บทที่ 7: บททดสอบแรก: กำแพงสู่์
หน้าผาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเย่เฉินนั้นสูงชันจนแทบจะเป็เส้นตรง มันคือสุสานของนักปีนเขาที่เก่งกาจที่สุด คือกำแพงแห่งความสิ้นหวังที่กั้นระหว่างก้นเหวกับโลกภายนอก
แต่สำหรับเย่เฉินในตอนนี้ มันเป็เพียงบันไดขั้นหนึ่งเท่านั้น
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป ร่างของเขาทะยานขึ้นจากพื้นราวกับลูกธนู มือทั้งสองข้างที่บัดนี้แข็งแกร่งดุจคีมเหล็กจิกลึกลงไปในเนื้อหินที่แข็งกระด้าง เขาใช้พลังจากแขนและขาที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลัง ส่งร่างของตนเองให้สูงขึ้น... สูงขึ้น... และสูงขึ้น
การปีนป่ายนั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลยแม้แต่น้อย ผนังหินบาง่ลื่นและเต็มไปด้วยมอส บาง่ก็เป็หินที่พร้อมจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ มันคือการเดินทางที่ต้องใช้ทั้งพละกำลัง ความอดทน และสมาธิอย่างถึงที่สุด
เวลาผ่านไปสามวันสามคืนเต็ม เย่เฉินปีนป่ายอย่างไม่หยุดพัก เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า เขาก็จะหาชะง่อนหินเล็กๆ เพื่อพักและโคจรพลัง "กายาโลหิต" เพื่อฟื้นฟูร่างกาย ความเ็ปจากการฝึกฝนที่เคยเป็ดั่งนรก บัดนี้กลับกลายเป็เื่ธรรมดาสำหรับเขาไปเสียแล้ว
ในวันที่สี่ ขณะที่เขากำลังจะปีนผ่านรอยแยกขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง...
"ฟ่อ!"
อสรพิษสีดำสนิทตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากรอยแยกนั้นอย่างรวดเร็ว! มันคือ "อสรพิษเกล็ดเหล็ก" สัตว์อสูรระดับต่ำที่แม้จะไม่มีพลังปราณ แต่มีพละกำลังมหาศาลและเกล็ดที่แข็งแกร่งดุจโลหะ เขี้ยวของมันอาบไว้ด้วยพิษที่สามารถทำให้คนธรรมดาตายได้ในพริบตา
หากเป็เย่เฉินในอดีต เขาคงต้องใช้พลังปราณและเคล็ดกระบี่เข้าต่อสู้อย่างยากลำบาก
แต่เย่เฉินในตอนนี้...
แววตาของเขาปราศจากความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ในจังหวะที่อสรพิษเกล็ดเหล็กอ้าปากกว้างเตรียมจะฉกเขา มือขวาของเขาก็เคลื่อนไหวเร็วดุจสายฟ้า!
"ฉึก!"
นิ้วมือทั้งห้าของเย่เฉินจิกลงไปบนหัวของอสรพิษราวกับกรงเล็บเหล็กกล้า เสียงกระดูกกะโหลกของมันปริแตกดังลั่น! ร่างของอสรพิษชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนจะอ่อนปวกเปียกลงอย่างรวดเร็ว
เย่เฉินจัดการกับมันอย่างง่ายดายและเืเย็น เขาไม่ได้โยนซากของมันทิ้งไป แต่กลับใช้จิตเรียก "เตาหลอมแห่งความโกลาหล" ออกมา กลืนกินซากของอสรพิษเกล็ดเหล็กเข้าไปทั้งหมดในเวลาไม่กี่อึดใจ พลังงานาสายเล็กๆ ถูกปลดปล่อยออกมาและถูกเขาดูดซับเข้าไปจนหมดสิ้น
"ทุกสิ่ง...คือทรัพยากร" เขาพึมพำกับตนเอง ก่อนจะปีนป่ายต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากปีนป่ายอย่างต่อเนื่องมาเจ็ดวันเต็ม ในที่สุด...ปลายนิ้วของเขาก็ััได้ถึงขอบของหุบเหว
เย่เฉินรวบรวมพละกำลังทั้งหมดเฮือกสุดท้าย ส่งร่างของตนเองขึ้นมาจากความมืดมิด...และทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนพื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยใบไม้แห้ง
แสงแดด...
เป็ครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือนที่เขาได้ัักับแสงแดดอีกครั้ง มันควรจะให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่สำหรับเย่เฉินแล้ว มันกลับทำให้เขารู้สึกแสบตาและไม่คุ้นเคยเสียมากกว่า หัวใจของเขาที่ตายด้านไปแล้ว ไม่ได้รู้สึกยินดีหรือตื้นตันใจใดๆ มีเพียงความรู้สึกสงบนิ่งอันเย็นเยียบ
หลังจากพักอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พยุงร่างลุกขึ้นยืน เสื้อผ้าบนร่างกายของเขาขาดรุ่งริ่งจนแทบจะกลายเป็เศษผ้า เนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่นดินและคราบเืที่แห้งกรัง เขาเดินตรงไปยังลำธารสายเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกล เพื่อชำระล้างร่างกายและสำรวจสภาพของตนเอง
ภาพที่สะท้อนบนผิวน้ำ ทำให้เย่เฉินนิ่งไปชั่วขณะ
ใบหน้ายังคงเป็ใบหน้าเดิมที่หล่อเหลา แต่แววตาคู่นั้นกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันลุ่มลึก เยือกเย็น และซ่อนเร้นความอำมหิตเอาไว้จนยากจะหยั่งถึง รูปร่างของเขาดูสูงขึ้นเล็กน้อยและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่สมบูรณ์แบบ ออร่าของความเป็คุณชายนายน้อยผู้สูงศักดิ์ได้หายไปจนหมดสิ้น ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายของสัตว์ร้ายที่เพิ่งคลานออกมาจากขุมนรก
เขาไม่ใช่เย่เฉินคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
"ข้ายังกลับไปที่ตระกูลเย่ตอนนี้ไม่ได้" เขาคิดในใจ "การปรากฏตัวของข้าจะทำให้เซียวอี้เฟิงตื่นตัว และพลังของข้าในตอนนี้ก็ยังแปลกประหลาดเกินกว่าจะอธิบายให้ใครฟังได้"
เป้าหมายแรกของเขาคือต้องแข็งแกร่งขึ้นอีก...และต้องหาข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นกับเมืองเมฆาล่องและตระกูลเย่ใน่หนึ่งเดือนที่ผ่านมา
เย่เฉินฉีกเศษผ้าที่ยังพอใช้ได้มาทำเป็ผ้าคลุมหน้าอย่างง่ายๆ เพื่อปิดบังใบหน้าของตนเอง เขายืนขึ้นและหันไปมองทิศทางของเมืองเมฆาล่องที่อยู่ไกลออกไป แววตาของเขาสาดประกายแห่งความแค้นออกมาวูบหนึ่ง
แต่แล้ว เขาก็หันหลังให้กับทิศทางนั้น และเลือกเดินไปตามเส้นทางอื่นที่มุ่งหน้าไปยังเมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไป
"ตระกูลเซียว... ตระกูลเย่..."
"รอข้าก่อน"
เสียงของเขาราบเรียบและเยือกเย็น...ราวกับคำพิพากษาจากยมโลก