สกิลทั้งสามนี้เป็นทักษะที่ใช้งานได้จริงทั้งหมด อย่างสกิลแทงต่อเนื่องที่มาพร้อมกับเอฟเฟกต์การโจมตีแบบ AOE นั้น ก็สามารถทำการจู่โจมใส่เป้าหมาย 5 ครั้งในแนวเดียวกัน พร้อมทั้งระเบิดความเสียหายได้ถึง 250% ของพลังโจมตี ค่อนข้างน่าประทับใจทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอัศวินที่ลงแต้มค่าสถานะที่ความแข็งแกร่งอย่างเดียวแบบผม มันจึงกลายเป็นสุดยอดสกิลที่เอาไว้ใช้เคลียร์มอนฯ โดยเฉพาะถ้าลากมอนสเตอร์มาไว้เป็นจำนวนมาก แล้วใช้แทงต่อเนื่องแล้วนั้นจะเกิดผลลัพธ์ที่น่าทึ่งอย่างแน่นอน
ส่วนสกิลควบ ก็เป็นอีกหนึ่งทักษะในการเร่งความเร็ว ในที่สุดเลเวล 40 อัศวินก็จะได้รับสกิลแรกในการเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่และความเร็วในการโจมตี และสกิลนี้ก็มีวิธีใช้อยู่สองวิธีคือ หนึ่ง ควบเพื่อหลบหนี และอีกวิธีคือ ควบพุ่งเข้าไปในฝูงชนเพื่อฆ่า ด้วยการเร่งความเร็วขึ้นเป็นสองเท่าและตราบใดที่ไม่ถูกสกิลควบคุม ก็ยากที่ใครจะหยุดได้
และสกิลสุดท้ายนั้นคือสายลมแห่งการฟื้นฟู นี่เป็นสกิลที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด โดยที่มันสามารถฟื้นฟูเลือด ได้ 2.5% ต่อวินาที แล้วคงอยู่เป็นเวลา 20 วินาที กล่าวอีกนัยคือ ภายใน 20 วินาทีเลือดจะถูกฟื้นฟูกลับมา 50% และด้วยปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นขนาดนี้ สกิลนี้จึงเป็นอีกหนทางที่จะช่วยให้อาชีพอัศวินที่เป็นดั่งไม้ที่ตายแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลิ ฉะนั้นเมื่อลองคำนวณจาก HP ทั้งหมดของผมในปัจจุบันที่มี 6888 แต้ม มันจะสามารถฟื้นฟูเลือดให้กับผม 172 แต้มต่อวินาทีเลยทีเดียว ช่างน่าประทับใจมาก!
……
“เป็นอย่างไรบ้าง มีสกิลดีๆไหม?”
ซูซีหรานที่ยืนอยู่ข้างๆถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ฉันจะลองดู เธอคอยดูนะ “
“อื้ม!”
ว่าแล้วผมจึงพาเธอตรงไปยังบริเวณชานไม้ข้างสนามฝึก ซึ่งเป็นสถานที่ที่ให้ผู้เล่นได้ใช้ฝึกฝนสกิล ทว่าในเวลานี้ไม่มีคนเลย เป็นเพราะทุกคนล้วนออกไปฆ่ามอนสเตอร์พร้อมทั้งฝึกฝนสกิลกันทั้งนั้น อีกอย่างใครมันจะอยากเสียพลังมานาฝึกฝนอยู่ที่นี่ไปเปล่าๆกัน จากนั้นผมก็ก้าวไปถึงด้านหน้าหุ่นไม้ตัวหนึ่งนั้น ดึงดาบพิรุณดาราออกมา พร้อมทั้งเปิดใช้สกิล—— แทงต่อเนื่อง!
“ชิ้งงง ~~~”
ขณะที่พลังอันแข็งแกร่งได้หลั่งไหลเข้าสู่แขนทั้งสองข้างของผมนั้น ก็ทำเอาทั้งคนราวกับกลายเป็นธารน้ำแข็งชั่วนิรันดร์ไปทันที กระแสพลังอันเย็นยะเยือกแทรกซึมเข้าไปในดาบยาวผ่านมือทั้งสองข้าง และเพียงพริบตานั้นมันก็กลายเป็นน้ำแข็งบินหมุนวนรอบดาบอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยที่มีความรู้สึกแบบที่บอกไม่ถูกเต็มไปทั่วร่างกายเลย และหลังจากระยะเวลาใช้สกิล 0.5 วินาทีเสร็จสิ้น ดาบพิรุณดาราก็ระเบิดลำแสงออกไปทันที “ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง” ฉับพลันนั้นก็ก่อเกิดเป็นภาพลวงตาของดาบน้ำแข็งยาวสิบเมตรพุ่งแทงเข้าใส่หุ่นไม้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งระเบิดความเสียหายออกมาเป็นจำนวนมาก ——
“831!”
“904!”
“1804!”
“1842!”
“882!”
มีตัวเลขขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาด้วย ไม่นึกเลยว่าจะมีการโจมตีติดคริติคอลติดต่อกันถึงสองครั้ง และทันทีที่ซูซีหรานเห็น เธอก็ถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้างและอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เป็นการทำดาเมจที่น่ากลัวอะไรอย่างนี้ อัตราคริติคอลของนายเท่าไหร่ ทำไมถึงสามารถโจมตีติดคริติคอลติดต่อกันสองครั้งได้?”
ผมไม่ได้พูดอะไร คลิกที่การตั้งค่าอุปกรณ์แล้วเลือกตั้งค่าเป็นสาธารณะ จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “เธอดูเอาเองแล้วกัน”
วินาทีนั้นซูซีหรานก็เกิดอาการตกใจทันที “นี่... นี่มันเกินจริงไปรึเปล่า แหวนยูนิคอร์นสองวง... อัตราคริติคอล 6% ไม่แปลกใจที่นายจะมุ่งมั่นดรอปมันขนาดนั้น”
ผมยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นว่า “ก็แค่โชคดีน่ะ โดยปกติที่โจมตีต่อเนื่อง 10 ครั้งก็ไม่เห็นติดคริติคอลเลยสักครั้ง หากต้องการความได้เปรียบคริติคอลจริงๆนั้น นอกเสียจากว่าอัตราคริติคอลซ้อนทับกันมากกว่า 20% นั่นถึงจะถือว่าเป็นความน่ากลัวอย่างแท้จริง
ซูซีหรานผุดยิ้มหวาน “คาดว่าคงต้องรอจนถึงช่วงกลางและช่วงท้ายเกมล่ะมั้ง รอจนกระทั่งมีอุปกรณ์ระดับวิญญาณ ระดับศักดิ์สิทธิ์และระดับเซียนปรากฏออกมา ซึ่งแต่ละชิ้นจะช่วยเพิ่มคริติคอลถึง 10% เมื่อมีแหวนคู่พร้อมสร้อยคออีกหนึ่ง ติดตั้งอยู่บนตัวก็น่าจะเพิ่มคริติคอลได้ถึง 30%”
“ใช่ ถ้าได้แบบนั้นคงจะไร้เทียมทานอย่างแท้จริงเลยล่ะ”
จู่ๆผมก็เกิดอาการอิจฉาเล็กน้อย โดยภาพในหัวตอนนี้เป็นภาพที่ทั้งตัวของผมกำลังสวมใส่ชุดอุปกรณ์ระดับเซียนที่สง่างามองอาจจนไม่อาจบรรยายออกมาได้ พร้อมทั้งในมือก็ถือดาบสีทอง ขณะเดียวกันก็ขี่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ระดับเซียนกระโจนเข้าไปในฝูงชนแล้วกวัดแกว่งดาบเพื่อดึงดูดแฟนๆ ให้หลงใหลมากมายจนนับไม่ถ้วน ว้าว ... นี้สิถึงจะเป็นสุดยอดของชีวิต!
“เฮ้ นายคิดอะไรอยู่น่ะ?”
ขณะนั้นเองซูซีหรานก็ดึงผมกลับมาสู่ความเป็นจริง ก่อนจะพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มทว่าดูไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ “ออฟไลน์ เข้านอนได้แล้ว ฉันบอกไม่รู้จะกี่ครั้งแล้วว่าอย่านอนดึก แต่นายก็ยังทำ แบบนี้ไม่ดีแน่ และพรุ่งนี้ตื่นเช้าหน่อยนะ จะมีประชุมสตูดิโอ”
“อื้ม โอเค ออฟไลน์ แล้วเข้านอน!”
……
ในไม่ช้า ซูซีหรานก็ออฟไลน์ พร้อมกับร่างของเธอก็ค่อยๆเลือนหายไปในที่สุด
และในขณะนั้นเอง เสียง “ติ้ง” ก็ดังขึ้นหนึ่งครั้งอย่างกะทันหัน แจ้งเตือนจากระบบ: ผู้เล่น【เลี่ยเฟิงอิ่ง】ต้องการเปิดศึกตัดสินชี้ตายขึ้น ณ สนามประลองชี้ตาย โปรดตอบรับการท้าทายภายในสิบนาที!
ขณะเดียวกันกลางอากาศก็มีกระดาษสีแดงเลือดนกลอยอยู่เหนือหัวของผม ซึ่งข้างบนนั้นมีคำว่า “สารท้ารบ” ขนาดใหญ่เขียนอยู่ มันถูกส่งมาจากเลี่ยเฟิงอิ่ง และตอนนี้เองซุ่มเสียงกริ่งของระบบก็ดังก้องอยู่เหนือศีรษะของผม——
“ดิ้งง!”
ประกาศจากระบบ: ผู้เล่นทุกคนโปรดทราบ ขณะนี้ผู้เล่น 【เล่ยเฟิงหยิ่ง】 ได้ส่งคำท้าเปิดศึกชี้ตายกับผู้เล่น 【จินซีเหอซี】 หากได้รับการตอบรับจากผู้เล่นที่ถูกท้าทาย ศึกตัดสินชี้ตายก็จะเกิดขึ้นบนสนามประลองชี้ตายภายในสิบนาที!
ไม่นึกเลยว่าจะเป็นศึกตัดสินชี้ตาย?
คิ้วของผมขมวดเข้าหากันอย่างช่วยไม่ได้ เล่ยเฟิงหยิ่งมันจะหลงระเริงเกินไปหรือเปล่า?
สนามประลองชี้ตาย เป็นแพลตฟอร์มที่ถูกจัดเตรียมเพื่อให้ผู้เล่นได้ดวลกันอย่างเปิดเผย ซึ่งจะไม่เหมือนกับ PK กันในป่า โดยสนามประลองชี้ตายนี้ไม่ใช่ว่าจะสามารถขึ้นไปได้ตามอำเภอใจ ซึ่งจะมีเพียงเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้นจึงจะสามารถขึ้นสู่สนามประลองนี้ได้ และเมื่อการต่อสู้เริ่มต้นขึ้นแล้ว การต่อสู้ก็นี้จะไม่จบลงถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่ตาย นอกจากนี้อัตราการดรอปอุปกรณ์ก็จะเป็นสองเท่าของปกติ อีกทั้งยังมีคำกล่าวหนึ่งบนเว็บบอร์ดว่า “สุภาพบุรุษมีความแค้นใจ ตัดสินความเป็นความตายกันบนเวที” นี้ก็คือพูดถึงโหมดการประลองชี้ตายนี้
โดยทั่วไปแล้ว คนที่จะก้าวขึ้นสู่สนามประลองชี้ตายนี้ ก็จะเป็นพวกคนที่มีความเกลียดชังลึกๆ ทว่า... แม้แต่หั่วเยี่ยนฉู่ และหลิวเฉียงก็ยังไม่เคยส่งคำท้าประลองชี้ตายกับผม แล้วเลี่ยเฟิงอิ่งคนนี้ที่เป็นหนึ่งในสามบัลลังก์ราชาแห่งจู๋หลง อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสิบคนดังแห่งหอเกียรติยศ CSL ไม่นึกเลยว่าเขาจะยอมทิ้งสถานะของตัวเองมาท้าประลองกับผม เพื่อแค่อยากพิสูจน์ตัวเอง?
อีกอย่างผู้ที่ถูกท้าประลองศึกชี้ตาย ก็มีอยู่ 2 ทางเลือกเท่านั้น ทางเลือกที่หนึ่งคือตอบรับคำท้าทายแล้วก้าวขึ้นสู่สนามประลองชี้ตาย ส่วนอีกทางหนึ่งคือปฏิเสธไป และหลังจากผ่านไปสิบนาที การท้าประลองจะถือว่าเป็นโมฆะ ทว่าหากผู้ถูกท้าประลองปฏิเสธที่จะสู้ ก็จะต้องเสียค่าชื่อเสียง 1 แต้ม แต่ผมไม่สนใจค่าชื่อเสียงอะไรพวกนี้อยู่แล้ว อีกอย่างค่าชื่อเสียงของผมก็มีตั้งหลายร้อยแต้ม ฉะนั้นค่าชื่อเสียงเล็กๆน้อยๆนี้ก็เป็นแค่เพียงละอองฝนสำหรับผมเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ท่าทางของเล่ยเฟิงหยิ่งแบบนี้มันน่าทุเรศจริงๆ
“ดิ้งง!”
ประกาศจากระบบ (เสียงตะโกนของผู้เล่นเลี่ยเฟิงอิ่ง ): จินซีเหอซี ฉันอุตส่าห์ถ่อจากเมืองหลังหยามาถึงที่นี่ เสียเวลาเดินทางไปกว่าห้าชั่วโมง นี่นายกลัวที่จะสู้กับฉันจริงๆเหรอ?
……
“ก๊อก ก๊อก ~~”
ขณะนั้นเองด้านนอกโลกแห่งเกม ซูซีหรานได้เคาะหมวกเกมของผม ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้หูแล้วพูดขึ้นขณะเป่าลมร้อนออกมาด้วยว่า “ออฟไลน์ออกจากเกมได้แล้ว และกินอะไรสักหน่อยก่อนเข้านอนด้วย ตอนนี้ไม่ต้องสนใจอะไรละ สุขภาพสำคัญที่สุด”
ผมถึงกับพูดไม่ออก ออฟไลน์ก็ได้
ผมก็ยังคงยึดประโยคนั้น ถ้าเลี่ยเฟิงอิ่งอยากท้าก็เป็นเรื่องของเขา และมันก็เป็นเรื่องของผมเหมือนกันที่จะตอบรับคำท้าหรือเปล่า การที่เลี่ยเฟิงอิ่งอยากจะพิสูจน์ว่าตัวเขาเป็นอัศวินอันดับหนึ่งของประเทศก็เป็นเรื่องของเขา อีกอย่างผู้ที่แข็งแกร่งก็ต้องสามารถพึ่งพาตนเองได้ ฉะนั้นผมจึงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไร นอกจากนี้ผมจะตอบรับคำท้าหรือไม่มันไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของผมอีกแล้ว ทว่ามันได้เกี่ยวพันกับทีมเทียนเสวี่ยนด้วย ซึ่งผมไม่สามารถดึงเหล่าพี่น้องให้กลายเป็นปรปักษ์กับจู๋หลงได้หรอก
โดยไม่รอช้าผมจึงอัญเชิญภูติสาวใช้ออกมา แล้วออฟไลน์ออกจากเกมทันที
“ฮู่วว ~~~”
เมื่อผมถอดหมวกเกมออกแล้วนั้นก็ต้องถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที และในเวลาเดียวกันซูซีหรานที่นั่งยิ้มอยู่ข้างๆ จึงพูดขึ้นว่า “ฉันจะทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นายจะกินด้วยกันไหม?”
“อื้ม กินสิ!”
ไม่นานหลังจากนั้น คนสองคนจึงนั่งกินบะหมี่ด้วยกัน ด้วยความหิวจึงได้เพิ่มไข่คนละฟอง และกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
“เมื่อครู่นี้ทำอะไรอยู่เหรอ ทำไมถึงออกมาช้าล่ะ?” เธอถามขึ้น
“มีคนส่งคำท้าศึกชี้ตายให้ฉันน่ะ “ผมตอบกลับไป
“หือ ใครกัน ถึงอวดดีแบบนั้น ……”
“เลี่ยเฟิงอิ่ง”
“คนของจู๋หลงงั้นเหรอ?” ซูซีหรานประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเปิดปากเล็ก ๆ ของเธอพูดขึ้นว่า “คนของจู๋หลงเคยคว้าแชมป์โกลเด้นลีกแค่ครั้งเดียว แต่อวดเบ่งเกินไปแล้วไหม? แล้วเลี่ยเฟิงอิ่งนี้ถือว่าเป็นตัวอะไร คนที่ถูกลู่เฉินและหลี่เฉิงเฟิงบดขยี้จนเละเทะ แล้วยังหน้าไม่อายมาที่เมืองจิ่นโจวของพวกเราอีกงั้นเหรอ? คาดว่า …… เขาคงรู้แล้วว่าหลี่เฉิงเฟิง และเป่ยหมิงเสวี่ยอยู่ในเมืองหยุนจง ส่วนจื่ออีโหวของเสวี่ยหยินซานเองก็อยู่ที่เมืองเป่ยหยวน ถึงได้กล้ามาที่นี่สินะ คิดว่าในเมืองจิ่นโจวของพวกเราไม่มีผู้เล่นระดับราชาใช่ไหม? ฮึ! ระวังเถอะเฟยเยว่กับทิรามิสุจะจัดการเอาให้ตายไปเลย”
“ช่างเถอะ ไม่ต้องไปสนมันหรอก พวกเรารีบกินให้เสร็จแล้วอาบน้ำและเข้านอนกัน!”
“อือฮึ”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ จู่ๆใบหน้านวลของเธอก็ซับสีเลือดขึ้นมา
ผมเองก็ตะลึงไปเหมือนกัน เมื่อตระหนักได้แล้วว่าคำพูดของผมดูเหมือนจะมีความหมายอื่น จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้นอย่างวางหน้าไม่ถูก “ฉันหมายถึง หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ต่างคนก็ต่างไปอาบน้ำแล้วเข้านอน ที่ไม่ใช่ด้วยกัน... ”
ทว่าจู่ๆใจของผมมันก็เต้นไม่เป็นจังหวะ “ซีหราน เธอคิดจะขับรถ(พูดทะลึ่ง)งั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่สักหน่อย และหากฉันขับรถก็คงเป็นแค่รถรับส่งโรงเรียนอนุบาลเท่านั้นแหละ เห็นได้ชัดเลยนะว่านายคิดมากเกินไป!”
“กินต่อดีกว่า พวกเราอย่าเพิ่งพูดเรื่องอื่นเลย”
“อ้อ โอเค”
……
ผมนอนหลับจนถึงฟ้าสว่าง และตื่นขึ้นมาตอน 8 โมงเช้า รู้สึกเหมือนวิญญาณได้รับการหล่อเลี้ยงอย่างเต็มที่ หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็เดินออกจากห้อง ซึ่งในตอนนี้ซูซีหรานก็ได้เตรียมอาหารเช้า นมและขนมปังข้าวโอ๊ตไว้ให้แล้ว และหลังจากที่กินอาหารจนเสร็จ ทุกคนจึงย้ายก้นมานั่งที่โซฟากัน ก่อนจะเริ่มการประชุมตามปกติ
ขณะนั้นเองซูซีหรานก็วางแล็ปท็อปไว้ข้างหน้าก่อนจะเปิดแบบฟอร์มขึ้นมา และด้านข้างตัวเธอนั้นก็มีสมุดบันทึกที่สวยงามประณีตวางอยู่ ซึ่งบนหน้าปกก็มีตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือว่าบันทึกรายรับรายจ่ายของสตูดิโอ
“เมื่อวานพวกเรามีรายได้รวม 4248 หยวน”
หลินเฉอที่นวดขมับตัวเองขณะนอนอยู่บนโซฟานั้นจึงพูดขึ้นต่อว่า “ในช่วงแรกของการหลอมจึงได้ลงทุนกับมันมากเกินไป ต้องใช้เงินซื้อวัสดุอุปกรณ์จำนวนมาก ตอนนี้จึงใช้ไปแล้ว 3,000 หยวน ดังนั้นกำไรที่แท้จริงของเมื่อวานคือ 1248 หยวน พี่ซีหรานพี่จดไว้ด้วยนะ ผมโอนเข้าอาลีเพย์ให้แล้ว”
โทรศัพท์ของซูซีหรานก็ดังขึ้น ทันทีนั้นเธอจึงพยักหน้าพร้อมทั้งพูดว่า “ได้รับแล้วล่ะ”
ส่วนผมเมื่อลองดูอาลีเพย์ของตัวเอง ก็ต้องขมวดคิ้วเข้าหากันทันทีราวกับว่าได้อ่านผิดไป จึงขยี้ตาแล้วดูอีกที ก่อนจะพูดขึ้นว่า “เมื่อวาน... ฉันทำเงินได้ 46624 หยวน เพราะต้นทุนในการรวบรวมสมุนไพรและการปรุงยาไม่สูง ที่เหลือจึงเป็นกำไรล้วนๆ เดี๋ยวฉันโอนไปให้นะ”
“เดี๋ยวก่อน “ซูซีหรานชำเลืองมองมาที่ผมพลางพูดว่า “นายออกไปลุยเดี่ยวแล้วทำรายได้มากขนาดนี้ ไม่จำเป็นต้องโอนให้สตูดิโอทั้งหมดหรอก โอนมาแค่ 50% ก็พอ”
“อย่างนี้ไม่ค่อยดีหรือเปล่า?”
“ทำไมจะไม่ดีล่ะ” เธอเม้มริมฝีปากสวย ก่อนพูดขึ้นว่า “นายวิ่งแผนที่เพื่อรวบรวมสมุนไพรด้วยความสามารถของนายเอง และพวกเราไม่ได้ช่วยอะไรเลย ทำตามกฎนี้เถอะ โอนให้ฉันแค่ครึ่งหนึ่งพอ”
ทว่าผมก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ทำเอาซูซีหรานเริ่มมีน้ำโหขึ้นมานิดๆ ก่อนจะจ้องเขม็งมาที่ผมด้วยดวงตาคู่งาม “ไม่ต้องมาพูดแบบใจนักเลงกับผู้หญิงอย่างฉันเลย ฉันจะถามนายแค่ประโยคเดียว ในอนาคตไม่ต้องการเงินแต่งภรรยาแล้วเหรอ?”
ผมถึงกับผงะอยู่ครู่หนึ่ง “แต่อยากแรกคือ... ต้องมีแฟนก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่มี ……”
เธอจึงเอ่ยขึ้นอย่างจนใจว่า “ถ้าอย่างนั้น 70%”
ในเมื่อเธอยอมอ่อนข้อให้แล้ว งั้นก็ 70% ก็ได้
อย่างไรก็ตามเงินเหล่านี้ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับทุกคนอยู่ดี ผมจึงไม่ได้รู้สึกปวดใจอะไรกับเรื่องนี้ เงินมันเป็นแค่เพียงสิ่งที่หาได้ จ่ายไปแล้วก็หาใหม่ได้ ดังนั้นไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจเลย
หลังจากซูซีหรานบันทึกรายรับรายจ่ายทีละรายการจนเสร็จเรียบร้อย เธอจึงยิ้มเล็กน้อยพร้อมทั้งพูดว่า “เอาล่ะ เตรียมตัวออนไลน์เข้าเกมเถอะ วันนี้ก็สู้ๆนะ ~~”
หลินเฉอถามขึ้นว่า “พี่เฉิน ชื่อสีแดงของพี่ล้างออกหมดแล้ว ถ้าอย่างนั้นวันนี้จะไปกับพวกเราดีไหม?”
“อื้ม ไปสิ”
ผมพยักหน้า “วันนี้ฉันนำทีมเอง พวกเราลองไปแผนที่ที่ลึกลงไปหน่อยดีกว่า ไปฆ่ามอนสเตอร์ที่เลเวลมากกว่า 40 กัน บางทีอาจได้พบกับบอสระดับทองก็ได้ ทีมเฟยเยว่ฉีซือถวนคว้าเฟิร์สคิลบอสระดับเงินได้ก่อน ครั้งนี้พวกเราจะต้องชิงเฟิร์สคิลบอสระดับทองมาให้ได้”
“พวกเรา... เลเวลเฉลี่ยยังไม่ถึง 35 เลยนะ จะสามารถฆ่าบอสระดับทองได้จริงเหรอ?” ต้าไห่ถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจ
ผมยกยิ้มพลางตบหน้าอกอย่างมั่นใจ “ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ฉันแข็งแกร่งมาก!”