บทที่ 03 : เปิดปราณ
เช้าวันต่อมา หลังรับประทานอาหารที่เป็แค่ข้าวสวย เครื่องเคียงเป็ผัดผักง่ายๆ เพียงจานเดียว
เจียงซูผิงก็สั่งให้ไป๋หลันรออยู่ด้านนอก ส่วนตนปิดประตูเรือน แล้วนั่งสมาธิเพื่อตรวจเช็คลมปราณของตัวเอง
หลังเมื่อวานในงานวันเกิดท่านราชครู ซูผิงเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า ปราณยังคงมีผลสำคัญต่อการใช้ชีวิตในโลกนี้อยู่ ด้วยเหตุนั้น นางจึงต้องทำการสำรวจปราณเ้าของร่างเดิมให้ได้
หญิงสาวนึกสงสัยั้แ่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ เหตุใดนางถึงัักระแสปราณไม่ได้เลย เพราะต่อให้ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ อย่างไรก็ต้องมีกระแสปราณหลงเหลืออยู่ในร่างกายบ้าง เพราะมันเป็บ่อเกิดของขุมพลังแรงกายในการใช้ชีวิต
การที่เ้าของร่างเดิมสุขภาพอ่อนแอได้ถึงขนาดนี้ ก็ส่งผลเนื่องมาจากการไร้กระแสพลังปราณในตัว ซึ่งเปรียบไปก็เหมือนดั่งตัวเองได้พิการหรือตายไปแล้วครึ่งร่าง
นางพญาเม่ยในอดีตไต่เต้าไปถึง ระดับพลังมหาราชันย์ ขั้นประสานจิต ซึ่งนับเป็ขั้นสุดท้ายในบรรดาระดับพลังห้าขั้น ก่อนจะก้าวล่วงเข้าสู่ระดับจักรพรรดิ ส่วนอานุภาพของมันแม้ไม่สามารถยกูเาถล่มฟ้า แต่ก็นับได้ว่าร้ายกาจ เด็กเห็นก็ร้องไห้ ศัตรูมาเจอก็ต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต หรือกระทั่งสัตว์อสูรระดับสูงๆ ยังต้องหลบหลีกหนีหายเมื่อััได้ถึงกระแสคลื่นพลังของนาง
ซึ่งกว่าจะทำให้ตัวเองกลายเป็ปรมาจารย์ยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม นางย่อมผ่านการฝึกฝนเืตาแทบกระเด็น เลยทำให้นางมั่นใจได้ว่าตัวเองมีองค์ความรู้พอที่จะตรวจสอบและค้นหาสาเหตุได้
หากร่างเดิมของเจียงซูผิงไร้พลังปราณโดยธรรมชาติ ก็ถือว่าเป็เื่อับโชค...
แต่ถ้าพลังปราณของเจียงซูผิง ถูกปิดกั้นโดยมีสาเหตุ นางก็ขอตรวจสอบดูเพื่อให้คลายความสงสัย
พอตั้งสมาธิได้เรียบร้อยแล้ว นางก็ค่อยๆ ปรับลมหายใจ เพื่อตรวจสอบจุดตันเถียน ซึ่งคล้ายกับดวงไฟดวงเล็กที่อยู่กลางกายของร่างกาย อันเป็ต้นขุมพลังปราณทั้งหมด
ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ นางถึงค้นพบดวงไฟดวงน้อยที่กะพริบอยู่อย่างริบหรี่ ซ้ำยังเป็สีขาวสะอาด
....เจียงซูผิงไม่ได้ไร้ปราณ เพียงแต่ปราณของนางเป็ปราณหายาก!
ปราณมีสีสันแตกต่างกันไป ซึ่งเป็สิ่งที่ติดร่างกายมนุษย์มาั้แ่เกิด ยิ่งเป็สีสว่างใสมากเท่าไรก็ ยิ่งหมายถึงความบริสุทธิ์ของพลังปราณ
เดิมนางพญาเม่ยมีสีปราณเป็สีแดง เป็สีที่คนส่วนใหญ่มักจะมีกัน เป็ปราณที่ฝึกฝนได้ง่าย ระดับพลังจึงขึ้นพุ่งพรวดในเวลาเพียงไม่นาน
แต่หากเป็ปราณสีขาวของเจียงซูผิง ขั้นตอนการทะลวงระดับของปราณจะเป็ไปได้ยากมากกว่าของคนอื่นหลายร้อยเท่า หากไม่อาศัยความอดทนทุ่มเทจนแสนสาหัส และยาเพิ่มพลังปราณอันล้ำค่าเข้าช่วย มันก็แทบไม่กระเตื้องขึ้น
เรียกได้ว่า...มีเสมือนไม่มี
ในอดีต นางเคยรู้จักกับคนที่มีพลังปราณขาวแต่กำเนิดเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น และรับรู้ถึงความขมขื่นของการไต่ระดับพลังเป็อย่างดี
แต่หากทะลวงขุมพลังได้ ปราณสีขาวจะเป็ปราณที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะพลังสะอาดบริสุทธิ์นั้นจะส่งผลให้อานุภาพของมันร้ายกาจเหนือกว่าคนอื่นๆ ในระดับเดียวกัน เปรียบเทียบไม่ต่างจากพญาราชสีห์กับหนูตัวจ้อยเลยแม้แต่น้อย
เจียงซูผิงผู้น่าสงสารเอ๋ย ไม่มีใครรู้ความพิเศษของนาง นอกจากคนที่มาอาศัยรับร่างต่อจากนาง
จริงอยู่ว่า เย่วจิ่งเม่ยเคยตั้งเป้าหมายจะเป็คนอ่อนแอในชาตินี้ แต่ไม่ได้ตั้งเป้าหมายจะเป็คนโง่ ในเมื่อมีของดีอยู่กับตัวแล้ว ใยไม่ฝึกฝนให้เกิดประโยชน์
ยิ่งไปกว่านั้น พอเห็นสภาพความเป็อยู่ภายในตระกูลเจียงแล้ว การมีพลังป้องกันตัวเองไว้ไม่ให้ถูกรังแก ก็นับเป็เื่ถูกต้องสมควรกระทำ
ครั้นครุ่นคิดตัดสินใจเรียบร้อย หญิงสาวก็เริ่มต้นตั้งสมาธิอีกครั้ง แต่จุดประสงค์คราวนี้มีก็เพื่อปลุกพลังปราณ ซึ่งใกล้จะดับสูญของตัวเองให้ลุกโชนขึ้น
วิธีฝึกปราณโดยทั่วๆ ไป นั่นคือการนำพลังชี่ที่อยู่ทั่วร่าง วิ่งรวมเข้าหาจุดตันเถียน เมื่อสะสมมากพอ ลูกไฟก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งขนาดและระดับความสว่าง
ทว่า...ปราณสีขาวมีการฝึกแตกต่างจากคนอื่น นั่นก็คือการนำพลังชี่จากจุดตันเถียน วิ่งสวนออกไปทั่วร่างกาย
นางไม่แน่ใจว่า ห้าร้อยปีต่อมาจะมีคนที่มีพลังปราณสีขาวและได้จดบันทึกตำราเอาไว้หรือไม่ แต่ในสมัยอดีต นางแค่เคยสอบถามปากเปล่าจากเ้าของพลังปราณสีขาว ซึ่งเขาก็เรียนรู้วิธีทั้งหมดจากการลองผิดลองถูกของตัวเอง เพราะพลังนี้หาคนมีวิชาได้ยากยิ่ง
ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่ชั่วยาม
จากฟ้าสว่างภายนอกเปลี่ยนเป็มืดค่ำ พระอาทิตย์ถูกแทนทีด้วยพระจันทร์ ในที่สุด ลูกไฟสีขาวในจุดตันเถียนของนางก็เลิกกะพริบ กลายเป็สว่างคงที่ แม้จะมีขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อยเท่านั้น
ร่างของหญิงสาวชุ่มเหงื่อไปหมด กำลังในร่างอ่อนเพลียจนแทบล้มพับ นี่แค่เพิ่มเริ่มเปิดปราณแท้ๆ ยังไม่ถึงขั้นทะลวงปราณได้ขั้นใดๆ ยังยากเย็นขนาดนี้ สมแล้วที่ปราณสีขาวจะเป็ปราณระดับเซียน ใครได้ไปไม่นับว่าโชคดี แต่เหมือนถูก์สาปแช่งเสียมากกว่า
คนที่เหน็ดเหนื่อยลุกขึ้นจากตั่ง เดินโอนเอนไปเปิดประตูเรือนออกมา ทันใดนั้นนางก็พบหน้าไป๋หลันที่ยืนรออยู่
“คุณหนูออกมาแล้วหรือเ้าคะ แล้วทำไมถึงชุ่มเหงื่อขนาดนี้ เจ็บป่วยไม่สบายตรงไหนบอกบ่าวมาเถิดเ้าค่ะ”
มีเพียงไป๋หลันที่เป็ห่วงเป็ใยตนอย่างแท้จริง มือของบ่าวรับใช้พลิกซ้ายพลิกขวาสำรวจร่างกายของนางคล้ายกลัวจะเกิดอันตราย ทั้งๆ ที่ตนเองก็ยืนเฝ้าพะวงอยู่หน้าประตูเรือนไม่ห่างไปไหน
“ข้าไม่เป็ไร แค่อยากอาบน้ำ แล้วก็อยากทานอะไรเบาๆ เสียหน่อย”
การฝึกปราณย่อมสูญเสียพลังไปมาก ตอนนี้ท้องนางร้องว่างเปล่าจนแทบจะกินหมูได้ทั้งตัว
“ได้เ้าค่ะคุณหนู”
เมื่อได้รับคำสั่ง บ่าวรับใช้ก็รีบพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนแล่นฉิวไปจัดเตรียมน้ำอาบ ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่นาน แม้จะไร้เครื่องหอมชั้นดี มีเพียงดอกส้มลอยอยู่เพิ่มกลิ่นละมุน แต่ก็เป็น้ำอุ่นสบายช่วยคลายความเหนื่อยล้า
ทีแรกไป๋หลันจะช่วยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างๆ แต่นางสบายใจที่จะอยู่คนเดียวเลยเร่งให้ไป๋หลันไปจัดเตรียมอาหารมาให้
คนแช่น้ำปล่อยกายพร้อมกับจิตใจคิดทบทวน
การฝึกปราณที่ยากเย็นนี้ นางตั้งใจจะทำแค่ถึงขั้นพอประคองชีวิตตัวเองให้รอดต่อไปได้ เพราะจริงๆ แล้ว นางเพียง้าใช้ชีวิตเป็คุณหนูอ่อนแออยู่กับเรือน ด้วยสถานะไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป ไม่จำเป็ต้องพูดถึงการต่อสู้แย่งชิงแผ่นดิน หรือต้องห้ำหั่นฆ่าฟันใครเฉกเช่นเมื่อก่อน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...การมีความรักให้กับใครสักคนที่ไม่เห็นค่า
ความขมปร่าผุดขึ้นในอก ดูเหมือนว่านางจะเผลอคิดอะไรเพ้อเจ้อไปเสียหน่อย เมื่อแช่น้ำจนพอใจ นางก็ลุกขึ้นแต่งตัวด้วยชุดเรียบง่าย เพื่อเตรียมรับประทานอาหาร ก่อนจะเข้านอน
แต่รออยู่นาน ไป๋หลันก็ยังไม่มีวี่แววจะกลับมา จนนางเริ่มรู้สึกสงสัย
ขณะคิดว่าจะลุกออกไปตรวจดู ไป๋หลันก็เปิดประตูเรือนเข้ามาพอดี
“ขออภัยเ้าค่ะคุณหนูที่ให้รอนาน บ่าวเอาโจ๊กร้อนๆ มาให้แล้วเ้าค่ะ”
บ่าวรับใช้รีบยกชามโจ๊กขึ้นมาจัดสำรับบนโต๊ะ แต่ดวงตาของซูผิงกลับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง
“แขนเ้าเป็อะไร?”
ไป๋หลันสะดุ้ง นางรีบหดข้อมือของตัวเองกลับเข้าไปใต้แขนเสื้อ
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะคุณหนู”
“ใครทำเ้า”
“บ่าวทำน้ำร้อนลวกตนเอง เป็แผลเล็กน้อย คุณหนูไม่ต้องกังวล”
“ข้าเพิ่งรู้ว่าแผลน้ำร้อนลวกเป็รอยเล็บเช่นนั้นได้ด้วย”
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของคนถูกจับโกหกได้ก็ทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นทันที
“คุณหนู…”
ꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥ
Writer's Talk
ใครกล้ารังแก คุณหนูซูผิงคนนี้พร้อมจะจัดการ!
มาร่วมลุ้นกันว่าซูผิงจะใช้วิธีใดในการสู้ครั้งนี้
ขอบคุณทุกการกดใจและคอมเม้นท์มากๆ เลยนะคะ