ยามราตรีคล้อยมารดาและบุตรทั้งสองกับหยางหลิ่ว ทั้งสี่คนกำลังนับจำนวนไหใต้เพิงทันใดนั้นก็เห็นย่าเฒ่าพานักเลงคุมบ่อนมาด้วยท่าทางดุดัน
ฉากนี้ช่างคุ้นเคยเสียจริง
“เมื่อครู่ข้าได้ยินย่าเฒ่าว่าอะไรนะ...ปล่อยบ่าวรับใช้ไปก่อความเดือดร้อน?”นางซูเอ่ยถามเย่จื้อเฟิงด้วยท่าทางเหลือเชื่อบุตรชายของนางลงมือช่วยเหลือยายเด็กเหลือขอคนนั้นชัดๆ!
“ซูเฉียว เจ้าเหตุใดถึงได้โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้?!” เถาอี๋เหนียงชี้มือมาทางนางตัวสั่นระริก น้ำตาร่วงเผาะ
“ทำลายเส้นผมลูกสาวข้าไปครึ่งหนึ่งแล้วยังปล่อยให้คนชั่วตบตีอีก...ฮือ ฮือนายท่าน ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่พวกเรานะเจ้าคะ!”
เถาอี๋เหนียงร้องไห้คร่ำครวญพลางมองเย่เจียอวี้ยามนี้เขาเองก็กำลังโมโหจัด เขาถกแขนเสื้อขึ้นพลางยื่นมือไปหมายจะคว้าตัวนางซู“นังสตรีเสียสติคนนี้ถูกขับไล่ออกจากบ้านแล้วก็ยังไม่ยอมปล่อยแม่ลูกเถาอวิ๋นไป ข้าจะตีเจ้าให้ตายเสีย!”
เห็นท่าทางเช่นนี้เขาคิดจะลงมือตีคนจริงๆอย่างนั้นหรือ? ช่างกล้าหาญยิ่งนัก เย่ชิงชิงร้อนใจน่าเสียดายที่ขาซ้ายบาดเจ็บจนต้องอยู่นิ่งๆ บนเก้าอี้และเคลื่อนไหวไม่สะดวก
แต่เย่จื้อเฟิงจะปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจได้อย่างไรเขาก้าวไปข้างหน้า และผลักเย่เจียอวี้ออกไปพลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“เจ้าคิดจะทำอะไร?”
ยามนี้เขานึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ไปวุ่นวายเรื่องของผู้อื่นในยามนั้นช่วยเหลือผู้ใดไม่ช่วย ดันไปช่วยคนสกุลเย่!เช่นนี้ถูกคนน่ารังเกียจพวกนี้เกาะติดจนได้
นังสตรีเสียสติ?นางซูมองพวกเขาตาค้าง ถอยหลังไปก้าวหนึ่งหัวเราะเย้ยหยัน “นี่มัน...เจตนาดีกลับนำมาซึ่งภัยพิบัติชัดๆ”
เย่จื้อเฟิงพาเย่ฝูหรงกลับมาเดิมทีก็ด้วยความหวังดี ไม่ได้หวังว่าพวกเขาจะรู้สึกขอบคุณ แต่ตอนนี้กลับดียิ่งนักนางตอบแทนความช่วยเหลือของผู้อื่นด้วยความอาฆาตมาดร้ายแถมยังมาทำให้ชื่อเสียงของคนอื่นเสื่อมเสียอีก!
เย่ฝูหรงยังคงอยู่ในสภาพยับเยินดังเดิมผมเผ้ายุ่งเหยิงถูกไฟลวก ใบหน้ามีรอยแดงเล็กน้อย และดวงตาที่แดงก่ำจากการร้องไห้ดูแล้วน่าสงสารราวกับถูกรังแกจนน่าเวทนา ดูเหมือนว่าเพื่อมา‘สะสางบัญชี’ กับพวกเขาคนสกุลเย่จึงไม่ยอมจัดแจงความเรียบร้อยของนาง ปล่อยให้นางเป็นเช่นนี้เพื่อที่จะได้มาโวยวายเมื่อพวกเขาบุกมาถึงบ้าน
“ไอ้ลูกเนรคุณ รีบไสหัวออกไป!” เย่เจียอวี้ตะคอกสีหน้าบึ้งตึง
เย่จื้อเฟิงไม่ยอมถอยสีหน้าเคร่งขรึมกล่าวว่า “ที่นี่คือบ้านของข้าพวกเจ้าต่างหากที่ควรไสหัวออกไป!” เย่เจียอวี้ไม่เคยดีกับเขาเลยแล้วยังมีหน้ามาเรียกเขาว่าไอ้ลูกเนรคุณอีกหรือ?
ย่าเฒ่าใช้ไม้เท้าทุบพื้นพลางถอนหายใจยาว“เด็กๆ ถูกนังหญิงใจร้ายคนนี้ยุยงจนนิสัยเสียไปหมดแล้ว!”
“บุตรชายของข้าหวังดีช่วยดับไฟให้แก่นาง” นางซูชี้ไปที่เย่ฝูหรงพลางเอ่ยเสียงดังว่า“พวกเราอุตส่าห์พานางนั่งรถม้ากลับมาตอนนี้พวกเจ้าอยากจะพูดอะไรกันแน่? พวกเราถือคบไฟไปเผาผมของนางหรืออย่างไรกัน!”
แต่ละคำพูดแต่ละวลีล้วนเอ่ยออกมาเป็นเสียงลอดไรฟัน
นางซูกล่าวต่อไปว่า“พวกเจ้าเรียกข้าว่าหญิงใจร้าย แต่คนทำดีทำชั่วฟ้าดินย่อมรับรู้ได้ไม่รู้ว่าสุดท้ายผู้ใดกันแน่ที่จะต้องประสบเคราะห์กรรม”
“ถุย!” เถาอี๋เหนียงถ่มน้ำลายอย่างหยาบคาย “พวกเจ้าจะมีความหวังดีเช่นนี้ได้อย่างไร? ช่างเป็นเรื่องตลกสิ้นดี!ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าชิงชิงของเจ้าไม่ได้งดงามเท่าฝูหรงนางหวังจะอาศัยจังหวะนี้ทำลายฝูหรงของข้า วันนี้ขาพิการแล้วใช่หรือไม่? นี่แหละคือผลกรรม!”
‘ใครสวยกว่า’ เรื่องนี้อีกแล้วหรือ? เย่ชิงชิงชินชากับมุกเดิมๆ นี้แล้วนางรู้สึกว่าตนเองก็สวยพอตัวแล้วจึงรู้สึกพอใจกับชีวิตธรรมดาๆไม่ต้องการความงามระดับเลิศล้ำเถาอี๋เหนียงยังคิดว่าเย่ฝูหรงงดงามล่มเมืองอย่างนั้นหรือ?
อย่าหลงตัวเองให้มากนัก
ย่าเฒ่าดึงเย่ฝูหรงเข้ามาชี้ไปที่รอยแดงบนแก้มของนางพลางหัวเราะเย็นชาถามว่า “ดูให้ดีนี่คืออะไร?เจ้าปล่อยให้หยางหลิ่วลงมือกับเด็กสาวตัวเล็กๆ เช่นนี้นี่แหละคือหลักฐานชัดเจน!”
“เย่ชิงชิงก็ตีข้าเหมือนกัน!” เย่ฝูหรงจ้องมองนางด้วยสายตาไม่เป็นมิตรแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการลากนางลงน้ำไปด้วย
เถาอี๋เหนียงโอบแขนเย่เจียอวี้พลางร้องไห้น้ำตานอง“นายท่าน ท่านได้ยินแล้วใช่หรือไม่มีมารดาเช่นไรย่อมมีบุตรสาวเช่นนั้น พวกนางช่างน่าชังยิ่งนัก!” พูดออกมาได้ไม่สนใจเลยว่าขาที่พันผ้าของเย่ชิงชิงจะยืนขึ้นตีคนได้จริงหรือไม่
เมื่อเห็นว่าคนสกุลเย่มีเจตนาแอบแฝงหยางหลิ่วพลันขึงตาจ้องมองพวกเขา นางมีเรี่ยวแรงมากทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องความห้าวหาญ เมื่อเถาอี๋เหนียงเห็นนางจึงลดเสียงลงทันทีไม่กล้าพูดอะไรมากมายนัก
แต่ย่าเฒ่ากลับไม่กลัวแม้แต่น้อยนางก้าวไปข้างหน้าพลางกล่าวว่า “อย่างไร? คิดจะขู่ใครกัน? กล้าจริงก็ลองลงมือดูสิดูสิว่ากล้าทำอะไรข้าผู้ชราผู้นี้!”
เอาล่ะเริ่มแสร้งทำเป็นแก่แล้วอาละวาดอีกแล้วสุดท้ายแล้วจุดประสงค์ของพวกเขาไม่ใช่แค่ต้องการให้ขอโทษอะไรหรอกไม่พ้นอยากได้เงินชดเชยเพื่อให้เรื่องจบลงเท่านั้น
เย่ชิงชิงขมวดคิ้วกวาดสายตามองคนสกุลเย่โดยละเอียด เห็นได้ชัดว่าย่าเฒ่าลืมคำเตือนของพวกเขาไปแล้วเพราะเหตุการณ์ว่าวเมื่อก่อนหน้านี้ทำให้ได้เงินชดเชยไปแล้ววันนี้จึงติดใจอยากจะมาไถเงินอีกครั้ง
ช่างแก่แล้วยังนำพาผู้อื่นให้สร้างความวุ่นวายตำหนิไม่ได้ ตีก็ไม่ได้ ไม่ทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ
สำหรับคนประเภทที่จำแต่รสชาติความหวานไม่จำบทเรียนเช่นนี้ควรจะให้บทเรียนที่ลึกซึ้งเสียบ้าง...เย่ชิงชิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ค่อยๆดึงหยางหลิ่วเข้ามาพลางกระซิบว่า “เจ้าไปบอกท่านพี่ว่าขอให้ปกป้องท่านแม่ให้ดีอย่าเพิ่งลงมือตีใครก่อนเด็ดขาด จากนั้นเจ้าออกไปเชิญท่านผู้ใหญ่บ้านมา”
หยางหลิ่วเหลือบมองนางแล้วพยักหน้าเคลื่อนตัวไปกระซิบกับเย่จื้อเฟิงสองสามคำ จากนั้นก็แอบออกไปจากบ้านหลังน้อย
ยามนี้ลักษณะของเรื่องคล้ายกับครั้งที่แล้วการเชิญผู้ใหญ่บ้านมาก็ไม่ค่อยได้ผลเย่ชิงชิงไม่ได้หวังจะรบกวนผู้ใหญ่บ้านให้มาเป็นปากเสียงให้นางนางมีแผนอื่นอยู่อีก
ครั้งนี้จะต้องทำให้คนสกุลเย่เสียใจ!ควรจะจำให้ขึ้นใจได้แล้วว่าแม่ลูกอย่างพวกนางไม่ใช่ลูกพลับนิ่มๆที่ใครคิดจะบีบก็บีบได้
ยามค่ำคืนหยางหลิ่วไม่จำเป็นต้องจุดโคมไฟ วิ่งเร็วปรื๋อตรงไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้าน
หลังจากไปกลับอย่างรีบร้อนเมื่อนางพาผู้ใหญ่บ้านกลับมาถึงบ้านหลังน้อย ภายในก็เละเทะไปหมดไหเนื้อที่จัดวางเรียบร้อยทั้งหมดถูกทุบจนแตกกระจาย
ดูจากสภาพเช่นนี้ส่วนใหญ่คงจะเป็นฝีมือไม้เท้าของย่าเฒ่า เย่ชิงชิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เม้มปากแน่นเย่จื้อเฟิงที่อยู่อีกด้านหนึ่งกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโปนคาดว่าคงกำลังอดกลั้นไม่ให้ลงมือตีคนอยู่
โชคดีที่นางซูมีหยางหลิ่วคุ้มกันจึงไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆเพียงแต่สีหน้าบ่งบอกว่าโมโหไม่น้อย
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน?” อวี๋ต้ากุ้ยยืนอยู่ท่ามกลางลานที่เต็มไปด้วยเนื้อหมักทั่วพื้นพลางขมวดคิ้ว