กลายเป็นบอสของเกทซอมบี้ไปซะแล้ว

    ตอนที่ 43

    ตอนที่ 43




    “วันนี้ทำได้ดีมากเลย เป็นไงการได้จับมือกับท่านธิดาสวรรค์ตัวเป็นๆ” รอยยิ้มของโอปอลอดีตหัวหน้าทีมวิจัยที่ 7 ทำเอามะลิที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาในอาคารที่เคยเป็นสถานที่ทำงานของเหล่าทีมวิจัยดูหดหู่สุดๆ ตอนนี้ภายในห้องทำงานที่เคยเต็มไปด้วยนักวิจัยหลายสิบชีวิตกลับเหลือเพียงโอปอลและมะลิกับเอกสารที่โอปอลเตรียมมาให้มะลิเซ็นเท่านั้นเอง


    “นี่หนูต้องเข้าร่วมกิลด์ดาราสมุทรด้วยจริงๆเหรอ” มะลิเหมือนจะมีวิญญาณหลุดออกมาจากร่างไม่มีผิดหลังจากได้ทราบคำสั่งจากเบื้องบนให้เธอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิลด์ดาราสมุทรพร้อมๆกับพวกจูน ฝน และ โอปอล ที่เป็นเพื่อนร่วมงานของเธอ แน่นอนว่าการได้ตำแหน่งใหม่ทันทีหลังจากทีมเก่าถูกยุบไปมันก็ถือเป็นเรื่องดีอยู่หรอกแต่กิลด์ดาราสมุทรตอนนี้ดันประกาศจะเข้าไปกอบกู้พื้นที่สีดำบนแผนที่นี่สิ…


    “ไม่ดีหรือไง บอกตามตรงนะตำแหน่งนี้เงินเดือนดีกว่าเจ้าหน้าที่ของทีมเจ็ดเยอะเลย ถ้าเธอตอบตกลงเงินเดือนของเธอจะ…” โอปอลก้มลงมากระซิบที่ข้างๆหูมะลิก่อนจะค่อยๆบอกรายละเอียดเงินเดือน โบนัส และเงินพิเศษในแต่ละงานให้มะลิฟังช้าๆ


    [ บ้า… ไปแล้ว เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ นี่มันเหมือนได้เลื่อนขั้นที่เดียวสิบขั้น ไม่สิอาจจะยี่สิบขั้นเลยมั้งเนี่ย ]


    “แต่งาน… มันเสี่ยงมากเลยนะคะ ไม่ใช่ว่าพวกเราต้องเข้าไปในพื้นที่สีดำด้วยเหรอ” แม้วูบแรกมะลิจะหวั่นไหวกับจำนวนเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดก็ตาม แต่ก่อนจะตอบอะไรกลับไปมะลิก็เหมือนจะได้สติจากมนตร์สะกดของเงินตราได้สำเร็จ


    “ไม่หรอก หน้าที่ของเธอไม่ได้อันตรายแบบนั้นหรอก แถม… เพื่อนร่วมงานก็ไม่เลวด้วยนะ” ในระหว่างที่โอปอลพูดอยู่ ประตูห้องทำงานของทีมวิจัยที่ 7 ก็เปิดออกพร้อมร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินเข้ามาพร้อมเอกสารในมือ สำหรับโอปอลที่ทราบเรื่องทั้งหมดอยู่แล้วไม่ได้รู้สึกว่างานนี้อันตรายเลยสักนิด แถมเธอยังเหลือเวลาไปทำงานวิจัยส่วนตัวได้อีกต่างหากมันเลยไม่มีอะไรต้องปฏิเสธ ส่วนมะลิก็เหลือแค่อธิบายเรื่องทุกอย่างให้ฟังตัวเธอก็น่าจะเข้าใจแผนการของสมาคมได้ไม่ยาก แต่หน้าที่อธิบายนี้ปล่อยให้เพื่อนร่วมงานใหม่ของเธอเป็นคนทำน่าจะง่ายกว่า โดยเฉพาะกับมะลิแล้วด้วย…


    “เพื่อนร่วมงาน หมายถึงคนประสานงานที่พูดถึงก่อนหน้านี้เหรอคะ จะว่าไปคุณจูนก็บอกว่าคนคนนั้นจะมาพบพวกเราที่ห้อง…” ดวงตาของมะลิเหลือบไปเห็นร่างของชายคนหนึ่งที่เดินเข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ส่วนจัสมินที่ปกติจะคอยเป็นหูเป็นตาให้มะลิตลอดก็นิ่งเงียบไปตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว…


    “สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับพวกคุณทั้งสองคนสู่กิลด์ดาราสมุทรของพวกเรานะครับ” รอยยิ้มของฮันเตอร์ยูเรนัสเป็นภาพที่มะลิเคยเห็นแต่จากจอทีวีเสมอ ใบหน้าอ่อนโยนและท่าทีเป็นมิตรอย่างกับพี่ชายข้างบ้านผู้หยิบยื่นความช่วยเหลือให้เสมอนั้นทำเอามะลิหัวใจพองโตเสียยิ่งกว่าตอนจับมือกับท่านธิดาสวรรค์เสียอีก


    [ ค่ะ ยินดีที่ได้ร่วมงานค่ะ ]


    “ค่ะ ยินดีที่ได้ร่วมงานค่ะ” เสียงตอบรับที่ดังออกมาแทบจะพร้อมๆกับจัสมินทำเอาโอปอลที่มองอยู่อีกฝั่งเผยรอยยิ้มเหมือนคนรู้ทันออกมา ถึงยัยนี่จะไม่ค่อยแสดงออก แต่โอปอลก็แอบเห็นว่าหลังบัตรประจำตัวของทีมวิจัยที่มะลิใช้ห้อยคอมีรูปของฮันเตอร์ยูเรนัสติดเอาไว้ด้วย ท่าทางจูนเองก็เห็นเหมือนกันสินะ


    “คุณมะลิสินะครับ งานของคุณคือการเผยแพร่ความรู้ก็จริง แต่บางครั้งพวกเราก็ต้องสร้างภาพให้คุณเข้าไปสำรวจพื้นที่สีดำด้วย แต่ไม่ต้องห่วงนะครับคุณมะลิ พอถึงตอนนั้นผมกับทีมของผมจะช่วยปกป้องคุณมะลิเองนะครับ” ชื่อของมะลิที่ดังออกมาจากปากของยูทำมะลิแทบจะบอกลาโลกอย่างสงบสุขมันเสียตรงนี้ ท่านยูเรนัสไม่ว่าจะตอนทำงานหรือตอนปกติก็เป็นคนอ่อนโยนทั้งยังเป็นมิตรสุดๆอย่างที่เขาลือจริงๆด้วย


    [ ฮือ… ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ แต่ถ้าท่านยูเรนัสเป็นคนปกป้องดิฉัน ดิฉันก็ยินดีเจ้าค่ะ ]


    “ค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะฮันเตอร์ยูเรนัส…” จัสมินที่แทบจะเข้าไปเกาะเขายูอยู่แล้วทำเอามะลิรู้สึกเขินจนหน้าแดงเลยทีเดียวเพราะการกระทำของจัสมินมันก็มาจากจิตใจชั่วครู่ของเธอนี่นา และเธอก็ปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่าเธอเองก็อยากจะทำแบบนั้นเหมือนกัน


    “ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ หลังจากนี้พวกเราก็จะเป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้ว เรียกผมว่ายูเฉยๆก็ได้ครับ” ทุกคำที่ยูพูดออกมาทำเอาจัสมินแทบจะลงไปนอนดิ้นกับพื้นเสียให้ได้ ไม่สิเธอล้มกองลงไปฟุบหน้ากับพื้นแล้วด้วยซ้ำเพราะมะลิเพิ่งจะได้รับอนุญาตให้เรียกชื่อท่านยูเรนัสด้วยชื่อเล่นได้นี่นา


    [ ดะ ได้จริงๆเหรอคะ ดิฉันจะกล้าเรียกท่านว่าท่านยูเฉยๆได้จริงๆเหรอคะ ]


    “ค่ะ คุณยู…” มะลิหน้าแดงก่ำแต่ก็ยังฝืนเรียกด้วยคำว่า ยู สั้นๆอย่างสุดความพยายาม เพราะถ้าเธอไม่คว้าโอกาสนี้เอาไว้เธอต้องเสียใจไปทั้งชีวิตแน่ๆ


    “ดีครับ ในเมื่อทำความรู้จักกันแล้วเรามา…” ยูตอบรับมะลิอย่างอ่อนโยนก่อนจะนำเอกสารที่จูนฝากเอามาให้ออกมา แต่ก่อนที่เขาจะได้วางเอกสารลงบนโต๊ะ มือของโอปอลก็ยื่นมาขวางเสียก่อน


    “ตอนนี้ยังดูไม่ได้หรอก ก็มะลิยังไม่ได้เซ็น…”


    “เรียบร้อยแล้วค่ะ” โอปอลยังพูดไม่ทันจบ มะลิก็ลงชื่อในหนังสือข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว ถึงเนื้อหางานจะเป็นเรื่องหนักใจมากสำหรับมะลิ แต่ทั้งเงินเดือนและที่สำคัญเลยคือ เพื่อนร่วมงาน ดีขนาดนี้เธอจะปฏิเสธได้ยังไงกัน


    .


    .


    .


    “องค์ราชินี พวกเราพร้อมแล้วขอรับ” อีกฝั่งทางด้านของจูน ในที่สุดการทำเรื่องขอนำกำลังคนออกนอกเกทก็ได้รับการอนุมิติเสียที ด้วยแรงกดดันของธิดาสวรรค์และแรงผลักดันเล็กๆน้อยๆจาก เกษม และ ลุงสันติ ผู้เป็นถึงรองผู้บัญชาการหน่วยถึง 2 คน ทำให้ขั้นตอนต่างๆใช้เวลาน้อยลงมาก


    “พวกเราทำการคัดเลือกออกเป็นสองกลุ่มตามที่องค์ราชินีสั่งแล้วเจ้าค่ะ หน่วยแรกให้คุณนิลเป็นผู้นำ ส่วนอีกหน่วยจะมีวิสต้าคอยรับคำสั่งจากองค์ราชินีและท่านฝนอีกทีเจ้าค่ะ” พี่หยกเดินออกมาต่อหน้ากลุ่มคนทั้ง 2 กลุ่มโดยคนในแต่ละกลุ่มนั้นมีความสามารถที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด


    โดยทีมที่นำโดยพี่นิลมีด้วยกันทั้งสิ้น 80 คน โดยคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในกลุ่ม 80 คนนี้ต่างก็เป็นเผ่าที่ถนัดการสู้รบแบบซึ่งๆหน้าเป็นที่สุด พวกเขามีทั้งร่างกายที่แข็งแกร่งและศาสตร์การใช้อาวุธที่ยอดเยี่ยม พวกเขาจะรับบทเป็นแนวหน้าของหน่วยกัณหาที่จะคอยกวาดล้างพื้นที่สีดำโดยจะมีรินรดาและจูนที่สามารถออกคำสั่งกับพวกเขาได้


    ส่วนอีกทีมที่นำโดยวิสต้านั้นมีจำนวนคนเพียงแค่ 30 คนเท่านั้น โดยแต่ละคนที่คัดเลือกมาต่างก็เป็นนักรบที่มีความรวดเร็วเป็นหลัก โดยใน 30 คนนี้มี 10 คนที่เก่งกาจเป็นพิเศษเรื่องสกิลตรวจสอบ ในระหว่างที่กลุ่มของพี่นิลกำลังจัดการกับพื้นที่สีดำกลุ่มของวิสต้าก็มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบภายในประเทศ และตามหาปีศาจจำแลงร่างที่หลุดออกไปจากเกทของเจ้าอิชให้เรียบร้อย


    “แล้วพี่หยกล่ะ ไม่ออกไปด้วยกันเหรอคะ” จูนมองเหล่าลูกน้องที่ดูตื่นเต้นกันมากที่จะได้ออกไปจากเกทแล้วก็อดที่จะหันมาถามพี่หยกที่ยืนยันจะอยู่รอภายในเกทไม่ได้ ถ้าพี่หยกออกไปด้วยน่าจะช่วยเธอได้เยอะเลย


    “ถ้าดิฉันไปด้วยก็ไม่มีใครคุมคนทางนี้กันพอดี พอองค์ราชินีไม่อยู่ก็มีบางคนที่ทำตามใจขึ้นมาเลยนะเจ้าคะ” พี่หยกถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจเพราะภายในเกทแห่งนี้ผู้มีอำนาจสั่งการสูงสุดรองลงมาจากจูนก็จะมี ฝน และ หยก เป็นหลัก ถ้าพวกเธอออกไปกันทั้ง 3 คนแล้วไม่มีใครอยู่ดูแลทางนี้ก็กลัวว่าจะมีปัญหานี่นา


    “น่าเสียดายจัง แล้วเรื่องการติดต่อกับลูเซียสล่ะ เรียบร้อยหรือยัง” ในเมื่อพี่หยกยืนยันแบบนั้นจูนก็ไม่บังคับอะไร แต่การที่พี่หยกอยู่ที่นี่ก็ทำให้การประสานงานจากข้างนอกเกทและในเกทง่ายขึ้นจริงๆ อย่างการที่จูนฝากให้ทำการติดต่อล่วงหน้าไปหาลูเซียสก็คงไม่มีใครทำได้นอกจากพี่หยกแล้วด้วย


    “เรียบร้อยแล้วค่ะ ดิฉันเชื่อมต่อเครื่องมือสื่อสารเข้ากับระบบขององค์ราชินีไว้ให้แล้วเจ้าค่ะ” พี่หยกเตรียมงานทุกอย่างเรียบร้อยตั้งแต่ก่อนที่จูนจะกลับมาเสียอีก ทันทีที่จูนถามขึ้นมาหน้าจอโปร่งแสงตรงหน้าจูนก็ปรากฏเครื่องหมายสำหรับติดต่อกับสมาคมการค้าเอมเมอร์รันขึ้นมาทันที


    “ขอบคุณค่ะ” จูนเลื่อนมือไปสัมผัสปุ่มสำหรับติดต่อกับกลุ่มการค้าและรอชั่วครู่เพื่อทำให้สัญญาณส่งไปถึงดวงดาวที่สมาคมการค้าตั้งอยู่ ยิ่งจูนได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบของมหาจักรวาลมากขึ้นเท่าไหร่ จูนก็ยิ่งรู้สึกทึ่งกับอุปกรณ์ต่างๆที่ลูเซียสนำมาติดตั้งให้ตั้งแต่วันแรกที่เขาเลือกลงทุน ลำพังแค่อุปกรณ์สื่อสารที่สามารถส่งสัญญาณข้ามขอบเขตของจักรวาลไปได้นี่ก็น่าเหลือเชื่อสุดๆแล้ว


    “ไม่ได้พบกันนานเลยนะครับ ก่อนหน้านี้ผมฝากแสดงความยินดีที่ได้กลับบ้านไปกับคุณหยกแล้ว ไม่ทราบว่าคุณจูนได้รับหรือยัง” ใบหน้าของลูเซียสพร้อมรอยยิ้มของเขาที่ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอทำให้จูนอดรู้สึกเสียดายขึ้นมาไม่ได้ เพราะการเชื่อมต่อกับโลกอย่างถาวรทำให้เธอไม่มีโอกาสจะได้เชื่อมต่อกับสมาคมการค้าเอมเมอร์รันอีกแล้ว ตอนนี้เธอทำได้แค่ใช้อุปกรณ์สื่อสารติดต่อไปยังดวงดาวของเขาเท่านั้นเอง


    “แน่นอนค่ะ ฉันเองก็อยากจะขอขอบคุณอีกครั้งที่ทำให้ความฝันของฉันเป็นจริงนะคะคุณลูเซียส น่าเสียดายจริงๆที่การติดต่อครั้งนี้ไม่ได้ติดต่อไปเพื่อตอบรับความยินดีของคุณเท่านั้น” รอยยิ้มของจูนค่อยๆตกลงมาช้าๆก่อนที่ท่าทีของเธอจะเริ่มจริงจังมากขึ้น การใช้เครื่องมือสื่อสารด้วยระยะไกลแบบนี้จำเป็นต้องใช้พลังจากคริสตัลมานาจำนวนมาก หากเป็นดวงดาวดวงอื่นคงร้องไห้กับค่าติดต่อเพียงแค่ไม่กี่วิเลยล่ะ แต่สิ่งที่ทำให้สีหน้าของจูนจริงจังขนาดนี้ไม่ใช่เพราะค่าโทรทางไกลนี่หรอก


    “ในฐานะพ่อค้าแล้ว ความลับของลูกค้าถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ เรื่องของผู้ว่าจ้างที่ใช้สมาคมการค้าของเราติดต่อกับดวงดาวระดับเริ่มต้นนั้นไม่สามารถเผยแพร่ได้จริงๆ ผมได้แต่หวังว่าคุณจูนจะเข้าใจจุดยืนของผม” สีหน้าของลูเซียสเองก็ดูลำบากใจไม่ต่างกับจูนเท่าไหร่ แถมคำตอบของเขายังน่าหนักใจมากอีกด้วย


    เจ้าอิชนั่นใช้รูปร่างของเผ่าเทวทูตเพื่อหลอกลวงคุณยาย นั่นหมายความว่าดวงดาวของเจ้านั่นเคยพบเจอกับเผ่าเทวทูตของสมาคมการค้าเอมเมอร์รันมาก่อน หากดูจากสีของปีกแล้วพวกมันคงเคยติดต่อกับเจ้าพวกปีกสีแดงเพลิงที่เคยพยายามมาติดต่อให้กู้ยืมเงินแน่ๆ และตามกฎของมหาจักรวาล โลกระดับ 4 ขึ้นไปจะไม่สามารถติดต่อกับโลกระดับ 3 ลงมาได้ ทางเดียวที่เจ้าสายฟ้าสีขาวนั่นจะติดต่อกับโลกของพวกอิชได้ก็มีแต่ช่องว่างเล็กๆอย่างดวงดาวที่ขึ้นทะเบียนเป็นสมาคมการค้าอย่างสมาคมการค้าเอมเมอร์รันเท่านั้น นั่นหมายความว่าสมาคมการค้าเอมเมอร์รันจะต้องรู้อย่างแน่นอนว่าใครคือผู้ที่สั่งการเผ่าปีศาจจำแลงร่างและอยู่เบื้องหลังแผนการครอบครองดวงดาวดวงนี้ แต่น่าเสียดายที่แม้แต่ลูเซียสก็ไม่สามารถบอกคำตอบออกมาได้ เพราะการเข้าไปยุ่งกับระบบของดวงดาวระดับเริ่มต้นนั้นถือเป็นการผิดกฎของมหาจักรวาล หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปไม่ใช่แค่เจ้าสายฟ้าสีขาวเท่านั้นที่จะโดนเล่นงาน แม้แต่สมาคมการค้าเอมเมอร์รันก็จะถูกลงโทษไปด้วย ทางสมาคมการค้าเลยลงมติกันว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับออกไปต่อให้ลูเซียสจะขอร้องก็ตาม


    “แต่ในฐานะเพื่อน… ผมพอจะบอกความลับให้คุณจูนฟังได้นิดหน่อย สิ่งที่คุณกำลังสงสัยเป็นความจริงครับ ลูกค้าคนนั้นอาศัยการติดต่อผ่านสายตระกูลสีแดงเพลิงเพื่อว่าจ้างดวงดาวระดับเริ่มต้นจริงๆ โดยแลกกับการชดใช้หนี้สินที่ดวงดาวดวงนั้นติดอยู่กับสายตระกูลสีแดงทั้งหมด และในฐานะคู่ค้าที่ทำงานร่วมกันมาเป็นเวลานาน ผมจึงอยากจะบอกความลับอีกข้อให้คุณจูนได้ฟัง… ดวงดาวที่ได้รับการชดใช้หนี้สินจากลูกค้าท่านนั้นไม่ได้มีแค่ดวงเดียว ผมเกรงว่าอันตรายที่ดาวบ้านเกิดของคุณจูนกำลังเผชิญจะร้ายแรงกว่าที่คุณคิดเอาไว้อีกนะครับ”

    คล้ายกับเรื่องกลายเป็นบอสของเกทซอมบี้ไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน