Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 474 บุกดินแดนตระกูลเขี้ยวทองคำ (2)

บุกดินแดนตระกูลเขี้ยวทองคำ (2)

 

            การต่อสู้ดำเนินต่อไปอีกนานหลายนาที ความสงสัยของเหล่าครึ่งเทพและเทพอสูรก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น สีหน้าของพวกมันเปลี่ยนแปลงเป็นเคร่งเครียด ลางสังหรณ์เลวร้ายก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

            ชั่วขณะนั้นครึ่งเทพผู้หนึ่งก็นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้

            เหตุการณ์ที่อุปกรณ์เวทมนตร์ทั้งหมดหยุดทำงานลงพร้อมกันแล้วแตกสลายกลายเป็นพลังวิญญาณสีดำ ก่อนจะหลอมรวมตัวกันกลายเป็นกระบี่วิญญาณเล่มหนึ่งที่แปรเปลี่ยนเป็นประตูมิติ

            วินาทีที่มันนึกถึงภาพเหตุการณ์นี้ขึ้นมาได้ สีหน้าของมันก็ซีดขาวลง ก่อนจะรีบส่งเสียงเตือนพวกของมันในทันที

            “แย่แล้ว!! อสรพิษทราย! เจ้ารีบฝ่าออกไป เจ้าเด็กนี้ไม่ได้มาคนเดียว!!!”

            ทันทีที่เสียงเตือนดังขึ้น ครึ่งเทพและเทพอสูรทุกคนก็ตระหนักได้ในทันทีเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่พวกมันเองก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย พวกมันยังได้เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนกระทั่งกัสปรากฏตัวขึ้นมา

            เมื่อรู้แบบนั้นพวกมันก็คิดได้ในทันทีว่ากัสไม่ได้บุกเข้ามาในดินแดนของพวกมันเพียงลำพัง หากแต่ใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ที่อยู่ในดินแดนหลักส่งคนเข้ามาด้วยเช่นกัน

            ทว่าพวกมันก็คาดเดาผิดไปเล็กน้อยตรงที่กัสไม่ได้นำคนอื่นเข้ามาด้วย แต่เป็นร่างแยกของเขาต่างหากที่ตามเข้ามาด้วย

            สีหน้าของกัสเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า พร้อมกับคำพูดที่แฝงไว้ด้วยความขบขัน

            “มารู้ตัวตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว..ด้านนอกนั่นป่านนี้คงตายไปหมดแล้วละมั้ง”

            กัสพูดออกมาลอยๆ เหมือนกับกำลังคาดเดา แม้ว่าในความเป็นจริงเขาจะรู้ดีว่าสถานการณ์อีกด้านหนึ่งของประตูมิติเป็นยังไง ทั้งนี้ก็เพราะว่าคนที่ลงมือกวาดล้างกองกำลังของตระกูลเขี้ยวทองคำอยู่ก็คือร่างแยกกระบี่เทวะและร่างแยกอสูรเทวะของเขานั่นเอง

            และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้กัสไม่สามารถใช้พลังได้อย่างเต็มที่และต้องต่อสู้แบบยืดเยื้อกับครึ่งเทพและเทพอสูรทั้ง 5 คนอยู่แบบนี้

            อีกเหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะจุดเด่นของเวทมนตร์ทรายคือการรวมพลัง หากเขาบีบบังคับให้ทั้ง 5 รวมพลังกันขึ้นมาจริงๆ ต่อให้กัสจะทรงพลังมากกว่านี้ เขาก็ไม่สามารถเอาชนะคนพวกนี้ได้โดยง่าย เขาจึงต้องถ่วงเวลาและลดปริมาณทรายชนิดพิเศษของพวกมันลงให้มากที่สุด เพื่อลดความสามารถในการรวมพลังของพวกมัน

            แต่ท้ายที่สุดครึ่งเทพก็ยังเป็นครึ่งเทพ พวกมันล้วนมีญาณศักดิ์สิทธิ์เป็นของตัวเอง สติปัญญาของพวกมันย่อมไม่สามารถดูถูกได้ จึงไม่น่าแปลกที่พวกมันจะคาดเดาได้จากสิ่งที่เขาทำและสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

            “บัดซบ!! เจ้าเด็กสารเลว!! ข้าจะฆ่าเจ้า!!!”

            ครึ่งเทพผู้ใช้อสรพิษทรายส่งเสียงขู่คำรามอย่างดุร้าย ก่อนจะพุ่งตรงเข้าใส่กัสด้วยความเร็วสูง ขัดกับคำสั่งที่มันได้รับ

            การเคลื่อนไหวที่ขัดกับคำสั่งนี้ทำให้กัสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหรี่ตาลงด้วยความขบขัน

            “เจ้าคิดว่ากำลังหลอกใครกัน..”

            กัสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงดูถูก ขณะที่อีกด้านหนึ่งมีหัวสิงโตขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงประตูมิติและอ้าปาก กลืนกินอสรพิษทรายสีทองเข้มที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นทรายเข้าไปในอึดใจ

            วินาทีนั้นใบหน้าของครึ่งเทพผู้ใช้อสรพิษทรายที่กระโจนเข้าหากัสก็ซีดลง ก่อนที่ร่างกายของมันจะแตกสลายกลายเป็นทรายไป เนื่องจากร่างจริงของมันโดนเขากลืนเข้าไปแล้ว

            ร่างแยกที่ส่งออกมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของกัสจึงสลายหายไป

            ในวินาทีเดียวกัน ภายในช่องว่างวิญญาณ ลำแสงสีขาวเส้นหนึ่งก็ถูกยิงออกมาจากผลึกแก้วสีขาว ระเบิดเอาร่างวิญญาณของครึ่งเทพจนแตกสลาย กลายเป็นกลุ่มทรายสีทองแกมเขียวที่ลอยอยู่ในช่องว่างวิญญาณ ก่อนจะเผยให้เห็นผลึกจิตสำนึกสีทองสดใส

            ทันทีที่ฆ่าครึ่งเทพผู้ใช้อสรพิษทรายไป ใบหน้าของกัสก็ซีดลง มันมีร่องรอยของเส้นเลือดสีดำปรากฏขึ้นบนใบหน้าเพราะพิษที่แฝงอยู่ในร่างวิญญาณของครึ่งเทพที่ใช้อสรพิษทราย

            ทันทีที่คนที่เหลือเห็นแบบนั้น ใบหน้าของพวกมันก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นพร้อมกับความหวัง จากนั้นเพียงชั่วพริบตา ครึ่งเทพทั้งสองก็เคลื่อนตัวเข้าหากันและผสานร่างกันจนเกิดเป็นร่างผลึกสีทองขนาดใหญ่ยักษ์ที่ดูราวกับเทพอสูรตามความเชื่อของเผ่าหมาป่าทองคำ

            เทพอสูรทรายที่มีร่างกายเป็นผลึกสีทองนั้นลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ก่อนจะยื่นมือออกไป เทพอสูรอีกคนก็ส่งเสียงขู่คำรามออกมาครั้งหนึ่ง ร่างกายของมันก็แตกออกเป็นทรายสีเลือดแล้วไหลไปรวมกันที่ฝ่ามือของเทพอสูรทรายจนกลายเป็นดาบเขี้ยวหมาป่าผลึกสีเลือดที่ทรงอำนาจ

            ทันทีที่กัสเห็นแบบนั้น รอยยิ้มฝืนๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา ก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ยเมื่อเส้นเลือดสีดำที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนปกคลุมใบหน้าของเขาไปครึ่งหนึ่ง อยู่ๆ ก็หดตัวลงอย่างรวดเร็วจนหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

            “ในที่สุดพวกเจ้าก็รวมร่างกันเสียที..แบบนี้ข้าจะได้จัดการได้ง่ายหน่อย”

            พูดจบกัสก็หัวเราะออกมาเสียงดัง จากนั้นเพียงอึดใจ หัวสิงโตจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นและบินเข้าใส่เทพอสูรทรายผลึกทองคำ พร้อมกับการอ้าปากคำรามออกไปอย่างดุดัน

            คลื่นเสียงทำลายล้างแบบวงกว้างระเบิดออกมาจากรอบทิศ มันโจมตีเข้าใส่เทพอสูรทรายอย่างหนักหน่วง จนทั่วร่างของเทพอสูรทรายปรากฏรอยแตกราวขึ้นมาหลายจุด

            ในเวลาเดียวกันเทพอสูรอีกคนที่ทำหน้าที่คุ้มครองนายน้อยของมันก็หน้าซีด ก่อนจะกลายร่างเป็นลูกบอลทรายแล้วผนึกตัวจนกลายเป็นผลึกสีเลือดปกป้องนายน้อยของมันไว้ภายใน

            การโจมตีด้วยคลื่นเสียงนี้คงอยู่เพียงชั่วครู่สั้นๆ ก่อนที่กระบี่ยักษ์เล่มหนึ่งจะปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า กระบี่ที่ราวกับภูเขาลูกหนึ่ง ทิ่มแทงออกมาจากอากาศธาตุ ก่อนจะสะบัดฟันลงอย่างดุดัน

            “แหลกไปซะ!!”

            กัสคำรามออกมาอย่างดุร้าย พร้อมกับปลดปล่อยพลังงานจลน์ทั้งหมดที่สะสมเอาไว้จากการใช้กระบี่รากพฤกษาทองคำทมิฬผสานไปกับกระบี่จิตวิญญาณภูเขาและฟาดลงไปอย่างดุดัน

            วินาทีนั้นพื้นแผ่นดินก็สั่นสะท้านขึ้นมาครั้งหนึ่งราวกับเกิดแผ่นดินไหว พื้นดินทั้งหมดสั่นไหวราวคลื่นน้ำในทะเลคลั่ง ก่อนที่พวกมันจะยกตัวสูงขึ้นอย่างน่าตระหนก จนแยกออกเป็นหุบเขาในจุดที่กระบี่จิตวิญญาณภูเขาฟาดลงไป

            เทพอสูรทรายผลึกทองคำที่ถูกฟาดนั้น แตกสลายเป็นฝุ่นผงในพริบตา ส่งผลให้ครึ่งเทพทั้งสองและเทพอสูรที่ผสานร่างกันส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด

            อาการบาดเจ็บที่พวกมันได้รับสาหัสจนทำให้พวกมันแทบจะไม่สามารถรวมร่างกลับมาได้อีกครั้ง แม้กระทั่งสติก็ยังพร่ามัวราวกับถูกทุบตีด้วยค้อนยักษ์

            ถึงตอนนั้นบุคคลเพียงคนเดียวที่ยังเหลือพลังอยู่ก็คือเทพอสูรที่ทำหน้าที่คุ้มครองนายน้อย

            “ทีนี้ก็เหลือแค่เจ้า..เอายังไง จะยอมแพ้ หรือจะตาย..”

            ใบหน้าของเทพอสูรแปรเปลี่ยนเป็นดำมืด ในขณะที่ดวงตาของมันทอประกายกระหายเลือดออกมา ซึ่งเป็นคำตอบที่ชัดเจนจนไม่ต้องถามซ้ำ

            กัสที่เห็นแบบนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร นอกจากหัวเราะเสียงเย็น ซึ่งต่างจากนายน้อยที่มีสีหน้าซีดขาวและมีความหวาดกลัวอยู่เต็มหัวใจ

            “เจ้า..เจ้าทำแบบนี้ทำไม!! เจ้าคิดจะเป็นศัตรูกับตระกูลเขี้ยวทองคำจริงๆ งั้นหรือ!!”

            “เป็นศัตรูงั้นหรือ..เจ้าถามตัวเจ้าเองเถอะ!! ความสัมพันธ์ระหว่างเรามันถูกกำหนดตั้งแต่วันที่เจ้าส่งคนมาขโมยอุปกรณ์เวทมนตร์ของข้าแล้ว!! เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าโจรกับคนที่ถูกขโมยจะยังเป็นมิตรกันได้!!”

            ใบหน้าของนายน้อยซีดลงไปอย่างน่ากลัว ก่อนที่มันจะกลายเป็นสีดำมืดที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นเพราะมันเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้แล้ว

            “อย่ามาทำเป็นพูดดีไปหน่อยเลย!! เจ้าเองก็วางแผนทำให้มันเป็นแบบนี้แต่แรกแล้วไม่ใช่หรือยังไง!! หากไม่แล้วเจ้าจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!!”

            เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจนี้ทำให้กัสยิ้มเย็นออกมา ก่อนจะถามคำถามหนึ่งออกไปและทำให้ความหวังทั้งหมดของนายน้อยแตกสลาย

            “แล้วข้าบังคับให้เจ้าขโมยงั้นหรือ..ทั้งที่ข้าก็ไม่ได้ห้ามพวกเจ้าเข้าไปฝึกในเมืองสักหน่อย”

            เมื่อได้ยินคำตอบนี้แม้กระทั่งเทพอสูรคนสุดท้ายก็ยังหน้าเปลี่ยนสี พวกมันตระหนักแล้วว่าพวกมันเองที่เป็นฝ่ายผิด ผิดที่เลือกที่จะแย่งชิงแทนที่จะเข้าหาอย่างเป็นมิตร

            ทั้งหมดนี้เป็นพวกมันที่ผิดมาตั้งแต่เริ่ม เป็นพวกมันที่ริเริ่มความคิดที่จะขโมย พวกมันจึงไม่สามารถพูดอะไรได้นอกจากยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

            วินาทีนั้นจิตต่อสู้ของเทพอสูรก็อ่อนแรงลง ก่อนจะถูกกระบี่วิญญาณนับไม่ถ้วนบินเข้าใส่ ตัดหัว แขนและขาจนขาดสะบัดในพริบตา เร็วจนไม่มีใครตั้งตัวได้

            พริบตาต่อมาเทพอสูรก็กู่ร้องคำราม ก่อนจะถูกกระบี่วิญญาณนับไม่ถ้วนตัดร่างขาดเป็นชิ้นๆ ทั้งกายเนื้อและร่างพลังชีวิต ไม่ว่าจะพยายามก่อร่างขึ้นมากี่ครั้ง ร่างกายของมันก็ถูกตัดขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและถูกหัวสิงโตจำนวนนับไม่ถ้วนกลืนกินเข้าไปอย่างหิวกระหาย

            ภาพนี้ทำให้ใบหน้าของนายน้อยซีดขาวราวกับคนตาย มันมองดูสภาพของเทพอสูรที่เป็นผู้อาวุโสของมันด้วยความสิ้นหวัง

            ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นครึ่งเทพทั้งสองที่เรียกสติกลับคืนมาได้ก็ส่งเสียงคำรามออกมาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ก่อนจะระเบิดพลังวิญญาณทั้งหมดสร้างหมาป่าทองคำขึ้นมาตัวหนึ่งและพุ่งเข้าใส่กัสโดยไม่สนใจชีวิตของตนเอง

            เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็ฉีกยิ้ม ก่อนจะโบกมือออกไปเป็นการตอบโต้ พร้อมกับหลบออกไปด้านข้าง หลีกเลี่ยงการโจมตีแลกชีวิตของอีกฝ่าย

            ทันทีที่กัสเคลื่อนไหว กองทรายที่อยู่ข้างกายของนายน้อยก็กลายเป็นเหยี่ยวทรายยกตัวนายน้อยของมันขึ้นและบินออกไปด้วยความเร็วสูง มุ่งตรงไปยังประตูมิติที่อยู่ไม่ห่าง

            กัสเห็นแบบนั้นก็เค้นเสียงออกมาเบาๆ ก่อนจะยื่นฝ่ามือออกไป

            แต่ก่อนที่เขาจะลงมือสร้างหัวสิงโตขึ้นมากลืนกินเหยี่ยวทรายและนายน้อย พายุทรายสีเลือดก็ก่อตัวขึ้นรอบประตูมิติ ทำให้พลังวิญญาณที่เพิ่งจะก่อตัวของเขาถูกระเบิดจนแตกกระจายไปรอบทิศทาง

            “อย่าฝันว่าเจ้าจะทำได้!!!”

            เสียงคำรามที่ดังก้อง ดังออกมาจากด้านข้างของกัส พร้อมกับร่างกายครึ่งหนึ่งของเทพอสูรที่ปรากฏขึ้นในสภาพเลือดอาบ มือหนึ่งของมันถือดาบแก้วผลึกสีเลือดที่สร้างขึ้นมาจากร่างกายของตัวมันเอง ทิ่มแทงเข้าใส่เขาอย่างดุร้าย

            เมื่อมีครึ่งเทพและเทพอสูรที่โจมตีเข้ามาโดยไม่สนใจชีวิตแบบนี้ ต่อให้กัสจะอยากรั้งนายน้อยเอาไว้ เขาก็ทำไม่ได้ จนทำได้เพียงเค้นเสียงด้วยความหงุดหงิดและถอยกลับไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

            “โหดร้ายจริงนะ..แต่อย่าคิดว่าข้าจะกลัวเจ้า!!”

            สิ้นคำพูดกัสก็สะบัดมือออกไป กระบี่จิตวิญญาณภูเขาก็ทิ่มแทงออกมาจากอากาศธาตุ ปะทะเข้าใส่หมาป่าทองคำอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงระเบิดดังสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง

            วินาทีนั้นสีหน้าของกัสก็เปลี่ยนไป เมื่อเสียงแตกร้าวดังแทรกขึ้นมาในใจ พร้อมกับกระบี่จิตวิญญาณภูเขาที่แตกออกเป็นสองส่วนจากแรงปะทะที่ดุดันเกินไป

            เห็นแบบนั้นกัสก็กัดฟันด้วยความหงุดหงิดแล้วสบถออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะบินออกไปเร็วขึ้นกว่าเดิมจากนั้นสะบัดมือขึ้นฟ้าอย่างเกรี้ยวกราด

            ห่างออกไปจากจุดที่ปะทะเกือบ 1 กิโลเมตร กระบี่จิตวิญญาณภูเขา 10 เล่มก็ปรากฏขึ้น พวกมันลอยขึ้นเหนือพื้นดินด้วยความเร็วสูง ก่อนจะดิ่งลงมาด้วยความเร็วที่มากยิ่งกว่า ตอกส่วนปลายกระบี่เข้ากับวงแหวนวิญญาณที่รองรับเอาไว้

            พริบตาเดียวพลังงานจลน์ปริมาณมหาศาลก็ถูกส่งเข้าไปในวงแหวนวิญญาณ จากนั้นเพียงอึดใจกัสก็สูดลมหายใจแล้วอ้าปาก

            วงแหวนวิญญาณ 10 วงก็ปรากฏขึ้น ก่อนจะระเบิดออกมาพร้อมกับเสียงคำรามที่ดังสะท้านฟ้า

            สีหน้าของครึ่งเทพและเทพอสูรทั้งสองซีดขาวลงในทันที ก่อนที่พวกมันจะถูกคลื่นเสียงทำลายล้างที่ทรงอำนาจบดขยี้จนแหลกเป็นฝุ่นผงในเวลาเพียงเสี้ยววินาที

            ทิศทางของคลื่นเสียงที่ลากยาวออกไป ตัดผ่านประตูมิติไปราวกับวางแผนเอาไว้ เมื่อครึ่งเทพอีกคนเห็นแบบนั้น ใบหน้าของมันก็ซีดลง ก่อนจะตัดสินใจเสี่ยงชีวิตเปลี่ยนร่างเป็นปราการผลึกแก้วสีทองอร่ามป้องกันประตูมิติเอาไว้ พร้อมกับส่งนายน้อยของมันข้ามประตูมิติไป

            คลื่นเสียงที่ทรงอำนาจระเบิดปราการผลึกแก้วจนแหลกสลายไปในพริบตา แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น เสียงหัวเราะของครึ่งเทพก็ดังขึ้นมา เมื่อมันเห็นว่านายน้อยของมันสามารถข้ามประตูมิติไปได้สำเร็จ

            “หัวเราะทำไม..พวกเจ้าไม่ได้พูดหรือว่าข้าส่งคนอื่นเข้ามาด้วย!”

            “ฮะๆ อย่าคิดมาหลอกข้าเด็กเลว!! นอกจากเจ้าแล้ว มีใครอีกบ้างที่ก้าวข้ามขอบเขตของมนุษย์ไปได้!! เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าคนของเจ้าจะหยุดนายน้อยของข้าได้!!”

            คำพูดของครึ่งเทพผู้นี้ไม่ผิดเลยเพราะนอกจากตัวเขาแล้ว กัสไม่มีครึ่งเทพหรือเทพอสูรคนไหนเลยที่สามารถช่วยเขาได้

            ด้วยสถานะของเขา ด้วยอายุวัยของเขา มันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถออกคำสั่งต่อครึ่งเทพหรือเทพอสูรในตระกูลได้

            ยิ่งไปกว่านั้นพันธมิตรของเขาเองก็มีจำกัดและไม่มีใครกล้าที่จะส่งคนของตนเข้ามาช่วยกัสต่อสู้กับตระกูลเขี้ยวทองคำแน่เพราะสถานะของเขาไม่สูงพอที่จะชักจูงคนระดับนั้นได้

            มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่กำลังเสริมของกัสจะแข็งแกร่งไปกว่าระดับเตรียม ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่มีทางที่จะมีใครสามารถหยุดนายน้อยของพวกมันได้

            แต่ที่พวกมันไม่รู้เลยก็คือ กำลังเสริมที่กวาดล้างกองกำลังของพวกมันอยู่ในดินแดนหลักนั้น ไม่ใช่เตรียมเทพอสูรหรือเตรียมครึ่งเทพที่ไหน

            หากแต่เป็นร่างแยกเทวะของกัสเอง ซึ่งต่อให้ร่างแยกเทวะมีพลังเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของเขา

            แต่มันก็มากเกินพอที่จะฆ่าเตรียมครึ่งเทพและเตรียมเทพอสูรสักคนหนึ่ง โดยไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่าพลัง 10 เปอร์เซ็นต์ที่ร่างแยกใช้ได้นั้น ไม่ใช่ 10 เปอร์เซ็นต์ในด้านคุณภาพแต่เป็นด้านปริมาณ

            ด้วยเหตุนี้แม้ร่างแยกจะมีพลังเพียง 10 เปอร์เซ็นต์จนใช้วิชาของกัสออกมาได้ไม่ถึงรุนแรงนัก แต่ความแข็งแกร่งของพลังวิญญาณก็ไม่ได้ต่างอะไรจากตัวเขาเลย มันจึงไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะใช้วิชาโจมตีวิญญาณเพื่อฆ่านายน้อยที่เป็นเพียงเตรียมเทพอสูร

            ในวินาทีที่นายน้อยข้ามผ่านประตูมิติไป มันก็บีบบัตรผ่านในมือของมันทันทีเพื่อใช้วิธีการออกจากดันเจี้ยนแบบฉุกเฉินซึ่งมีเพียงตัวมันเองเท่านั้นที่สามารถใช้ได้

            ทว่าพริบตาที่มันปรากฏตัวขึ้น กระบี่วิญญาณเล่มหนึ่งก็เสียบทะลุหัวใจของมันออกไป ก่อนจะสูบพลังชีวิตและพลังวิญญาณของมันออกไปในพริบตา

            นายน้อยที่สูญสิ้นพลังชีวิตและพลังวิญญาณย่อมไม่มีแรงกายเหลือพอที่จะบีบบัตรผ่านให้แตกสลาย มันจึงทำได้เพียงกำบัตรผ่านเอาไว้แน่น ขณะที่ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองร่างแยกกระบี่เทวะของกัสที่มองดูมันด้วยสายตาเย็นชา

            “สุดท้ายก็หนีออกมาจนได้นะ..เจ้าเล่นมากไปหน่อยแล้วกัส”

            ร่างแยกบ่นออกมาเบาๆ ก่อนจะหันไปมองด้านหลัง มองดูกลุ่มคนนับพันที่คุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยความหวาดกลัว ขณะที่พวกมันมองดูนายน้อยที่ถูกฆ่าในพริบตาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

            “นายน้อย..นายน้อยตายแล้ว ฮะๆ พวกเรา..พวกเราจบสิ้นแล้ว”

            หนึ่งในคนที่คุกเข่าอยู่ลุกขึ้นมาหัวเราะด้วยความขมขื่น ก่อนที่มันจะมองไปยังร่างแยกกระบี่เทวะด้วยความเกลียดชัง จากนั้นพริบตาร่างกายของมันก็แห้งเหี่ยวลงด้วยความเร็วสูง ก่อนที่ชิ้นส่วนกระบี่ชิ้นหนึ่งจะบินออกมาจากซากศพที่ไร้ซึ่งชีวิต

            “ข้าบอกแล้ว..ขัดขืนตาย! ยอมจำนนรอด! ข้าจะไม่พูดซ้ำนะ..”

            น้ำเสียงของร่างแยกเย็นชามาก เย็นเยือกจนทำให้ผู้คนที่ยอมรับความพ่ายแพ้หวาดกลัวและทำได้เพียงเฝ้ารอชะตากรรมของตัวเองด้วยความโศกเศร้า

            หลังจากนั้นเพียงอึดใจ กลุ่มคนอีกหลายร้อยคนก็ค่อยๆ เดินออกมาจากประตูมิติที่เชื่อมต่อกับดินแดนย่อย จากนั้นก็เคลื่อนขบวนเข้ามารวมกลุ่มกันที่ลานกว้างที่พวกมันอยู่

            ต่อจากนั้นก็มีอีกหลายกลุ่มทยอยปรากฏตัว จนกระทั่งคนทั้งหมดที่อยู่ในดินแดนถูกรวมมาไว้ที่ลานกว้างแห่งนี้เพียงแห่งเดียว

            “เรียบร้อยสินะ..กัส..ทางนี้จบแล้ว”

            ทันทีที่ร่างแยกกระบี่เทวะพูดออกมา ร่างแยกกระบี่เทวะกับร่างแยกอสูรเทวะก็สลายหายไปจนเหลือเพียง 2 ร่างที่ทำหน้าที่ควบคุมกลุ่มคนในลานกว้าง

            ส่วนทางด้านกัสนั้นทันทีที่สลายร่างแยกส่วนใหญ่ทิ้งไป พลังที่เขาใช้ได้ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้เขาสามารถจบการต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะข้ามผ่านประตูมิติเข้ามายังดินแดนหลัก

            “มีแค่นี้งั้นหรือ..ไม่พลาดสินะ”

            “แล้วทางเจ้าละ ไม่ใช่ว่าตกลงกันแล้วว่าจะจับเป็นเท่าที่ทำได้นะ”

            ได้ยินแบบนั้นกัสก็ยิ้มฝืนๆ พลางไหวไหล่ด้วยท่าทางราวกับจะบอกว่าช่วยไม่ได้

            ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น การต่อสู้ระหว่างกัสกับครึ่งเทพและเทพอสูรทั้ง 5 นั้นรุนแรงเกินไป โดยเฉพาะตอนที่เขาเอากระบี่จิตวิญญาณภูเขาออกมาฟาด ความรุนแรงของการโจมตีในครั้งนั้นแทบจะทำให้ดินแดนย่อยพังทลาย มันทำให้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง จนทำให้ผู้คนเกือบทั้งหมดที่มีชีวิตรอดถูกคลื่นกระแทกจนกระอักเลือดออกมา

            เมื่อจบการต่อสู้ จำนวนคนที่ยังรอดอยู่ได้ก็ปางตายแล้ว เมื่อกัสตรวจสอบดูอย่างละเอียดเขาก็ไม่พบบุปผาสวรรค์สักคน เขาก็เลยช่วยให้พวกมันได้ไปสบายด้วยการฆ่าทิ้งเสียเพราะคนที่เหลืออยู่ทั้งหมดล้วนเป็นมือดีของตระกูลเขี้ยวทองคำทั้งสิ้น

            “งั้นหรือ..งั้นก็ช่วยไม่ได้ งั้นพวกเราก็มาจัดการกับคนพวกนี้กันก่อนก็แล้วกัน”

            “อืม..แล้ว คัดพวกบุปผาสวรรค์ออกมาหรือยัง ข้าสัญญากับฟลาวเวอร์เอาไว้แล้วนะว่าจะช่วยพวกมันออกไป”

            “เรียบร้อย..นั่นคือบุปผาสวรรค์ทั้งหมดในดินแดนนี้”

            กัสมองตามไปแล้วก็พบกับกลุ่มคนที่มีใบหน้างดงาม ไม่ว่าจะอยู่ในร่างบุรุษหรือสตรี ความงดงามที่โดดเด่นของบุปผาสวรรค์ก็ยังสังเกตเห็นได้ง่ายเสมอ เขาจึงแยกพวกมันออกจากเผ่าหมาป่าทองคำได้อย่างง่ายดาย

            “..เหมือนกับที่ฟลาวเวอร์พูดถึงจริงๆ น่าสมเพชนัก..”

            รูปร่างหน้าตาของบุปผาสวรรค์กลุ่มนี้อาจจะดูงดงามราวกับภาพวาด แต่แววตาของพวกมันไม่มีสีสันของชีวิตอยู่เลย เสื้อผ้าที่ใส่เองก็เปิดเผยเรือนร่างจนแทบจะเรียกว่าเสื้อผ้าไม่ได้ แถมกลิ่นคาวที่ติดตัวพวกมันอยู่ก็บอกได้ว่าพวกมันเผชิญกับอะไรมาบ้าง

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน