ในค่ำคืนของวันที่สองสำหรับการพักฟื้น ห้องพยาบาลเหลือเพียงเรนเดลและเรียวจิที่ใช้บริการ เรียวจินั้นหลับเป็ตายเพราะสูญเสียพลังจนหมด ส่วนเรนเดลพลังของเขากลับมาเต็มเปี่ยมั้แ่คืนแรกแล้ว นี่เขาจงใจแสร้งทำเป็ยังไม่หายดี และนอนต่อเพื่อรอออกพร้อมเรียวจิ
เ้าจิ้งจอกน้อยของเรนเดลมุดใต้ผ้าห่ม และมานอนหมอบอยู่ข้างๆเรนเดล มันคอยโคจรพลังเวทของมันเข้าร่างเรนเดลเพื่อที่จะฝึกฝนตัวมันเอง ดูเหมือนมันจะติดใจฝึกการโคจรประสานเวท แทนการขอแบ่งปันส่วนมานาเสียแล้ว
เรนเดลไม่ว่าอะไร เขาปล่อยให้พลังเวทของมันเข้ามาในร่างของเขา และใส่พลังของเขาตอบกลับไป เพื่อช่วยกันฝึกฝนให้ทั้งสัตว์ภูติ และตัวของเขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เ้าจิ้งจอกของเขาตอนนี้พึ่งจะมีอายุได้ประมาณสัปดาห์เดียว นับั้แ่มันถือกำเนิดขึ้นมา การคาดหวังความเร็วในการเสริมพลังเวท ด้วยการโคจรประสานเวทกับมันยังหวังอะไรไม่ได้มากนัก มันก็เหมือนกับเด็กน้อยที่ต้องค่อยๆฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ เมื่อนั้นพลังเวทของเรนเดลและสัตว์อัญเชิญจึงจะฝึกแบบก้าวะโได้ และโชคดีที่เ้าจิ้งจอกขยันที่จะฝึกฝน
“เ้าเสือน้อย มานี่สิ” เรนเดลกวักมือเรียกสัตว์อัญเชิญของเรียวจิ เ้าลูกเสือเบงกอลที่มองเขากับจิ้งจอกด้วยสายตาละห้อย มันดีใจรีบวิ่งมาหาเรนเดลทันทีเมื่อถูกเรียก ก่อนจะโคจรประสานเวทด้วย...
เรียวจิอมยิ้มเล็กน้อย เขาทำเป็แกล้งหลับ ก่อนจะลอบมองเรนเดลที่ฝึกโคจรประสานเวทเกือบทั้งคืน
“ไม่มีทางที่จะทำให้นายแสดงพลังที่แท้จริงสินะ เรนเดล...” เรียวจิได้แต่รำพันกับตัวเองคนเดียว ก่อนจะแกล้งหลับต่อ…
“ถ้าตื่นแล้วก็ฝึกโคจรพลังเวทก็ได้นะเ้าชาย” เรนเดลกล่าวพลางอมยิ้ม “จะได้ออกจากห้องพยาบาลกันไวๆยังไงล่ะ เราอยู่มาจะสามวันแล้วนะ”
เรียวจิลุกพรวดทันทีเมื่อถูกจับได้ เขายิ้มแห้งๆก่อนเขาจะเรียกลูกเสือเบงกอลของเขากลับมา แล้วฝึกโคจรประสานเวทเหมือนกับเรนเดล ทำเอาเรนเดลได้สังเกตุว่าเรียวจิจะฝึกฝนยังไง การฝึกของจอมเวทเจ็ดดาราจะเหมือนกับเมื่อสามร้อยปีก่อนไหม
แต่ทว่าการฝึกของเรียวจินั้นกลับแปลกๆ และดูแย่กว่าที่เรนเดลคิด การโคจรประสานเวทของเรียวจินั้นใส่พลังมากไป และมีการต้านกับเสือของเขา ไม่ได้ไหลเวียนราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็ ทำเอาเรนเดลอดใจไม่ได้ จึงต้องให้คำแนะนำเบื้องต้น แน่นอนว่าเรนเดลไม่ได้สอนทั้งหมด เขาสอนเท่าที่จำเป็เท่านั้น
ส่งผลให้การฝึกของเรียวจิในคืนนี้ เทียบเท่ากับผู้ที่ฝึกพลังเวททั่วไปถึงสามวัน จากที่ก่อนหน้านี้จะไวกว่าการฝึกเวทปกติไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนเรนเดลกับจิ้งจอกของเขานั้นรุดหน้าไปกว่าหนึ่งเดือนแล้ว
และเช้าวันต่อมาก็มาถึง เช้าวันที่สามของการพักฟื้นในห้องพยาบาล เรียวจิที่ประสานโคจรเวททั้งคืนนั้นสามารถลุกขึ้นมาจากเตียงได้แล้ว
“ขยับตัวได้แล้วว” เรียวจิกล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจ พลางลุกขึ้นจากเตียงพร้อมบิดี้เี ส่วนเรนเดลนั้นได้แต่หัวเราะแห้งๆให้กับอาการซุกซนของเ้าชาย
และในตอนบ่ายนี้เอง ตรงกับวันเสาร์ซึ่งเป็วันหยุด มีโคโตโนฮะ ไอริน เซร่า และฮายาโตะ ที่มารับเรนเดลและเรียวจิกลับบ้าน หลังจากที่ร่างกายของพวกเขาฟื้นฟูจนกลับมาขยับตัวได้เหมือนเดิม
“รอบหน้าคงไม่มีแบบนี้อีกแล้วนะคะ” โคโตโนฮะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง “ทั้งสองคนเลย ฝืนใช้พลังมากเกินไปแล้ว ถ้าตายขึ้นมาจะทำยังไง วิชาก็ยังฝึกไม่สำเร็จ”
“ลืมตัวน่ะ” เรนเดลกล่าวตอบสั้นๆ ก่อนจะคอยรับจิ้งจอกที่ะโขึ้นมาให้เขาอุ้ม ทางด้านเรียวจินั้นหน้าคว่ำคะมำไปแล้ว เนื่องจากลูกเสือเบงกอละโถาใส่เขาทั้งตัว เป็การบ่งบอกให้รู้ว่าร่างกายของเรียวจิยังไม่ฟื้นคืนเต็มที่
“น่าอิจฉาจัง” เซร่าที่ยืนดูห่างๆมองสัตว์ภูติอัญเชิญด้วยความอยากได้ “ถ้าฉันมีบ้างก็ดีสิ”
“ส่วนของฉันใกล้ล่ะ” โคโตโนฮะกล่าวก่อนจะโชว์ผลึกแก้วสีใสให้ดู ทำเอาเซร่าตาลุกวาว “ผลึกแห่งมารดา ที่ได้จากการตอบคำถามของอาจารย์ฟิลิปปา ฉันจะใช้เ้านี่ อัญเชิญสัตว์ภูติอัญเชิญ ส่วนสถานที่อัญเชิญ กะว่าจะอัญเชิญในโบสถ์น่ะ มันต้องออกมาเป็มอนสเตอร์ธาตุแสงที่ดีแน่ๆ”
“ถ้าเซร่าอยากได้สัตว์ภูติอัญเชิญ ฉันจะยกแกนเวทมอนสเตอร์ของดราก้อนซอมบี้ให้” เรนเดลกล่าวปลอบใจเซร่าที่ดูจะมีสีหน้าเศร้าสร้อย เธอดูดีใจอย่างมาก เมื่อเรนเดลกล่าวเช่นนั้น
“จะให้ฉันจริงๆเหรอ” เซร่ากล่าวพลางเอาสองมือมากุมเรนเดลด้วยความดีใจ ก่อนเธอจะรู้สึกตัว และรีบปล่อยทันที
“ถ้าอย่างนั้นเซร่าก็ต้องได้สัตว์ภูติประเภทัแน่ๆ” โคโตโนฮะกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “แกนเวทมอนสเตอร์ หากเราใช้อัญเชิญสัตว์ภูติ สัตว์ภูติที่ออกมาจะเป็ชนิดเดียวกับเ้าของแกนเวท กรณีแกนเวทดราก้อนซอมบี้ สัตว์อัญเชิญก็จะออกมาเป็ั”
“ก็ได้อยู่นะคะ ั” เซร่ากล่าว “ใช้บินก็ได้ สู้ทางด้านกายภาพหรือเวทก็ไม่น้อยหน้าใคร จะว่ามันเป็สัตว์อัญเชิญที่สมบูรณ์แบบก็ได้”
“และมันก็เลี้ยงยากสุดๆเลยค่ะ” ไอรินกล่าวเสริมเพื่อร่วมการสนทนา “ถ้าไม่ระวัง มันอาจทำเซร่าาเ็ได้นะ...ทำไมไม่เปลี่ยนเป็ขอศิลานักปราชญ์จากเรนเดลแทนล่ะ หมา แมว หรือนกน่ารักกว่าเยอะ และปลอดภัยกว่าด้วย”
ไอรินกล่าวก่อนจะหันไปมองเรนเดล ราวกับว่าอยากจะให้เรนเดลเปลี่ยนใจมอบศิลานักปราชญ์ ที่ใช้เรียกมอนสเตอร์แบบสุ่มประเภท และสุ่มธาตุ แทนที่จะเป็ัอย่างแน่นอน จากแกนเวทมอนสเตอร์
“ฉันจะยกแกนเวทของดราก้อนซอมบี้ให้เซร่า” เรนเดลกล่าวเสียงเรียบ “ฉันคิดว่าเซร่าเหมาะกับัน่ะ สำหรับจอมเวทมือใหม่ ัช่วยต่อสู้ได้ดีที่สุดแล้ว ส่วนเื่เลี้ยงยากไม่ใช่ประเด็น จะสัตว์เลี้ยงตัวไหนๆมันก็ยากหมดล่ะ ถ้าเราไม่ใส่ใจ”
“ตระกูลบาชอคเป็ผู้ใช้ั ทำไมนายไม่คิดมอบมันให้ฉันบ้างล่ะ...ฉันก็อยากได้ันะ” ไอรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงงอน พลางเบือนหน้าหนีเรนเดล ทำเอาเรนเเดลยิ้มที่มุมปาก
“และทำไมเธอไม่ไปขอฟรังซัวร์ดูล่ะ ของสำคัญแบบนี้ต้องขอกับคนรักสิ ไม่ใช่มาขอกับเพื่อน”
“และทำไมนายให้เซร่าได้ล่ะ” ไอรินกล่าวเสียงขุ่น พลางส่งสายตาจิกกัดไปทางเซร่า ที่กำลังหน้าแดงเป็มะเขือเทศ “หรือว่าฉันไม่สำคัญสำหรับเธอเลย”
“เธอมีัไฟอยู่แล้วนะ จะเอาัตัวที่สองไปทำไม ฉันพูดถูกไหมไอริน” เรนเดลกล่าวโต้กลับ “ถ้าแค่อยากจะสะสมสายพันธ์ัใหม่ๆแล้วล่ะก็ ฉันให้เซร่าดีกว่า เพราะมันจะเป็สัตว์ภูติประจำตัวของเธอ ไม่ได้เป็ของสะสมในโรงเพาะพันธ์ั”
“โถ่ เรนเดล นั่นมันัของวังหลวง ของกองทัพส่วนกลาง ฉันเองก็ไม่มีสัตว์ภูติเป็ของตัวเองเหมือนกันนะ ฉันอยากได้อะ” ไอรินกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ ก่อนจะกำหมัดและกระทืบเท้าเบาๆเหมือนเด็ก
เรนเดลถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะมอบศิลานักปราชญ์ที่เขามีให้ไอรินไป เื่หาศิลานักปราชญ์ใช้คืนให้อาจารย์ฟิลิปปา เรนเดลคิดว่าจะออกล่าพวกอันเดดคืนนี้
“แต่ฉันอยากได้ั” ไอรินรับลูกแก้วไว้ก็จริง แต่น้ำเสียงของเธอสั่นเครือราวกับจะร้องไห้ ดูท่าเธออยากได้จริงๆ
“ไอรินคะ...นี่ค่ะ” เซร่าตัดสินใจยกแกนเวทดราก้อนซอมบี้ของเธอให้ไอริน และรับศิลานักปราชญ์มา ทำเอาไอรินะโดีใจลั่น จนเซร่าอดหัวเราะไม่ได้
“จะดีหรือครับ ทำแบบนั้น” เรนเดลกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล แต่ทว่าเซร่ากลับยิ้มอย่างเป็สุข
“ไอรินเขามีความปราถนาแรงกล้า ฉันก็อยากให้เธอมีความสุขน่ะค่ะ ส่วนฉันอันที่จริงขอแค่เป็สัตว์ภูติอัญเชิญ จะออกมาเป็ตัวอะไร ฉันก็ยินดีค่ะ”
“พวกเราไปปรึกษาเื่สัตว์ภูติกันที่บ้านของท่านเรียวจิดีไหม” ฮายาโตะกล่าวเสนอ ดูเหมือนเขาอยากจะบอกกลายๆว่าเ้าชายเรียวจิยืนรอพวกเขาคุยกันอยู่
“ขอโทษค่ะ เซร่ากล่าวพลางก้มหัว ก่อนที่ทุกคนจะทยอยเดินทางไปบ้านพักของเรียวจิทันที”
ระหว่างเดินออกจากห้องพยาบาลเพื่อไปบ้านพักของเรียวจิ นักเรียนส่วนใหญ่มองเรนเดลและเรียวจิเป็สายตาเดียว การต่อสู้ระดับมหาเวทเมื่อสามวันก่อนรู้ถึงหูนักเรียนส่วนใหญ่แล้ว และดูเหมือนว่าหลายๆคนอยากรู้จักสองคนนี้ รวมทั้งพวกประธานชมรมต่างๆก็อยากจะดึงตัวทั้งสองคนมาเข้าชมรม เพื่อเพิ่มชื่อเสียงให้กับชมรมที่ตัวเองอยู่
พวกรุ่นพี่ปีสองหลายๆคนฝากนามบัตรให้กับเรียวจิและเรนเดล บ้างก็พยายามหาทางให้พวกเขาหยุดเดินเพื่อชวนคุย แน่นอนว่าส่วนใหญ่กลุ่มของเรนเดลมักจะขอบคุณสั้นๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา ยกเว้นกลุ่มหนึ่งที่ทำให้เรนเดลต้องหยุดเดิน...
กลุ่มนักเรียนสิบกว่าคนในชุดคลุมปิดหัวสีน้ำตาล พากันมารายล้อมกลุ่มของเรนเดลเอาไว้ไม่ให้ไปไหน ก่อนที่หญิงสาวซึ่งมีผมและดวงตาสีเขียว จะออกมาเผชิญหน้ากับเรนเดล
“เฮ้ พรรคพวก มันเสียมารยาทนะรู้มั้ย กักคนอื่นเอาไว้แบบนี้น่ะ” เรียวจิกล่าวด้วยน้ำเสียงรำคาญ ส่วนฮายาโตะ เร็น และโคโตโนฮะเอาตัวของพวกเขาบังเรียวจิทันที
“ขอโทษด้วย พอดีเรามีเื่ต้องคุยกับเรนเดล” หญิงสาวที่น่าจะเป็หัวหน้ากลุ่ม กล่าวตอบเรียวจิสั้นๆ ก่อนจะมองหน้าเรนเดล “คุณคือผู้ใช้มหาเวทวิหารแห่งความศรัทธาเมื่อสามวันก่อนใช่ไหม เราได้เห็นในปาฏิหาริย์ของคุณน่ะค่ะ”
“ใช่ครับ มันเป็เวทของผมเอง” เรนเดลตอบรับสั้นๆ หญิงสาวมองไปที่พวกพ้อง ก่อนจะหันมาคุยกับเรนเดลต่อ
“ขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ฉันชื่อลินดา เซราฟิมค่ะ นักเรียนปีสองห้องเจ็ด คนส่วนใหญ่จะเรียกฉันว่าผู้ชี้ทางแห่งพระเวท”
“และผู้ชี้ทางแห่งพระเวท มีธุระอะไรกับผม” เรนเดลกล่าวตอบรับเสียงเรียบ
“คุณคิดบ้างมั้ยว่าทำไมมนุษย์ตัวคนเดียวอย่างคุณ ถึงทำในสิ่งที่ใครหลายๆคนทำไม่ได้...นั่นก็เพราะพระเวทเที่ยงแท้ชี้นำคุณยังไงล่ะคะ และฉัน ลินดา เซราฟิม มีหน้าที่ที่ต้องมาประกาศข่าวสำคัญครั้งนี้ให้กับคุณ”
“ผมไม่ได้สนใจศาสนามากนัก” เรนเดลกล่าวตอบปัดสั้นๆ เขารู้ว่าอีกฝ่ายจะมาชวนเขาเข้าชมรมศาสนาแน่ๆ “ดังนั้นอย่ามาชวนผมเลย ผมมองชมรมอื่นอยู่น่ะ”
“นี่ไม่ใช่ชมรมศาสนาค่ะ” โคโตโนฮะกล่าวเสียงดุ พลางจ้องหน้าลินดา “ชมรมศาสนาฉันเป็สมาชิกอยู่ ชมรมที่ฉันอยู่ไม่มีนโยบายหาคนแบบนี้...คุณมาจากชมรมอะไรกันแน่คะ”
“พวกเราคือชมรมพระเวทเที่ยงแท้ค่ะ” ลินดากล่าว “เรามีหน้าที่ประกาศถึงความยิ่งใหญ่ของพระเวท และการที่คุณเรนเดลสร้างปาฏิหาริย์ได้นั้น ก็พิสูจน์แล้ว ว่าพระเวทเลือกคุณ และเป็หน้าที่ของคุณที่ต้องมาเข้าร่วมกับพวกเรา...เหล่าผู้ที่เชื่อในพระเวทเที่ยงแท้”
“และมีใครในโรงเรียนนี้ไม่ได้รับเลือกจากพระเวทบ้างล่ะ” ฮายาโตะกล่าวแทรกการสนทนาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ฉันเดาได้เลยว่าพวกเธอมาจากอาณาจักรเสือขาว และรู้จักโจเซฟจากห้องหนึ่งแน่ๆ พูดเื่เดียวกันอีกต่างหาก”
“ฉันคุยกับเรนเดลค่ะ ไม่ได้คุยกับคุณ” ลินดาตอกฮายาโตะกลับทันที ก่อนจะมองมาทางเรนเดล “คุณเรนเดล ถึงคุณจะเป็ไพร่ต่ำทราม แต่การที่คุณมีมหาเวทแห่งธาตุแสง ซึ่งเป็ธาตุที่สูงส่ง และทรงเกียรติที่สุดในบรรดาเจ็ดธาตุ นั่นแสดงว่าคุณเอง ก็มีค่าพอจะเข้าร่วมกับศาสนาพระเวทเที่ยงแท้ได้ค่ะ จงกลับใจ และเชื่อในสิ่งที่ถูกที่ควรเถอะนะคะ”
“ขอบใจที่ชวน...แต่ไม่ดีกว่า” เรนเดลกล่าวพลางยกมือขึ้นปฏิเสธ “ขืนเข้าไปฉันคงไม่พ้นเป็เบ๊ถูกใช้งานแน่ๆ...จริงมั้ย”
กลุ่มลัทธิพระเวทเงียบให้กับคำตอบของเรนเดล บางคนในกลุ่มกระซิบกระซาบกันเื่ความคิดของเรนเดล และเริ่มใช้สายตาจิกกัดมองมาที่เขา
“สรุปคือผมไม่เอา และไม่สน” เรนเดลกล่าวย้ำอีกที เมื่อเห็นว่ากลุ่มลัทธิพระเวทยังยืนขวางทางพวกเขาอยู่ และไม่มีทีท่าว่าจะหลบ
“ถ้ายังไงพวกเราขอตัวก่อนนะคะ” โคโตโนฮะกล่าวก่อนจะเดินนำเปิดทาง เธอเดินเบียดจนกลุ่มวงพระเวทแตกทันที ก่อนที่กลุ่มของเรนเดลจะรีบเดินตามออกไปสมทบ ทิ้งกลุ่มพระเวทเที่ยงแท้เอาไว้เื้ั
“ไอ้ไพร่คนนั้นมันไม่รับความเมตตาจากท่าน” คนในกลุ่มกล่าวกระซิบใส่หูลินดา “เอาเื่นี้ไปรายงานท่านมาจิน่าดีไหม ท่านมาจิน่าจะได้สั่งสอนไอ้ไพร่ต่ำทรามคนนี้”
“อย่าห่วงไปเลย” ลินดากล่าว “จริงๆก็คิดไว้แล้วล่ะ ว่าเรนเดลคนนั้นต้องปฏิเสธ ฉันมาชวนพอเป็พิธี เพื่อที่ต่อไปจะได้ลงโทษมันในนามของพระเวทได้ยังไงล่ะ”
“อยากลงโทษเรนเดลขนาดนั้นเลยหรือ...ลัทธิพระเวท”
เสียงของผู้ชายปริศนาเอ่ยดังขึ้น แต่ไม่พบตัวเ้าของเสียง ทำเอากลุ่มลัทธิพระเวทเที่ยงแท้มองตามหาเสียงกันยกใหญ่
เงาของชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏตัวออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ เขามีผมและดวงตาสีแดงเข้ม ใบหน้าฉายแววเ้าเล่ห์ รูปร่างสูงโปร่ง เขาเป็เด็กนักเรียนปีสอง
“นายเป็ใครกัน...และบังอาจมาเรียกว่าพระเวทเที่ยงแท้เป็ลัทธิ อยากตายหรือไง” ลินดากล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด สาวกบางคนที่อยู่ด้านหลังเธอบางคนเริ่มเรียกอาวุธออกมา
“ผมคือเบรนเดส ลักซ์” ชายหนุ่มผู้มาใหม่กล่าว “มาจากราชรัฐจิ้งจอกแดง และผมเองก็เกลียดเรนเดล ไอ้ไพร่ต่ำทรามคนนั้น ซึ่งมาจากดินแดนเดียวกับผม”
“ฉันรู้จักนาย” หนึ่งในสาวกคนหนึ่งยกมือก่อนจะเดินมาข้างหน้า “นายคือบุตรชายของท่านลอร์ดอาเธอร์ แห่งราชรัฐจิ้งจอกแดงใช่มั้ย...ฉันมาจากดินแดนที่พ่อนายปกครอง”
“ถูกต้อง” เบรนดอสกล่าวก่อนจะเดินเข้าไปจับมือกับชายที่ทักเขา “พ่อฉันคือลอร์ดผู้ปกครองชายแดนตะวันตก ขึ้นตรงต่อตระกูลราฟบลัดอีกทีหนึ่ง”
“และนายมาที่นี่ทำไม...ลอร์ดเบรนดอส” ลินดาเอ่ยถามด้วยความสงสัย สาวกข้างหลังเธอต่างพากันลดอาวุธ เมื่อทราบจุดประสงค์ของอีกฝ่าย
“ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร” เบรนดอสกล่าว “ผมจะหาทางช่วยเหลือคุณ แต่พวกคุณต้องให้คำมั่นสัญญาว่าผมจะมีส่วนร่วม ในการจัดการเรนเดลครั้งนี้”
“ฉันจะเชื่อนายได้ยังไง ว่านี่ไม่ใช่แผนลวง” ลินดาเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ไม่มีเหตุจูงใจอะไรเลย ที่นายจะทำร้ายคนประเทศเดียวกัน”
“ให้ฉันพบกับผู้นำพระเวทสูงสุดของพวกเธอสิ” เบรนดอสกล่าวเสียงเรียบ “เื่สำคัญขนาดนี้ ฉันต้องคุยกับหัวหน้าของพวกเธอ ไม่ใช่ตัวแทน”
“ฉันนี่แหละ หัวหน้าชมรมพระเวท” ลินดายืนกรานหนักแน่น ตัวตนของนายใหญ่เธอที่อยู่ในสภานักเรียนอย่างเ้าหญิงมาจิน่า ห้ามให้คนนอกรู้อย่างเด็ดขาด “มีอะไรก็คุยกับฉัน ลินดา เซราฟิม ธิดาของท่านบารอน (Baron) มาร์คเกอร์ เซราฟิม แห่งอาณาจักรเสือขาว...ทีนี้ฉันมีเกียรติพอจะคุยกับคุณหรือยัง ท่านลอร์ดเบรนดอส”
“มีพอเลยล่ะ คุณหญิง” เบรนเดสกล่าวพลางโค้งคำนับด้วยความสุภาพ “เพื่อเป็การขออภัย ผมจะบอกถึงชาติกำเนิดที่แท้จริงของเรนเดล และประวัติของเขาให้เธอฟังเป็การตอบแทน ดีไหมล่ะครับ”
“ชาติกำเนิดที่แท้จริงของเรนเดล” ลินดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงสัย “เขาไม่ใช่ไพร่หรอกหรือ”
“หาที่คุยกันส่วนตัวเถอะท่านหญิง” เบรนเดสกล่าวพลางผายมือเชิญ “เื่นี้จำเป็ต้องคุยกับคุณสองคนเท่านั้น คุณจะเชิญคนที่ไว้ใจได้คนอื่นมาคุยด้วยก็ได้นะ...เพราะต่อจากนี้ เราจะเจรจากันเื่ธุรกิจ ซึ่งมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน”
“ผลประโยชน์อะไร...”ลินดาเอ่ยเสียงค่อย ดูเหมือนเื่มันใหญ่กว่าที่เธอคิดเอาไว้มากเสียแล้ว
“ลัทธิพระเวทเที่ยงแท้ของพวกคุณจะกลายเป็ศาสนาเอกแห่งเครือจักรภพ...ธุรกิจนี้มีค่าพอจะเรียกนายใหญ่ออกมาหรือยังครับ ท่านหญิงลินดา”
เบรนดอสกล่าวพลางยิ้มเยาะ เขาชอบเหลือเกินที่อะไรๆดูจะลงตัวไปเสียหมด ลินดากลืนน้ำลายคำโต ก่อนที่เธอจะขอนำเื่นี้ไปหารือกับนายใหญ่ของเธออีกทีหนึ่ง
“ทุกอย่างเพื่อตระกูลราฟบลัด ราชสกุลใหม่ที่ยิ่งใหญ่ของพวกเรา” เบรนดอสกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา ก่อนจะเดินจากไปอย่างเงียบๆ