เรารีบเร่งเดินทางมาถึงวังหลวงพบผู้คนมากมายในวัง กำลังง่วนจัดเตรียมงานเลี้ยงคณะทูตที่กำลังจะเริ่มขึ้นในคืนนี้ แต่ตอนนี้ฮ่องเต้ยังไม่ว่าง เพราะกำลังให้การ ต้อนรับพูดคุยกับคณะทูต เราจึงไปแจ้งข่าวกับท่านอ๋องก่อนที่ตำหนักม่อลี่
เราอยู่พูดคุยวางแผนเข้มกับท่านอ๋องนานกว่าสองชั่วยาม องค์รักษ์จิ้นฝานก็เข้ามารายงานว่าองค์ชายฮุ่ยชงหยวนกับองค์หญิงฮุ่ยซือซือแห่งแคว้นฮุ่ยจูมาขอเข้าพบ ท่านอ๋องจึงให้รีบเชิญคนทั้งสองเข้ามาในตำหนัก พอฉันกับซือซือเจอกันต่างรีบเดินเข้าไปจับมือทักทายกันด้วยความดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง แต่สายตาของซือซือกลับคอยเหลือบมองท่านอ๋องด้วยอาการขวยเขิล เหมือนได้เจอกับชายในฝันยังไงยังงั้น
ฉันถามซือซือทันทีว่าหมอจงเดินทางมาด้วยหรือไม่ ซือซือตอบว่าหมอจงไม่ได้มาด้วย แต่นางกับชงหยวนมาในฐานะทูตพันธมิตรแห่งแคว้นฮุ่ยจู ที่เพิ่งลงนามเป็นพันธมิตรพร้อมกันกับแคว้นจินชางที่ค่ายหนิง ส่วนแคว้นจินชางนั้นส่งมาแต่ท่านทูตผู้เป็นตัวแทนแคว้น เพราะองค์รัชทายาทจินหย่งเจิ้งมาด้วยตัวเองไม่ได้ ยังติดภารกิจดูแลบ้านเมืองแทนฮ่องเต้ที่ยังมีร่างกายอ่อนแอ
ท่านอ๋องก็พูดกับชงหยวนว่า เขากำลังพูดคุยเรื่องสำคัญกับพวกเราอยู่ ดีเลยที่ชงหยวนมาที่ตำหนักจะได้พูดคุยเรื่องสำคัญนี้ด้วย เพราะชงหยวนถือเป็นสหายสนิทที่สามารถไว้ใจได้ ท่านอ๋องจึงต้องการให้แคว้นฮุ่ยจูช่วยเหลือส่งเสบียงในศึกต่อสู้กับปีศาจเยือกแข็งครั้งนี้
ซึ่งชงหยวนกับซือซือต่างมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินท่านอ๋องพูดถึงเรื่องการสู้รบกับปีศาจเยือกแข็ง เพราะคนทั้งสองพอจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับแคว้นหลวนเซียนมาบ้าง แต่ไม่คิดว่าเรื่องปีศาจเยือกแข็งจะมีอยู่จริงและคิดว่าเป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้นมา กระทั่งมาได้ยินจากปากของท่านอ๋อง
ทำให้ชงหยวนให้ความสนอกสนใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงตอบรับจะให้การช่วยเหลือเรื่องการส่งเสบียง แต่ขอให้เราเล่าเรื่องของปีศาจเยือกแข็งให้เขาฟังอย่างละเอียด เพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าจะต้องรับมือกับอะไร
ท่านอ๋องจึงเล่าเรื่องของปีศาจเยือกแข็งแค่เพียงว่าปีศาจอยากครอบครองดินแดนอันสงบสุขแห่งนี้ และคาดว่าหลังจากนี้อาจไปบุกยึดครองดินแดนที่อยู่ใกล้ๆกันนี้ด้วย เราจึงต้องกำจัดปีศาจร้ายตนนี้ให้ได้เพื่อให้ความสงบสุขกลับคืนมาอีกครั้ง ส่วนทหารกองเสริมท่านอ๋องจะไปพูดคุยกับทูตจากแคว้นจินชางขอให้ส่งทหารมาช่วย
ส่วนสาเหตุทำไมท่านอ๋องจึงไม่ขอความช่วยเหลือจากแคว้นพันธมิตรใกล้ๆ เป็นเพราะแคว้นพันธมิตรเหล่านี้ยังคงมีความสัมพันธ์อันดีกับแคว้นซูเชียว และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือหันมาโจมตีแคว้นหลวนเซียนได้ อีกทั้งแคว้นพันธมิตรเหล่านี้ส่วนใหญ่มุ่งหวังผลประโยชน์จึงไม่อาจไว้วางใจให้ยกทัพมาช่วย
กระทั่งเราพูดคุยและวางแผนจนเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ท่านอ๋องก็สั่งให้คนยกเหล้าและของแกล้มเข้ามา เพื่อให้ซิ่นหลิงกับเฟยเจินและชงหยวนอยู่ดื่มเหล้าด้วยกันในตำหนักเพื่อผ่อนคลายเรื่องตึงเครียด ฉันจึงบอกทุกคนว่าจะขอตัวไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ก่อน เพราะตั้งแต่เข้าวังยังไม่ได้ไปรายงานตัวกับฮ่องเต้เลยว่ามาถึงแล้ว
ชงหยวนกับซือซือก็ถามว่าทำไมต้องไปรายงานตัวกับฮ่องเต้ หรือว่าฉันมียศตำแหน่งในวัง ซึ่งเขาสองคนยังนึกสงสัยและอยากจะถามอยู่เหมือนกัน เห็นฉันสนิทสนมกับท่านอ๋องดูแล้วไม่น่าจะเป็นคนฐานะธรรมดาหรือเป็นแค่ลูกศิษย์ของหมอจง
ท่านอ๋องหัวเราะหึๆในลำคอตอบคนทั้งสองแทนว่า ฉันเป็นแพทย์ส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ และกำลังจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสนมเอกของฮ่องเต้ ทำเอาทุกคนตกใจร้องห๊า! รวมทั้งฉันด้วยที่ไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อนว่าจะได้เป็นสนมเอก ซิ่นหลิงกับเฟยเจินขมวดคิ้วถามเสียงดุทันทีว่าไปรับปากเป็นสนมเอกตั้งแต่เมื่อไหร่?!
ฉันรีบตอบทันทีว่าไม่คยรับปากต้องมีอะไรเข้าใจผิดกันแน่ๆ ท่านอ๋องจึงเฉลยให้ฟังว่า เรื่องนี้ฮองเฮาเป็นคนทูลขอกับฮ่องเต้ด้วยตัวเองให้แต่งตั้งฉนเป็นสนมเอกตามที่ฮองเฮาได้สัญญาไว้ ทำให้ฉันกับเฟยเจินร้องอ๋อออกมาพร้อมกัน คงเป็นวันนั้นวันที่ฮองเฮาคุกเข่าขอร้องให้คืนชีพฮ่องเต้แน่เลย
ซิ่นหลิงก็ลุกพรวดสีหน้าไม่สบอารมณ์จะไปพบกับฮ่องเต้ เพื่อจะไปสั่งห้ามแต่งตั้งฉันเป็นสนมเอก เฟยเจินก็จะไปด้วยเพราะเขาเองไม่ยินยอมเช่นกัน ฉันจึงห้ามและบอกคนทั้งสองว่าเดี๋ยวจะไปพูดคุยกับฮ่องเต้เอง จะไปบอกปฏิเสธไม่รับตำแหน่งนี้แน่นอน ทั้งยังสั่งกำชับซิ่นหลิงกับเฟยเจินให้ใจเย็นๆนั่งดื่มเหล้ากับท่านอ๋องที่นี่ อย่าไปอาละวาดที่ตำหนักของฮ่องเต้โดยเด็ดขาด
ซิ่นหลิงกับเฟยเจินจึงยอมนั่งรออยู่ที่ตำหนักของท่านอ๋อง แต่ยังกำชับอีกครั้งว่าถ้าพูดคุยกันแล้วไม่เข้าใจล่ะก็ เขาจะไปคุยเองต้องได้เห็นดีกับเขาแน่ ฉันลูบไหล่ลูบหลังคนทั้งสองว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดอย่าเพิ่งหงุดหงิดเลย จากนั้นก็ขอแยกตัวไปที่ตำหนักของฮ่องเต้ แต่ซือซือคงอยากถามและอยากรู้อยากเห็น จึงอ้างว่าจะเดินไปเป็นเพื่อนอีกอย่างนางไม่ถนัดนั่งอยู่ในกลุ่มคนดื่มเหล้า
และในระหว่างทางที่เดินกันไปนั้น ซือซือก็ถามถึงเรื่องตำแหน่งสนมเอก ฉันจึงเล่าคร่าวๆให้ซือซือฟังระหว่างทางที่เดินกันไปว่า ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ประชวรหนักจนลุกไม่ขึ้น ทำให้วันนั้นต้องรีบฝ่าวงล้อมพวกโจรที่มาล้อมค่ายหนิงอัน เพื่อรีบกลับมารักษาฮ่องเต้ที่แคว้นหลวนเซียนจนหายป่วย
ฮองเฮาจึงพูดว่าจะแต่งตั้งให้เป็นสนมเอกเพื่อให้อยู่ดูแลข้างกายฮ่องเต้ แต่ด้วยความรีบร้อนในวันนั้นจึงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอของฮองเฮา จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดแบบนี้ ซือซือจึงถามด้วยความสงสัยอีกว่าทำไมฉันจึงไม่เป็นสนมเอก ทั้งๆที่สตรีในวังทุกคนล้วนปรารถนากันทั้งนั้น เพราะการจะเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้นั้นไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเลย
ฉันยิ้มแล้วมองไปตามทางเดินข้างหน้า ทำสีหน้าวาดฝันจินตนาการถึงความสุขเล็กๆว่า เพราะฉันรักชีวิตอิสระที่ได้อยู่กับพี่ชายทั้งสี่ในเรือนหลังเล็กๆ แวดล้อมไปด้วยต้นไผ่สีเขียวสด มีคนงานแค่ไม่กี่คนคอยช่วยทำงานในเรือนช่วยปลูกสมุนไพร มีลิงตัวเล็กๆวิ่งเล่นที่ลานหน้าเรือนแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่อยากได้ยศตำแหน่งใหญ่โตอะไรพวกนั้นเลย แต่ขอเป็นแค่คนดูแลรักษาฮ่องเต้อันเป็นที่รักและเคารพยิ่งก็พอ
ซือซือรับฟังทำสีหน้าเข้าใจแล้วพูดว่านางเองก็ชอบชีวิตอิสระ เบื่อใช้ชีวิตอยู่ในกรอบในวังจึงขอติดตามชงหยวนผู้เป็นพี่ชาย ไปติดต่อการค้าสานสัมพันธ์กับผู้คนตามแคว้นต่างๆ ทำให้สนุกได้เห็นอะไรมากมายจนใจนึกไม่อยากกลับวัง จากนั้นก็หัวเราะเบาๆกับความคิดของนางว่าอยากเป็นนักเดินทางเสียแล้วสิ
เราเดินพูดคุยหัวเราะกันจนมาถึงตำหนักหมู่ตันที่ประทับของฮ่องเต้ เห็นฮ่องเต้กำลังนั่งบีบคลึงต้นคอและไหล่ของตัวเองให้คลายปวดเมื่อย เมื่อฮ่องเต้เห็นฉันกำลังเดินเข้าไปหาพร้อมกับซือซือ ฮ่องเต้ก็เอ่ยทักทายแล้วพูดว่ากำลังรอฉันอยู่พอดี
จากนั้นฮ่องเต้หยิบขวดน้ำมันนวดดอกบัวมายาสีน้ำเงิน ออกมาอวดว่าเขาชอบกลิ่นมันหอมมาก ตั้งแต่วันที่ฉันให้คนนำน้ำมันนวดมาส่งให้ เขายังไม่ได้ให้ใครนวดให้เลย เพราะรอให้ฉันมานวดให้เขาด้วยตัวเองแล้วส่งสายตารอยยิ้มเชิงยั่วเย้า เขาคงจะลืมไปว่าซือซือก็นั่งอยู่ตรงนี้ด้วย
ทำให้ซือซือที่นั่งอยู่เกิดอาการอึดอัดมองฉันกับฮ่องเต้ด้วยสายตาแปลกๆ ฉันจึงตอบฮ่องเต้ว่าเดี๋ยวจะนวดให้ แต่ก่อนจะนวดขอถามเรื่องที่ฮ่องเต้จะแต่งตั้งฉันเป็นสนมเอกนั้นจริงหรือ?
ฮ่องเต้เอื้อมมือมาจับมือฉันไว้แล้วพูดว่า ฮองเฮามาทูลขอด้วยตัวเองซึ่งฉันไม่ควรปฏิเสธ ฉันจึงพยายามพูดปฏิเสธเป็นบทกลอนเปรียบเปรยเพื่อให้ฮ่องเต้เห็นภาพและเข้าใจในความรู้สึกว่า “นกน้อยที่เคยบินอิสระอยู่ในป่า หากถูกจับมาอยู่กรงคงหม่นหมอง แม้สุขสบายดุจนกน้อยในกรงทอง ชีวิตนี้คงหม่นหมองเหี่ยวเฉาเข้ากัดกิน”
แม้บทกลอนฉันจะฟังดูง่อยๆไม่ไพเราะคล้องจองเลยสักนิด แต่ฮ่องเต้ก็เข้าใจและรู้อยู่แล้วว่าฉันต้องปฏิเสธ ส่วนซือซือนั้นพยายามกลั้นขำใช้มือปิดปากไม่ให้หัวเราะ ฮ่องเต้จึงพูดต่ออีกว่าเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงคงบังคับฉันไม่ได้
แต่ถึงกระนั้นเขาก็จะให้เบี้ยกับฉันทุกเดือน แต่มีข้อแม้อย่างเดียวคือต้องมาหาเขาที่วังบ่อยๆ ห้ามหายหน้าขาดการติดต่อเหมือนครั้งที่ไปอยู่แคว้นจินชาง ฉันจึงรับปากกับฮ่องเต้ว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว จากนั้นก็หยิบขวดน้ำมันนวดดอกบัวมายาขึ้นมาเปิดจุกจะนวดต้นคอนวดไหล่ให้ฮ่องเต้คลายเมื่อย
ซือซือก็ทักขึ้นมาทันทีว่าน้ำมันนวดมีกลิ่นหอมเหลือเกินอยากได้บ้างสักขวด จึงล้วงขวดน้ำมันนวดในเข็มขัดเวทย์ยื่นให้ซือซือ พร้อมทั้งบอกสรรพคุณช่วยคลายปวดเมื่อย ช่วยให้ผ่อนคลาย และทาแก้แมลงกัดต่อยได้ นี่เป็นขวดทดลองใช้มีจำนวนจำกัด แต่ถ้าใช้ดีและชอบขวดต่อไปจะขายในราคาสองเหรียญทอง
ซือซือร้องโอ้โหทำไมแพงจัง ทั้งยังทำหน้าไม่ค่อยเชื่อในสรรพคุณที่ฉันสาธยายสักเท่าไหร่ แต่ก็เปิดจุกขวดยกขึ้นดมกลิ่นหอมเพราะยังไม่แน่ใจในสรรพคุณที่กล่าวเกินจริง ฮ่องเต้จึงพูดว่าเขาต้องการซื้อสิบขวดเพื่อเก็บไว้ใช้เองในตำหนัก เพราะยาทุกอย่างที่ฉันปรุงล้วนดีหายชะงัดดุจยาวิเศษ จะให้ขันทีนำหีบทองไปส่งให้ที่ตำหนักดอกบัว ซึ่งคำชมนี้ฉันกลับไม่ปฏิเสธ เพราะเป็นเรื่องจริงที่ใช้พลังวิเศษจากนกอัคคีสวรรค์มาหาผลประโยชน์หาเงินทองให้กับตัวเอง
จากนั้นจึงรีบบอกเรื่องสำคัญกับฮ่องเต้ว่า ตอนนี้ปีศาจเยือกแข็งฟื้นคืนกำลังแล้วกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ที่หุบเขาเคียงนภา แต่ฉันรายงานเรื่องนี้ให้ท่านอ๋องทราบแล้ว ฮ่องเต้มื่อได้ยินก็ตกใจสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที รีบเรียกองรักษ์ฟู่เซียงให้ไปเชิญท่านอ๋องมาพบที่ตำหนัก เมื่อท่านอ๋องมาถึงเราจึงอยู่พูดคุยกันอีกครั้งถึงเรื่องปีศาจเยือกแข็ง ฉันจึงมอบยาดอกหญ้าสีส้มให้ฮ่องเต้เก็บไว้ ใช้ต่อสู้กับพวกสุนัขเยือกแข็ง กระทั่งใกล้ค่ำฉันกับซือซือจึงขอตัวลาเพื่อเตรียมตัวไปร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้
ส่วนที่ตำหนักดอกบัวเสวียฉีกับหยงเป่ากลับมาจากหุบเขาเคียงนภาได้สักพักแล้ว เสวียฉีบอกว่าหาตัวปีศาจเยือกแข็งไม่เจอ แม้กระทั่งพวกสุนัขยังไม่ออกมาวิ่งเพ่นพ่านให้เห็นเลย แต่เขาสองคนมั่นใจว่าพวกปีศาจยังไม่ไปไหน ยังคงหลบซ่อนเพิ่มพลังเวทย์อยู่บนภูเขาเพื่อรอเวลามาบุกแน่นอน
ฉันจึงบอกพี่ชายทั้งสี่ว่าเรื่องหาตัวปีศาจเยือกแข็งให้พักไว้ก่อนชั่วคราว ให้ผ่านคืนนี้ไปก่อนเพราะตอนนี้เราต้องไปร่วมงานเลี้ยง จึงถามพวกเขาว่ามีใครจะไปงานเลี้ยงกับฉันบ้าง ทั้งหยงเป่า ซิ่นหลิงและเฟยเจินพากันส่ายหัว บอกว่าพวกเขาไม่มีธุระอะไรกับคนในงานเลี้ยงพวกนั้น แต่ให้คนยกอาหารกับเหล้ามาให้พวกเขาดื่มกินที่ตำหนักก็พอ จึงมีเพียงเสวียฉีคนเดียวที่จะไปด้วยเพราะเสวียฉีชอบงานเลี้ยงงานรื่นเริง
ซึ่งในงานเลี้ยงได้พบกับท่านทูตตัวแทนจากแคว้นจินชาง จึงเดินเข้าไปทักทายแนะนำตัวว่าเป็นศิษย์ของหมอจง ท่านทูตเมื่อรู้ว่าฉันเป็นใครก็รีบกล่าวทักทายกลับด้วยท่าทางเป็นมิตรและสุภาพ เขากล่าวว่าองค์รัชทายาทจินหย่งเจิ้นพูดชื่นชมถึงฉันกับพี่ชายทั้งสี่บ่อยๆ ที่ไปช่วยกอบกู้ค่ายหนิงอันให้รอดพ้นจากการรุกรานของแคว้นซูเซียว จึงฝากเชิญพวกเราทั้งห้าคนให้ไปที่วัง เพื่อจัดงานเลี้ยงใหญ่เป็นการตอบแทนทั้งยังจัดเตรียมของรางวัลใหญ่ไว้ให้ด้วย
ฉันตอบเขาว่าไว้เสร็จธุระสำคัญแล้วจะไปพบองค์รัชทายาทตามคำเชิญ จึงถามท่านทูตอีกว่าได้พบเจอกับหมอจงบ้างหรือไม่ อยากทราบว่าหมอจงตอนนี้เป็นอย่างไร เดินทางกลับไปอยู่ที่เมืองหลวงหรือยัง ท่านทูตตอบว่าเท่าที่เขารู้หมอจงไม่ได้อยู่ที่ค่ายหนิงอันแล้ว แต่ก็ไม่ได้กลับไปเรือนเดิมที่เคยพักอาศัย
เพราะเรือนนั้นมีแค่เหวินหลางกับเฉิงเหม่ยอิงพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่นั่น แต่ตอนนี้เหม่ยอิงกำลังป่วยเพราะเสียใจที่ราชครูเฉิงผู้เป็นพ่อถูกตัดสินโทษเป็นกบฏ และถูกประหารชีวิตไปแล้ว เหม่ยอิงไม่ยอมกินอาหารและไม่ยอมให้หมอรักษา จนเหวินหลางไม่มีสมาธิทำงานเพราะเป็นห่วงกังวลเรื่องอาการป่วยของเหม่ยอิง
ส่วนหมอจงก็ยังไม่กลับไปที่เรือน ทั้งยังไม่ได้ส่งข่าวคราวถึงองค์รัชทายาทด้วย จึงยังไม่มีใครรู้ว่าหมอจงหายตัวไปอยู่ที่ไหน แต่ท่านทูตคิดว่าอีกสักพักหมอจงคงจะส่งข่าวมา เขาเป็นห่วงก็แต่เหม่ยอิงที่กำลังป่วยจึงขอให้ฉันไปช่วยรักษาเหม่ยอิงจะได้หรือไม่
ฉันตอบท่านทูตทันทีว่าพรุ่งนี้จะไปรักษาอาการป่วยของเหม่ยอิงให้เอง และอยากรู้ด้วยว่าหมอจงหายตัวไปอยู่ที่ไหนกันแน่ เกิดเรื่องอะไรกับหมอจงถึงได้หายตัวไปไม่ส่งข่าวคราวถึงใครเลย ซึ่งหวังในใจว่าจะไม่เกิดเรื่องร้ายขึ้นกับเขา