนได้รับการปลดปล่อย และสำนักเบื้องบนก็รุ่งเรืองถึงขีดสุด"
องค์หญิงน้อยลอยตัวออกมาจากพู่กันนิรันดร์ นางเอื้อมมือเล็กๆ ไปแตะหน้าผากของเขาเบาๆ เพื่อช่วยจัดระเบียบพลังงานวิญญาณ แววตาขี้เล่นหายไปหลงเหลือเพียงความเชื่อฟังและภาคภูมิใจ "เจ้ามนุษย์ดื้อรั้น... สมการครานี้ของเจ้าช่างไร้ที่ติยิ่งนัก ข้า... ข้าเต็มใจจะแบกรับมรรคานี้ไปพร้อมกับเจ้า"
อาเจียแย้มยิ้มบางเบาอย่างสง่างาม แม้ใบหน้าจะซีดเซียว ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างกลับหนักอึ้งและน่าเกรงขามขึ้นตามลำดับ เขากระชับพู่กันนิรันดร์ในมือแน่น ทอดสายตาจับจ้องไปยังส่วนลึกที่มืดมิดยิ่งกว่าเดิมของหุบเหวใต้ดิน ที่ซึ่งโซ่ตรวนชุดต่อไปกำลังส่งเสียงสั่นสะเทือน คล้ายกับว่าตัวตนที่น่ากลัวและลึกลับกว่าเดิมของศาลสวรรค์ กำลังรอคอยการพิสูจน์ปัญญาของเขาอยู่เบื้องหน้า!
กงล้อแห่งลิขิตฟ้าใต้ดินถูกรื้อถอนไปอีกขั้น และก้าวต่อไปของผู้กำหนดกฎแห่งอักขระ พร้อมด้วยอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่และจิตวิญญาณระดับตำนาน กำลังจะสั่นสะเทือนไปถึงบัลลังก์ของเทพบรรพกาลบนสรวงสวรรค์สัมบูรณ์!