ต่อให้กลายเป็ 'เบี้ย' มีพลังมากกว่ามนุษย์ทั่วไป พอเผชิญหน้ากับเทวทูตที่มีร่างกายสูง 2.เมตร ร่างกายเต็มไปด้วยมวลเนื้อ รูปลักษณ์สีดำ ใบหน้าปราศจากความรู้สึก ย่อมสร้างความหวาดกลัวให้พวกอู๋เฟยเป็ธรรมดา
“ตามฉันมา” เย่หยางเดินนำหน้า ในสภาพมือเปล่าๆ สู้กับเทวทูต
หากเทียบกับคนอื่นที่มีอาวุธครบมือ เย่หยางคือคนที่เดินตัวเปล่าชิลล์ๆ กับเป้หนึ่งใบเพียงแค่นั้น
สำหรับเย่หยาง อาวุธที่หวงหลงและที่เหลือถือ มันค่อนข้างไร้ความหมายสำหรับเขา เช่น มีดทำครัว ชั้นสแตนเลสที่ถูกดึงออกมา ไม้แขวนเสื้อ เป็สิ่งที่ไม่สามารถช่วยในการฆ่าเทวทูต แต่ก็นะ บางทีเพราะมีอาวุธอยู่ในมือ พวกเขาจึงเกิดความกล้าขึ้นมาได้
เทวทูตลำดับ 1 มีร่างกายสูงใหญ่ก็จริง เดินไปทางไหนไม่แปลกหากผู้คนจะกลัว แต่สำหรับเย่หยางรูปลักษณ์ของมันนอกจากใช้ข่มขวัญก็ไม่มีอะไรมาก และด้วยประสบการณ์ 5 ปี ทำให้เขาเด็ดหัวหนึ่งในนั้นได้ง่ายๆ
ด้วยการโจมตีของเย่หยาง จึงทำให้พวกหวงหลงมั่นใจยิ่งขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับเทวทูตตรงๆ ทำได้เพียงเดินตามติดเย่หยาง
“จำไว้ ใครเป็ตัวถ่วงฉันจะไม่รอ และถ้าหากอยากจะหนีออกไปตอนนี้ก็เชิญ ฉันไม่คิดรั้งไว้อยู่แล้ว” เย่หยางหันหน้ามาพูดกับทุกคน ในสภาพเืสีดำท่วมตัว มันมอบบรรยากาศเสื่อมทรามและกดขี่สุดขีด ก่อนจะถูกพลังสีดำภายในร่างดูดซับเข้าไป
“โคตรเจ๋งอะ” เหวินหลิงกล่าวจบ วิ่งไปข้างๆ เย่หยาง ในมือเธอมีมีดพกสั้นที่ได้จากร้านสะดวกซื้อ ซึ่งมันเป็เพียงมีดราคาไม่กี่หยวน แถมระยะการใช้งานยังสั้น ไม่เหมาะกับการต่อสู้ แต่อย่างใดก็ตาม นี่เป็อาวุธที่ดีที่สุดที่พอหาได้
ในขณะที่เหวินหลิงกล่าวชื่นชม คนอื่นๆ เริ่มแข้งขาสั่นเทา โดยมีป๋อฉานและหม่าหู แทบไม่สามารถขยับไปจากประตูได้
อู๋เฟย หวงหลง เฉินคุนและเป่ยเจียวยังมีความกล้าเดินออกมาจากประตู
โดยเฉพาะเฉินคุน ต่อให้เขาเจ็บมือเจียนแทบบ้า ก็มีแต่ต้องติดตามเย่หยางไปเพราะไม่มีทางเลือก
ในมุมมองของเฉินคุน เย่หยางคือปีศาจ ถึงจะน่ากลัวไปบ้างแต่หมอนี่ก็มีความแข็งแกร่ง หากตามติดไม่แน่อาจรอดชีวิตกลับไป
ในระหว่างนั้นเทวทูตตนที่ 2 เข้ามาใกล้
ร่างกายของมันสูงใหญ่ แต่เคลื่อนไหวได้เชื่องช้า โดยเฉพาะเหวินหลิงเมื่อเผชิญหน้ากับมัน เธอต้องแหงนหน้ามองจนคอแทบเคล็ด ดูไม่ต่างจากคนแคระ
“อู๋เฟย หวงหลง ไปช่วยเธอจัดการมัน” เย่หยางไม่คิดนำคนไร้ประโยชน์ไปด้วย ถึงจะเป็เพื่อนกันแต่ให้ช่วยตลอดคงไม่ได้ ต้องใช้ไม้แข็งดัด โดยเฉพาะสถานการณ์แบบนี้ เป็เวลาดีที่สุดในการฝึก
“ได้ ฉันจะช่วยเธอล้มไอ้เทวทูตนี่เอง!” อู๋เฟยสูดลมหายใจเข้าลึก ในสภาพถือไม้แขวนเสื้อเผชิญหน้ากับเทวทูตตก์
“เย่หยาง ถ้าพวกฉันไม่ไหวนายรีบเข้าไปช่วยเลยนะ” หวงหลงใช้มือเปล่า เพราะคิดว่าหลังจากร่างกายพัฒนา มันน่าจะต่อกรกับเทวทูตได้บ้าง บวกกับเขาเป็อันธพาล มือเท้าต้องหนักและมีสกิลติดตัวเป็ธรรมดา
เมื่อเห็นว่าเย่หยางพยักหน้า พวกเขาสองคนเริ่มเข้าขนาบข้างซ้ายขวาเทวทูตมืด
ส่วนเย่หยาง เขาจัดการเทวทูตตัวอื่นที่กำลังเข้ามาใกล้
นี่ไม่ใช่การโจมตีจุดตายครั้งเดียว เพราะการทำแบบนั้นสำหรับเขามันกินพลังเกินไป แค่หักแขนขา ทำให้ช้าลงเพื่อเดินผ่านไปเท่านั้น
เหวินหลิงมองหมัดที่พุ่งเข้ามา ต่อให้เตรียมใจแล้วยังอดกลัวไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจช้าไปชั่วขณะ ต้องให้หวงหลงเข้ามาสะกัด
เขาใช้เท้าเตะเข้าที่ลำตัวเทวทูต คราวแรกคิดว่าการเตะระดับคนธรรมดาจะทำอะไรมันไม่ได้ แต่ที่ไหนได้หลังจากเตะไปครั้งหนึ่ง มันได้เบี่ยงวิถีหมัด ทำเอาเทวทูตเซไปข้างๆ
เห็นแบบนั้นอู๋เฟยไม่รีรอ เขารู้ได้ทันทีว่าที่หวงหลงทำแบบนั้นได้ก็เป็เพราะกลายเป็'เบี้ย'แล้วนั่นเอง ดังนั้นไม้แขวนเสื้ออันไร้ประโยชน์จึงถูกทิ้ง แล้วหยิบฉวยมีดสั้นจากมือเหวินหลิงมาแทน
“ขอยืมก่อน แล้วฉันจะคืนให้”
เหวินหลิงไม่ทันตอบสนอง ได้แต่ยืนเซ่ออยู่ตรงนั้น
อู๋เฟยในสภาพใจเต้นตุบตับ ยังไม่เข้าประชิดตัวเทวทูตในทันที หลังจากที่หวงหลงซัดมันด้วยหมัดอีกครั้งที่ชายโครงนั่นแหละ เขาถึงได้มีความกล้า เสียบมีดสุดแรงเข้าหัวใจมัน
มีดปักที่อกจนถอนไม่ออก มันแน่นมาก และด้วยความที่เทวทูตเหวี่ยงหมัดกลับมาจึงเป็เหตุให้อู๋เฟยต้องถอยกลับไปตั้งหลัก เป็จังหวะเดียวกับที่หวงหลงเตะสะกัดขา จากนั้นเขาอ้อมไปดึงมีดออกมาจากหน้าอก ตามด้วยแทงเข้าไปที่ลูกกระเดือกสีดำ
เืสีดำจากลำคอถูกพ่นออกมา มันดูน่าสยดสยองและต่ำทราม แต่สำหรับหวงหลง ประสบการณ์เมื่อครู่ได้มอบความรู้สึกสุดยอดให้เขา โดยเฉพาะ่ที่ดึงมีดออกมาจากคอ มันช่างวิเศษยิ่งกว่าตอนเล่นเกมเสียอีก
“จัดการได้แล้ว...” เหวินหลิงกัดฟันกรอด ทั้งที่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วเชียว แต่ว่าพอเจอสถานการณ์จริงกลับทำอะไรไม่ได้ ช่างเป็ตัวไร้ประโยชน์และควรถูกทิ้งไว้ด้านหลัง
“ช้าเกินไปแล้วพวกนาย ในระหว่างที่กำลังเล่นกับเ้านั่น ฉันก็จัดการได้สองตัวแล้วนะ” เย่หยางหัวเราะ สภาพของเขาดูดีกว่าเพื่อนสองคนมาก
“ก็นายเป็ราชันนี่นา จะเก่งกว่าก็ไม่แปลก” หวงหลงหัวเราะเช่นกัน ต่อให้เขาจัดการเทวทูต 1 ตนได้ ก็ไม่ได้หลงระเริง ยังคงเฝ้าระวัง พร้อมกับกระชับมีดในมือแน่น
ในขณะที่ทีมกำลังก้าวไปข้างหน้า แต่ยังมีคนไม่กล้าเดินออกจากร้านสะดวกซื้อ
ในฐานะราชันคนนำทุกคน เย่หยางไม่มัวเสียเวลา เดินไปหยุดตรงหน้าหม่าหู ตามด้วยการบิดคออีกฝ่ายจนผิดรูป ตายในครั้งเดียว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพลันทำให้ทุกคนหวาดกลัว โดยเฉพาะป๋อฉาน ซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุที่สุด ไม่แปลกหากอุจจาระจะราดเต็มกางเกง
เย่หยางเสยผมค่อนข้างยุ่ง สภาพเขาในเวลานี้ไม่ต่างจากนักฆ่าที่เดาใจได้ยาก
“ก่อนหน้านี้ฉันยอมให้นายเป็เบี้ยเพราะคิดว่ามีประโยชน์ แต่กลับยืนโง่ในขณะที่คนอื่นๆ เดินไปข้างหน้า อย่าหาว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน”
นั่นคือคำพูดสุดท้ายของเย่หยาง เขาก้มลงไปหยิบกระเป๋าสะพายหลังของหม่าหู ก่อนที่จะกลับมานำทีม โดยไม่เหลือบมองคนข้างหลังแม้แต่น้อย
การกระทำของเขาทำให้หลายคนกลัว โดยเฉพาะเหวินหลิง เป่ยเจียว เฉินคุน
ส่วนหวงหลงและอู๋เฟยเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน เพียงแต่เวลานี้ไม่สะดวกที่จะคุย เพราะเทวทูตตก์กำลังเดินมาหาจากทุกทิศทาง
เมื่อเห็นทีมออกไปไกลเรื่อยๆ จากสายตา ป๋อฉานไม่กล้าอยู่ที่นี่คนเดียว จึงตัดสินใจตามไปด้วย
......
เนื่องจากบนถนนมีรถราจอดเต็มไปหมด การเลือกหนึ่งในพวกมันขับในสถานการณ์แบบนี้จึงไม่ต่างจากคนโง่ ดังนั้นเย่หยางจึงเลือกเดินเท้าแทนที่จะขับรถ
พวกเขาไม่ได้ใช้เส้นทางหลัก เนื่องจากมันเป็ถนนใหญ่ บวกกับเส้นทางตรงนี้เป็จุดตัดผ่าน มีผู้คนใช้ถนนจำนวนมาก ดังนั้นจำนวนของเทวทูตย่อมมากตามไปด้วย
“ขอน้ำหน่อยสิ” เย่หยางหยุดพักระหว่างมุมตึก ตรงจุดนี้มีเทวทูตเบาบาง หากไม่ทำเสียงดังจนมันได้ยินก็พอหลบนั่งพักเอาแรงได้
“นี่ค่ะ” เป่ยเจียวรู้ว่าตัวเองไม่สามารถต่อสู้ได้ ดังนั้นเธอจึงต้องทำให้ตัวเองมีประโยชน์
ในระหว่างที่เย่หยางพักเอาแรง อู๋เฟยโพล่งขึ้นว่า “เย่หยาง จริงอยู่ที่ร่างกายของพวกเราปรับสภาพแล้ว แต่ว่าการสู้กับเทวทูต 1 ตัวด้วยมือเปล่าก็ยังยากอยู่ดี ถ้าหากมีอาวุธละก็มันคงง่ายกว่านี้”
“เห้อ มันแข็งแกร่งมาก ผิวโคตรหนา นี่ถ้าไม่เป็'เบี้ย'ฉันยังนึกไม่ออกเลยว่าคนทั่วไปจะจัดการมันยังไง หากเปลี่ยนเป็ซอมบี้แบบในเกม คงจัดการได้ไม่ยาก” หวงหลงเสริม
“นายอยากสู้กับซอมบี้ ที่มีโอกาสติดเชื้อมากกว่าเทวทูตเนี่ยนะ”
ด้วยคำพูดของเย่หยาง จึงทำให้หวงหลงเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้น
“งั้นก็หมายความว่า ถ้าหากฉันได้รับาแเพราะเทวทูต ร่างกายจะไม่เปลี่ยนไปเป็แบบพวกมันใช่ไหม”
“ใช่” เย่หยางยืนยัน และนั่นทำให้หวงหลงและคนที่เหลือรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย แต่พวกเขายิ้มได้ไม่ทันไร ก็ต้องหน้าเผือดสีเมื่อเย่หยางเอ่ยว่า
“อย่างน้อยก็เทวทูตลำดับ 1 ละนะ ส่วนลำดับสูงกว่านี้ ไม่แน่...”
พวกเขากลืนน้ำลายหลายอึก สีหน้าอึมครึมและเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
เย่หยางคิดว่าพักพอแล้วจึงได้ลุกขึ้นยืน
“เอาล่ะ ฉันรู้ว่าพวกนาย้าอาวุธ มันคงไม่ดีหากให้ใช้มือเปล่าเท้าเปล่าแบบฉัน มีใครพอจะบอกได้บ้างว่าแถวนี้ที่ไหนมีอาวุธขาย”
ต่อให้เย่หยางมาจากอนาคต 5 ปี แต่สภาพของที่นั่นดูเลวร้ายจนไม่เหลือเค้าเดิม ยากแก่การจำแนกร้านในความทรงจำกับปัจจุบัน ดังนั้นวิธีที่เร็วและแม่นยำ คือการถามคนในระแวก
ในจำนวนนั้นมีสองคนยกมือ หนึ่งคือเป่ยเจียว สองคือเฉินคุน
เย่หยางชี้ไปที่เฉินคุน เพราะอยากรู้ว่าเขาจะแนะนำที่ไหน
เฉินคุนไม่กล้าชักช้า รีบทำตัวให้มีประโยชน์
“ถัดจากตรงนี้อีกสอง่ตึก เลี้ยวตรงหัวมุมถนน แยกไฟแดงไม่ไกลเกินปั๊มน้ำมันจะมีสถานีตำรวจเล็กๆ จากที่ผมเคยโดนจับ เอ่อ...ผมพอจะมองเห็นว่ามันมีกระบองสีดำของตำรวจ และด้วยเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ไม่แน่พวกเราอาจได้ปืนสักกระบอกสองกระบอกหากไปที่นั่น”