Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 91 เนตรไฟทองคำ

                ซินถงในร่างจิ้งจอกหิมะเก้าหางได้ดำน้ำลงไปเรื่อยจนในที่สุดนางก็ได้มาถึงยังก้นแม่น้ำหมินเจียงร่างสีขาวขนาดเล็กนั้นแหวกว่ายไปตาfiมก้นแม่น้ำด้วยความปราดเปรียวและรวดเร็วเป็นอย่างมากไม่นานนักซินถงก็ได้เดินทางจนมาถึงเบื้องหน้าของประตูหินโบราณซึ่งเป็นทางเข้าแดนลับ


                เบื้องหน้าของนางคือซุ้มประตูหินโบราณที่ใกล้พังทลายซึ่งนางยืนไม่นานนักก็ได้มีอสูรหลากหลายชนิดปรากฏตัวขึ้นซึ่งทั้งหมดนั้นก็คือคนของพรรคอสูรร่างของอสูรแปดตนเคลื่อนกายไปอยู่เบื้องหลังของซินถงด้วยความเคารพในตอนนั้นเองที่ร่างกายของอสูรทั้งแปดได้ปรากฏแสงลมปราณขึ้นและกลับสู่ร่างมนุษย์ซินถงเองก็คืนกลับสู่ร่างมนุษย์ของตนเช่นเดียวกัน


                พวกเขาทั้งเก้าได้กลั้นลมหายใจและสื่อสารกันด้วยสายตาอย่างเข้าใจพวกเขาทั้งเก้านั้นอยู่ภายใต้สังกัดของกุ้ยหลง พวกเขาส่วนใหญ่อยู่เพียงขอบเขตปราณและก่อเกิดเท่านั้นพวกเขาทั้งหมดเป็นชนรุ่นหลังของพรรคอสูรที่ออกท่องยุทธภพต้าหลิงรวมถึงหาประสบการณ์และเพิ่มพูนความสามารถ


                สมาชิกพรรคอสูรที่อยู่ในต้าหลิงนั้นส่วนมากจะเป็นผู้เยาว์ในขอบเขตชั้นมนุษย์โดยพวกเขาเหล่านั้นจะมีผู้อาวุโสจากพรรคอสูรในชั้นพิภพกำกับดูแลเดิมทีกลุ่มของกุ้ยหลงประกอบด้วยผู้เยาว์สิบคนที่พรรคส่งมาแต่ปัจจุบันที่เหลือเพียงเก้าคนนั่นเพราะหนึ่งคนที่หายไปก็คือจิ่นสือหรือก็คือจิ้นฝานที่ตายไปแล้วในฟูเจี้ยน


                สมาชิกที่เหลือเก้าคนนั้นคล้ายกับว่ามีซินถงเป็นผู้นำนางได้ทำงานชี้นิ้วไปยังซุ้มประตูหินโบราณตรงหน้าเพื่อเป็นการสั่งให้คนทั้งแปดด้านหลังของตนข้ามประตูเข้าไปแต่ละคนที่เข้าไปก็ได้สร้างความเสียหายเล็กน้อยให้แก่ประตูโบราณตรงขอบประตูโบราณปรากฏรอยร้าวขนาดเล็กแผ่ขยายไปมากกว่าเดิม


                ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นแต่พลังของพวกเขายังอ่อนแอเกินไปที่จำทำให้ประตูเสียหายจนถึงขนาดพังทลายลงมาได้เมื่อคนทั้งแปดต่างเข้าสู่แดนลับทะเลปีศาจเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็มาถึงคราของซินถง


                นางได้เงยหน้าขึ้นไปมองยังผิวน้ำด้านบนนางสามารถเห็นแสงของเปลวเพลิงทำลายล้างจากร่างมังกรมารของผู้อาวุโสกุ้ยหลงได้อย่างชัดเจนการต่อสู้ของผู้อาวุโสกุ้ยหลงและยอดฝีมือทั้งสองสำนักยังคงดำเนินต่อไปเพื่อดึงความสนใจและเปิดโอกาสให้แก่ศิษย์พรรคอสูรทั้งหลายได้เข้าไป


                ซินถงได้หันกลับมามองยังประตูหินโบราณเบื้องหน้าด้วยสายตาอันแน่วแน่และมั่นคงนางมีภารกิจอันสำคัญยิ่งที่จำต้องทำให้สำเร็จให้จงได้! ซินถงก้าวเท้าผ่านประตูหินโบราณตรงหน้าไปในชั่วพริบตาที่ข้ามผ่านประตูนั้นไปร่างกายของนางก็ได้หายไปจากก้นแม่น้ำหมินเจียงนั้นในทันที


               

                  ในตอนนั้นเองที่ด้านบนเหนือแม่น้ำการต่อสู้อันดุเดือดของสามเฒ่าชราดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและรุนแรงในระหว่างต่อสู้นั้นกุ้ยหลงก็ยังคงแบ่งจิตใจของตนเองในการลอบสำรวจการเคลื่อนไหวของศิษย์พรรคอสูรของตนเมื่อกลิ่นของเด็กน้อยทั้งหมดได้หายไปโดยสิ้นเชิงแล้วจึงทำให้กุ้ยหลงทราบว่าแผนการณ์ในครั้งนี้ได้สำเร็จแล้ว


                มังกรมารได้หันกลับไปมองยังเฒ่าชราทั้งสองที่ต่างบุกทะลวงเข้ามาทำร้ายร่างกายของเขาไม่หยุดแต่การโจมตีของสองเฒ่านี้ยังอ่อนแรงเกินไปที่จำทำร้านเขาได้อีกทั้งความสามารถในการฟื้นตัวและลดความสามารถของคู่ต่อสู้ภายใต้เขตแดนรังมังกรของสายเลือดมังกรมารเกล็ดม่วงก็ยังทำให้กุ้ยหลงเป็นต่ออยู่มากนัก


                กุ้ยหลงในร่างมังกรได้อ้าปากของตนขึ้นควันสีดำจากเขตแดนรังมังกรถูกรวบรวมไว้ในปากของกุ้ยหลงอย่างรวดเร็วเปลวเพลิงโลกันต์สีแดงดำได้ปะทุขึ้นในปากของมังกรมารเกล็ดม่วงเปลวเพลิงโลกันต์เหล่านั้นได้เผาผลาญและใช้ควันดำจากความหวาดกลัวเหล่านั้นเป็นเชื้อไฟและปะทุความรุนแรงขึ้นมากกว่าเดินเพียงพริบตาเดียวเปลวเพลิงโลกันต์เหล่านั้นได้ก่อตัวขึ้นจนมีขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าปกติหลายเท่านัก


                เปลวเพลิงโลกันต์ถูกควบรวมกันจนกลายเป็นทรงกลมก้อนเพลิงสีแดงดำได้ลอยอยู่เหนือปากของมังกรมารเกล็ดม่วง ก้อนเพลิงทรงกลมนั้นดูไปคล้ายกับดวงอาทิตย์ขนาดเล็กสุดชั่วร้าย


                เปลวเพลิงสีแดงดำเหล่านั้นปะทุและร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆในตอนนั้นเองที่มังกรมารได้อ้าปากขึ้นกว้างกว่าเดิมและดูดกลืนตะวันสีแดงดำนั้นเข้าสู่ปากตนเองเปลวเพลิงสีแดงดำสุดร้อนแรงได้ถูกควบแน่นอยู่ภายในปากของกุ้ยหลงเปลวเพลิงเหล่านั้นแทบจะหลุดจากการควบคุมอยู่เต็มที


                เปลวเพลิงบางส่วนเล็ดรอดออกมาจากช่องว่างระหว่างซี่ฟันอันแหลมคมของมังกรมารเกล็ดม่วงภาพลักษณ์ในตอนนี้ของมังกรมารดูไปแล้วน่าหวาดกลัวอยู่บ้างกุ้ยหลงได้สยายปีกของตนออกและพุ่งตัวขึ้นสู่ด้านบนท้องฟ้าเพียงพริบตาเดียวร่างของกุ้ยหลงก็ได้มาอยู่เหนือชายชราทั้งสองขึ้นไปด้านบนถึงสองลี้


                 “ยะ…แย่แล้ว! มันกำลังจะโจมตีพวกเราด้วยการโจมตีที่รุนแรงที่สุด!” จั่วหลิ่งจินกล่าวขึ้นด้วยความร้อนรนเขาหันกลับไปกวาดตามองโดยรอบ บริเวณนั้นยังคงมีลูกศิษย์ของสำนักเสียงสวรรค์และสำนักแปดดาราอยู่เป็นจำนวนมากหากพวกคนเหล่านี้รับการโจมตีของมังกรมารบนฟ้าอย่างเต็มแรง…พวกเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน


                 “เจ้าเฒ่าหยาง!” จั่วหลิ่งจินหันกลับไปพูดกับหยางปินที่ด้านข้างหยางปินเองก็เข้าใจสิ่งที่จั่วหลิ่งจินต้องการจะสื่อเช่นกัน เฒ่าทั้งสองต่างแยกย้ายกันนำพาร่างของศิษย์พวกเขาให้เขามาอยู่บริเวณตรงกลางในทันทีแต่เวลานั้นกระชั้นชิดจนเกินไป อีกทั้งศิษย์เหล่านี้ยังถูกเขตแดนรังมังกรโจมตีจิตใจจนเกิดความหวาดกลัวและไม่อาจขยับได้


                หยางปินพุ่งร่างไปยังศิษย์คนหนึ่งของสำนักเสียงสวรรค์มือของเขาคว้าออกไปจับยังเสื้อของศิษย์ผู้นั้นก่อนที่จะออกแรงเหวี่ยงให้เด็กน้อยคนนั้นลอยขึ้นไปกลางอากาศร่างของศิษย์ผู้นั้นตกลงบนพื้นที่ใจกลางของสนามรบแต่หยางปินยังไม่หยุดมือเพียงเท่านั้น เขายังคงทำแบบเดียวกันกับศิษย์สำนักเสียงสวรรค์และแปดดาราทั้งหมดที่เขาพบเจอแต่เวลาทั้งหมดกระชั้นจนเกินไป หยางปินจึงได้ตัดสินใจใช้วิธีที่ดูโหดร้ายเขาปล่อยมือออกจากอาวุธจิตวิญญาณของตนและเปลี่ยนมันให้กลับเป็นจิตวิญญาณมังกรสวรรค์หยางปินกระโดดขึ้นไปยืนบันหัวของเจ้ามังกรสวรรค์ในทันที


                หยางปินสั่งให้มังกรสวรรค์พุ่งตัวอย่างรวดเร็วไปรอบๆและอ้าปากของมันเพื่อกลืนศิษย์เหล่านั้นเข้าไปในปากของมันส่วนจั่วหลิ่งจินใช้วิธีที่แตกต่างออกไป เมื่อเขาเจอศิษย์คนไหนเขาก็จะออกแรงเตะคนผู้นั้นให้ลอยไปจุดกึ่งกลางเหมือนกับคนอื่นที่ถูกหยางปินส่งมาส่วนกุ้ยหลงยังคงรวบรวมเพลิงโลกันต์ไม่หยุด ความน่าหวาดกลัวของเพลิงนั้นยังคงเพิ่มพูนขึ้นไม่หยุดหย่อน


                เพียงพริบตาเดียวทั้งสองผู้อาวุโสก็สามารถรวบรวมศิษย์ทั้งหมดของสำนักพวกตนมาอยู่ในที่เดียวกันได้แล้วหยางปินสั่งให้มังกรสวรรค์ร่อนลงตรงกลางวงล้อมของสนามรบนั้นหยางปินลงมาหยุดยืนอยู่บนพื้นโดยมีมังกรสวรรค์เวียนว่ายอยู่กลางอากาศเบื้องหลังของตน


                จั่วหลิ่งจินเองก็ได้มาถึงแล้วชายชราจากสำนักแปดดาราได้เรียกจิตวิญญาณของตนเองออกมาในที่สุดรูปร่างจิตวิญญาณของชายชราได้ก่อตัวขึ้นที่ด้านหลังของเขา มันมีรูปร่างที่ใหญ่โตและหนาเทอะทะหัวของมันเป็นมังกรดูคล้ายกับหน้าตาของมังกรสวรรค์อีกทั้งมันยังมีถึงสองหัวอีกด้วย มันยืนด้วยสี่ขาขนาดใหญ่และกระดองหลังอันหนา บนกระดองบนหลังของมันเต็มไปด้วยรอยหนามและคล้ายกับเป็นกระดองสามชิ้นที่ซ้อนกันอยู่นั่นจึงทำให้กระดองของมันขยับขึ้นลงและยืดหยุ่นไม่เหมือนกับของเต่าทั่วไป


                นี่คือจิตวิญญาณเต่ามังกรสองหัวของผู้อาวุโสจั่วหลิ่งจินในตอนนั้นเองที่จั่วหลิ่งจินได้ปะทุปราณของตนขึ้นมาอย่างรุนแรงจิตวิญญาณของเขาเองก็ตอบรับกับการระเบิดพลังนั้นพลังของมันเองก็ได้ปะทุขึ้นมาเช่นกันร่างของมันสลายกลับเป็นละอองปราณจากนั้นละอองปราณเหล่านั้นก็ได้พุ่งเข้าใส่ร่างกายของจั่วหลิงจินอย่างรวดเร็ว


                จั่วหลิงจินยกแขนข้างขวาของตนเองขึ้นมาจากนั้นละอองปราณจากเต่ามังกรสองหัวได้เริ่มเกาะกุมบนนั้นหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆละอองปราณเหล่านั้นผสานบนร่างของจั่วหลิงจินและก่อร่างขึ้นจนกลายเป็นเกราะสีดำบนแขนข้างนั้นเกราะหนาสีดำนั้นครอบคลุมข้อล่างของฝ่ามือและเปลือยข้อนิ้วบนไว้ บนหลังฝ่ามือของจั่วหลิงจินคือชิ้นส่วนเกราะที่เป็นรูปร่างคล้ายกับส่วนศีรษะของเต่ามังกรสองหัวชิ้นส่วนเกราะนั้นขยายออกไปเรื่อยๆจนมาถึงหัวไหล่ของชายชรา บนหัวไหล่ของชายชราได้มีชิ้นส่วนเกราะสีดำขนาดใหญ่เหมือนหัวมังกรประดับอยู่บนนั้น


                ภูษาอสูรเต่ามังกรสองหัว!


                ถูกต้อง!นี่คือขีดสุดของการใช้จิตวิญญาณ การหล่อหลอมและรวมเป็นหนึ่งกับจิตวิญญาณของตนเองจนกลายเป็นภูษาอสูรใช้จิตวิญญาณนุ่งห่มบนร่างของตนเองราวกับกลายเป็นภูษาตัวหนึ่ง!เมื่อผู้ฝึกตนเข้าถึงการใช้ภูษาอสูรก็จะสามารถใช้พลังที่เหนือขีดขั้นของตนเองอีกทั้งยังได้เปรียบเป็นอย่างมาก…แต่นั่นคือกรณีการใช้ภูษาอสูรได้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อครอบคลุมทั้งร่างเท่านั้น


                จั่วหลิงจินยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดแม้จะเรียกภูษาอสูรของตนออกมาแล้วแต่เขาก็ไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อยนั่นเพราะถึงอย่างไรภูษาอสูรของเขาก็ไม่ใช่ภูษาอสูรที่แท้จริงและสมบูรณ์ร่างฐานของเขาไม่มั่นคงพอที่จะเรียกใช้ภูษาอสูรระดับนั้น


                จั่วหลิงจินสะบัดมือขวาออกไปข้างลำตัวละอองปราณพวยพุ่งออกมาจากเกราะแขนข้างนั้นและรวมตัวกันจนกลายเป็นโล่ขนาดใหญ่ที่ดูไปแล้วมีรูปร่างคล้ายกับกระดองของเต่ามังกรสองหัวอยู่หลายส่วน


                นี่คืออาวุธจิตวิญญาณของจั่วหลิงจินที่ใช้ความสามารถของภูษาอสูรเรียกออกมาได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเต่ามังกรสองหัวให้กลายเป็นโล่ใบนี้จั่วหลิงจินประคองโล่นั้นไว้และถ่ายทอดลมปราณเข้าไปอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นการใช้อาคมภายในการป้องกันของเขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ


                ส่วนหยางปินเองก็ไม่ได้น้อยหน้ากว่ากันมากนักเขาได้สลายมังกรสวรรค์ไปและหลอมรวมกับมันเพื่อสวมใส่ภูษาอสูรมังกรสวรรค์ ปราณสีทองได้ก่อร่างขึ้นบนแขนของหยางปินเกราะแขนสีทองที่สลักไว้ด้วยลวดลายของเปลวไฟ เกราะนั้นขยายไปเรื่อยๆจนมาถึงช่วงอกเกราะสีทองยังคงก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ที่ช่วงอกของเขาได้เกิดเกราะสีทองปกคลุมไว้อีกทั้งตรงกลางยังมีลวดลายหัวมังกรอยู่บนนั้น


                เกราะสีทองนั้นได้หยุดลงเกราะมังกรสวรรค์ของหยางปินครอบคลุมแขนข้างขวาและครึ่งตัวด้านบนของชายชราไว้นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพื้นฐานของหยางปินนั้นดีกว่าจั่วหลิงจินอยู่หลายส่วนหยางปินสะบัดมือเรียกอาวุธจิตวิญญาณทวนมังกรเจ็ดเสียงคำรามที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ออกมาอีกครั้งหยางปินควงทวนเล่มนั้นไปมาเพื่อสร้างเสียงเพลงออกมาจากทวนเล่มนั้น


                วี้!


                เสียงจากทวนผสานขลุ่ยเล่มนั้นดังออกมาเป็นบทเพลงศาสตร์แห่งดนตรีถูกใช้ออกมาอย่างเต็มร้อยส่วน บทเพลงกรีธาทัพถูกบรรเลงออกมาอย่างรวดเร็วด้วยความเหนือชั้นของฝีมือการเล่นดนตรีของชายชราบทเพลงกรีธาทัพถูกส่งตรงเข้าสู่ร่างของจั่วหลิงจินเพื่อหนุนเสริมและเพิ่มความสามารถของชายชราผู้นี้


                ทั้งสองทำงานประสานกันได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยที่ไม่ต้องกล่าวแม้เพียงสักคำพวกเขาเข้าใจดีว่าสถานกาณ์ตรงหน้านี้อันตรายขนาดไหน จั่วหลิงจินที่ถูกหนุนเสริมด้วยวรยุทธ์ศาสตร์ดนตรีของหยางปินเร่งเร้าพลังปราณของตนมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าในตอนนั้นเองที่หยางปินที่มือข้างหนึ่งขยับทวนจนออกเป็นเสียงเพลงกลับพุ่งร่างเข้ามายืนอยู่ด้านข้างของจั่วหลิงจิน


                หยางปินยื่นมือซ้ายที่ไม่มีภูษาอสูรของตนออกไปและจับไปยังโล่ขนาดใหญ่ของจั่วหลิงจินพลังปราณเจ็ดสำเนียงสีเขียวหยกไหลทะลักเข้าสู่โล่นั่นเพื่อกระตุ้นอาคมการป้องกันขึ้นมาจนถึงขีดสุดจั่วหลิงจินเองก็ไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะตายไปเช่นนี้เหมือนกัน เขาได้รวบรวมพลังปราณดาราเคลื่อนสีดำขึ้นมาและถ่ายทอดไปยังโล่ของตนอย่างเต็มเปี่ยมพลังปราณสองสีไหลรวมกันเข้าสู่โล่ใบเดียว


                พลังอาคมภายในโล่นั้นได้แสดงพลังของตนออกมาจนถึงขีดขั้นสูงสุดของมันพลังปราณไหลทะลักออกจากโล่จนก่อเกิดโล่ปราณขนาดใหญ่จนบังเกิดเป็นภาพมายาปราณของมังกรสวรรค์และเต่ามังกรขดตัวทับซ้อนกันจนกลายเป็นม่านปราการขนาดใหญ่พวกเขาทั้งสองต่างก็ชูโล่นั้นขึ้นสู่เบื้องบน


                ร่างของชายชราทั้งสองและศิษย์ทั้งหลายจากสองสำนักถูกโล่ปราณขนาดใหญ่นั้นบังเสียมิดไปใบหน้าของพวกเขาเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก นี่คือการเดิมพันของพวกเขา! การเดิมพันระหว่างความเป็นและความตาย! หากพลังเขาพวกเขาเพียงพอที่จะต่อต้านเพลิงนรกตรงหน้าพวกเขาก็จะรอด! แต่ถ้าหากพวกเขาไม่อาจต่อต้านมันพวกเขาก็จะมีแต่หนทางตายที่รออยู่อีกทั้งยังมีอีกหลากหลายชีวิตที่จะตายไปพร้อมกับพวกเขาด้วยเช่นกันเหล่าเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่ทันเจริญเติบโต เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ซึ่งเป็นความหวังในอนาคตของสำนักจะต้องล้มตาย!


                กุ้ยหลงในร่างมังกรมารเกล็ดม่วงที่บินอยู่กลางอากาศได้ยิ้มเยาะให้แก่คนโง่เขลาด้านล่างสวะซื่อหลิงยังไงเสียก็เป็นสวะ! พวกมันมิอาจต่อกรกับตัวเขาได้นี่คือกฎอันจริงแท้แห่งธรรมชาติ ผู้กล้าแข็งคือผู้ควบคุมทุกสิ่งอย่างความแข็งแกร่งคือทุกอย่าง! เหมือนกับที่ชาวซื่อหลิงเข่นฆ่าชาวซีเซี่ยที่อ่อนแอ! พวกมันสามารถเข่นฆ่าชนเผ่าของเขาได้เพียงเพราะคนพวกนั้นอ่อนแอเพียงเพราะแตกต่าง! ทีนี้ถึงตาเขาบ้างที่จะใช้สิ่งเดียวกันตอบสนองต่อชนชาวซื่อหลิง!


                ลมหายใจมังกรมารทำลายล้างผสานเขตแดนรังมังกร!


                โฮกกกกกก!


                ในตอนนั้นเองที่กุ้ยหลงได้อ้าปากของตนออกมาคลื่นพลังมารอันกล้าแข็งกระจายออกไปรอบด้านกลิ่นอายแห่งความตายและความหวาดกลัวเข้าปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ เปลวเพลิงสีดำแดงขนาดใหญ่ยักษ์พวยพุ่งออกมาจากปากมังกรมารเกล็ดม่วงเพลิงสีดำที่ผสานกับพลังแห่งความหวาดกลัวทั้งหมดของเขตแดนรังมังกรได้สร้างการโจมตีที่ถึงตายขึ้นมา


                ครืนนนนนนน!!


                เสาเปลวเพลิงสีดำแดงขนาดใหญ่ยักษ์ล่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า! เปลวเพลิงโลกันต์แห่งความตายพุ่งเข้าปะทะกับโล่ปราณมังกรและเต่าที่เบื้องล่างอย่างถนัดถนี่แรงกดดันจากเปลวเพลิงเบื้องบนได้กดทับให้โล่ปราณนั้นลดต่ำลงไปเรื่อยๆสองผู้อาวุโสเบื้องล่างต่างพร้อมใจกันใช้พลังทั้งหมดเข้าต้านทาน


                แต่ไม้เล็กไม่อาจต้านแรงช้างสารได้ทั้งสองผู้อาวุโสถูกกดดันลงไปเรื่อยๆเขาของทั้งผู้เฒ่าหล่นลงกระแทกกับพื้นอย่างแรงจนพื้นดินแตกเป็นเสี่ยง! พวกเขาแทบไม่อาจต้านทานพลังอำนาจของเพลิงโลกันต์นี้ได้เลย!


                หยางปินได้ปล่อยมือออกจากอาวุธจิตวิญญาณทวนมังกรเจ็ดเสียงคำรามของตนและเก็บมันกลับไปจากนั้นจึงใช้มือทั้งสองข้างในการช่วยดันโล่เบื้องบนนั้นเพื่อต่อต้านเสาเพลิงจากฟากฟ้าแต่นั่นก็แทบไม่เป็นผลเลย จั่วหลิงจินที่เป็นเจ้าของโล่นี้รับภาระที่หนักหนากว่ากันเยอะเขาได้กัดฟันแน่นเสียจนแทบแตกเป็นเสี่ยง เขาใช้พลังแทบทั้งหมดในร่างเพื่อต่อต้านการโจมตีนี้!


                 “ย๊ากกกกกกกกก!!” จั่วหลิงจินร้องตะโกนออกมาพร้อมกับพยายามออกแรงอีกครั้งเพื่อดันเปลวเพลิงนั้นกลับไปแต่โล่ของเขาไม่ขยับขึ้นไปตามใจสั่งแม้แต่น้อย มันมีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆโล่ปราณถูกเพลิงโลกันต์เผาผลาญอย่างรุนแรงจนแทบจะพังทลายเปลวไฟบางส่วนกระจายออกไปรอบด้านจนเผาผลาญป่าโดยรอบเป็นจุล


                 “บัดซบเอ้ย! ข้าจะตายอยู่ที่นี่ได้อย่างไร! เจ้าเฒ่าหยางออกแรงให้มากกว่านี้อีกอย่ามั่วแต่กินแรงของข้าอยู่!” จั่วหลิงจินตะโกนออกมาด้วยความโมโหและเจ็บแค้นใจแต่หยางปินไม่อย่างต่อล้อต่อเถียงกับจั่วหลิงจินมากนักเขาได้แต่ออกแรงผลักดันโล่กลับขึ้นไป เขากวาดตากลับไปมองยังรอบข้าง


                เด็กน้อยทั้งหลาย….ต้นกล้าที่ยังไม่เติบโตของสำนัก……


                การปกป้องพวกเขาคือหน้าที่ของผู้อาวุโสเช่นเขา!หยางปินตวัดตากลับขึ้นไปมองยังเบื้องบนอีกครั้งรูปลักษณ์ของมังกรมารอันชั่วร้ายที่กำลังพ่นเปลวไฟสีดำแดงลงมาอยู่ในสายตาของเขาในตอนนั้นเองที่หยางปินได้ละมือทั้งสองข้างออกจากโล่นั้นและพุ่งตัวออกไปด้านข้างหลบรอดรัศมีของโล่ปราณ


                เมื่อขาดแรงหนุนของหยางปินโล่ที่ถูกกดดันลงมาคล้ายกับหนักขึ้นอีกหลายเท่าเมื่อจั่วหลิงจินต้องรับแรงกดดันเหล่านั้นคนเดียวหยางปินที่หลบฉากออกมาได้กระตุ้นสายเลือดมังกรสวรรค์สามตาของตนขึ้นมาในทันที


                พลังสายเลือดของชายชราพลันปะทุขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมพลังปราณทั้งหมดของเขาถูกถ่ายเทเข้าสู่ดวงตาสีทองทั้งสองข้าง ในตอนนั้นเองที่ดวงตาทั้งสองข้างของเขาได้มีเปลวเพลิงสีทองพวยพุ่งออกมาดวงตาทั้งสองข้างกลับกลายเป็นสีทองไปเสียทั้งหมดแม้กระทั่งตาขาวของเขา


                ราวกับดวงตาทั้งสองข้างของชายชราจะสูบเอาพลังปราณและพลังชีวิตแทบทั้งหมดของชายชราไปจั่วหลิงจินมองภาพนั้นด้วยความตกใจก่อนที่จะเผยรอยยิ้มออกมา เขาช่างรู้สึกนับถือในตัวผู้อาวุโสหยางปินผู้นี้จริงๆนั่นก็เพราะการใช้พลังสายเลือดไปอย่างหักโหมเช่นนั้นย่อมต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน


                แต่ความตายอยู่ตรงหน้าแล้ว! พวกเขาใยต้องกลัวอะไรอีกกัน!!


                 “ฮ่าๆๆๆเจ้าแน่มาก! ข้านับถือเจ้าจากใจจริงของข้า! ฮ่าๆๆ”จั่วหลิงจินหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ เขาฮึดสู้อีกครั้งหนึ่งพร้อมกับผลักดันเปลวเพลิงเหล่านั้นกลับไปอีกครั้งเขาเข้าใจดีว่าหยางปินทำเช่นนี้เพราะวางใจให้เขาปกป้องดูแลศิษย์ของสำนักเสียงสวรรค์เขาย่อมต้องตอบรับความต้องการของเฒ่าหยางผู้นี้อยู่แล้ว!!


                 “อ๊ากกกกกกกก!” หยางปินร้องออกมาอย่างเจ็บปวดดวงตาทั้งสองข้างของเขาส่งความรู้สึกเจ็บปวดอย่างมากมายมหาศาลออกมา ในพริบตานั้นเองที่ดวงตาทั้งสองของเขาคล้ายกับกลายเป็นเชื้อไฟเพื่อก่อเกิดเพลิงมังกรสวรรค์อันร้ายกาจออกมาเปลวเพลิงเหล่านั้นได้รวมตัวกันและพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว เพลิงสีทองได้ก่อร่างกลายเป็นมังกรสวรรค์สามตาทะยานขึ้นฟ้าเพื่อเข้าโจมตีมังกรมารเกล็ดม่วงบนนั้น!


                ตาต่อตา!ฟันต่อฟัน! เพลิงมังกรปะทะเพลิงมังกร!!


                เนตรไฟทองคำ เพลิงมังกรทอง!


                วิชาเนตรไฟทองคำในตำนานถูกใช้ออกมาอย่างหักโหมวรยุทธ์นี้คือความโหดร้ายอย่างแท้จริง โหดร้ายกับศัตรูและโหดร้ายแม้กับตัวเอง! ผู้ฝึกวิชานี้ต้องเผาผลาญดวงตาของตนด้วยเพลิงชนิดพิเศษ จากนั้นใช้ดวงตาอันพิเศษจำเพาะนั้นในการดูดซับเปลวเพลิงและเพื่อใช้ฝึกวิชาเนตรไฟทองคำนั้น


                เปลวเพลิงที่ปะทุออกมาจากวิชาดวงตานี้คือเปลวเพลิงขีดขั้นสุดที่แฝงไว้ด้วยเพลิงแห่งการทำลายจากธาตุทอง เพลิงมังกรสีทองพุ่งขึ้นไปเข้าใกล้ร่างของกุ้ยหลงในตอนนั้นเองที่หัวของมังกรมารเกล็ดม่วงได้หันมาและเปลี่ยนทิศทางจากเบื้องล่างเปลวเพลิงมารนั้นได้เปลี่ยนทิศและเข้าปะทะกับเพลิงมังกรทองแทน!!


                ตู้มมมมมม!!


                เสียงนั้นดังสนั่นราวกับวัตถุขนาดใหญ่สองสิ่งปะทะกันอย่างรุนแรงสีของท้องฟ้าพลันแบ่งเป็นสองขั้ว ฟากหนึ่งเป็นสีแดงอีกฟากหนึ่งเป็นสีทอง! เปลวเพลิงทั้งสองเผาผลาญท้องฟ้าจนแทบเป็นจุล! สรรพชีวิตใดก็ไม่อาจย่ำกลายเข้าไประหว่างการต่อสู้ของเพลิงมังกรทั้งสองได้แม้แต่น้อย!!


                ครืนนนนนนนน!!


                ราวกับบริเวณนั้นถูกมือขนาดยักษ์มาเขย่าเพลิงสุดขั้วทั้งสองเข้าปะทะกันอย่างหักโหม เพลิงมังกรทองของหยางปินนั้นแฝงไว้ซึ่งธาตุทองทำลายล้างเมื่อผ่านไปนานขึ้นเท่าไหรเพลิงของกุ้ยหลงกลับเสียเปรียบลงไปเรื่อยๆ นั่นเพราะธาตุทองทำลายล้างนั้นเต็มไปด้วยความรุนแรงและโหดร้าย


                กลับกันพลังของเพลิงมังกรมารแฝงไปด้วยธาตุแห่งความตายและความหวาดกลัวนอกจากพลังธาตุเพลิงแล้วยังแฝงไว้ซึ่งธาตุมรณะที่กัดกินและเป็นปฏิปักษ์ต่อสรรพชีวิตที่เข้าใกล้อีกทั้งยังมีผลในด้านการทำลายวิญญาณเสียมากกว่ากายเนื้อซึ่งตรงข้ามกับธาตุทองทำลายล้างเมื่อพลังทั้งสองปะทะกันจึงทำให้ธาตุทองเป็นฝ่ายได้เปรียบ


                เพลิงมารถูกเพลิงมังกรทองดันขึ้นไปเรื่อยๆแต่สีหน้าของหยางปินไม่ค่อยสู้ดีมากนักดวงตาทั้งสองข้างของชายชราบาดเจ็บขึ้นเรื่อยๆเขารู้สึกทุกข์มรมาณราวกับตกอยู่ในขุมนรกถึงอย่างไรก็ตามตัวเขาก็ยังฝึกฝนเนตรไฟทองคำนี้ยังไม่สำเร็จโดยสมบูรณ์ ยิ่งเขาใช้เพลิงทองทำลายล้างนี้นานเข้าเท่าไหรยิ่งส่งผลทำร้ายต่อดวงตาของตนมากเท่านั้นถ้าเบาก็อาจจะบาดเจ็บทางกายแต่ถ้าหนักอาจจะถึงขั้นตาบอดหรือตาย!


                แต่หยางปินไม่อาจแพ้ตอนนี้ได้! แม้ต้องตายเขาก็ต้องชนะมังกรมารให้ได้!! ชายชราร้องคำรามขึ้นมาพร้อมกับเร่งเร้าพลังสายเลือดของตนเพื่อกระตุ้นเนตรไฟทองคำของเขาให้รุนแรงมากขึ้น!ทันใดนั้นเองที่เปลวเพลิงมังกรทองกลับรุนแรงมากขึ้นและทำลายล้างเพลิงมารจนกระจายออกไป!!


                เนตรไฟทองคำ!!


                กุ้ยหลงเผยสีหน้าแปลกใจออกมาที่หยางปินสามารถทำลายเปลวเพลิงมารของเขาได้ในที่สุดแต่ชายชราเผ่าซีเซี่ยกลับไม่แตกตื่นหรือตกใจกับเปลวเพลิงที่เข้ามาใกล้แม้แต่น้อย ในตอนนั้นเองที่ร่างกายของชายชราได้เปล่งแสงสีม่วงดำเรืองรองออกมาร่างมังกรมารทั้งร่างเปล่งแสงปราณออกมาครอบคลุมทั่วทั้งร่างจากนั้นร่างกายของมังกรก็ได้หดเล็กลงจนเหลือเท่ากับขนาดของมนุษย์ปกติ


                เมื่อแสงปราณสีม่วงดำได้หายไปกลับปรากฏร่างกายของมนุษย์ที่สวมใส่เกราะเหล็กสีม่วงดำครอบคลุมทั้งตัวขึ้นตรงกลางอากาศแทนร่างมังกรมารเกล็ดม่วงพื้นผิวบนเกราะเหล็กนั้นดูคล้ายกับเกล็ดของมังกรบนตัวเกราะสลักไว้ซึ่งลวดลายของมังกรมารและแผ่กลิ่นหายแห่งความตายและความหวาดกลัวออกมาบนเกราะส่วนอกนั้นได้มีหน้าของมังกรมารเกล็ดม่วงสลักอยู่บนนั้นหมวกเกราะสีม่วงดำนั้นดูคล้ายกับหน้าตาของมังกรมารเกล็ดม่วงเป็นอย่างมากที่ด้านหลังของเกราะนั้นคือปีกเหล็กสีม่วงดำที่เหมือนของค้างคาวขนาดใหญ่กำลังกระพืออยู่


                นี่คือภูษาอสูรมังกรมารเกล็ดม่วง!!


                ภูษาอสูรของผู้เฒ่ากุ้ยหลงกลับแสดงถึงศักยภาพอันแท้จริงของเขา! ภูษาอสูรที่ครอบคลุมทั่วทั้งร่างภูษาอสูรอันแท้จริง! กุ้ยหลงสะบัดมือออกด้านข้างมือข้างนั้นของชายชราเปล่งแสงสีแดงดำของเปลวเพลิงมารเดิมทีพลังของกุ้ยหลงอยู่ในขอบเขตแก่นแท้ขั้นสิบระดับสุดยอด แต่เมื่อเขาใช้ภูษาอสูรจึงทำให้พลังของเขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตปฐพีและถึงแม้พลังในขอบเขตปฐพีจะน้อยกว่าหยางปิน แต่ในด้านของคุณภาพและพื้นฐานกุ้ยหลงนั้นนับว่าเหนือกว่าอย่างไม่อาจเทียบติด!


                ในตอนนั้นเองที่กุ้ยหลงได้ชกออกไปและส่งพลังเพลิงเข้าปะทะกับเพลิงมังกรทองอีกครั้งหนึ่ง! แต่ในครั้งนี้เพลิงมังกรทองกลับถถูกทุบทำลายโดยง่ายดาย! เมื่อเพลิงมังกรทองถูกทำลายลงเจ้าของอย่างหยางปินก็ได้กระอักเลือดออกมาและล้มไปกองกับพื้นในทันทีปีกบนหลังของกุ้ยหลงขยับขับเคลื่อนและกลับกลายเป็นผ้าคลุมผืนหนึ่ง


                เมื่อไร้ซึ่งปีกร่างของกุ้ยหลงก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้ากุ้ยหลงที่พุ่งลงมาอย่างรวดเร็วได้ตวัดขาออกไปและถีบเข้าที่กลางโล่ของจั่วหลิงจินที่เบื้องล่างอย่างรุนแรงขาทั้งสองข้างของจั่วหลิงจินกลับราวทั้งหมดแทบจะทันที โล่ปราณและอาวุธจิตวิญญาณแตกกระจายออกไปแทบจะเวลาเดียวกัน


                จั่วหลิงจินได้หลุดออกจากสภาวะภูษาอสูรในทันทีหยางปินในชุดเกราะมังกรมารเกล็ดม่วงได้ยืนอยู่เหนือร่างของจั่วหลิงจินเขาได้ยกเท้าขึ้นมาและกดฝ่าเท้าของตนลงไปบนหน้าอกของผู้อาวุโสจั่วที่เบื้องล่าง จั่วหลิงจินมองคนที่กำลังเหยียบร่างของเขาอยู่ด้วยความหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจ


                นี่คือความพ่ายแพ้ความรู้สึกหวาดกลัว รู้สึกอ่อนแออย่างไม่อาจต่อกร!!


                จั่วหลิงจินรู้ได้ในทันทีว่านี่คือสิ่งใดสัตว์อสูรที่สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ สัตว์อสูรที่สามารถใช้ภูษาอสูรนี่คือปีศาจจากต่างแดน! ปีศาจจากนอกด่าน ชนเผ่าซีเซี่ยที่เป็นศัตรูคู่แค้นกับชาวต้าหลิง!!


                กุ้ยหลงมองจั่วหลิงจินที่เบื้องล่างด้วยสายตาเหยียดหยามเขากวาดสายตาไปมองรอบด้านก็พบเห็นแต่ความพินาศ แต่ในตอนนั้นเองที่ปลายขอบฟ้าเขาได้เห็นวัตถุบางอย่างกำลังพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วเป็นเงาร่างของทาสอสูรประเภทบินจำนวนมาก เขรู้ได้ในทันทีว่านี่คือกำลังเสริมของสำนักทั้งสองที่เดินทางมาถึงแล้ว


                 “ฮ่าๆๆๆดูเหมือนว่าการละเล่นครั้งนี้คงต้องเลิกราเสียแล้วสิข้าจะเห็นแก่ที่พวกเจ้าดิ้นรนกันมาได้ถึงขนาดนี้….ข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้าสักครั้งแล้วกัน!! ครั้งต่อไปหากข้าเจอพวกเจ้าอีกก็จะฆ่าไม่ให้เหลือฮ่าๆๆๆ!!”กุ้ยหลงหัวเราะดังก้องสะท้านไปทั่วบริเวณจากนั้นชายชราจึงได้หันไปอีกทางและสะบัดผ้าคลุมของตัวเอง พริบตานั้นเองที่ได้บังเกิดแสงลมปราณขึ้นร่างภูษาอสูรของชายชราได้กลับกลายเป็นมังกรมารเกล็ดม่วงอีกครั้งหนึ่ง ชายชราได้สะบัดปีกและบินขึ้นไปกลางอากาศจากนั้นจึงได้บินหายไปโดยทิ้งความพังพินาศไว้เบื้องหลัง…..

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน