Dominari: A song of evolution

    ตอนที่ 1 เซอร์ไพรซ์



    21:00 น.ในคืนคริสต์มาสอีฟอย่างค่ำคืนนี้...อากาศรอบตัวของผมหนาวยะเยือกกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก ผิวกายที่อยู่นอกร่มผ้าของผมถึงกับชาจากความเย็นจนแทบจะไร้ความรู้สึก และทุกครั้งที่สายลมพัดผ่านมามันก็แทบจะทำให้ผมหายใจไม่ออกก่อนออกจากบ้านเมื่อเช้าผมฟังรายงานพยากรณ์อากาศว่าวันนี้จะเป็นหนึ่งในวันที่หนาวที่สุดในรอบหลายปี แต่ผมเองก็ยังไม่วายคิดว่าตัวผมเองนั้นน่าจะทนรับกับสภาพอากาศที่เป็นเลขหลักตัวเดียวได้อย่างไม่ลำบากนัก ผมกินยาแล้วก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจหยิบเสื้อโค้ทหนังกลับสีน้ำตาลตัวเก่าสวมทับเสื้อยืดแขนยาวออกมาเพียงตัวเดียว ทั้ง ๆ ที่วันนี้ผมควรจะเตรียมพร้อมที่สุด น่าเจ็บใจจริง ๆตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมคิดผิดครั้งที่หนึ่ง ทั้ง ๆ ที่วันนี้...เป็นวันสำคัญขนาดนี้แม้ว่าอากาศรอบตัวของผมนั้นจะหนาวเย็นจนทำให้หน้าชาและทุกลมหายใจที่พ่นออกมาของผมกลายสภาพเป็นไอน้ำ แต่ผู้คนมากมายที่เดินผ่านคลาคล่ำตามท้องถนนกลับทำให้ผมมีความรู้สึกอึดอัดเหลือเกิน ตามเส้นทางที่เดินไปยังสถานีรถไฟมีกลุ่มหนุ่มสาวมากมายเดินร้องเพลงเฮฮาตามท้องถนน เสียงเพลงเหล่านั้นทำให้ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนและคลื่นไส้เป็นอย่างมาก เมื่อมองลอดกระจกเข้าไปตามร้านอาหารที่อยู่ตามสองข้างทาง ผมก็เห็นพนักงานออฟฟิศวัยกลางคนต่างเลี้ยงฉลองกันภายในร้านที่เปิดไฟสีเหลืองนวลสว่างไสว แสงไฟเหล่านั้นลอดผ่านกระจกใสตัดกับเงาของผู้คนในร้านลอดออกมา จนทำให้เกิดภาพเงาเคลื่อนไหวบนท้องถนนที่ผิดรูปจนแลดูไปคล้ายกับรูปร่างของปีศาจร้าย ถ้าเป็นตามปกติผมคงนั่งทำอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่ที่ห้องเช่าของผมพร้อมกับกินไก่ทอดเตรียมฉลองคริสต์มาสอยู่คนเดียว จะว่าไปแม้ชีวิตแบบนั้นจะดูจืดชืดไปบ้าง แต่มันก็มีความสุขในรูปแบบของมัน ผมยกข้อมือขวาขึ้นเพื่อก้มมองเวลาที่หน้าปัดนาฬิกาสมาร์ทวอท์ชเรือนเก่าของผม มันยังทำหน้าที่ของมันได้ดีแม้ว่าดูสภาพแล้วมันน่าจะมีอายุไม่น้อย เมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วก่อนผมจะเลี้ยวซ้ายผ่านหัวมุมเข้ามาสู่ถนนสายนี้ สัญญาณเตือนเสียงดังจากมันยังทำผมแทบหัวใจวายตายเพราะกลัวจะทำให้ “เธอ” รู้ว่าผมอยู่ตรงนี้จะว่าไปที่บอกว่าหัวใจจะวายตายของผมครั้งนี้มันก็ไม่เชิงจะเป็นแค่การเปรียบเปรยเท่านั้น เพราะสัญญาเตือนจากสมาร์ทวอทช์ครั้งนี้เป็นสัญญาณแจ้งเตือนถึงจังหวะหัวใจที่เต้นเร็วเกินผิดปกติไปมากของผม มันทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าต้องหาวิธีทำให้หัวใจของผมสงบลงโดยเร็ว มิเช่นนั้นผมอาจจะตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกตามแผนที่วางเอาไว้ในก่อนหน้านี้เลยก็ได้ผมต้องทำทุกอย่างให้สำเร็จที่สถานีรถไฟข้างหน้านี้....................................................... ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1883 สถานีอุเอโนะถูกสร้างขึ้นมาในบริเวณที่เคยเป็นที่โล่ง ๆ รกร้าง และรอบ ๆ นี้ก็เคยเป็นบริเวณวัดเก่าแก่มาก่อนตั้งแต่ยุคเอโดะแต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปเพียงร้อยกว่าปี คนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาอยู่อาศัยจับจองพื้นที่ข้างเคียงจากนโยบายการพัฒนาพื้นที่ของภาครัฐจนกลายมาเป็นบริเวณที่มีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น สถานีแห่งนี้จึงกลายมาเป็นชุมทางรถไฟขนาดใหญ่อย่างในยุคปัจจุบันนี้พื้นที่โดยรอบมีการเติบโตและพัฒนาจนกลายเป็นย่านที่เต็มไปด้วยร้านรวงต่าง ๆ และสถานที่สำคัญ ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ ทั้งสวนสัตว์ และสวนสาธารณะ ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่นี่เคยเป็นตลาดมืดไปเสียด้วยซ้ำ จึงไม่แปลกเลยที่ในค่ำคืนนี้จะมีคนมากมายออกมาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลจากตะวันตกที่กลายเป็นเทศกาลสากลทั้งโลกนี้ไปจนรอบบริเวณรอบ ๆ ตัวผมจึงเต็มไปด้วยผู้คนเดินขวั่กไขว่ไปมาจนผมเริ่มจะตาลายอยู่ ๆ อาการไม่สบายใจมากมายก็ปรากฏขึ้นกับตัวผม จนผมเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าแผนที่วางไว้เซอร์ไพรซ์เธอในคืนนี้จะประสบความสำเร็จอย่างที่ผมตั้งใจหรือไม่เธอเดินห่างออกไปราวร้อยก้าวข้างหน้าผม ใกล้ ๆ กับประตูทางเข้าสถานีรถไฟ ผมจึงตัดสินใจเร่งความเร็วเพื่อจะลดระยะห่างระหว่างเราสองคนลงให้ได้อีกสักหน่อย ด้วยความเร่งรีบทำให้ผมไม่ทันระวังกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่กำลังเดินสวนมาจนชนกันล้มระเนระนาด ที่แย่หนักเข้าไปอีกคือผมดันเซล้มไปชนกับแถวจักรยานที่จอดเรียงกันไว้หน้าสถานีรถไฟจนเกิดเสียงดังครึกโครมขึ้นมา เมื่อผมเงยหน้าขึ้นก็เห็นเธอกำลังมองมาทางนี้พอดี...ซวยละ ข้อผิดพลาดครั้งที่สอง ผมคิดในใจ.............................................................3 เดือนก่อนผมพบเธอครั้งแรกที่สถานีปลายทางของสายรถไฟระหว่างที่ผมกำลังพยายามพาตัวเองเข้าสู่ขบวนรถไฟพร้อมกับฝูงชนที่คลาคล่ำ เธอก็กำลังขึ้นรถไฟขบวนเดียวกันกับผม ในตอนนั้นผมเห็นเธอแบบผ่าน ๆ ตาจากด้านหลังพราะคนจำนวนมากเบียดเสียดขึ้นรถไฟมาพร้อม ๆ กัน แต่ผมก็เริ่มเอะใจว่าผู้หญิงคนนั้นจะใช่ “เธอ” หรือเปล่าผมยาวสีดำขลับของเธอซึ่งถูกมัดรวบเป็นหางม้าเอาไว้ ใบหน้าครึ่งล่างของเธอถูกผ้าพันคอผืนใหญ่คลุมเอาไว้จนเกือบมิด ส่วนใบหน้าครึ่งบนก็สวมไว้ด้วยแว่นกันแดดสีดำอันใหญ่ และโค้ทสีดำยาวที่ปกปิดเรือนร่างของเธอเอาไว้แทบทั้งหมดแต่ด้วยความสูงที่สะดุดตาโดดเด่นกว่าผู้คนรอบ ๆ ผมจึงเผลอหันไปเหลือบมองเธออยู่หลายครา ท่ามกลางผู้คนที่เบียดเสียดจากการเดินทางของรถไฟในชั่วโมงเร่งด่วน เธอยังคงท่าทีของหญิงสาวที่ดูสูงศักดิ์ด้วยท่ายืนที่ดูภูมิฐานและมีเสน่ห์อย่างที่ผมอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูกเมื่อขึ้นไปอยู่บนรถไฟแล้วผมก็รีบเบียดเสียดคนเข้าไปหาที่ยืนระหว่างบริเวณที่เป็นรอยต่อของขบวนรถไฟ เธอยืนห่างออกไปจากผมไม่ใกล้ไม่ไกล บริเวณใกล้ ๆ กับประตูรถไฟ ผมสังเกตเห็นว่ามีสายตาหลายคู่ที่แอบมองมาที่เธออยู่เหมือนกัน เด็กสาวในชุดนักเรียนกลุ่มหนึ่งมองเธอแล้วก็กระซิบกระซาบอะไรกันใหญ่ เหมือนกับว่าเด็ก ๆ กลุ่มนั้นอาจจะจำเธอได้เช่นกัน เมื่อมีเด็กคนหนึ่งในกลุ่มสังเกตเห็นว่าผมเองก็มองเธออยู่นั้น ทำให้ผมต้องรีบเบนสายตาหนีไปเสีย ผมไม่อยากให้ใครจับพิรุธได้ว่าผมกำลังแอบมองเธออยู่เช่นกันตลอดเส้นทางที่รถไฟวิ่งผ่านสถานีใหญ่ ๆ ไปหลายสถานี ผู้โดยสารที่เคยแน่นขนัดก็พลอยโล่งลงไปถนัดตา เด็กสาวกลุ่มนั้นก็ลงไปจากขบวนรถไฟเมื่อสองสามสถานีก่อนหน้านี้เสียงประกาศดังออกมาจากลำโพงในรถไฟแจ้งว่าใกล้จะถึงสถานีต่อไปแล้ว ผมแอบมองด้วยหางตาเห็นท่าทีว่าเธอกำลังขยับตัวเตรียมตัวจะลง และเมื่อรถไฟเข้าเทียบชานชาลาเธอก็ลงจากรถไฟทันทีที่ประตูเปิดออกผมตัดสินใจรีบตามเธอออกไปในทันที พอลงจากรถไฟเรียบร้อยแล้วผมก็เดินตามเธออยู่ห่าง ๆ โดยใช้เหลี่ยมมุมของเสาและกำแพงต่าง ๆ เพื่อหลบสายตา จนกระทั่งเธอออกจากสถานีไปเธอเดินผ่านย่านร้านค้ารอบ ๆ สถานี ผ่านบริเวณตลาดที่ยังคงครึกครื้นอยู่จนไปถึงย่านพักอาศัยที่บรรยากาศเริ่มเงียบลง และไฟสลัวจนเห็นได้ชัด อยู่ ๆ เธอก็เริ่มเร่งฝีเท้าขึ้นแล้วเธอก็หักเลี้ยวเข้าสู่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่อยู่ข้างหน้าผมไม่ไกล ผมรีบสาวเท้าเดินตามไปพอเลี้ยวตามเข้าไปในสวนสาธารณะที่มืดครึ้ม และเต็มไปด้วยต้นไม่ใหญ่ เธอก็คลาดสายตาผมไปจนได้..“โธ่ เอ๊ย” คลาดกันจนได้ ผมสบถออกมาด้วยความไม่พอใจอีกแค่นิดเดียวก็จะได้รู้แล้วว่าเธอพักอยู่ตรงไหน โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีโอกาสเจอกันได้บ่อย ๆผมตัดสินใจในทันทีว่า ผมจะต้องกลับมาเฝ้ารอเธอตามเส้นทางนี้อีก และแน่นอนว่าต้องติดตามเธอไปจนรู้ว่าบ้านเธออยู่ไหนให้ได้.............................................................เรย์ อิวะซะกิ รับรู้ได้ตั้งแต่ที่สถานีต้นทางที่เธอขึ้นรถไฟมาว่าตัวของเธอเป็นที่ดึงดูดความสนใจของของคนโดยรอบอยู่เสมอด้วยรูปร่างที่มีสัดส่วนชัดเจนและสูงโปร่งเกินกว่าชาวตะวันออกโดยทั่วไปด้วยความสูงถึง 175 เซนติเมตร และสีของตาที่เป็นสีน้ำเงินเข้มที่ได้มาจากสายเลือดทางฝั่งของพ่อยิ่งตั้งแต่เธอถูกแอบถ่ายรูปจากการเข้าไปช่วยเหลือคนแก่ข้ามถนนจากใครสักคนก็ไม่รู้ จนกลายไปเป็นไวรัลทางอินเทอร์เน็ต เธอก็ยิ่งรู้สึกตัวว่ามีคนแอบมองเธอมากขึ้น ๆ จนทำให้เธอแทบจะเป็นบ้าเพราะไม่อาจจะใช้ชีวิตของตัวเองตามปกติได้อย่างต่อไป“#คนสวยน้ำใจงาม”“#เทพธิดาใจบุญ”“#สวยทั้งนอกทั้งใน”และอีกมากมายหลายสมญานามที่ชาวเน็ตขนานนามให้เธอ เธอไม่คิดมาก่อนเลยว่าแค่การเข้าไปช่วยมนุษย์คนหนึ่งจะสร้างความลำบากแก่การใช้ชีวิตของเธอขนาดนี้นี่คือสาเหตุที่เธอไม่ชอบอินเทอร์เน็ตเลยแม้แต่นิดเดียว!ยิ่งวันนี้ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ เพราะไอ้ผู้ชายที่แต่งตัวแปลก ๆ ใส่เสื้อโค้ทสีน้ำตาล แล้วก็หมวกแก๊ปปิดหน้าปิดตาที่แอบมองเธอจนแทบตาไม่กะพริบบนรถไฟตอนแรกเธอคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรนอกจากสายตาน่าอึดอัดอีกคู่จากคนที่ไม่รู้จัก ซึ่งเธอเจอจนหลอนในช่วงหลัง ๆ นี้ แต่โดยมากแล้วคนเหล่านั้นก็ทำได้แค่มองเธอ และก็พูดจาซุบซิบกันแค่นั้น เหมือนกับกลุ่มเด็กสาวกลุ่มนั้นที่อยู่บนรถไฟแต่ไอ้บ้านี่ กลับเดินตามเธอลงจากรถไฟ และตามเธอมาตลอดทาง ทั้ง ๆ ที่เธอพยายามสลัดให้หลุดอยู่หลายครั้ง จนเธอต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นและหลบเข้าไปในสวนสาธารณะที่เธอรู้จักแทบทุกซอกทุกมุมเพื่อจะสลัดไอ้บ้าโรคจิตนั่นให้หลุดทันทีที่เธอเข้าไปถึงด้านในของสวนสาธารณะ เธอก็รีบพุ่งกระโจนเข้าไปยังพุ่มไม้ข้างทางและรีบซ่อนตัวอยู่นิ่งเธอแอบมองลอดผ่านพุ่มไม้นั่นออกมา และเห็นไอ้โรคจิตนั่นเร่งฝีเท้าตามเธอเข้ามาในสวนสาธารณะและโชคดีที่ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เธอคิด มันหาเธอไม่เจอ มันตามเธอไม่ทัน เธอสลัดมันหลุดแล้ว.............................................................ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ตั้งแต่วันที่ผมเจอเธอครั้งแรก มีเรื่องอยู่แค่สองเรื่องที่เข้ามาอยู่ในความสนใจของผม เรื่องแรกคือเรื่องของบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ที่กำลังทำโครงการณ์เกี่ยวกับการเพาะพันธุ์พืชบางอย่างที่ให้ผลผลิตจำนวนมาก เพื่อจะแก้ปัญหาปากท้องของประเทศที่แกลังอดอยาก และเรื่องของเธอเรื่องแรกที่ผมต้องสนใจก็เป็นเพราะกระแสข่าวที่ทางบริษัทโหมโปรโมทแทบจะทุกสื่อจนผมเลี่ยงไม่ได้ที่จะรับสารไปแม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่เรื่องของเธอ.. เป็นเรื่องที่ผมให้ความสนใจด้วยตัวเองอย่างแท้จริง เรียกว่าสนใจจนแทบจะกลายเป็นความหมกมุ่นก็ว่าได้ผมเริ่มไปแอบเฝ้าที่สถานีที่ผมบังเอิญเจอเธอครั้งแรก และสำรวจรอบ ๆ บริเวณที่คิดว่าเธอน่าจะผ่านเดือนแรกผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะทำให้ผมท้อใจ เพราะไม่มีวี่แววของเธออีกเลย แต่แล้วสวรรค์ก็ยังคงเมตตาผมบ้าง เพราะก่อนที่ผมจะถอดใจผมก็พบเธออีกครั้งวันนั้นเป็นช่วงหัวค่ำที่ฝนตกหนักเลยทำให้คนรอบ ๆ สถานีบางตาลงไปมาก ผมนั่งอยู่ในร้านกาแฟที่อยู่ตรงข้ามสถานี สายตายังคงสอดส่องมองหาเธออย่างเหนื่อยล้าผมยอมรับว่าจริง ๆ ผมแทบจะถอดใจไปแล้วกับการเฝ้าตามหาเธอ แต่แล้วสายฝนวันนี้กลับเป็นใจทำให้ผมได้พบเธออีกครั้งท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาจนแทบจะมองไม่เห็นทาง เงาร่าง ๆ หนึ่งวิ่งฝ่าสายฝนอย่างรวดเร็วเข้าไปยังหน้าสถานีแม้จะเป็นเพียงเงาร่างที่เปียกซ่ก แต่ผมจำเธอได้อย่างแน่นอน เธอยังคงแต่งกายคล้ายกับวันแรกที่เราพบกัน ใจของผมสั่นระรัว ผมรีบวางแก้วกระดาษลงบนโต๊ะแล้วรีบพุ่งออกจากร้านไป วันนี้ผมจะระวังตัวมากกว่าเดิม.. และจากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลาสองเดือน ผมระมัดระวังตัวมากขึ้น เหมือนกับว่าเธอเองก็มีการระมัดระวังตัวที่มากขึ้นเช่นกัน ตอนแรกแผนของผมคือพยายามตามเธอไปจนถึงที่อยู่ของเธอ แต่ผมก็เปลี่ยนใจ เพราะผมว่ามันเสี่ยงต่อการเปิดเผยตัวของผมมากเกินไปผมจึงแค่ทำการติดตามและเก็บข้อมูลของเธออยู่ห่าง ๆ เท่านั้น เวลาที่เธอเดินทางไปตามที่ต่าง ๆ จากสถานีหนึ่งไปสถานีหนึ่ง ขนมที่เธอชอบซื้อจากร้านค้าในสถานี หนังสือที่เธอชอบอ่าน ดอกไม้ที่เธอชอบเข้าไปดูไปดมที่ร้านดอกไม้เธอช่างมีชีวิตชีวามากกว่าภาพลักษณ์ที่เห็นเหลือเกินเมื่อผมเก็บข้อมูลทุกอย่างได้เพียงพอแล้ว.. อย่างน้อยผมก็ว่ามันพอเพียงก็คงจะถึงเวลาที่เธอต้องเซอร์ไพรซ์แล้วซินะ.............................................................21:15 น.ผมรีบก้มหน้าหลบสายตาของเธอที่มองมา และพยายามหันหน้าหนีไปทางอื่น“ปรี๊ด”เสียงนกหวีดดังลั่นขึ้นมาจนผมสะดุ้ง พนักงานขุดถนนที่ทำงานอยู่ใกล้ ๆ เป่านกหวีดและโบกไม้โบกมือเพื่อแจ้งให้รถที่กำลังขับเข้ามาเบี่ยงหลบออกจากบริเวณที่พวกเขากำลังทำงานอยู่โชคดีที่เสียงนกหวีดนั้นเรียกความสนใจของทุก ๆ คนในรอบ ๆ บริเวณไปได้ รวมถึงเธอด้วยเช่นกันเธอหันไปมองตามที่มาของเสียง แล้วก็หันกลับไปพร้อมออกเดินไปตามเส้นทางเดิม พอเรียกสติกลับมาได้ ผมก็รีบลุกขึ้นมายืน และสำรวจความเรียบร้อยของตัวเอง กางเกงผมเลอะเทอะน้ำมันดำ ๆ อะไรสักอย่างจนเป็นคราบให้ตายเหอะ วันนี้เนี่ยนะ?พอนึกขึ้นมาได้ ผมรีบล้วงมือเข้าไปตรวจสอบห่อกระดาษภายใต้เสื้อโค้ทของผมว่ายังอยู่ดีหรือไม่ โชคดีที่มันไม่มีอะไรเสียหายพอผมหันไปทิศทางที่เธอเคยอยู่ เธอก็หายไปแล้ว ผมจึงรีบวิ่งตามเธอเข้าไปยังสถานีรถไฟผมเหลือบไปมองที่นาฬิกาสถานี อีกไม่เกินห้านาทีนี้รถไฟขบวนต่อไปก็จะออกจากชานชาลา จากการเฝ้าติดตามเธอตลอดช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ผมค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าตอนนี้เธอน่าจะลงบันไดไปยังสถานีอยู่ ผมวิ่งจนสุดแรง รีบแตะบัตรเข้ากับประตูทางเข้าและตามเธอลงไปที่ชานชาลาผมมองไปยังเสาที่ห้าจากปลายชานชาลา นั่นเธอยืนอยู่ตรงนั้นกับฝูงชนอีกจำนวนหนึ่งที่ประจำของเธอคือคนแรกของหัวแถวอยู่เสมอ และทุกวันพุธและศุกร์เวลา 21:25 น. เธอจะต้องมาขึ้นรถไฟที่สถานีนี้ผมรีบเดินตัดฝูงชนเข้าไปยังเสาต้นที่เธอยืนรอรถไฟอยู่หูของผมเริ่มได้ยินเสียงรถไฟที่กำลังเคลื่อนเข้ามายังชานชาลาด้วยความเร็วผู้คนค่อย ๆ ขยับตัวเพื่อเตรียมตัวขึ้นรถไฟ ผมฉวยจังหวะนั้นค่อย ๆ เบียดตัวเองเข้าไปจนอยู่ด้านหลังของเธอหัวใจของผมเต้นรัวจนแน่นหน้าอกผมล้วงมือซ้ายเข้าไปยังด้านในเสื้อโค้ทของผม หยิบเอาห่อกระดาษนั้นออกมาจะไม่มีการผิดพลาดครั้งที่สาม.. ผมคิดผมเรียกชื่อเธอด้วยเสียงเบา ๆ พอที่จะให้เธอได้ยินเพียงคนเดียว ...“เรย์” เธอหันกลับมาด้วยท่าทีแปลกใจ สายตาของเธอเหลือมองหน้าผมและมองไปยังช่อดอกไม้สีแดงในมือของผม ดอกฮิกังบานะ (พลับพลึงสีแดง)“นี่...คือ...” เธอหันกลับมาผมบอกเธอว่า “เซอร์ไพรซ์... ฮิกังบานะ*ให้คุณ”แล้วมือขวาของผมก็พลักเธอจนสุดแรง ร่างของเธอหล่นลงไปยังรางรถไฟ มือของเธอคว้าช่อดอกไม้สีแดงช่อนั้นติดตัวไปด้วย พร้อม ๆ กับที่รถไฟกำลังพุ่งขบวนเข้ามาสัญญาณเตือนดังลั่นไปทั่วสถานี ไม่นานหลังจากเสียงเบรกอย่างรุนแรงของรถไฟ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ทันเวลาผู้คนกรีดร้องกันเสียงดังขรมผมก้มหน้าลง ค่อย ๆ แฝงกายกับฝูงชนออกไปจากบริเวณ*ฮิกังบานะ คือดอกพลับพลึงสีแดง คนญี่ปุ่นให้ความหมายว่าคือดอกไม้แห่งความตายจบตอนที่ 1