มารดำที่ติดตามอยู่ด้านหลัง ในระยะห่างที่พอดีที่สุด ไม่ไกลเกินและไม่ใกล้เกินไป มันแอบลอบบ่นอยู่ในใจ ม้าสองตัวนั้นวิ่งไวนัก ไม่ทราบเมื่อใด จะะถึงที่หมายแล้วหยุดวิ่งลง
มารดำที่กำลังติดตาม มันภาวนาให้ถึงวันที่ต้องสู้กับซูหมิงมาถึงเสียที
มันอยากรู้นักว่า เรื่องราวเหลวไหลที่หยินชิงเล่ามา จะเป็นความจริงสักกี่ส่วน มารดำหวนนึกถึงตนเอง ตั้งแต่มันจำความได้ ในมือก็มีมีดสั้นอาบพิษเล่มหนึ่ง ยังไม่ทันได้เรียนรู้การใช้ชีวิต ก็ถูกฝึกให้คร่าชีวิตเสียแล้ว
การฝึกอันเข้มข้นดุจอยู่ในขุมนรกผ่านไปอย่างเชื่องช้า
มารดำแม้ถือว่าเป็นยอดฝีมือในรุ่น ยังใช้เวลาถึงแปดปี ถึงจะหลุดจากนรกนั่นออกมาได้ แต่บุรุษที่ควบม้าอยู่เบื้องหน้า มันกลับสำเร็จวิชาลึกล้ำภายในเวลาเพียงชั่วยามงั้นหรือ?
มารดำมองไปที่เงาร่างของซูหมิงที่ห่างออกไป ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสะกดกั้น มารดำแลบลิ้นเลียริมฝีปากสีแดงฉานคราหนึ่ง พยายามกลั้นจิตสังหารที่เกือบจะแผ่ซ่านออกมาอย่างยากเย็น
ซูหมิงควบม้าไปอย่างมีเป้าหมาย ภายใต้การนำทางของหนิวเหยีย บัดเดียวก็แทบจะถึงที่หมาย
หนิวเหยียกล่าวว่า
“พวกเราต้องหยุดม้าที่ตรงนี้ เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย”
หลังกล่าวจบ ทั้งหมดก็โดดลงจากหลังม้า หนิวเหยียตบไปที่บั้นท้ายม้าแต่ละตัว ม้าเหล่านั้นก็วิ่งกระเจิงไปคนละทิศทาง
“หลังจากนี้ ต้องไม่ทิ้งรอยเท้า พวกเราจะโดดขึ้นยอดไม้ เดินทางด้วยวิธีนั้น”
ระหว่างทั้งหมดโดดวูบวาบไปตามยอดไม้ ซูหมิงเห็นความเหน็ดเหนื่อยของหนิวเหยีย ขาที่สั่นไปมาราวกับจะร่วงหล่นไปได้ทุกเมื่อ ซูหมิงจึงเอ่ยกับหยินชิงที่ยังคงเกาะอยู่บนแผ่นหลังมัน
“ท่านเดินทางไหวหรือไม่ ข้าว่าจะให้หนิวเหยียผู้นั้นขึ้นมาเกาะข้าแทน”
หยินชิงส่ายหน้าอย่างไม่ยินยอม การที่นางได้ซบกับแผ่นหลังของชายหนุ่มผู้นี้ นอกจากจะสะดวกสบาย กลับมีความรู้สึกวูบวาบในอกอย่างบอกไม่ถูก
ซูหมิงที่เห็นนางส่ายหน้าเช่นนั้น ก็ไม่อาจใจอำมหิตวางนางลง จึงกล่าว
“หนิวเหยีย! ดูท่าเจ้าคงจะถึงขีดจำกัดแล้ว”
พูดจบมันก็เร่งความเร็วเข้าไปช้อนตัวหนิวเหยียขึ้นมาอุ้มไว้ หนิวเหยียไหนเลยยอมรับกับสภาพอันน่าอับอายเช่นนี้
“เห้ย วางเว้ย! สารรูปนี้หากผู้ใดเห็นคงคิดว่าข้าเป็นเจ้าสาวแล้ว!”
ซูหมิงหัวเราะร่า “ปากท่านยังดีอยู่ ถือว่านำทางข้าได้”
จากความเร็วที่อืดอาดจนชวนให้ซูหมิงอึดอัดใจในตอนแรก บัดนี้มันจะได้เร่งสุดฝีเท้าเสียที ซูหมิงยืนมั่นอยู่บนกิ่งไม้ สูดหายใจลึก ก่อนพุ่งกายออกดุจลูกเกาทัณฑ์หลุดจากสาย
สายลมเย็นที่พัดอย่างแผ่วเบาในคราแรก กลับกลายเป็นลมแรงปะทะเข้าหน้า จนหนิวเหยียต้องหยีตาหลบ ความรวดเร็วระดับนี้ แม้แต่หยินชิงยังตกตะลึง
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง หยิวเหยียก็สั่งให้หยุดลง ซูหมิงจึงหยุดอยู่บนต้นไม้หนึ่ง หนิวเหยียรีบผละออกจากอ้อมแขนของซูหมิงสุดแรง มันเอามือปัดตามเสื้อผ้าของตนเองอยู่พักใหญ่
ก่อนชี้มือไปที่เส้นเถาวัลย์หนาทอดเรียงยาวหลายสิบวา หยินชิงชะเง้อคอมองผ่านแผ่นหลังของซูหมิงก่อนเอ่ยถาม
“นั่นคือที่ไหน เราจะไปที่ใดกัน?”
ซูหมิงอธิบายตามที่หนิวเหยียบอกกล่าวต่อมัน นั่นคือค่ายกองโจรที่ศูนย์ เป็นสถานที่ ที่มีไว้พำนัก หากกองโจรเงาตกอยู่ในวิกฤต
หยินชิงพอรับฟังก็ไม่เอ่ยถามมากความ ว่าเหตุใดคราแรกหนิวเหยียถึงกล่าวว่าไม่มีที่หลบภัย นางถามเพียงว่า
“ข้าพเจ้าเห็นแต่เถาวัลย์หนาครึ้ม แต่ยังไม่เห็นทางเข้า”
หนิวเหยียไม่พูดมากความ มันไม่เคยไว้ใจแม่นางผู้นี้แม้แต่น้อย ความงามระดับล่มเมืองของนาง ไม่สมควรมาระเหกระเหินเช่นนี้
แต่เมื่อซูหมิงไม่พูด หนิวเหยียก็ไม่สะดวกถาม อย่างไรตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดของแผนการชิงตัวอี้หลิง คือซูหมิงที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้ ทั้งฝีเท้า ทั้งวิชาฝ่ามือ มันคือวิชาของฉีซิ่นจริง
หนิวเหยียสะบัดหน้า ทิ้งความคิดหมกมุ่นไป ก่อนบอกให้ซูหมิงและหยินชิง รออยู่บนยอดไม้ ส่วนตัวมันเองโดนวูบลงไปที่เบื้องล่าง หนิวเหยีย สำรวจบริเวณรอบอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นฟาดเถาวัลย์เป็นจังหวะที่พอดี ผ่านไปสี่ลมหายใจ เถาวัลย์เส้นหนึ่งที่หนากว่าร่างของมนุษย์ก็เปิดอ้าขึ้นดั่งมีชิวิต หนิวเหยียจึงกวักมือเรียกซูหมิงและหยินชิงลงมา ทั้งหมดเดินเข้าไปในช่องแคบนั้น เถาวัลย์หนาก็ค่อยๆปิดตัวลงอย่างไร้เรื่องราว
มารดำที่ลอบมองอยู่ไกลๆ รู้สึกว่าผิดท่า ประตูที่ทั้งหมดเข้าไปนั้น ดูท่าเป็นกลไกที่ออกแบบมาอย่างดี ต้องเปิดจากภายในเท่านั้น หากไม่ใช้กำลังแหกหัก ย่อมยากต่อการลอบเข้าไป
แม้รู้สึกร้อนใจ แต่มารดำไม่แสดงความกังวลออกมา ตัวมันเหมือนหลอมเป็นเนื้อเดียวกับความมืด แม้แต่หนอนแมลงที่ไต่อยู่ตามตัว ยังไม่รับรู้ถึงพลังชีวิตของมารดำ
เงาดำเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ ทรวงอกไม่กระเพื่อมขึ้นลง ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่มันเข้าใกล้ซูหมิงที่สุด นับตั้งแต่ที่ลอบติดตาม
มารดำมาอยู่ที่ยอดไม้หนึ่ง ที่ซูหมิงเคยยืนเมื่อสักครู่ มันมองลงไปที่เบื้องล่าง ประตูเถาวัลย์ที่ค่อยๆปิดตัวลง
เงาหลังทั้งสามคนกำลังจะหายเข้าไปในความมืด มารดำกลั้นใจเตรียมโถมเข้าตามไป ก่อนที่ประตูจะปิดสนิท การตัดสินใจนี้ถือว่าเสี่ยงต่อการถูกพบเห็นนัก แต่อย่างไรสถานการณ์บีบคั้น หากพลาดกันตรงนี้ จะลอบติดตามไม่ได้อีก
มารดำถอดหมวกปีกกว้างออก เผยให้เห็นใบหน้าคมคาย สีผิวขาวซีดดั่งกำลังเย้ยหิมะ มันเตรียมตัวพุ่งออก แต่แล้ว ชายหนุ่มผู้หนึ่ง เป็นซูหมิงหันขวับกลับมา สายตาคมกริบจับจ้องมาที่มันโดยตรง
จังหวะเพียงเสี้ยวลมหายใจนั้น ทำให้มารดำชะงัก
และเมื่อมันคิดจะพุ่ง
ประตูก็ปิดสนิทลงแล้ว ทิ้งมันไว้เบื้องนอก… พร้อมหัวใจที่เต้นกระหน่ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลังเถาวัลย์ปิดสนิท คนทั้งสามก็ตกอยู่ในความมืดที่มองไม่เห็นแม้ฝ่ามือ หนิวเหยียจุดไฟตามทางเดินอย่างช่ำชอง หยินชิงที่กระทบกับแสงไฟสลัว เกิดเป็นความงดงามที่ทำให้หนิวเหยียเผลอกลั้นหายใจ ก่อนที่มันจะละสายตาอย่างยากเย็น มองไปที่ซูหมิง “ท่าน!.. ตามข้ามา ประตูปิดแล้ว ทางฝั่งนั้นไม่มีอันใดให้มอง”
ซูหมิงยืนให้เรียกอยู่สองสามครั้งกว่าจะหันกลับมา หยินชิงจึงเอ่ยถาม “ท่านเป็นออย่างไร?”
ซูหมิงโบกมือเป็นสัญญาณว่าไม่มีอันใด แต่ในใจเขารู้สึกหวาดหวั่นอย่างประหลาด เป็นความรู้สึกคล้ายกับตอนพบมารขาว เพียงแต่หนนี้รู้สึกชั่วร้ายกว่าหลายเท่า
แต่ความรู้สึกนั้นมาไวไปไว จนทำให้คิดว่าผู้คนคงคิดมากไปเอง
ทั้งหมดเดินเข้าไปในช่องทางแคบ ทั้งอับชื้นทั้งเหม็นสาบ เมื่อพ้นจากอุโมงค์แคบ แสงสว่างจากคบไฟปลายทางก็ขยายกว้างออก ที่เบื้องหน้าคล้ายเป็นหมู่บ้านบ้านขนาดย่อม ถูกโอบล้อมด้วยผนังหินธรรมชาติ ภายในมีบ้านไม้อยู่เจ็ดหลังเรียงราย
กองไฟกองใหญ่ส่องแสงวูบวาบอยู่กึ่งกลาง
กลิ่นควันไฟจางๆ ผสมกับกลิ่นอาหารลอยมาปะทะจมูก แทนที่จะเห็นยอดฝีมือชุดดำยืนอารักขา ซูหมิงกลับเห็นภาพหญิงชราผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดหม้อดินอยู่หน้าชานเรือน และเด็กน้อยสองสามคนในชุดป่านเนื้อหยาบกำลังวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางแสงสลัว
"ที่นี่... คือค่ายที่ศูนย์หรือ?" หยินชิงหลุดปากถามพลางลดอาการระแวดระวังลง สายตาของนางเต็มไปด้วยความฉงน
หนิวเหยียไม่ตอบ แต่มันกลับเดินตรงเข้าไปหาเด็กชายตัวน้อยที่วิ่งมาเกาะขาพลางลูบหัวด้วยความเอ็นดู “ดึกป่านนี้ เจ้าไปนอนได้แล้ว”
เด็กน้อยหัวเราะร่า
“ในนี้มีกลางวันกลางคืนที่ไหนกัน”
หลังพูดจบ เด็กน้อยก็วิ่งเล่นต่อตามภาษา
หนิวเหยียมองไปตามหลังของเด็กน้อยด้วยสายตาอ่านยาก ก่อนจะชี้มือไปที่บ้านหลังสุดท้าย ที่ตั้งอยู่นอกวงกองไฟ บ้านหลังนั้นดูโอ่อ่าและแข็งแรงกว่าหลังอื่น ผนังไม้ขัดมันสะท้อนแสงไฟจากกองไฟรำไร ดูไปให้ความรู้สึกเคร่งขรึมนัก
หนิวเหยียหันมากล่าวกับหยินชิง ครั้งนี้มันมีกิริยานอบน้อม
“ขออภัยแม่นาง การหารือครั้งนี้เป็นเรื่องของบุรุษ ข้าพเจ้าขอยืมตัวพี่หมิงไปปรึกษาหารือในบ้านหลังนั้น หวังว่าแม่นางโปรดเข้าใจ”
หยินชิงขณะยังไม่ตอบวาจา มือหยาบของซูหมิงก็เตะลงบนนไหล่ “หลังจบเรื่องราวนี้ ข้าพเจ้าและท่าน จะไปเที่ยวเล่นกันสักหลายวัน แต่ตอนนี้ขอให้ข้าได้ทำหน้าที่ศิษย์”
เป็นอีกครา ที่แววตาของชายหนุ่มจากโง่งมกลายเป็นกระจ่างใส สายตาเช่นนี้ มักทำให้หยินชิงจำยอมอยู่เสมอ หยินชิงยิ้มกว้างให้บุรุษทั้งสอง บัดนี้เป็นวันที่3เดือน5 เหลืออีกเพียงสองวัน มารดำจะลงมือ ชะตากรรมของเขาทั้งสองคน จะเปลี่ยนไปตลอดกาล