ตอนที่ 8
คำย้ำเตือน
…ยามห้าย (21:00-22:59)
พระจันทร์กลมมนลอยเด่นจรัสยามค่ำคืน กู้ชิงอิงยังไม่ดับแสงที่สาดส่องไปทั่วห้องจากเปลวเพลิงในโคมไฟสีขาววาดประดับลายซิ่งฮวา บนโต๊ะตรงหน้ามีกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่ ข้างๆ มีอาอู่ในร่างมนุษย์ นางกลับมาหลังถูกปล่อยตัวแล้วบินออกนอกสำนักจินกลับไปยังสำนักกู้ แต่แล้วก็กลับมายังสำนักจินอีกหน กระพือปีกผ่านม่านมนตร์มาได้เช่นเคยเพราะเป็เพียงปักษา หาใช่มนุษย์ไม่
เนิ่นนานหลายอึดใจ หลังไล่สายตาอ่านตัวอักษรและเฝ้าจ้องมันซ้ำๆ เสียงถอนหายใจอย่างปลงตกก็ถอดถอนออกมานับครั้งไม่ถ้วน แม้กลิ่นหอมอบอวลจากเครื่องหอมกลิ่นอิงฮวาจะช่วยผ่อนคลายเพียงใด ดวงหน้างามก็ยังฉายแววกลัดกลุ้มให้อาอู่ได้เห็นอยู่เนืองๆ
“แม่นางไป๋จะทำเช่นไรกับคำสั่งนี้” มองจากสีหน้าก็รู้ว่ากำลังวิตก หากแต่ไม่อาจรู้ถึงการตัดสินใจ จึงถามออกไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ก็คงต้องทำเช่นนั้น ข้าขัดคำสั่งของเ้าสำนักกู้ได้เมื่อใดกัน”
ั้แ่เด็กกระทั่งยามนี้ กู้ชิงอิงไม่เคยเอ่ยคัดค้านการลั่นวาจาของบิดาได้เลยสักหน
“แล้วจะเอามันมาได้อย่างไร ท่านประมุขซ่อนมันเอาไว้ที่ใดก็ยังไม่รู้แจ้ง”
“ก็คงต้องเริ่มสืบจากที่ซ่อนก่อนนี่แหละ”
“วิธีการเล่า เ้ายังจะเข้าใกล้เขาได้อยู่หรือ”
“เหตุใดจะเข้าใกล้ไม่ได้ อย่าลืมสิว่าข้าเป็สาวใช้ประจำหอคัมภีร์ ท่านประมุขแทบจะกิน นอน และอ่านตำราอยู่ที่หอคัมภีร์ทั้งวี่ทั้งวันอยู่แล้ว คงไม่ยากหากข้าจะเอ่ยถามอ้อมๆ ถึงที่ซ่อนที่แท้จริงของไข่มุกเหมันต์”
“เื่นั้นหากังวลไม่ แต่ที่ข้าสงสัยก็คือ ยามนี้เ้าทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบใจเป็ที่สุด เ้าโกหกและไม่ยอมรับว่าโป้ปดจนทำให้ท่านประมุขโมโหหนัก เช่นนี้แล้วยังจะเข้าหน้าเขาติดได้อย่างไร”
“วางใจเถิดอาอู่ แม่นางไป๋จางลี่ผู้นี้มีวิธี”
กลิ่นอายความเ้าเล่ห์เพทุบายลอยฟุ้งออกจากกายของกู้ชิงอิง
“หวังว่าวิธีของเ้าจะไม่ทำให้ตนเองถอยหลังเข้าตาจนหรอกนะ”
“อย่ากังวลๆ”
“อย่าให้เหตุการณ์มันเลวร้ายซ้ำสองล่ะ”
“ก็เพราะว่าอยากแก้ไขเหตุการณ์ครั้งนั้น ข้าถึงต้องสืบหาไข่มุกให้พบให้ได้”
แม้จดหมายจะไม่ได้แจ้งเหตุผลของบิดาที่สั่งให้นางเป็คนขโมยไข่มุกล้ำค่าไปให้ แต่กู้ชิงอิงก็รู้อยู่แก่ใจดี
…กู้ชิงเยี่ยน้าไข่มุกชุบชีวิตนี้ไปทำให้ลูกสาวทั้งสองฟื้นคืน
“แม่นางไป๋ ข้าขอถามอีกสักเื่ได้หรือไม่”
“อืม ว่ามาสิอาอู่”
“ยามนี้ใจของเ้า… เอ่อ… ในใจเ้า…” ปักษาสาวอึกๆ อักๆ
“ถามมาเถิด”
“เฮ้อ” ถอนหายใจแล้วสูดเข้าไปใหม่เรียกความกล้าหาญ แล้วเอ่ยต่อในรวดเดียว “ในใจของเ้ายังมีเขาคนนั้นอยู่หรือไม่”
“ฮ่าๆ ข้าก็นึกว่าจะถามสิ่งใด หากจะถามเื่นี้ก็ไม่เห็นต้องรวบรวมความกล้าขนาดนี้เลยไม่ใช่หรือ”
“ก็ข้ากังวลนี่”
“อืมๆ ข้าเข้าใจดี”
“เช่นนั้นก็ตอบข้ามา เ้ายังหลงละเมอและเก็บภาพวาดของจินเลี่ยงหรงเอาไว้อยู่หรือไม่”
อาอู่มีสีหน้าคล้ายกังวลบางอย่าง แต่กู้ชิงอิงไม่ได้ใส่ใจในท่าทีมากนัก นางเอ่ยตอบเสียงหนักแน่น “ตอบได้ทันทีเลย ไม่! มนตร์เสื่อมข้าก็ไร้ความรู้สึกนั้นแล้ว”
“ไม่ได้โกหกใช่หรือไม่”
“เหตุใดต้องโกหก”
“นั่นเพราะข้าเห็นเ้าหน้าแดงในตอนที่คนผู้นั้นกำลังจะ…” อาอู่หมายถึงเหตุการณ์วันก่อนที่กู้ชิงอิงกับจินเลี่ยงหรงอยู่ใกล้กัน
“นั่นเพราะข้ากระวนกระวายใจว่าเขาจะจับได้ต่างหาก” คนร้อนตัวรีบปฏิเสธอย่างร้อนรน
“อืม ได้ยินเช่นนี้ก็สบายใจ แต่อยากจะเตือนเ้าสักหน่อย อย่ามอบใจให้เขาเด็ดขาด อย่าลืมเสียล่ะว่าตนเองเข้ามาอยู่ในสำนักจินเพราะสิ่งใด เพราะหากเ้าก้าวพลาด ไปมีใจให้เขาจริงๆ ผู้ที่ต้องปวดร้าวที่สุดก็คือตัวเ้าเอง …จดจำเอาไว้”
อาอู่เตือนเ้านายคนงามด้วยความหวังดี จินเลี่ยงหรงรูปงามถึงเพียงนั้น สตรีในใต้หล้าล้วนอยากได้เขามา แล้วนับประสาอะไรกับหัวใจที่ไร้ประสบการณ์เยี่ยงกู้ชิงอิง มันย่อมต้องสั่นและหวั่นไหวเมื่อได้อยู่ใกล้บุรุษที่เป็ที่หมายปองของสตรีอยู่แล้ว อาอู่จึงต้องย้ำเตือนให้เ้าของของมันอย่างกู้ชิงอิงได้พึงระวัง
“อืม” เ้าของหัวใจเอ่ยรับปาก
“หัวใจที่เต้นรัวตอนได้ใกล้ชิดนั้น อย่าเผลอยกมันให้เขาในสักวันเสียล่ะ”
“เ้าค่ะ อาอู่ผู้เลิศรู้ ไป๋จางลี่ผู้นี้จะระวัง ไม่โน้มกิ่งบุปผาลงไปต้องสายธาราดำมืดสายนั้นแน่นอน”
“ทำให้ได้ดังวาจาเถิด”
“ข้ารู้อาอู่ ข้ารู้ว่าข้าไม่คู่ควร ข้าต่ำต้อยเกินกว่าจะคิดฝันเสียด้วยซ้ำ สตรีเช่นข้าไม่มีทางได้เคียงข้างบุรุษผู้เป็ที่หมายปองของสตรีในยุทธภพ และก็รู้ว่าถ้าคิดไปไกลข้าก็จะเพ้อฝันอยู่เพียงฝ่ายเดียว เขาคงไม่แลกลับมาแม้เพียงหางตาแน่”
ปักษาสาวไหวไหล่ มุมปากบิดเล็กน้อยแล้วกลอกตามองกู้ชิงอิงที่ตอนนี้กำลังนั่งจมอยู่กับความคิดของตนเองหลังเอ่ยประโยคยาวเหยียดจบ นางก็เงียบไปคล้ายมีความคิดหลายสิ่งวิ่งวุ่นอยู่ในศีรษะ
อาอู่ยกมือขึ้นวางบนบ่าไหล่ของคุณหนูสี่ ส่งมอบความอบอุ่นและกำลังใจไปให้พร้อมๆ กับเน้นย้ำคำเตือน …อย่าเผลอรักเขาจนหัวใจเต้นแรงเด็ดขาด
…ณ หอคัมภีร์
กองตำราที่ท่านประมุขสั่งให้คัดลอกวางตั้งอยู่ตรงหน้าของสตรีที่กำลังนั่งเท้าคางมองไปยังประตูทางเข้ามาแล้วกว่าหนึ่งชั่วยาม สามวันที่ผ่านมา กู้ชิงอิงใช้เวลาทั้งหมดนอกเหนือจากการขัดถูทำความสะอาดและจัดเรียงตำราเข้าที่ นางก็เอาเวลานั้นมานั่งคัดตำราที่จินเลี่ยงหรงเคยสั่ง กระทั่งเสร็จเรียบร้อย
แต่…
กลับไม่เห็นท่านประมุขย่างกรายเข้ามาอ่านตำราในหอคัมภีร์แห่งนี้เลยสักวัน
“แม่นางไป๋ ข้ามาเปลี่ยนเวรยาม เ้ากลับไปพักที่เรือนซูผิงได้แล้ว”
และก็เช่นกันที่สาวใช้อีกคนเอ่ยประโยคนี้ออกมาไม่รู้กี่หน แต่กู้ชิงอิงก็ยังนั่งทอดสายตามองประตูอยู่เช่นนั้น ไม่เคลื่อนย้ายร่างกายกลับไปยังเรือนพักสักที
“รอเดี๋ยว”
“ข้ารอมาหนึ่งชั่วยามแล้ว หากรอต่อไปแม่บ้านใหญ่ได้คิดว่าข้าอู้น่ะสิ”
“ไม่มีผู้ใดไปแจ้งนางหรอก ข้าไม่ฟ้องนางแน่นอน”
“เ้าไม่ฟ้องข้ารู้ แต่แม่นางเสวี่ยข้าไม่ไว้ใจ”
“นางไม่ได้อยู่ที่นี่ เ้าจะกลัวนางฟ้องไปไย”
“นางไม่ได้อยู่ แต่สหายนางต่างหากที่จะคาบข่าวไปบอกนาง แล้วนางก็จะบอกต่อเข้าหูของแม่บ้านใหญ่อีกหนหนึ่ง ไปๆ กลับเรือนซูผิงไปพักเถิด”
“หนึ่งเค่อ อีกหนึ่งเค่อหากเขาไม่มา… ไม่สิ อีกหนึ่งเค่อข้าจะกลับ”
“ผู้ใดไม่มา”
แม้กู้ชิงอิงจะปรับเปลี่ยนรูปประโยคใหม่ แต่สาวใช้เวรยามกลับได้ยินประโยคแรกชัดเจน
“เอ่อ… อือ… ข้าหมายถึง… นั่นไง ตู้ิ ข้าหมายถึงตู้ิที่จะมาตรวจตำราที่ข้าคัดว่าเสร็จดีหรือไม่”
หางตาเหลือบเห็นผู้ช่วยของจินเลี่ยงหรงเข้าพอดี จึงยกตู้ิขึ้นมาเป็ข้ออ้างในการเอาตัวรอด
“อ้อ เช่นนั้นก็ออกไปพบเขา ข้าจะได้จัดเก็บโต๊ะที่เ้านั่งให้กลับมาเรียบร้อยดังเดิม”
“อืม”
ขานรับและลุกขึ้นผลัดเปลี่ยนหน้าที่ให้แก่เวรยามได้ทำหน้าที่ของนางไป ส่วนกู้ชิงอิงรีบสาวเท้าเดินมาหาตู้ิที่กำลังหอบเอาตำราหลายเล่มเดินลงมาจากชั้นสอง
“พี่ตู้ิ คอยก่อน”
“มีสิ่งใดหรือแม่นางไป๋”
“เ้าจะนำตำราพวกนี้ออกไปข้างนอกหอคัมภีร์ไม่ได้ กฎนั่นเขียนเอาไว้ชัดเจน” ชี้ปลายนิ้วเรียวไปยังกฎการใช้หอคัมภีร์ที่ติดแปะเอาไว้บนฝาผนังข้างประตูทางเข้า และข้อที่ 143 เขียนเอาไว้ว่า
‘ห้ามนำตำราออกนอกหอคัมภีร์เด็ดขาด’
“ย่อมได้ เพราะผู้ที่สั่งให้ข้านำออกไปก็คือเ้าสำนัก”
“อ้อ เช่นนี้เองหรือ” ไม่อาจทัดทานคำสั่งของผู้มีอำนาจสูงสุด “มา ข้าช่วยถือ ท่านประมุขคงรออยู่ อย่าชักช้าเลย”
ในเมื่อเขาไม่อยากเห็นหน้านางถึงขั้นไม่ก้าวขาเข้ามาในหอคัมภีร์ แต่กลับสั่งให้นำตำราออกไปอ่าน นางก็เลยจะไปหาเขาถึงที่เสียเลย
“ไม่รบกวนเ้าๆ”
“ไม่รบกวนเลย ข้าอยู่ใน่พักผ่อนพอดี เห็นคนลำบากจะไม่ให้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้อย่างไร”
แสดงสีหน้าเป็ห่วงที่ตู้ิต้องขนตำรากว่าสิบเล่มใหญ่ๆ ไปคนเดียว แม้ร่างกายของเขาจะบึกบึน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่หนัก
“ข้ารู้สึกซาบซึ้งอยู่หรอกแม่นางไป๋ แต่นะ เ้าสำนักสั่งไม่ให้ผู้ใดก้าวล้ำเข้าไปในเขตเรือนไท่จง” อยากให้ช่วยแต่ไม่อยากผิดคำสั่งของผู้เป็เ้านาย
“ข้าเป็สาวใช้ สาวใช้มีหน้าที่รับใช้ทุกคนในสำนักแห่งนี้ ตอนนี้ข้าก็กำลังจะช่วยเ้าถือตำราเข้าไปในเรือนไท่จง ไม่ถือเป็การผิดคำสั่งหรอก” พยายามหว่านล้อมให้ตู้ิคล้อยตาม
ยกเอาเื่สาวใช้ขึ้นมาอ้าง จึงทำให้ผู้ช่วยฝ่ายซ้ายของจินเลี่ยงหรงไขว้เขว ในหัวนึกไปถึงสาวใช้คนอื่นๆ ที่ผลัดเปลี่ยนยกสำรับเข้าไปในเรือนไท่จง บ้างก็ผสมน้ำอุ่นให้เ้าสำนัก หรือไม่ก็ปัดกวาดทำความสะอาดพื้น ทั้งหมดล้วนเป็สาวใช้ที่ไม่ได้จำกัดหน้าที่ใช้รับเพียงแค่เรือนไท่จงแห่งเดียว เขาเลยคิดเอาเองไปว่า ผู้ที่เ้าสำนักสั่งห้ามไม่ให้เข้าไปในเขตเรือนไท่จงหมายถึงศิษย์คนอื่นในสำนักและคนจากสำนักอื่น ส่วนสาวใช้นั้นได้รับข้อยกเว้น
“อืม เช่นนั้นก็ขอรบกวนเ้าด้วย แม่นางไป๋”
“ย่อมได้ๆ ส่งมาเลย เดี๋ยวข้าเดินตามหลังไปติดๆ”
สตรีเ้าแผนการแอบยิ้มอย่างพอใจเมื่อตู้ิตกหลุมพรางของนางเข้าจนได้