Ghost & Doctor ผีวุ่นวายกับนายแพทย์อ่อนหัด

    ตอบที่ 153 ดนัยกับการทำบุญครั้งใหญ่

    ตอนที่ 153            “เอาวัดนี้แหละ” ดนัยมองขึ้นไปยังวัดที่อยู่ด้านบน            ไม่นึกเลยว่าวัดในโตเกียวจะค่อนข้างหายากขนาดนี้ ดนัยคิดในใจซึ่งวันนี้เป็นวันหยุดวันที่สองและเขาก็ค่อนข้างจะหายปวดเนื้อเมื่อยตัวบ้างแล้วจึงคิดว่าจะออกมาทำบุญบ้างจึงลองเดินหาวัดรอบโรงพยาบาลซึ่งเขาต้องใช้เวลาเดินเกือบสองชั่วโมงถึงจะเจอวัด            ถึงแม้ที่จริงวัดดังๆในโตเกียวจะมีก็เถอะแต่ดนัยนั้นอยากหลีกเลี่ยงสถานที่คนเยอะๆเพราะเวลาเขาไปสถานที่คนเยอะๆทีไรมักจะซวยมีเรื่องเกิดขึ้นตลอด            จากนั้นดนัยก็ค่อยๆเดินขึ้นบันได้ไปบนวัดแห่งนี้ไม่นานเขาก็ขึ้นมาถึงบนวัด            “วัดโอซากิงั้นเหรอ” ดนัยมองดูป้ายชื่อวัดที่ติดเอาไว้ก่อนจะลองมองสำรวจดูรอบตัวก็เห็นว่าวัดนี้เป็นวัดที่ค่อนข้างเก่าพอสมควรแต่ถึงมันจะเก่าแต่ก็ไม่เห็นร่องรอยของความสกปรกเลยนั่นหมายความว่าวัดแห่งนี้ไม่ใช่วัดร้างมีคนทำความสะอาดเป็นประจำ            “ว่าจะทำบุญกับคนดูแลวัดเสียหน่อยแต่ไม่เห็นมีใครอยู่เลยแฮะ” ดนัยตั้งใจจะทำบุญกับคนดูแลวัดแต่ทว่าเขาไม่เห็นใครอยู่เลยจึงต้องไปทำบุญใส่กล่องบริจาคที่ตั้งอยู่ในวัดแทน            ดนัยเดินเข้าไปในวัดเพื่อไปตรงบริเวณที่ตั้งกล่องรับบริจาคเอาไว้ซึ่งวัดในญี่ปุ่นนั้นส่วนใหญ่จะมีกล่องบริจาคตั้งอยู่บริเวณกลางวัดและด้านบนจะมีกระดิ่งหรือกระพรวนขนาดใหญ่ที่ผูกติดกับเชือกไว้สำหรับสั่นขอพรให้โชคดีเหมือนกับที่เห็นในการ์ตูนอนิเมะญี่ปุ่น            ฟุ่บ !! ดนัยหยิบประเป๋าสตางค์ออกมาพลางดูธนบัตรในกระเป๋าซึ่งมีอยู่หลายใบ            “เอาใบนี้แหละ !!” ดนัยหยิบธนบัตรจำนวนหนึ่งออกมาซึ่งเป็นธนบัตรที่ดนัยหยิบออกมานั้นเป็นจำนวนถึงสิบใบแถมแต่ละใบก็เป็นธนบัตรที่มูลค่ามากที่สุดนั่นก็คือใบละหนึ่งหมื่นเยน            นั่นหมายความว่าดนัยนั้นตั้งใจจะทำบุญถึงหนึ่งแสนเยนเลยทีเดียวหรือถ้าเปรียบเทียบเป็นเงินไทยก็เท่ากับดนัยทำบุญครั้งเดียวกว่าสามหมื่นบาท            เราไม่ค่อยมีเวลาว่างเท่าไหร่ทำบุญทีก็ทำบุญหนักๆไปเลยแล้วกันเผื่อผลบุญจะทำให้เราหายซวยบ้าง ดนัยคิดในใจก่อนจะค่อยๆหย่อยธนบัตรใบละหมื่นเยนทั้งสิบใบนั่นลงไปในกล่องรับบริจาค            ซึ่งดนัยนั้นตั้งใจมาทำบุญอยู่แล้วแถมยังเป็นการทำบุญด้วยเงินจำนวนมากถึงหนึ่งแสนเยนด้วยหลังจากทำบุญเสร็จดนัยก็พนมมือขึ้นขอพรตามธรรมเนียมและเขย่ากระพรวนเพื่อขอให้ตัวเองโชคดีตามความเชื่อ            เคร้ง !! เคร้ง !! ผัวะ !! ดนัยยังไม่ทันเขย่าครบสามครั้งจู่ๆเชือกที่ผูกกระพรวนไว้ก็ขาดทำเอากระพรวนหลุดลงมาทันที            “เฮ้ย !!” ดนัยร้องอุทานออกมา            ปัง !! กระพรวนร่วงลงมากระแทกกับกล่องรับบริจาคและกระเด็นกลิ้งไปทางด้านหลังของดนัยซึ่งเป็นทางบันไดทางลงวัดพอดี            ซวยแล้วถ้ามันกลิ้งตกลงไปแล้วถ้าข้างล่างมีคนบังเอิญอยู่พอดีเรื่องใหญ่แน่ ดนัยเบิกตากว้างเมื่อเห็นกระพรวนกำลังจะกลิ้งไปทางบันไดเพราะกระพรวนนั้นมีขนาดใหญ่มากและน้ำหนักก็หลายกิโลกรัมถ้าร่วงลงไปโดนใครเข้าเจ็บหนักแน่นอนและยิ่งถ้าโดนจุดสำคัญล่ะก็อาจถึงตายได้เลยด้วย  ไม่รอช้าดนัยรีบวิ่งไปคว้ากระพรวนนั่นทันทีแต่ทว่าดนัยนั้นช้าเกินไปทำให้คว้ากระพรวนขนาดใหญ่นั่นไม่ทัน            เคร้ง !! เคร้ง !! เคร้ง !! เสียงกระพรวนกลิ้งลงบันไดก่อนจะมีเสียงผู้หญิงกรีดร้องออกมา            กรี๊ด !! เสียงผู้หญิงร้องเสียงดังด้วยความตกใจ            “ซวยแล้วข้างล่างมีคน !!” ดนัยร้องอุทานออกมา            บ้าจริงทำบุญตั้งเยอะทำไมเรายังซวยอยู่อีกเนี่ย ดนัยคิดในใจก่อนจะรีบตะโกนเตือนคนที่อยู่ข้างล่าง            “ข้างล่างหลบเร็วครับ !!” ดนัยตะโกนเตือนก่อนจะรีบวิ่งไปดูที่บันได            “โอ้ยอะไรเนี่ยใครทำกระพรวนตกลงมาเกือบทับหนูตายแล้วนะ !!” เสียงเด็กสาวในชุดมัธยมปลายตะโกนเสียงดัง            “อะ...เอ่อน้องไม่เป็นไรใช่มั้ย” ดนัยมองไปข้างล่างก็เห็นว่าเด็กผู้หญิงมัธยมปลายนั่นดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรเพราะกระพรวนมันตกลงไปกระแทกกับพุ่มไม้ด้านล่างแทน            “พี่ชาย...พี่ทำกระพรวนตกลงมาเหรอ” เด็กผู้หญิงคนนั้นได้ยินเสียงดนัยก็เงยหน้าขึ้นมองดนัยที่อยู่บนวัด            “ชะ...ใช่พี่ไม่ได้ตั้งใจน้องไม่เป็นอะไรนะ” ดนัยรีบลงบันไดมาและคุยกับเธอ            “หนูไม่เป็นไรพี่พอดีหนูกระโดดหลบทัน” เด็กผู้หญิงบอก            “งั้นเหรอโล่งอกไปที” ดนัยพ่นลมหายใจออกมาเมื่อรู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่เป็นอะไร            “ว่าแต่พี่ช่วยหนูแบกกระพรวนขึ้นไปบนวัดหน่อยสิดูแล้วไม่น่าจะเสียหายมากหนูซื้อเชือกมาเปลี่ยนพอดีนึกไม่ถึงว่าจะมีคนมาขอพรก่อนที่จะเปลี่ยนเชือกน่ะ” เด็กผู้หญิงบอกพลางหยิบเอาถุงที่มีเชือกขนาดใหญ่ใส่อยู่ข้างในให้ดนัยดูซึ่งเธอพึ่งจะไปซื้อมาจากที่ร้าน            “หือวัดนี้ของน้องเหรอ” ดนัยที่เห็นดังนั้นก็คิดว่าวัดนี้น่าจะเป็นวัดของน้องเขา            “ใช่เป็นวัดของบ้านหนูเองพี่ว่าแต่พี่ชื่ออะไรเหรอหนูชื่อนานะ โอซากิ นานะ...เรียกหนูนานะก็ได้ค่ะพี่ชาย” เด็กผู้หญิงถามพลางแนะนำชื่อตัวเองให้ดนัยรู้จัก            “พี่ชื่อดนัยน่ะยินดีที่ได้รู้จักนะน้องนานะ” ดนัยบอกชื่อตัวเองก่อนจะเดินไปอุ้มกระพรวนนั่นขึ้นมา            หนักเหมือนกันนะเนี่ยน่าจะห้ากิโลกรัมได้ดีที่ไม่ตกโดนน้องนานะคนนี้ ดนัยที่อุ้มกระพรวนขึ้นมาก็ถึงกับหน้าซีดเพราะถ้ามันตกลงมาโดนนานะล่ะก็มีหวังเจ็บหนักชัวร์            จากนั้นดนัยและนานะก็เดินกลับขึ้นไปบนวัดและเมื่อนานะขึ้นมาบนวัดก็เห็นว่ากล่องบริจาคที่ตั้งอยู่เกิดความเสียหายจากกระพรวนที่ตกลงมากระแทกกล่อง            “ง่า...ไม่นะกล่องรับบริจาคพังซะแล้วกว่าจะได้เงินมาเปลี่ยนเชือกยังต้องใช้เวลาเป็นเดือนนี่ถ้าจะซ่อมกล่องรับบริจาคต้องรอไปอีกกี่เดือนเนี่ย” นานะร้องออกมาเพราะกว่าเธอจะได้เงินบริจาคมากพอไปซื้อเชือกสำหรับเปลี่ยนกระพรวนก็ต้องรอตั้งหลายเดือนเพราะวัดของบ้านเธอไม่ค่อยมีคนมาบริจาคมากนักจะมีก็แต่เด็กนักเรียนในระแวกนี้ที่จะมาหยอดตู้บริจาคตอนใกล้จะสอบเพื่อขอพรให้ตัวเองโชคดี            และด้วยที่เป็นนักเรียนเงินบริจาคในการขอพรแต่ละครั้งจึงไม่มากอย่างมากก็ห้าร้อยเยนซึ่งเชือกที่ซื้อมาเปลี่ยนนั้นราคาสูงเกือบหนึ่งหมื่นเยนเลยทีเดียว            “คือโทษทีนะพี่เป็นคนทำพังเองล่ะยังไงพี่พึ่งจะบริจาคไปเงินในกล่องบริจาคมันพอจะเป็นค่าซ่อมกล่องรับบริจาคมั้ยถ้าไม่พอเดี๋ยวพี่ไปกดมาเพิ่มให้” ดนัยบอก            นานะได้ยินแบบนั้นก็ตาโตก่อนจะวิ่งไปดูที่กล่องบริจาคและก็เห็นธนบัตรใบละหมื่นเยนใหม่เอี่ยมหลายใบกองอยู่ที่ก้นกล่องรับบริจาค            “หนะ...หนึ่งหมื่นเยนแถมยังตั้งหลายใบ !!” นานะร้องอุทานออกมาก่อนจะรีบหยิบธนบัตรพวกนั้นขึ้นมานับ            “หนึ่งแสนเยนนี่พี่บริจาคทีหนึ่งแสนเยนเลยเหรอคะเนี่ย !!” นานะหันมามองหน้าดนัย            “แหะๆก็นะช่วงนี้พี่ค่อนข้างโชคไม่ดีเลยคิดว่าจะบริจาคเยอะหน่อยน่ะเผื่อจะทำให้พี่โชคดีขึ้นมาบ้าง” ดนัยยิ้มแห้งๆ            “ยอดเลยเกิดมาพึ่งเคยพบเคยเห็นคนบริจาคเงินทีหนึ่งแสนเยนนี่พี่โชคร้ายขนาดไหนกันคะเนี่ยว่าแต่พี่รวยเหรอเนี่ยพี่ทำอาชีพอะไรกันอย่าบอกนะเป็นพวกปล่อยเงินกู้น่ะถ้าเป็นเงินจากธุรกิจพวกนั้นพี่เอาเงินคืนไปเลยนะ” นานะถามอย่างสอดรู้สอดเห็นตามประสาวัยรุ่น            “เฮ้...นี่หน้าพี่เหมือนพวกคนปล่อยเงินกู้เหรอเนี่ยไม่ต้องห่วงน่านานะพี่เป็นหมอน่ะ” ดนัยบอก            “อ๋อที่แท้ก็เห็นหมอนี่เอง” นานะพยักหน้าเข้าใจ            “ใช่พี่เป็นหมออยู่โรงพยาบาลทาเคนากะนี่เองว่าแต่เงินจำนวนนั้นพอจะเป็นค่าซ่อมกล่องรับบริจาคมั้ย” ดนัยถามเพราะถ้ามันไม่พอเขาจะได้เดินไปหาตู้กดเงินมาเพิ่มเพื่อซ่อมตู้บริจาคให้วัดของบ้านนานะ            “พอสิพี่เหลือเฟือเลยแหละ...ว่าแต่พี่ดนัยวันนี้พี่ว่างมั้ยไปซื้อไม้เป็นเพื่อนหนูหน่อยสิแล้วก็ช่วยหนูเอากระพรวนไปติดที่เดิมด้วยเพราะพี่เป็นคนทำร่วงลงมา” นานะบอกเพราะเธอนั้นไม่อยากทำทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว            “ได้สิพี่ว่างอยู่พอดีเดี๋ยวพี่ไปเป็นเพื่อนเอง” ดนัยพยักหน้า            “โอเคงั้นไปกันเถอะพี่” นานะพูดก่อนจะวางถุงเชือกที่ซื้อมาไว้ที่พื้นและให้ดนัยเอากระพรวนไปวางไว้ในกล่องรับบริจาคก่อนมันจะได้ไม่กลิ้งไปไหนอีก            จากนั้นนานะก็พาดนัยเดินลงมาจากวัดไปซื้อไม้ที่ร้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดเท่าไหร่นักซึ่งระหว่างทางที่ดนัยได้คุยกับนานะก็ทำให้รู้ว่านานะนั้นอยู่กับคุณปู่เพียงแค่สองคนเท่านั้นพ่อกับแม่ของเธอนั้นเสียชีวิตไปหลายปีแล้วจากอุบัติเหตุ            “ลุงคาโต้เอาไม้อัดมาสิบแผ่น !!” นานะสั่งไม้อัดจากเจ้าของร้าน            “ได้เลยหนูนานะว่าแต่จะเอาไปซ่อมอะไรกำแพงวัดเหรอลุงว่าไม่ต้องซ่อมหรอกมั้งวัดหนูซ่อมไปก็เท่านั้น” ลุงเจ้าของร้านที่ชื่อคาโต้บอก            “ใช่ที่ไหนล่ะลุงคาโต้หนูจะเอาไปซ่อมกล่องรับบริจาคต่างหาก” นานะบอก            “งั้นเหรอแผ่นละเจ็ดร้อยเยนเดี๋ยวลุงไปเอาจากในโกดังมาให้นะ” ลุงเจ้าของร้านที่ชื่อคาโต้พูดก่อนจะเดินไปหลังร้านเพื่อหยิบไม้อัดมาให้            “ทำไมไม่ให้ลุงเขาทำกล่องรับบริจาคให้ใหม่เลยล่ะจะซื้อไม้อัดไปทำเองทำไม” ดนัยถามนานะ            “โธ่พี่ทำกล่องรับบริจาคใหม่ทั้งกล่องน่ะหลายหมื่นเยนเลยนะซื้อไปซ่อมเองเนี่ยแหละถูกสุดแล้ววัดบ้านหนูยิ่งไม่ค่อยมีเงินอยู่ขืนใช้เงินเปลืองล่ะก็เสียดายแย่เลย” นานะบอก            “งั้นเหรอว่าแต่ที่วัดนี่น้องนานะดูแลอยู่คนเดียวเหรอ” ดนัยถามเพราะไม่เห็นผู้ใหญ่คนอื่นอยู่บนวัดเลย            “ตอนนี้ก็ใช่แหละพี่แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนหนูจะดูแลกับคุณปู่แต่ตอนนี้คุณปู่แกป่วยเลยอยู่แต่บ้านน่ะนี่ก็ป่วยมาหลายเดือนละไม่รู้เมื่อไหร่คุณปู่จะหาย” นานะบอก            “หือป่วยมาหลายเดือนเหรอแล้วได้พาไปหาหมอบ้างมั้ย” ดนัยถาม            “พี่คิดว่าบ้านหนูจะมีเงินพาไปหาหมอเหรอขนาดวัดที่บ้านหนูยังไม่ค่อยมีเงินจะซ่อมเลย” นานะตอบ            บ้านเด็กคนนี้ยากจนขนาดไหนกันเนี่ย ดนัยคิดในใจก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้            “เอางี้เป็นไงเดี๋ยวหลังจากซ่อมกล่องรับบริจาคเสร็จแล้วพี่จะไปดูอาการปู่น้องนานะให้เอามั้ย” ดนัยเสนอตัวไปดูอาการให้            “อ๊ะจริงด้วยสิพี่ดนัยเป็นหมอนี่นาว่าแต่จะไม่เป็นไรเหรอพี่หนูไม่มีเงินนะ” นานะเป็นกังวล            “ไม่ต้องห่วงพี่ดูให้ฟรี” ดนัยพูด            “ว้าวขอบคุณนะพี่ดนัย” นานะได้ยินว่าฟรีก็ร้องดีใจและตอนนั้นเองลุงเจ้าของร้านก็หยิบเอาไม้จากโกดังออกมาให้พอดี            “ไม้อัดสิบแผ่นได้แล้วหนูนานะทั้งหมดเจ็ดพันเยนลุงลดให้เหลือห้าพันแล้วกันเพราะไม้ชุดนี้มันเป็นของค้างสต็อก” ลุงเจ้าของร้านพูดเพราะรู้ว่าครอบครัวของนานะค่อนข้างลำบากในช่วงนี้            “ขอบคุณค่ะลุงค้าโต้” นานะพยักหน้าก่อนจะบอกให้ดนัยไปขนไม้พวกนั้นมาและนานะก็พาดนัยกลับขึ้นไปที่วัดเพื่อซ่อมกล่องรับบริจาคกัน            ดนัยกับนานะนั้นใช้เวลาซ่อมกล่องรับบริจาคอยู่หลายชั่วโมงก็นะเป็นธรรมดาที่จะใช้เวลามากเพราะนานะเป็นเพียงแค่เด็กมัธยมปลายไม่มีฝีมือเรื่องงานช่างเท่าไหร่ส่วนดนัยก็เป็นหมอไม่ใช่ช่างไม้จึงทำให้เสียเวลาในการซ่อมกล่องรับบริจาคค่อนข้างมาก            “นั่นแหละได้แล้วพี่ดนัยผูกเลยเอาแน่นๆนะจะได้ไม่หลุดลงมาอีก” นานะบอกดนัยที่กำลังแขวนกระพรวนกลับเข้าไปใหม่ด้วยเชือกที่ซื้อมาเปลี่ยน            “เอาแบบแน่นๆเลยนะ !!” ดนัยจัดการผูกเชือกให้แน่นตามที่นานะบอกก่อนจะลงมาจากบันได            และในที่สุดการซ่อมกล่องรับบริจาคและติดกระพรวนใหม่ก็เสร็จสิ้น            “เอาล่ะไปบ้านน้องนานะกันเถอะ” ดนัยบอก            “ได้เลยพี่ดนัยไปกัน” นานะพยักหน้าก่อนจะพาดนัยลงมาจากวัดและก็ไปที่บ้านของเธอซึ่งอยู่ห่างจากวัดไปไม่กี่ร้อยเมตร            ดนัยมองดูบ้านของนานะซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวสภาพค่อนข้างโทรม            แกร๊ก !! นานะหยิบเอากุญแจออกมาจากกระเป๋าและเปิดไขประตูบ้านเข้าไป            “คุณปู่หนูกลับมาแล้ว !!” นานะตะโกนเข้าไปในบ้านแต่ไม่มีเสียงคุณปู่ของเธอตอบกลับมาเลย            “หือ...” นานะส่งเสียงแปลกใจเพราะปกติแล้วคุณปู่ของเธอจะส่งเสียงตอบกลับมาบ้าง            “เกิดอะไรขึ้นเหรอนานะ” ดนัยถามหลังจากเห็นท่าทีแปลกใจของนานะ            “ปกติคุณปู่จะตอบหนูน่ะพี่เวลาหนูกลับมาบ้าน” นานะบอก            หรือว่า.... ดนัยได้ยินแบบนั้นก็มีลางสังหรณ์ไม่ดีทันที            “นานะห้องคุณปู่อยู่ไหนพาพี่ไปเร็วเข้า !!” ดนัยตะโกนบอกนานะเสียงดัง            “ยะ...อยู่ทางนั้น” นานะตกใจก่อนจะชี้เข้าไปในบ้านดนัยเห็นนานะไม่พาตนเข้าไปจึงถือวิสาสะวิ่งเข้าไปในบ้านเองเลยทั้งที่ใส่รองเท้าอยู่            (ไรท์ : บ้านคนญี่ปุ่นปกติจะเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าบ้านเสมอ)            ครืด !! และเมื่อเข้าไปในบ้านดนัยก็ถือวิสาสะอีกครั้งเปิดประตูห้องที่นานะชี้และก็เห็นชายชราคนหนึ่งนอนหน้าซีดอยู่บนเตียงไม่รอช้าดนัยรีบพุ่งเข้าไปจับชีพจรทันที            “ชีพจรอ่อนมาก...แถมตัวเย็น...มีเหงื่อออกด้วยแบบนี้แย่แล้ว” ดนัยอุทานออกมาเมื่อตรวจดูอาการเบื้องต้น            “คะ...คุณปู่...ปะ...เป็นอะไรเหรอคะพี่ดนัย” นานะวิ่งตามเข้ามาเห็นคุณปู่ของเธอหน้าซีดๆเธอจึงรู้ว่าปู่ของเธอน่าจะอาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่            “พี่ยังไม่แน่ใจแต่รีบโทรเรียกรถพยายามเร็วเข้าต้องพาปู่หนูไปโรงพยาบาลด่วน” ดนัยบอก            “ตะ...แต่ว่าหนูไม่มีเงิน” นานะกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล            “เรื่องเงินไว้ค่อยว่าทีหลังเดี๋ยวพี่เคลียเองรีบโทรไปเรียกรถพยายามเร็วเข้า” ดนัยบอก            “ขะ...เข้าใจแล้วพี่ดนัยแต่หนูยืนมือถือหน่อยพอดีโทรศัพท์บ้านหนูโดนตัดไปแล้ว” นานะบอก            ถึงกับโดนตัดโทรศัพท์เลยเรอะนี่บ้านนานะต้องขัดสนเรื่องเงินทองขนาดไหนกันเนี่ย ดนัยนึกไม่ออกเลยว่าบ้านนานะขัดสนเรื่องเงินทองขนาดไหนถึงกับโดนตัดสาธารณูปโภคอย่างโทรศัพท์บ้านจากนั้นดนัยก็ควักมือถือของตนออกมาให้นานะโทรไปเรียกรถพยาบาล            วี้หว่อ !! วี้หว่อ !! วี้หว่อ !! วี้หว่อ !! ไม่ถึงสิบนาทีรถพยาบาลก็วิ่งมาถึงหน้าบ้านนานะและพาปู่ของเธอขึ้นรถมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลทาเคนากะซึ่งดนัยและนานะเองก็ขึ้นรถพยาบาลตามไปด้วย  จบ...

    คล้ายกับเรื่อง Ghost & Doctor ผีวุ่นวายกับนายแพทย์อ่อนหัด ที่คุณอ่าน