ภายในหอผดุงคุณธรรม
"คารวะเ้าสำนัก"
หยงอี๋เอ่ยขึ้นเมื่อชายหนุ่มเดินเข้า หนิงเฟิ่งเองก็ทำความเคารพตอบเช่นกัน เพราะหยงอี๋อายุมากกว่าตนถึง 10 ปี หนิงเฟิ่งอายุเพียง 30 ปีก็ได้เป็เ้าสำนัก ส่วนหยงอี๋มีอายุ 40 กว่าปีแล้ว แต่อายุก็ไม่ได้ทำให้เขาดูแก่เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังดูมีเสน่ห์ด้วยบุคลิกของเขาที่ดูอบอุ่นและเป็ผู้ใหญ่ นั่นก็ทำให้เขาเป็ที่หมายปองของหญิงงามทั่วทั้งเมืองไม่แพ้กัน
“นางยินดีเช่นนั้นหรือ”
หนิงเฟิ่งเอ่ยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อที่เขาได้ยิน
“ขอรับ นางไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแค่ขอเวลาอีกสักระยะ”
“หวังว่านี่คงไม่ใช่แผนการของนางอีก”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น หลายครั้งแค่พูดเื่นี้กับนาง นางก็จะบ่ายเบี่ยงไม่พูดถึงมัน ครั้งนี้ไม่เพียงนางรับปากแต่โดยดีและยังไม่โมโหร้ายอีกด้วย"
หยงอี๋เอ่ยอย่างใช้ความคิด เื่แต่งงานไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยพูดกับนาง ครั้งนี้พวกเขาแค่หวังว่านางจะไม่มีแผนการอะไรขึ้นมาอีก หนิงเฟิ่งเพียงแค่คิดตามแต่ไม่ได้เอ่ยอันใด ในใจของเขามีแม่นางที่ชมชอบอยู่แล้ว ถึงเขาจะไม่ได้ชอบฟางเหนียงแต่เขาสัญญากับบิดาที่ล่วงลับไปแล้วว่าจะดูแลนางอย่างดี ฉะนั้นบุรุษที่มาตกแต่งกับนางก็ควรมีฐานะไม่ต่างจากเขามากนัก หรือหากมีชายใดที่นางชอบที่ไม่ใช่เขา เขาก็เต็มใจที่จะให้นางแต่ง
.
ทางด้านฟางเหนียง หญิงสาวเดินกลับห้องพักตนเองแต่ใช้เวลากว่า 2 เค่อกลับยังไม่ถึงเสียที
"จำได้ว่าตอนเดินตามรองเ้าสำนักก็มาทางนี้ไม่ใช่หรือ เหตุใดเดินมากว่า 2 เค่อแล้วยังไม่ถึงสักที"
หญิงสาวบ่นให้ตัวเองที่เพียงเวลาผ่านไปไม่นานก็ลืมไปเสียแล้ว แต่แล้วท่ามกลางความเงียบบริเวณที่นางอยู่นั้น กลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น
"ช่วยด้วย..."
เสียงคล้ายผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือดังออกมาบริเวณที่นางยืนอยู่ ฟางเหนียงขนลุกซู่เพราะเสียงที่ตนได้ยินนั้นมันเบาและน่ากลัวนางคิดว่าตนคงเจอดีเสียแล้ว เสียงร้องขอให้ช่วยแบบนี้คงไม่พ้น....แต่ขณะที่นางกำลังจะก้าวเพื่อวิ่งหนีไปกลับก้าวไม่ออก เพราะที่คอนางตอนนี้รู้สึกได้ว่ามีของมีคมจี้อยู่ที่คอ ความมันวาวและคมกริบสะท้อนกับแสงแดดในตอนกลางวัน
"ทำตามที่ข้าบอกซะ"
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้านหลังหญิงสาว เดาได้ไม่ยากว่าคนที่อยู่หลังนางต้องเป็ผู้ชายแน่ 'เอาแล้วไงผู้หญิงบอบบาง แถมหน้าตาสะสวยแบบข้าทำไมถึงได้โชคร้ายขนาดนี้กันนะ' หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ และเดินไปตามทางที่ถูกบังคับเป็มุมอับบริเวณกำแพงของสำนัก ทันทีที่หญิงสาวมาถึงก็รู้ได้ทันที เสียงผู้หญิงที่ร้องขอให้นางช่วยเมื่อสักครู่ไม่ใช่ผีที่ไหน แต่เป็หญิงสาวที่ถูกจับมาเหมือนนางนี่เอง แต่หากให้พูดตามตรงคงเป็ข้าที่เดินมาผิดทางจนทำให้ตัวเองเดือดร้อนเช่นนี้
"พวกเ้าเป็ใคร สำนักเพลิงวิหคของเราไม่มีผู้ที่มีพลังิญญาเช่นพวกเ้า"
หญิงสาวที่ถูกจับมาก่อนเอ่ยขึ้น ทำให้ฟางเหนียงรู้สึกตัวและหันหลังไปมองคนที่จับตัวนางมาเมื่อสักครู่ ทันทีที่หญิงสาวเห็นถึงกับแทบจะเป็ลม เพราะของมีคมที่จ่อตรงคอนางเมื่อสักครู่นั้น กลับไม่ใช่มีดหรือดาบอย่างที่นางเข้าใจ แต่มันคือกรงเล็บแหลมคม อีกทั้งที่ด้านหลังของชายคนนั้นยังมีสัตว์รูปร่างคล้ายเหยี่ยวตัวสูงใหญ่กว่าที่นางเคยเห็นในโลกเก่าเป็ 10 เท่า หรือประมาณ 3 เมตร
"นี่มันอะไรกันเนี่ย"
หญิงสาวเผลอพูดออกมาด้วยความใ เพราะนี่มันไม่ใช่คนแล้วมันเหมือนสัตว์ประหลาดอย่างไรอย่างนั้น
"เงียบปากของเ้าซะ"
ชาย 1 ในนั้นตะคอกใส่นางเสียงดัง และสัตว์ิญญาที่นางเห็นของทั้งคู่ก็มีท่าทีดุร้ายขึ้น แต่เมื่อชายคนนั้นหลับตาดูเหมือนรวบรวมพลัง เหยี่ยวตัวมหึมาตัวนั้นก็หายไป เหมือนกลับเข้าไปในร่างชายคนนั้นอย่างไรอย่างนั้น ฟางเหนียงถึงกับขยี้ตาตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ ตอนนี้นางอยากจะเป็ลมล้มไปกับพื้นเหลือเกิน แต่กลัวว่าจะถูกจับกินเสียก่อน โลกนี้มันช่างพิลึกเกินไปแล้ว
"ทำเช่นไรกับแม่นาง 2 คนนี้ดี"
"ฆ่าทิ้งซะ"
สิ้นเสียงชายทั้ง 2 คน ก็ปลดปล่อยพลังิญญาออกมา หนึ่งคนคือพญาเหยี่ยว อีกคนเป็อีแร้ง ดวงตาของเขาแดงก่ำ เหมือนกับคนทั้งคนกลายร่างเป็สัตว์อย่างไรอย่างนั้น แต่ก่อนที่พลังของทั้งคู่จะถึงตัวหญิงสาว กลับมีเส้นแสงสีเขียวมาสกัดกั้นไว้ พลังนี้ถูกส่งมาจากหญิงสาวที่ยืนข้างนาง ฟางเหนียงมองทั้ง 3 คนตาโตอย่างไม่อยากเชื่อ นี่ๆ นี่มันปีศาจชัดๆ อะไรกันเนี่ย แต่หญิงสาวที่ยืนข้างนางกระอักเืออกมาคำโต และพลังิญญาของนางที่เป็รูปคล้ายผีเสื้อก็หายไป ฟางเหนียงไม่มีทางเลือกถึงแม้ว่าหญิงสาวคนนี้จะทำให้ตนกลัว แต่สัญชาตญาณของตนต้องเป็คนดีเป็แน่ ฟางเหนียงเข้าไปพยุงนางที่ล้มลงไป
"เ้าไหวหรือไม่"
ฟางเหนียงเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
"เ้ารีบไป รีบไปตามเ้าสำนัก"
หญิงสาวคนนั้นเอ่ยสั่งฟางเหนียงเสียงดัง เพราะนางเองก็รู้จักฟางเหนียงดีเื่ที่นางไม่มีพลังิญญา หากอยู่ต่อที่นี่ทั้ง 2 คน เกรงว่าไม่มีใครรอดเป็แน่ กรงเล็บแหลมคมโจมตีมาที่ทั้ง 2 คนอีกครั้ง หญิงสาวใช้พลังิญญาอีกครั้ง แต่พลังิญญาผีเสื้อนั่นนับว่าเป็พลังที่อ่อนแอและแทบจะอยู่ท้ายสุด หากเรียงระดับความแข็งแกร่ง เมื่อผู้ที่มีพลังิญญาที่มากกว่าตนถึง 2 คน สามารถป้องกันได้ถึง 2 คราก็นับว่านางเก่งมากแล้ว
ฟางเหนียงไม่มีจังหวะที่จะหนีออกไป หรือออกไปไกลตัวของหญิงสาวข้างกายที่ช่วยปกป้องตนเองได้เลย การโจมตีรอบที่ 3 เกิดขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวปลดปล่อยพลังิญญาปรากฏเกราะสีเขียวป้องกันไว้ แต่การโจมตีครั้งนี้นานเกินไปเืสีแดงค่อยๆ ไหลออกมาจากปากของนาง และไม่นานเกราะแสงสีเขียวก็ได้แตกออก และตัวนางเองก็สลบลงไปที่อ้อมกอดของฟางเนียง
"เหลือเพียงเ้าผู้เดียวแล้ว ได้ข่าวว่าคุณหนูในห้องหอของสำนักเพลิงวิหคงดงามหาใครเทียบ แม้ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาแต่เมื่อพบหน้าเ้าเพียงครั้งแรก ก็พอรู้ได้ว่าเ้าคือคุณหนูฟางเหนียงผู้นั้นที่สำนักเพลิงวิหคดูแลมาอย่างดี"
"พวกเ้าหมายความว่าเช่นไร"
ฟางเหนียงเอ่ยถามเสียงสั่นเพราะความกลัว แต่นางก็ทำใจดีสู้เสือ ถึงอย่างไรนางก็เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ในโลกนี้จะตายเร็วไปหน่อยก็คงไม่เป็ไร แค่เสียดายที่ยังไม่ได้รู้จักโลกนี้ดีนัก
"เราช้าไม่ได้แล้ว"
เสียงของชายที่มีพลังิญญาเป็อีแร้งเอ่ยขึ้นอย่างเตือนสหายของตน ทำให้อีกคนไม่พอใจนัก อุตส่าห์เจอหญิงงามแล้วแท้ๆ
"เสียดายที่วันนี้ข้ามีอย่างอื่นต้องไปทำ แต่ที่เสียดายยิ่งกว่าคือหญิงงามเช่นเ้าต้องตายไปอย่างเปล่าประโยชน์"
ทันทีที่เอ่ยจบ ทั้ง 2 คนก็รวบรวมพลังิญญาพร้อมกันอีกครั้งและปล่อยมาทางฟางเหนียงที่กำลังนั่งพยุงอีกคนโดยใช้ร่างกายของตนบังไว้
ตู้ม~~
เกิดเสียงะเิขึ้นเสียงดัง พร้อมทั้งร่างของชายทั้งคู่กระเด็นออกไปพร้อมกัน ฟางเหนียงที่เริ่มรู้สึกตัวค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ พบว่าตอนนี้ร่างกายของตนเองนั้นไม่เป็อันใด แต่สิ่งที่ทำให้นางต้องใยิ่งกว่านั้นคือร่างของนางถูกปีกของสัตว์อะไรสักอย่างคลุมตัวเอาไว้ ฟางเหนียงมองไปที่้าศีรษะตนเองพบกับนกตัวใหญ่กว่า 4 เมตรตัวสีขาว ปีกของมันอ้าออกกว้างพร้อมร้องออกมาเสียงดังด้วยความเ็ป หญิงสาวสังเกตที่ปีกของมันมีาแ น่าจะเป็เมื่อสักครู่ที่มันใช้ป้องกันตัวนางไว้ 'เดี่ยวนะ นกนี่ทำไมมันเหมือนเชื่อมกับตัวข้า' ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจ เมื่อนางเริ่มขยับตัวมันก็ขยับตาม และตอนนี้นางก็รู้สึกเจ็บที่แขนข้างเดียวกับที่มันาเ็พอดี อย่าบอกนะว่านี่คือพลังิญญาของข้า แล้วไหนใครบอกว่าร่างนี้ไม่มีพลังิญญากัน
"ไหนผู้ใดบอกว่านางไม่มีพลังิญญาอย่างไรเล่า"
ชายที่มีพลังิญญาอีแร้งเอ่ยขึ้นพร้อมกุมที่ท้องด้วยความาเ็
"มีแล้วอย่างไร มันมีแค่คนเดียว เ้าอย่าได้กลัว รีบๆ ฆ่ามันซะแล้วรีบไปทำเื่ที่เ้าสำนักสั่งให้เรียบร้อย"
ขณะที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น พลังิญญาของฟางเหนียงได้หายไปแล้ว และอาการาเ็ที่แขนก็ทำให้นางไม่มีแรงที่จะเรียกมันมาอีก และนางเองก็ไม่รู้วิธีการปลดปล่อยพลังิญญาอะไรนั่นอีกด้วย เมื่อสักครู่จู่ๆ มันออกมาได้เช่นไรก็ไม่รู้ นางพึ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วันเองนะ นี่มันยากเกินไปที่นางจะทำมันได้ การโจมตีในรอบสุดท้ายพุ่งมาทางนาง และครั้งนี้ดูเหมือนจะรุนแรงกว่าทุกครั้ง หญิงสาวหลับตารอรับความเ็ป
ตู้ม~~~
เสียงะเิดังขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวที่หลับตาอยู่เมื่อได้ยินะเิก็โล่งใจ นี่ข้าปล่อยพลังออกมาอีกแล้วหรือ ดวงตางามค่อยๆ ลืมขึ้นแต่ครานี้ทุกอย่างไม่ใช่อย่างที่นางคิด เพราะสิ่งที่มาปกป้องนางไม่ใช่นกอะไรนั่นที่เป็พลังิญญาของนาง แต่ดูเหมือนจะเป็ของคนอื่นผู้คนนับ 10 คนกรูเข้ามาหานาง
"เป็ท่าน"
ฟางเหนียงเอ่ยออกมาเมื่อเห็นคนที่ช่วยตนคือ หนิงเฟิ่งเ้าสำนักแห่งนี้ ชายหนุ่มหันมามองหญิงสาวด้วยหางตาเมื่อถูกเอ่ยถึง แต่ก็ไม่ได้สนใจจากนั้นเขาใช้พลังคล้ายเชือก และเชือกเส้นนั้นมีไฟลุกโชนไปทั่วทั้งเส้น เพียงแค่เขาตวัดแขนเชือกเส้นนั้นก็มัดคนร้ายทั้งคู่ไว้ด้วยกันอย่างง่ายดาย
"นำตัวไปขัง"
เสียงทุ้มเอ่ยสั่งเสียงเข้ม ไม่นานรองเ้าสำนักหยงอี๋ก็ตามมา เขาคุกเข่าลงข้างฟางเหนียงและจับหญิงสาวที่สลบให้นอนราบกับพื้น จากนั้นปลดปล่อยพลังิญญา แต่กลับไม่ปรากฏสัตว์ชนิดใดออกมา และถ่ายทอดไปที่หญิงสาวที่สลบ แสงสีขาวถูกส่งไปยังหญิงสาวไม่นานก็ฟื้น ศิษย์ที่เหลือก็มาพานางไปรักษาต่อ
"เหตุใดเวลาท่านปลดปล่อยพลังิญญาถึงไม่ปรากฏ..." ฟางเหนียงเอ่ยถามหยงอี๋ไปตามตรง
"แค่รักษา เหตุใดต้องปลดปล่อยพลังิญญา"
หยงอี๋เอ่ยตอบด้วยเสียงอ่อนโยนขณะที่ลุกขึ้น ฟางเหนียงเองก็ลุกขึ้นเช่นกัน 'ก็นึกว่าทำเหมือนกันหมด' หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจโดยที่ไม่ได้ถามต่อ
"เ้าาเ็หรือไม่
"ไม่เ้าค่ะ"
"เช่นนั้นก็ดีแล้ว เหตุใดถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้ไหนว่าเ้าจะกลับเรือนพักไม่ใช่หรือ"
"แค่หลงเ้าค่ะ"
"เช่นนั้นก็รอสักครู่ เดี๋ยวข้าเดินไปส่งเ้าที่เรือน"
หยงอี๋เดินเข้าไปหาหนิงเฟิ่งเ้าสำนักที่ยืนดูทหารคุ้มกันคุมตัวคนร้ายที่ลักลอบเข้าสำนัก ก่อนที่จะถูกพาตัวไป ตอนนี้เหลือเพียง 3 คน คือ หนิงเฟิ่งเ้าสำนัก หยงอี๋รองเ้าสำนักและหญิงสาว หนิงเฟิ่งไม่ได้สนใจหญิงสาวมากนักเพราะไม่ชอบนางอยู่แล้ว ฟางเหนียงเองก็รู้ตัวจึงไม่เข้าไปใกล้เขาอีกเพียงเดินเงียบๆ ไปอยู่ที่หลังของหยงอี๋ เหมือนลูกน้อยที่คอยหลบหลังพ่ออย่างไรอย่างนั้น แล้วจะให้นางทำเช่นไรอยู่นี่คนทั้งสำนักเกลียดนางไปหมด ไม่เว้นแม้แต่เ้าสำนัก มีเพียงแค่รองเ้าสำนักที่ดีกับนาง
อยู่ๆ หญิงสาวก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ไหล่ขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้สนใจมากนักเพราะคิดว่าอาจแค่ฟกช้ำธรรมดา แต่ตอนนั้นโลหิตสีแดงกลับออกมาที่ฝ่ามือไปตามนิ้วและสุดท้ายหยดลงพื้น หนิงเฟิ่งที่อยู่ไม่ไกลตัวหญิงสาวนักกลับสังเกตเห็นก่อนนาง ชายหนุ่มตรงเข้ามาทางหญิงสาวจากนั้นจับที่ข้อมือเพื่อพลิกหาาแ
"ท่านกำลังทำอันใด....โอ๊ยย"
หญิงสาวสะบัดแขนออกจากฝ่ามือใหญ่ และทำให้เห็นว่าแขนที่ตนเองคิดว่าฟกช้ำนั้นกลับมีเืออก หนิงเฟิ่งปล่อยหญิงสาวแต่โดยดีเมื่อสักครู่เขาเพียงแค่ใเท่านั้น
"เมื่อสักครู่ ขออภัยเ้าสำนัก"
"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าพาเ้าไปที่ห้องรักษาก่อนก็แล้วกัน"
หยงอี๋เอ่ยกับหญิงสาวแล้วเดินนำไป ฟางเหนียงเดินตามไปแต่โดยดีโดยที่ไม่ได้หันมาสนใจหนิงเฟิ่งอีก
——-
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว