“กาแฟที่สั่งไปยังไม่ได้อีกเหรอ! ไปเก็บเมล็ดกาแฟบนดาวอังคารอยู่หรือไงยะ ฉันจะกินชาตินี้นะ ไม่ใช่ชาติหน้า”
“รีบไปเสิร์ฟโต๊ะสามเร็วแก้ว ลูกค้าโวยแล้วนะ”
“ลัตเตของคุณลูกค้าได้แล้วค่ะ ขอโทษที่ทำให้รอนานนะคะ” แก้วตารีบเดินไปเสิร์ฟกาแฟให้ลูกค้าที่กำลังโวยวายลั่นร้าน แต่ด้วยมืออันสั่นเทาของเธอจึงทำให้กาแฟกระฉอกไปเลอะจานรองแก้วเล็กน้อย
“หกหมดแล้วมั้งเนี่ย”
“ยังไม่หมดนะคะ หกนิดเดียวค่ะ เดี๋ยวหนูไปหยิบผ้ามาเช็ดให้นะคะ” ด้วยความใสซื่อเธอจึงเผลอพูดไปตามสิ่งที่เห็น แต่นั่นกลับทำให้คนฟังยิ่งปรี๊ดหนักกว่าเดิม
“นี่หล่อนกล้าต่อปากต่อคำเหรอ ผู้จัดการอยู่ไหน!”
“เปล่านะคะ”
“เอ่อ ผมเป็ผู้จัดการร้านเองครับ มีเื่อะไรหรือเปล่าครับ” ผู้จัดการร้านรีบเดินมายืนอยู่ข้าง ๆ ลูกน้องเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มเลวร้าย
“ช่วยไปอบรมมารยาทของเด็กคนนี้ด้วย ทำงานช้า แถมยังปากดีเถียงลูกค้าฉอด ๆ ไม่มีมารยาทเอาซะเลย แล้วนี่วาดแมวบนฟองนมทำไม ฉันแพ้ขนแมว”
“แต่ฟองนมรูปแมวไม่เกี่ยวกับการแพ้ขนแมวนะคะ...”
“ผมขอโทษแทนน้องเขาด้วยนะครับ พอดีน้องเพิ่งมาทำงานได้ไม่กี่วัน ผมจะอบรมพนักงานให้ดีกว่านี้ เดี๋ยวเราทำกาแฟแก้วใหม่มาให้ครับ” ผู้จัดการที่รู้ว่าไม่ควรไปต่อปากต่อคำกับลูกค้าประเภทนี้ชิงตัดบทของลูกน้องสาว พร้อมกับโน้มศีรษะลงเพื่อขอโทษด้วยความนอบน้อม
“หนูขอโทษค่ะ” แก้วตาเองก็รีบพนมมือไหว้ขอโทษและเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ แม้จะเห็นได้ชัดว่าลูกค้าคนนี้จงใจแกล้งเธอก็ตาม
“อืม ให้พนักงานคนอื่นมาเสิร์ฟนะ” ลูกค้าพูดด้วยท่าทีหน้าเชิดคอตั้งขณะมองพนักงานสาวด้วยแววตาแห่งชัยชนะ
แก้วตาเดินไปหลังร้านที่เป็ห้องพักส่วนตัวของพนักงาน เธอเปิดน้ำเย็นที่ซิงก์ล้างจานเพื่อบรรเทาอาการแสบร้อนจากการโดนน้ำร้อนลวกที่แขนจนเป็รอยแดง ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้เธอไปเสิร์ฟลูกค้าโต๊ะนั้นช้า
“แก้ว...”
“แก้วไม่เป็ไรค่ะผู้จัดการ โดนน้ำร้อนลวกแค่นี้ทำงานต่อได้สบาย” เธอหันไปยิ้มให้กับผู้จัดการที่เดินตามเธอมาเพราะคิดว่าเขาคงเป็ห่วง
“ไม่ต้องทำงานต่อแล้วนะ”
“แก้วไหวจริง ๆ ค่ะ ไม่ต้องพักก็ได้”
“คือ...พี่จะบอกว่าพี่ไล่แก้วออกน่ะ”
“คะ?”
“เมื่อเช้าพี่เพิ่งรับเด็กใหม่เข้ามา”
“แต่แก้วเพิ่งทำงานได้แค่หกวันเองนะคะ”
“หกวันมานี้แก้วทำงานช้าจนโดนลูกค้าคอมเพลนไปสองครั้ง ทำแก้วแตกไปสี่ใบ ไม่รวมกาแฟที่ชงแล้วกินไม่ได้อีกสิบแก้วนะ พี่ไม่ให้ชดใช้ก็บุญเท่าไหร่แล้ว”
“ขะ ขอโอกาสแก้ตัวได้ไหมคะ” แก้วตาเสียงอ่อยเพราะสิ่งที่เขาว่ามาล้วนเป็เื่จริงทั้งนั้น เธอเป็คนซุ่มซ่ามมาั้แ่เด็ก ขนาดระวังแล้วก็ยังทำผิดพลาดเป็ประจำจนถูกที่ทำงานไล่ออกเป็ว่าเล่น หลังจากเรียนจบมาสองปีนี่ก็เป็ครั้งที่สามสิบแล้วที่เธอโดนไล่ออก
“พอเหอะ ก่อนที่ร้านพี่จะเจ๊ง”
หลังจากรับเงินค่าจ้างเรียบร้อยแล้วแก้วตาจึงเดินคอตกกลับบ้าน หญิงสาวอยู่กับพ่อสองคน อาชีพหลักของเธอคือนักเขียนนิทาน และพ่อของเธอก็เปิดร้านเช่าการ์ตูนที่ชั้นหนึ่งของบ้าน แต่เพราะยุคนี้ผู้คนหันมาอ่านหนังสือออนไลน์กันมากขึ้น ธุรกิจร้านเช่าการ์ตูนจึงค่อย ๆ ล้มหายตายจาก พ่อของเธอต้องไปขับวินมอเตอร์ไซค์เป็อาชีพเสริม เมื่อมีเวลาว่างแก้วตาก็จะลงมาเฝ้าร้านแทนพ่อพร้อม ๆ กับแต่งนิทานส่งสำนักพิมพ์ไปด้วย
ระหว่างทางกลับบ้านแก้วตาเดินผ่านร้านหนังสือแห่งหนึ่ง เธอจึงผลักประตูเข้าไปในร้านแล้วตรงไปยังโซนหนังสือสำหรับเด็กทันที แต่เดินวนหาเท่าไหร่เธอก็ยังหาหนังสือที่้าไม่เจอสักที
“ที่นี่มีหนังสือเล่มนี้ไหมคะ” แก้วตาถามพนักงานแถวนั้นพร้อมกับเปิดมือถือให้เขาดูปกนิทานเื่ล่าสุดของเธอที่ได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์เดือนที่แล้ว
“อ๋อ มันถูกวางแยกไว้ที่อื่นเพราะขายไม่ออกน่ะครับ”
“หนูเขียนเื่นี้เองค่ะ ให้หนูเซ็นหนังสือให้ไหมคะ เผื่อจะขายดีขึ้น” เธอรีบเสนอด้วยความกระตือรือร้น
“ไม่ได้ครับ ถ้าเซ็นโรงพิมพ์ก็จะไม่รับคืนน่ะสิ”
“อ่า เข้าใจแล้วค่ะ”
ด้วยเหตุนี้แก้วตาจึงเดินกลับบ้านด้วยท่าทางคอตกยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ยังพยายามมองโลกในแง่ดีว่ายังมีนักเขียนที่ประสบความสำเร็จตอนอายุสี่สิบมากมาย เธอก็อาจจะเป็หนึ่งในนั้น ตอนนี้แค่ยังไม่ถึงเวลา
“อ้าว กลับมาเร็วแบบนี้โดนไล่ออกอีกแล้วเหรอ” พ่อของแก้วตาเงยหน้าทักลูกสาวเมื่อเห็นว่าเธอกลับมาถึงบ้านก่อนเวลาปกติหลายชั่วโมง
“ใช่ค่ะ แหะ ๆ”
“ครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะ พ่อจะลองส่งไปลงกินเนสส์บุ๊กดู เผื่อลูกสาวพ่อจะได้เป็คนที่โดนไล่ออกบ่อยที่สุดในโลก”
“พ่ออะ หนูขึ้นห้องแล้ว” แก้วตาแกล้งทำเป็งอน แต่ในใจเธอก็รู้สึกขอบคุณพ่อของเธอไม่น้อยที่ไม่เคยแสดงท่าทีผิดหวังหรือดุด่าเธอเลย นี่จึงเป็เหตุให้เธอได้รับนิสัยมองโลกในแง่ดีจากพ่อติดตัวมาด้วย
หญิงสาวเดินมานั่งที่โต๊ะทำงานก่อนจะเปิดโน้ตบุ๊กเพื่อหางานอีกครั้ง ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสีแดงเลนส์หนาเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่หลายเ้ากำลังเปิดรับสมัครนักเขียน ไม่รอช้าแก้วตารีบพิมพ์ใบสมัครแล้วส่งไปทุกที่
บางทีการถูกไล่ออกจากงานในวันนี้อาจจะทำให้เธอได้ไปเจอสิ่งที่ดีกว่าก็ได้
แก้วตาเคยถูกเรียกไปสัมภาษณ์งานจากสำนักพิมพ์มาหลายที่ แต่ก็ตกรอบสัมภาษณ์ประจำเพราะกรรมการดูจะสนใจคนที่มีบุคลิกดีกว่าเธอ วันนี้หญิงสาวจึงพิถีพิถันเื่การแต่งกายเป็พิเศษ เนื่องจากมีสัมภาษณ์ที่สำนักพิมพ์มงคลพับลิชชิ่ง ซึ่งเป็บริษัทขนาดใหญ่ที่ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์เกือบทุกชนิด ทั้งหนังสือพิมพ์ พ็อกเก็ตบุ๊ก และนิตยสารเกือบทุกแนว ไม่ว่าจะเป็การเมือง เศรษฐกิจ การตกแต่งบ้าน
แก้วตาหมุนตัวซ้ายทีขวาทีเพื่อสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองหน้ากระจกเงาั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า เธออยู่ในชุดซูตสีดำ กางเกงยาวปิดตาตุ่ม ผมหยักศกถูกรวบตึงไปทางด้านหลังดูเรียบร้อย ริมฝีปากอวบอิ่มพยายามซ้อมยิ้มด้วยท่าทางที่คิดว่าดูดีที่สุด หลังจากฝึกเดินหลังตรงมาทั้งอาทิตย์แก้วตาก็มั่นใจในบุคลิกของตัวเองมากขึ้น เมื่อใกล้ถึงเวลาเธอก็เรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่หน้ามงคลพับลิชชิ่ง
หญิงสาวก้าวเข้ามาในอาณาบริเวณอันกว้างขวางของบริษัทซึ่งเป็ตึกสูงหลายสิบชั้นด้วยความประหม่า ก่อนจะขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นที่ต้องไปสัมภาษณ์ เมื่อมาถึงเธอก็เดินตรงไปหาพนักงานสาวสวยที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์
“สวัสดีค่ะ มาสัมภาษณ์งานค่ะ”
“ชื่ออะไรคะ”
“แก้วตา เกษมกิจค่ะ”
“เชิญนั่งรอสักครู่นะคะ”
แก้วตาเดินไปนั่งรอที่โซฟาในมุมรับแขก ผ่านไปสิบนาทีก็มีหญิงสาวรูปร่างสูงเพรียวแต่งตัวดีเดินออกมา ผู้หญิงคนนั้นสวยจนแก้วตาต้องมองตาค้าง ถ้าสมัครงานตำแหน่งเดียวกันไม่ต้องสืบเลยว่ากรรมการจะเลือกใคร
“คุณแก้วตา เชิญเข้าไปข้างในได้เลยค่ะ” พนักงานที่เคาน์เตอร์เรียกสติแก้วตาที่มัวแต่มองผู้หญิงคนนั้นจนใจลอย
“ค่ะ” แก้วตาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องสัมภาษณ์
หน้าห้องเป็โต๊ะยาวซึ่งมีคนนั่งอยู่สี่คน ทุกคนกำลังก้มลงอ่านประวัติของผู้เข้าสมัครที่อยู่ตรงหน้า บรรยากาศค่อนข้างเงียบจนผู้มาใหม่อย่างแก้วตาอยากจะหันหลังกลับ แต่ในเมื่อมาถึงห้องสัมภาษณ์แล้วก็คงมีแต่ต้องเดินหน้าต่อ
“สะ สวัสดีค่ะ” แก้วตาเป็ฝ่ายเริ่มทักทายก่อนด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“เชิญนั่งครับ”
“ขอบคุณค่ะ” แก้วตาพูดพลางหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ที่หันหน้าเข้าหาคณะกรรมการ
“ช่วยแนะนำตัวสั้น ๆ ทีค่ะ”
“ดิฉันชื่อแก้วตา เกษมกิจ อายุยี่สิบสี่ปี จบจากคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชเทวี เกรดเฉลี่ย 3.69 ปัจจุบันเป็นักเขียนฟรีแลนซ์ค่ะ”
“คุณแก้วตาเคยทำงานที่ไหนมาบ้างคะ”
“ไม่เคยค่ะ” ด้วยประสบการณ์จากการสมัครงานที่ล้มเหลวมานักต่อนัก ทำให้เธอรู้ว่าไม่ควรใส่ประวัติการทำงานที่ผ่านมาของตัวเอง แม้จะเคยทำมาหลายอย่างทั้งงานประจำและงานพาร์ตไทม์ แต่ก็ไม่มีที่ไหนให้เธออยู่ถึงเดือนเลยสักที่
“ทำงานเป็นักเขียนที่บ้านอย่างเดียวเลยเหรอคะ”
“ค่ะ” แก้วตาไม่รู้จะตอบอะไรจึงทำได้เพียงตอบรับสั้น ๆ
“อืม ดูจากผลงานน่าจะมีแต่หนังสือนิทานสำหรับเด็กใช่ไหมครับ เคยเขียนแนวอื่นไหมครับ”
“ยังไม่เคยลองค่ะ แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากเขียนให้ได้หลายแนว”
“เช่นแนวไหนบ้างคะ”
“วรรณกรรมเยาวชน พ็อกเก็ตบุ๊ก คอลัมน์ในนิตยสาร แล้วก็พวกวารสารค่ะ”
“คุณมีความสามารถพิเศษอะไรบ้างคะ”
“ดิฉันทำได้ทุกอย่างเลยค่ะ วาดรูป ชงกาแฟ ล้างจาน ถูพื้น”
คำตอบของแก้วตาเล่นเอากรรมการแอบยิ้มกับท่าทีกระตือรือร้นของหญิงสาว
“เรามีแม่บ้านอยู่แล้วค่ะ คงไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น หมายถึงความสามารถที่มีประโยชน์ในการทำงานน่ะค่ะ”
“เอ่อ ไม่มีเลยค่ะ” แก้วตายิ้มเจื่อน
“คุณแก้วตาสามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้ไหมคะ”
“ได้ค่ะ” แก้วตารีบตอบอย่างหนักแน่น
การสัมภาษณ์ดำเนินต่อไปราวครึ่งชั่วโมง แก้วตารู้สึกราวกับถูกสอบสวนจนเผลอตอบผิด ๆ ถูก ๆ ออกไปบ้าง แม้กรรมการทุกคนจะใจดีแต่เธอก็ค่อย ๆ หมดความมั่นใจลงทุกขณะ กระทั่งคำถามสุดท้ายสิ้นสุด แก้วตาก็แทบจะเก็บสีหน้าโล่งอกเอาไว้ไม่มิด
“งั้นถ้าได้ผลยังไงทางเราจะติดต่อไปนะครับ”
สองสัปดาห์ผ่านไป
ทุกอย่างเป็ไปตามที่แก้วตาคาดการณ์ไว้แล้ว ไม่มีการติดต่อกลับมาจากบริษัทที่ไปสัมภาษณ์งานสักที่ ทว่าในระหว่างที่แก้วตากำลังจะงีบหลับจู่ ๆ เสียงริงโทนก็ดังขึ้น
“สวัสดีค่ะ”
“คุณแก้วตาใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ จากไหนคะ”
“ดิฉันโทรมาจากสำนักพิมพ์มงคลพับลิชชิ่งนะคะ คุณแก้วตาผ่านสัมภาษณ์งานแล้ว สะดวกเริ่มงานเลยไหมคะ”
แก้วตาได้แต่อ้าปากหวอด้วยความไม่เชื่อหูกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
“สวัสดีค่ะ ได้ยินไหมคะคุณแก้วตา”
“ผะ ผ่านสัมภาษณ์งานเหรอคะ จริงเหรอคะ”
“ใช่ค่ะ”
“เริ่มเลยก็ได้ค่ะ!”
“งั้นวันจันทร์หน้ามาเริ่มงานได้เลยนะคะ”
“ค่ะ ๆ ขอบคุณมากนะคะ” หลังจากวางสายแก้วตาก็วิ่งลงไปยังชั้นล่างทันที
“พ่อ!!”
“มีอะไรลูก วิ่งแบบนั้นเดี๋ยวก็ล้มหรอก ระวะ...” พูดยังไม่ทันจะจบประโยคแก้วตาก็ก้าวพลาดจนก้นจ้ำเบ้า ก้นของเธอกระแทกลงบันไดมาทีละขั้นจนหยุดอยู่ที่พื้น
“โอ๊ยยย”
“เจ็บไหมลูก ทีหลังอย่าวิ่งเล่นในบ้านอีกเข้าใจไหม” เขาบ่นพลางเดินไปพยุงลูกสาวไปนั่งที่โซฟา
“แก้วไม่ได้วิ่งเล่นค่ะ แต่มีข่าวดีจะมาบอก”
“อย่าบอกนะว่า...”
“แก้วได้งานแล้วค่ะ / แก้วถูกรางวัลที่หนึ่งเหรอ” ทั้งสองคนพูดขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา
“โถ่ พ่อก็นึกว่าลูกสาวพ่อจะถูกหวยสักสิบล้าน เห็นโหวกเหวกโวยวายซะลั่นบ้าน”
“แก้วซื้อหวยเป็ที่ไหนกันล่ะ พ่อก็”
“ยังไงก็ยินดีด้วยนะลูก ตั้งใจทำงานล่ะ อย่าไปทำบริษัทเขาเจ๊ง เดี๋ยวพ่อไปรับไปส่งเอง”
“ไม่เป็ไรค่ะ บริษัทอยู่คนละทางกับวินของพ่อ เดี๋ยวแก้วนั่งรถเมล์ไปเองดีกว่า สี่ห้าป้ายก็ถึงค่ะ”
“งั้นเย็นนี้เราไปซื้อเนื้อย่างมาฉลองกันดีกว่า”
“เดี๋ยวแก้วเลี้ยงเอง”