“สี่คน หมายความว่ายังไงกันแน่”
โนอาห์เอ่ยถามขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลนี้ต่อให้อารันหรือคนอื่นๆก็คงไม่รู้ หรือถ้ารู้ก็คงมีน้อยมาก และคนพวกนั้นอาจจะเสียชีวิตไปหมดแล้วก็เป็นได้
“เจ้าไม่ใช่คนโง่ถึงจะชอบทำตัวให้เหมือนคนโง่ก็ตาม” มารินตอบไม่ตรงคำถาม แต่คนที่ถูกกล่าวถึงตอนนี้ได้แต่กระตุกยิ้มไปมา
ถ้าฉลาดจะถามไหมล่ะเว้ยเฮ้ย
นี่ถ้าไม่ติดว่าเรื่องที่เจ้านี่เล่ามันสนุกใช้ได้แล้วล่ะก็คงต้องมีวางมวยในห้องสมุดซักยกสองยก
“สามคนสูญหายแยกทาง อีกสี่สืบสานเจตจำนงให้คงอยู่สืบไป เมอร์ลินและสหายของเขาอีกสามคนช่วยกันสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมารวมถึงข่ายมนต์ที่คอยปกปักษ์เมืองนี้อยุ่ และแน่นอนว่าผู้ก่อตั้งอีกสามคนชื่อชั้นอยู่ในระดับเดียวกับเมอร์ลิน พวกเขาเป็นหนึ่งในเจ็ดจ้าวมนตราเช่นเดียวกัน แต่สถานะของพวกเขาเองน้อยคนนักที่จะรู้รวมถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ถ้าตัวตนที่มีชื่อว่าเมอร์ลินลึกลับดุจหมอกควัน อีกสามคนก็เหมือนภาพลวงตาที่จับต้องไม่ได้” เสียงราบเรียบที่เหมือนเขิญชวนให้หลับแต่โนอาห์กลับไม่มีอาการง่วงหนาวหาวนอนเลยซักนิด ดวงตายังคงส่องประกายพราวระยับ รอยยิ้มยังคงประดับบนริมฝีปาก สองมือกอดอกจ้องมองใบหน้าของมารินนิ่ง
อ่านไม่ออกเลยซักนิด
เป็นครั้งแรกที่โนอาห์หรือชื่อเดิมในยุทธภพคือชิวหลงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องสนทนากับคนที่ไม่รู้ว่ามีความรู้นึกคิดอย่างไร มองเผินๆชายตรงหน้าอาจจะเต็มไปด้วยช่องว่างให้เขาหยิบฉวย แต่ที่จริงแล้วกลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับบรรณารักษ์คนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว และโนอาห์ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมถึงมาบอกเรื่องทำนองนี้ให้เขาฟัง ถึงเรื่องราวเหล่านั้นจะเป็นเรื่องจริงก็ตามที
“มาเล่าเรื่องพวกนี้ให้นักเรียนอย่างฉันฟังทำไมน้า ว่าแต่ไม่ยักรู้แฮะว่าบรรณารักษ์ธรรมดาๆจะรู้อะไรต่อมิอะไรได้ถึงขนาดนั้น ว่ากันตรงๆเลยนะ...นายต้องการอะไรกันแน่” โนอาห์ถอยหายใจเบาๆหนึ่งครั้ง พริบตานั้นใบหน้าที่ดูติดเล่นพลันหายไปโดยสิ้นเชิง นัยต์ตาสีดำที่ดูคมกริบกว่าปกติจ้องลงไปที่ดวงตาสีฟ้าสีฟ้าที่ยังส่องกระปายอยู่ได้ตลอดเวลา
“ไม่ต้องห่วง ข้ามีเจตนาดี และแน่นอนที่สุดว่าเรื่องที่ข้าเล่าให้เจ้าฟังจะมีประโยชน์ต่อตัวเข้าเองในภายภาคหน้าแน่นอน” มารินยังคงอมยิ้มอย่างวางภูมิ ก่อนจะผายมือไปทางหนังสือไร้ชื่อเรื่องที่อยู่ตรงหน้าโนอาห์
“ข้าเองคงจะบอกเจ้าได้แค่นี้ รายละเอียดที่เหลือถ้าข้าจำไม่ผิด...อืม คงจะอยู่ในหนังสือเล่มนั้น หวังว่าเจ้าจะสนุกกับมัน” บรรณารักษ์หนุ่มมีท่าท่างลังเลชั่วครู่ก่อนจะยิ้มกว้างไม่สนใจสายตาของโนอาห์ที่จ้องมองมาเลยแม้แต่น้อย
“ถ้านายไม่อยากบอกฉันเองก็จะไม่ซักไซร้ต่อให้เสียเวลาล่ะนะ แล้วเรื่องยืมคืนล่ะจะว่ายังไง? กำหนดเวลาอะไรทำนองนี้น่ะนะ” ชายผมดำเมื่อเห็นว่าขืนเถียงกันต่อไปคงไม่มีวันจบสิ้น และนั้นเองจะทำให้ตัวเขาเสียเวลาโดยใช่เหตุ ถึงเรื่องพวกนี้จะน่าสนใจแต่สาเหตุจริงๆที่นำพาเขามายังห้องสมุดแห่งนี้ยังไม่ได้คำตอบ เลยต้องการที่จะจบบทสนทนานี้โดยเร็วเพื่อจะถามบรรณารักษ์ว่าตำราเวทมนตร์เบื้องต้นอยู่ไหนกันแน่
“แล้วแต่เจ้าเลย จะมาคืนเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น” มารินยิ้มตอบพร้อมลุกขึ้นยืนจนโนอาห์เผลอเงยหน้าขึ้นมองตาม
“ข้าเองมีงานอื่นต้องไปสะสางต่อ เฮ้อ...งานบรรณารักษ์นี่มันลำบากจริงๆนะว่างั้นไหม สำหรับวันนี้คงต้องขอลากันเพียงเท่านี้ ถ้ามีโอกาสเราสองคนคงได้เจอกันอีก...ขอให้เจ้าโชคดี” บรรณารักษ์ที่ชื่อมารินโบกมือหย็อยๆให้เขาพลางส่งยิ้มให้ สิ้นประโยคของมารินโนอาห์เหมือนคนพึ่งตื่น ลุกพรวดเอ่ยถามออกไปด้วยความรวดเร็วตามความตั้งใจของตนตั้งแต่แรก
“เดี๋ยวก่อนๆ บทจะมาก็มาบทจะไปก็ไป ไอ้หมดเวทมนตร์...เอ๊ะ?” ไม่ทันได้พูดจบเขาก็ต้องหยุดชะงักก่อนจะมองไปรอบๆ มันไม่ใช่ที่เดียวกับที่เขานั่งคุยกับมารินอยู่นานสองนานแน่นอน เมื่อพินิจดูให้ดีๆก็พบว่าในตอนนี้เขายืนอยู่ตรงบริเวณที่หยิบหนังสือมาจากชั้นวางครั้งแรก
คิ้วโนอาห์ในตอนนี้ขมวดจนแทบชิดติดกัน ถึงเขาจะดูเหมือนคนบ้าในบางเวลาแต่ก็ไม่ได้เป็นคนโง่ เพราะฉะนั่นเรื่องที่ว่าเห็นภาพหลอนในห้องสมุดเนื่องจากอาการเหนื่อยล้าของตนต้องถูกตัดทิ้งเป็นอันดับแรก โสตประสาทของเขามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าบทสนทนาเมื่อครู่เป็นของจริงไม่ใช่ภาพลวงตา อีกอย่างลักษณะของบรรณารักษ์คนนั้นก็ตรงตามที่นิกซ์บอกทุกอย่าง แต่ก็ยังมีเรื่องที่ไม่เข้าใจอยู่อีกหลายเรื่อง
หนังสือยังอยู่
เขาเหลือบมองหนังสือที่ไม่มีแม้แต่ชื่อบนมือเพื่อยืนยันอีกทีว่าเขาไม่ได้ฝันไป เหลือบมองซ้ายขวาบนล่างเพื่อเช็คดูอีกทีว่าตอนนี้เขายังอยู่ที่เดิมไม่ได้หายไปไหน มือกุมคางใช้ความคิดที่ไม่ได้ใช้มานาน ตัวตนของคนที่ชื่อว่ามารินน่าสงสัยเกินไป ไหนจะเรื่องที่เล่าให้เขาฟังอีก
“หรือว่า...ไม่ๆ เรื่องมันคงไม่ง่ายขนาดนั้น” โนอาห์ส่ายหัวไล่ความคิดในหัว เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของห้องสมุด หน้าปัดชั่วโมงใกล้ชี้เลขห้าเป็นสัญญาณอันดีว่าเขาควรรีบหาหนังสือเกี่ยวกับเวทมนตร์เบื้องต้นเพื่อยืมและไปกินข้าวเย็นซะที
ชายผมดำสาวเท้าออกจากบริเวณนั้นช้าๆ เรื่องที่คิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาจะมามัวหมกมุ่นอยู่กับมันก็ใช่ที่ แถมเขายังมีลางสังหรณ์อีกด้วยว่าอีกไม่นานคงได้เจอกันอีกครั้งอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องคิดมากจนใช่เหตุ สู้เอาเวลาไปคิดว่าทำอย่างไรถึงจะสอบผ่านเห็นทีจะประเสริฐกว่ามากนัก
เวลาถัดมากว่าโนอาห์จะเจอหนังสือที่ต้องการกลับใช้เวลามากกว่าที่คิดไว้
และแน่นอนที่สุดว่าตอนนั้นโรงอาหารได้ปิดแล้วเรียบร้อย
วันหยุดนี่มันดีจริงๆ
โรงเรียนอวาลอนถึงแม้จะมีความเข้มงวดมากกว่าโรงเรียนเวทมนตร์อื่นๆในไอช่ามากถึงขนาดไหน อย่างไรก็ดีวันหยุดยังคงมีตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวันหยุดสุดสัปดาห์สองวันซึ่งเป็นที่โปรดปรานสำหรับนักเรียนหลายๆคนมากนัก เพราะวันเวลาเพียงสองวันนี้เป็นทั้งช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ช่วงเวลาแห่งการเที่ยวเล่น ช่วงเวลาแห่งการปั่นงาน หรือแม้กระทั่งเอาไว้สำหรับทบทวนเนื้อหาวิชาที่ได้เรียนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ในวันหยุดสุดสัปดาห์ทางโรงเรียนจะอนุญาตให้นักเรียนออกไปนอกโรงเรียนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาติจากอาจารย์หรือธุระสำคัญจริงๆ หลายๆคนในชั้นปีหนึ่งของหอซูซาคุจึงเลือกที่จะออกไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศในเมืองเป็นส่วนใหญ่ มีบางส่วนเท่านั้นที่ยังคงค้างเติ่งเอ้อระเหยในห้องนั่งเลนหรือไปอ่านหนังสือในห้องสมุดไม่ก็ไปใช้บริการลานฝึกซ้อมของทางโรงเรียน
จะมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น
หนึ่งในนั้นก็คือโนอาห์
ชายหนุ่มอารมณ์ดีที่โดนเพื่อนทั้งหลายพร้อมใจกันทิ้งโดยมิได้นัดหมายจนเจ้าตัวต้องมานั่งจมปลักอยู่เฉยๆเนื่องด้วยที่ว่าไม่มีอะไรให้ทำไปมากกว่านี้ เรื่องเวทมนตร์เบื้องต้นก็ได้ยืมมาจากห้องสมุดเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณระบบยืมคืนที่ไม่ยุ่งยากเพียงแค่หยิบหนังสือแล้วเดินออกมากันโทงๆ และมาทราบเอาภายหลังจากอารันว่าหนังสือทุกเล่มในห้องสมุดจะมีการลงอาคมติดตามเอาไว้ ดังนั้นเปอร์เซ็นการหายเรียกได้ว่าแทบจะเป็นศูนย์ รวมทั้งตลอดเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียนอวาลอนไม่เคยมีบันทึกว่าหนังสือในห้องสมุดหายไปเพราะถูกขโมยโดยนักเรียนที่เรียนจบไปแล้ว
ถึงว่าบรรณาลักษ์เลยบอกโนอาห์มาอย่างนั้น
ในส่วนของหนังสือไร้ชื่อที่ตอนนี้เขาตั้งชื่อให้มันว่าบันทึกประวัติศาสตร์เวอร์ชั่นชีวประวัติและวีรกรรมของจ้าวมนตราทั้งเจ็ด เพราะข้างในเท่าที่อ่านไปได้นิดหน่อยโนอาห์ก็พบว่าหนังสือประวัติศาสตร์ในยุคสงครามช่วงนั้นเขียนไว้ว่าอย่างไร หนังสือเล่มนี้ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน อาจจะแตกต่างนิดหน่อยในส่วนของมุมมองและข้อมูลเสริมที่หาไม่ได้ตามหนังสือเรียนหรือหนังสือทั่วๆไป ในจุดนี้เองที่ทำให้เขาสนใจมากขึ้นกว่าเดิม
ที่สำคัญหนังสือเล่มนี้แม้จะโฟกัสเจ็ดจ้าวมนตราประหนึ่งเป็นตัวเอก แต่ก็ไม่มีซักบรรทัดเดียวที่จะเปิดเผยชื่อจริงใดๆของจ้าวมนตราแม้เพียงซักชื่อเดียว แต่มาใช้ฉายาหรือคำเรียกแทนตัวซึ่งก็ทำให้น่าสนุกไปอีกแบบ เพราะแต่ละคนวีรกรรมและความสามารถที่ได้บรรยายเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้ก็ดูทรงอำนาจเหมือนที่บรรณารักษ์คนนั้นว่าไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
จ้าวแห่งมิติและกาลเวลา
จ้าวแห่งศาสตร์ฟ้าดิน
จ้าวแห่งเทพปิศาจ
จ้าวแห่งคาถาอาคม
จ้าวแห่งหยินหยาง
จ้าวแห่งการสรรค์สร้าง
จ้าวแห่งจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์
แค่ชื่อเรียกแทนตัวก็รู้ได้ทันทีว่ามีจุดเด่นของคนๆนั้นเป็นอย่างไร เช่น จ้าวแห่งศาสตร์ฟ้าดินรูปแบบเวทมนตร์ที่ใช้จะสัมพันธ์กับธรรมชาติและวัตถุทางฟากฟ้า อีกทั้งเท่าที่อ่านมาจ้าวมนตราคนนี้ยังมีความโดดเด่นในด้านกลศึกมากที่สุดจากทั้งเจ็ดคน โดยเฉพาะพิชัยยุทธ์ยืมเทวดามาช่วยรบที่เขาค่อนข้างจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งในนี้บอกไว้ว่าลำพังแค่ให้จ้าวแห่งศาสตร์ฟ้าดินบัญชาการรบ ต่อให้มีเพียงชาวบ้านไม่กี่ร้อยคนเขาก็สามารถเอาชัยเหนือทหารกล้านับพันได้อย่างไม่ยากเย็น
นอกจากนี้ยังทำให้เขาทราบถึงรายละเอียดยิบย่อยของเจ็ดจ้าวมนตรายิบย่อยจนไม่น่าจะสลักสำคัญอะไรมากนัก ในบรรดาเจ็ดจ้าวมนตรามีถึงสองคนที่เป็นผู้หญิง ซึ่งสังเกตจากสรรพนามที่ใช้เป็นเธอไม่ใช่เขา สองคนที่ว่าก็คือจ้าวแห่งคาถาอาคมและจ้าวแห่งจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้จ้าวมนตราทั้งสี่ที่ก่อตั้งโรงเรียนรวมไปถึงเมอร์ลินที่โนอาห์เองยังไม่รู้แน่ชัดว่าคือคนไหน อันได้แก่ จ้าวแห่งมิติและกาลเวลา จ้าวแห่งศาสตร์ฟ้าดิน จ้าวแห่งเทพปิศาจ และจ้าวแห่งหยินหยาง
ถึงกระนั้นหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้เปอร์เซ็นท์ที่จะสอบผ่านมันสูงขึ้นกว่าแต่อย่างใด เรื่องที่จ้าวมนตราแต่ละคนมีความเป็นเลิศในด้านเวทมนตร์นั้นเป็นความจริงที่ให้ตายยังไงเขาก็ไม่เถียง ขณะเดียวกันตัวเขาในตอนนี้ต่อให้ฝึกเจียนตายก็ไม่มีวันทำได้ถึงขั้นนั้น ในเมื่อนอกจากบรรยายสรรพคุณของเวทมนตร์นิดๆหน่อย ก็มีแค่ชื่อของเวทมนตร์ที่ดูแล้วชวนให้จำยากพอๆสมกับสมการทางคณิตศาสตร์
ไม่แตกต่างจากหนังสือเวทมนตร์ขั้นพื้นฐานที่หยิบยืมมาจากห้องสมุด อาจจะเป็นเพราะในตอนนั้นเขารีบสุดชีวิต เห็นอะไรได้ก็เป็นอันหยิบกลัวว่าโรงอาหารจะไม่อยู่รอเขาถึงตอนนั้น ผลที่ได้จากความสะเพร่าก็คือเนื้อหาภายในเล่มที่เขาคิดว่าให้อารันมันสอนยังช่วยได้มากกว่า แต่ โนอาห์เองก็ไม่ได้คิดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าการมาเร่งฝึกฝนเอาภายในวันสองวันมันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น
รังแต่จะเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองให้ลึกมากกว่าเดิม
นั้นจึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขาต้องระเห็จมานั่งอยู่เฉยๆในห้องนั่งเล่นในขณะที่ทั้งอารันและนิกซ์มีธุระที่ต้องไปทำ เขาเองก็ไม่ได้ถามไถ่อะไรมากนัก สุดท้ายจึงได้แต่นั่งหมกอยู่เฉยๆหวังว่าความเงียบจะช่วยเยียวยาตัวเขาในตอนนี้
ติดที่ว่ามันไม่เงียบเอาเสียเลย
“นี่...เมื่อไหร่เธอจะหยุดเดินไปเดินมาซักที รู้บ้างไหมว่ามันทำให้คนอื่นไม่มีสมาธิไปด้วยน่ะ” โนอาห์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเซ็งสุดขีด ปรายตามองหญิงสาวอีกคนหนึ่งในห้องนั่งเล่นที่เดินวนไปมาได้ซักระยะนึงแล้ว และเขาก็เตือนเธอมาได้ซักระยะแล้วเช่นกัน
และไม่มีแม้ซักครั้งเดียวที่เธอจะหันมาสนใจคำท้วงของเขา
โนอาห์ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตัวเขาต้องมานั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นที่ทั้งห้องมีแค่ชายที่ชื่อว่าโนอาห์กับหญิงสาวที่ชื่อเซเรน่า ส่วนคนอื่นนั้นไม่รู้อพยพถิ่นฐานไปอยู่ส่วนไหนของโลก ครั้นแล้วจะให้เขาเดินไปที่อื่นก็ใช่ที่ เพราะเพียงแค่เขาทำทีจะลุกขึ้นมา เจ้าหล่อนดันโพล่งขึ้นมาเลยว่าให้เขาอยู่ที่นี่ไม่ต้องไปไหน ไม่งั้นเธอจะยกเรื่องที่เขาโดดงานตอนวันบูรณะโรงเรียนมาใช้ในลงโทษข้อหาทำหอซูซาคุขายหน้า
ซึ่งแน่นอนว่าลำพังแค่เซเรน่าคนอย่างโนอาห์ไม่เคยกลัว แต่ทายาทขุนนางคนสำคัญคนนี้รู้สึกว่าจะมีความสามารถในการหาพรรคพวกได้เก่งอย่างน่าเหลือเชื่อ ในความคิดของโนอาห์ตอนนี้ถ้าเซเรน่าสั่งให้เพื่อนๆในชั้นปีหันซ้ายหันขวา จะมีคนที่ยอมทำถามมากกว่าครึ่ง และขุมกำลังสำคัญของเจ้าหล่อนดันเป็นพวกผู้หญิงทั้งหมดในชั้นปี นั้นมันก็ช่วยไม่ได้ที่ตำแหน่งของเซเรน่าจะดูมีอำนาจขึ้นมาอย่างล้นเหลือ จนรุ่นพี่ถึงกับกล่าวชมรวมถึงอาจารย์หลายๆท่านที่เอ็นดูเธออย่างน่าประหลาด
บางทีที่ไม่มีใครอยู่ในห้องนั่งเล่นเลยอาจจะเป็นเพราะการคงอยู่ของเซเรน่าก็เป็นได้
แล้วดันไม่มีใครซักคนที่จะคาบข่าวมาบอกเขาล่วงหน้า
โนอาห์มองเซเรน่าเดินไปมาพลางเกาหัวแกรกๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสาเหตุที่ทำให้เธอเดินเป็นหนูติดจั่นด้วยใบหน้าร้อนรนราวกับว่าโลกใบนี้กำลังจะถึงคราวล่มสลายมันคือเรื่องอะไรกันแน่ พอถามไปในตอนแรกว่าซายากะกับยูกิไปไหน ก็ยังไม่ได้แม้แต่คำตอบใดๆจากหญิงสาวตรงหน้าซักคำเดียว
จะให้คิดว่าเป็นเรื่องความลับของเขาก็ไม่น่าใช่ เพราะหลังจากวันนั้นพวกเขาต่างใช้ชีวิตประจำวันอย่างเป็นปกติเหมือนเดิมราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนตัวเขาก็อดนึกไม่ได้เหมือนกันว่าแล้วแบบนี้มันจะแตกต่างจากเดิมตรงไหน แต่ในเมื่อมันผ่านไปแล้วก็ช่วยอะไรไม่ได้
“ฉันว่านะ...ไอ้การเดินวนเวียนไปมามันก็ไม่ช่วยให้พื้นห้องสะอาดนักหรอก” โนอาห์พูดกลั้วหัวเราะ
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
“นั่งพักหน่อยก็ได้มั้ง เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาไอ้คนที่ซวยจะเห็นทีจะมีแต่ฉันนา...” โนอาห์พูดยิ้มๆ
ไม่มีสัญญาณตอบรับจากคนที่เขาเรียก
“เฮ้อ...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าเธอนึกเพี้ยนอะไรถึงได้เดินไปมาแล้วทำหน้าซีเรียสเหมือนกับว่าจะตายวันตายพรุ่งน่ะ แต่ถ้าเป็นฉันนะ ตอนที่เครียดๆมากไม่มาเดินไปมาในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆนี้หรอก นู่นเลย คงไปเดินเล่นในเมืองเผื่อจะช่วยให้อะไรๆมันดีขึ้นบ้างน่ะนะ” ชายผมดำถอนหายใจ หมดหนทางที่จะทำให้หญิงสาวผมทองตรงหน้าหยุดก่อมลภาวะทางเสียง แต่ดูเหมือนครั้งนี้ความพยายามเฮือกสุดท้ายของเขาจะได้ผล เซเรน่าหันขวับมาที่เขาทันควันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจนโนอาห์สะดุ้งโหยงๆ เผลอโบกมือทักทายไปอย่างลืมตัว
“จริงด้วย!! เมืองๆ...ใช่แล้ว ทำไมฉันถึงคิดไม่ออกในตอนแรกนะ นายนี่ฉลาดกว่าที่ฉันคิดเอาไว้อีกนะ” เซเรน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงปิติยินดี โนอาห์เลยได้แต่ยิ้มรับแหยๆ จนเปลี่ยนสีหน้าเป็นตกใจเมื่อหญิงสาวคว้าข้อมือเขาแล้วลากให้เดินตามหล่อนด้วยแรงที่ไม่รู้ไปเอามาจากไหน
“เดี๋ยวๆ!! แล้วนี่เธอมาลากฉันไปด้วยทำไม ถ้าอยากไปเดินเล่นก็ไปเองคนเดียวสิ!! อีกอย่างเรื่องอะไรเธอยังไม่ได้บอกฉันเลยไม่ใช่เหรอ!!” ชายหนุ่มร้องเสียงหลง พยายามแกะมือของเซเรน่าเพื่อที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ แต่ดูท่าผู้หญิงทุกคนจะฝึกวิชาตีนตุ๊กแกมาเป็นอย่างดี มือของเจ้าหล่อนเกาะแน่นซะยังกับทากาวติดเอาไว้ แล้วจะให้ออกแรกมากก็ไม่ได้ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ผู้ชายแต่ผู้หญิง
เห็นแบบนี้เขาก็สุภาพบุรุษพอตัวเหมือนกัน
ถึงใครต่อใครจะบอกว่าไม่มีเค้าเลยซักนิดก็เถอะ
“ไม่…ได้!! นายเป็นคนออกความคิดเองไม่ใช่เหรอ ก็ต้องมารับผิดชอบด้วยกันถึงจะถูกสิ” เซเรน่าหันกลับมาย้ำเสียงเน้นชัดกับเขาคำต่อคำ ในขณะที่โนอาห์อ้าปากค้างกับเหตุผลที่แม้แต่ปลาไหลยุทธภพอย่างเขายังต้องยกนิ้วให้
“แล้วนายจะใจดำถึงขนาดปล่อยให้ผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้ไปเดินในตัวเมืองคนเดียวเลยเหรอไง ถ้าพวกซายากะรู้เข้าล่ะก็...อื้ม! เอาเป็นว่าถือว่าฉันขอร้องก็แล้วกันนะ นะ นะ” แม้เซเรน่าจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเว้าวอนและใบหน้าที่อ่อนลงกว่าเดิมมากแค่ไหน มันก็ไม่ช่วยให้ปากของเขาหุบลงได้เลย
อย่างเธอเนี้ยนะเรียกว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ ถ้าแบบนั้นคงไม่มีผู้หญิงตัวเล็กๆอยู่บนโลกใบนี้แล้ว!!
แล้วนี่มันคำขอร้องบ้านไหนที่ฟังยังไงก็เหมือนกับคำขู่ชัดๆ!!!
“โอเค ถ้านายไม่ตอบถือว่าตอบตกลง อย่าผิดคำพูดล่ะ” หญิงสาวพยักหน้าคิดเองเออเองด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันกลับไปมองทางข้างหน้าทิ้งให้โนอาห์งงเป็นไก่ตาแตกเนื่องจากทำอะไรไม่ถูกและไม่รู้จะเถียงตั้งแต่ประโยคไหนดี
ผิดคำพูดอะไรกันล่ะ ในเมื่อเขายังไม่ได้พูดอะไรเลยไม่ใช่เหรอ!!!
โนอาห์คิดว่าวันนี้ชีวิตของเขาคงวุ่นวายไปทั้งวัน