ในวันที่เธอมองไม่เห็น

    มือของคุณ

            หยดน้ำจากชายคาค่อยๆ ตกลงสู่พื้นหินทีละหยด แปะ แปะ แปะ ฝนเมื่อคืนผ่านไปแล้วเหลือไว้เพียงกลิ่นดินชื้นที่อบอวลอยู่ทั่วหมู่บ้านโคโมเระอาโออิยืนอยู่หน้าต่างห้องนอนแม้ดวงตาจะไม่อาจบอกได้ว่าเช้าวันนี้ท้องฟ้าเป็นสีอะไรแต่เธอกลับรู้ว่าวันนี้ไม่เหมือนเมื่อวานอากาศเย็นลงนิดหนึ่ง ลมเบาลง กลิ่นดินเข้มขึ้นและเสียงน้ำที่หยดจากชายคาดังชัดกว่าปกติ

            เธอสูดลมหายใจลึก กลิ่นเปลือกไม้เปียกฝนกลิ่นดิน กลิ่นหญ้าทุกอย่างหลอมรวมกันเป็นกลิ่นที่บอกว่า...ฤดูหนาวกำลังค่อย ๆขยับเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ หญิงสาวยกมือลูบกรอบหน้าต่างเบา ๆ ปลายนิ้วสัมผัสรอยขรุขระเล็กๆ ที่เกิดจากกาลเวลา เมื่อก่อน...เธอไม่เคยรู้เลยว่ากรอบหน้าต่างมีรอยแบบนี้เพราะเธอเพียงแค่มองผ่านมันออกไปแต่ตอนนี้เธอรู้จักมันจากปลายนิ้ว

    ---

    หลังอาหารเช้า มิซากิกำลังเก็บถ้วยชามเข้าตู้ เคนจิออกไปดูสวนแอปเปิลตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างบ้านทั้งหลังจึงเงียบเป็นพิเศษ อาโออินั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ มือทั้งสองประคองถ้วยชาอุ่นเธอไม่ได้ดื่มเพียงปล่อยให้ไอร้อนแตะปลายนิ้ว

    “วันนี้คุณคุโรคาวะจะมาหรือเปล่านะ” เธอพึมพำกับตัวเองเกือบจะทันที

    เธอก็หัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อวานเธอรู้ว่าเขามาจากกลิ่นกาแฟแต่วันนี้ยังไม่มีกลิ่นนั้นแปลว่าเขายังไม่มาหญิงสาววางถ้วยลงช้า ๆ ก่อนหันไปมองทางประตูตามความเคยชินแล้วรอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ จางลง ความเงียบแผ่คลุมอยู่พักหนึ่ง เธอก้มมองมือของตัวเองปลายนิ้วค่อย ๆไล้ไปตามรอยถลอกเล็ก ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่จากการฝึกเดินเมื่อหลายวันก่อน

    “เมื่อไร” เธอพึมพำ “เราจะไปไหนคนเดียวได้สักทีนะ”

    ประโยคนั้นเบาเสียจนเหมือนพูดกับลมหายใจของตัวเองไม่ใช่เพราะเธอรำคาญมาซาอากิตรงกันข้ามทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาหัวใจของเธอจะอุ่นขึ้นเสมอ แต่ยิ่งเป็นแบบนั้นเธอกลับยิ่งกลัวกลัวว่าวันหนึ่งคนที่ต้องคอยเดินช้าลงเพื่อเธอจะเหนื่อยเธอไม่อยากให้มาซาอากิต้องเสียเวลา ไม่อยากให้ทุกเช้าของเขาเริ่มต้นด้วยการมารับเธอไม่อยากให้ทุกเย็นต้องคอยเดินส่งเธอกลับบ้าน เธอรักเขาและเพราะรักเธอจึงอยากให้เขาใช้ชีวิตของตัวเองได้เต็มที่ไม่ใช่ผูกเอาไว้กับคนที่มองไม่เห็นอย่างเธอ

    หญิงสาวสูดลมหายใจลึกก่อนกำมือเบา ๆ “ไม่ได้”

    เธอส่ายหน้าให้ความคิดของตัวเอง “ต้องฝึก ถ้าไม่เริ่มวันนี้แล้วจะเริ่มเมื่อไร”

    ---

    เสียงประตูบ้านเลื่อนเปิดดังครืด...มิซากิเดินเข้ามาพร้อมตะกร้าผ้า

    “อาโออิ”

    “ค่ะ”

    “แม่จะเอาผ้าไปตากหลังบ้านเดี๋ยวกลับมานะ”

    “ค่ะ”

    เสียงฝีเท้าของแม่ค่อย ๆห่างออกไปประตูเลื่อนปิดอีกครั้งบ้านทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบ

    อาโออินั่งนิ่งเธอฟัง ไม่มีเสียงเคลื่อนไหวจากชั้นบน ไม่มีเสียงจากห้องเก็บของไม่มีเสียงรถของพ่อ ไม่มีเสียงประตูรั้ว ไม่มี...กลิ่นกาแฟ หญิงสาวค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินไปที่ชั้นวางรองเท้าปลายนิ้วแตะรองเท้าผ้าใบคู่เดิมหยิบขึ้นมานั่งลงสวมอย่างช้า ๆ จากนั้นเอื้อมมือไปหยิบผ้าพันคอคลำหาปลายผืนพันรอบคอเหมือนที่ทำทุกวันทุกการเคลื่อนไหวช้ากว่าเดิมแต่มั่นคงกว่าเดิม เธอหยิบกุญแจบ้านขึ้นมากำไว้ในฝ่ามือเสียงโลหะกระทบกันเบาๆ กริ๊ง... อาโออิยืนนิ่งอยู่หน้าประตูหัวใจเต้นแรงกว่าปกติเธอรู้ดีว่าถ้าเดินออกไปตอนนี้ไม่มีมาซาอากิ ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ มีเพียงเธอกับหมู่บ้านที่คุ้นเคย

    หญิงสาวสูดลมหายใจลึกอีกครั้งก่อนเอื้อมมือไปแตะลูกบิดประตู

    “แค่สวนแอปเปิล” เธอพูดกับตัวเอง “ระยะทางแค่นั้น เราทำได้”

    ปลายนิ้วกดลงบนกลอนเสียงปลดล็อกดังขึ้นเบา ๆ แกร็ก...ประตูค่อยๆ เปิดออกลมเย็นพัดเข้ามาสัมผัสใบหน้าพร้อมกลิ่นดินหลังฝน กลิ่นต้นสนและเสียงลำธารที่ไหลอยู่ไกลๆ

    อาโออิก้าวออกจากบ้าน หนึ่งก้าว หยุด เธอหันกลับไปทางประตูแม้จะมองไม่เห็นแต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งบางอย่างระหว่าง“การมีคนเดินเคียงข้าง” กับ “การลองเดินด้วยตัวเอง” หญิงสาวเม้มริมฝีปากก่อนค่อย ๆ ปิดประตูบ้านลง

    ครืด...เสียงบานประตูเลื่อนเข้าที่ดังแผ่วเบาและเป็นครั้งแรกตั้งแต่โลกของเธอมืดลงที่อาโออิออกเดินโดยไม่มีเสียงฝีเท้าของมาซาอากิอยู่ข้างๆ

            ลมเย็นพัดผ่านใบหน้าเบาๆ อาโออิยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านครู่หนึ่ง เธอไม่ได้รีบเดินแต่ปล่อยให้ความเงียบของเช้าวันนี้ค่อยๆ โอบล้อมตัวเอง เสียงลำธารยังดังมาจากทิศเดิม เสียงระฆังลมของบ้านข้าง ๆ ดังแผ่วๆ ไกลออกไป มีเสียงเครื่องยนต์รถไถของลุงฮาราดะเริ่มทำงาน ทุกอย่างยังอยู่ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม

    หญิงสาวสูดลมหายใจลึกก่อนก้าวออกไป หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าวปลายรองเท้าสัมผัสพื้นคอนกรีตที่ยังชื้นจากฝนเมื่อคืนเธอค่อย ๆเดินตามเส้นทางที่จำได้นับจำนวนก้าวในใจสิบสองก้าวจะถึงเสาไฟต้นแรก ก้าวที่สิบเอ็ดก้าวที่สิบสอง ปลายนิ้วแตะไม้เย็น ๆ ของเสาไฟพอดี

    “พอดีเลย” อาโออิยิ้มออกมารอยยิ้มเล็ก ๆนั้นทำให้หัวใจของเธอเบาขึ้น เธอเดินต่อลมพัดกลิ่นขนมปังจากร้านเบเกอรี่เข้ามาอีกไม่นานจะถึงทางแยกจากนั้นเลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงไปเรื่อยๆ เธอจำได้ทั้งหมดระหว่างทางมีเสียงรองเท้าคู่หนึ่งเดินสวนมา

    “อรุณสวัสดิ์ครับ” ชายวัยกลางคนทัก

    อาโออิยิ้มทันที “อรุณสวัสดิ์ค่ะ”

    อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดด้วยน้ำเสียงคุ้นเคย

    “วันนี้เดินคนเดียวหรือ”

    “ค่ะ” เธอตอบด้วยรอยยิ้ม “ลองดู”

    ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ “ดีแล้วถ้ามีอะไรเรียกได้เลยนะ”

    “ขอบคุณค่ะ”

    เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออกไป ไม่มีคำถาม ไม่มีความสงสาร มีเพียงประโยคธรรมดาที่ทำให้อาโออิยิ้มอยู่คนเดียว

    อีกไม่กี่นาทีต่อมาเสียงลำธารเริ่มดังขึ้น เธอรู้ว่ากำลังเข้าใกล้สะพานไม้เมื่อก่อนเธอจะเห็นมันก่อนเสมอแต่ตอนนี้เธอรู้จักมันจากเสียงน้ำที่สะท้อนใต้แผ่นไม้หญิงสาวชะลอฝีเท้าปลายรองเท้าลองแตะพื้นไม้เบา ๆ เธอก้าวขึ้นไปอย่างระมัดระวังเสียงไม้ดังเอี๊ยดนุ่มๆ เหมือนเดิม

    เธอยิ้ม “ไม่ยาก...”

    ประโยคนั้นยังพูดไม่ทันจบปลายรองเท้าก็เหยียบลงบนคราบโคลนบางๆ ที่ถูกน้ำฝนพัดมาค้างอยู่ ลื่น.......

    ร่างของเธอเสียสมดุลทันที “อ๊ะ!”

    มือคว้าอากาศโดยสัญชาตญาณ ฝ่าเท้าพยายามหาจุดยืนใหม่แต่ไม่ทันร่างทั้งร่างล้มลงกับพื้นไม้ฝ่ามือกระแทก ก่อน ตามด้วยเข่า ปึก!!! ความเจ็บแล่นขึ้นมาจนเธอต้องกัดริมฝีปาก ลมหายใจขาดห้วงไปชั่วครู่อาโออินั่งนิ่ง ไม่ได้ร้องเพียงหลับตาแน่น

    “ไม่เป็นไร” เธอพึมพำกับตัวเอง “แค่นี้เอง”

    หญิงสาวค่อย ๆยันตัวขึ้นปลายนิ้วคลำหาไม้ราวสะพานแต่เข่าข้างซ้ายสั่นเล็กน้อย เธอสูดลมหายใจพยายามลุกอีกครั้งคราวนี้ยืนได้แต่ฝ่ามือแสบจนรู้สึกถึงความชื้นอุ่นๆ เลือดคงซึมออกมาเล็กน้อย

    อาโออิถอนหายใจ “แผลนิดเดียว”

    เธอฝืนหัวเราะ “เดี๋ยวก็หาย”

    ขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากปลายทาง เร็ว หนักผิดจากจังหวะปกติที่เธอคุ้นเคย ตึก! ตึก!ตึก! หัวใจของอาโออิเต้นแรงขึ้นยังไม่ทันเอ่ยชื่อเสียงของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้น

    “อาโออิ!” น้ำเสียงนั้นไม่ใช่เสียงเรียบสงบเหมือนทุกวันแต่เต็มไปด้วยความตกใจ

    มาซาอากิวิ่งมาถึงตัวเธอในไม่กี่วินาทีเขาไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงจับไหล่ทั้งสองข้างของเธอไว้มองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

    “เจ็บตรงไหน” คำถามแรกหลุดออกมาทันที

    อาโออิพยายามยิ้ม “ไม่เป็นไรค่ะ”

    “เจ็บตรงไหน” คราวนี้น้ำเสียงหนักกว่าเดิม

    เธอชะงัก “ตรงเข่านิดหน่อย”

    มาซาอากิคุกเข่าลงทันที เขาเห็นรอยถลอกที่หัวเข่าเห็นฝ่ามือที่มีเลือดซึมเขาแตะข้อเท้าเบา ๆ

    “ขยับได้ไหม”

    อาโออิลองขยับ “ได้”

    เขาถอนหายใจออกยาวราวกับเพิ่งยอมให้หัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะอีกครั้งความเงียบปกคลุมอยู่หลายวินาที ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมองเธอแล้วถามเบา ๆ แต่หนักแน่นกว่าที่เคย

    “ทำไมไม่รอผม”

    อาโออิเม้มริมฝีปาก สายลมเย็นพัดผ่านสะพานไม้ เสียงลำธารยังไหลเหมือนเดิมแต่ครั้งนี้ไม่มีใครพูดอะไรต่อทั้งสองคนต่างรู้ดีว่าคำถามนั้นไม่ได้เกิดจากความโกรธแต่มาจากความกลัวความกลัวที่จะเสียคนสำคัญไปแม้เพียงแผลถลอกเล็กๆ ก็ตาม

    มาซาอากิยังคงคุกเข่าอยู่ตรงหน้าอาโออิ

    มือข้างหนึ่งประคองข้อเท้าเธอไว้อย่างระมัดระวังอีกข้างแตะรอยถลอกที่หัวเข่าเพียงแผ่วเบา ราวกับกลัวจะทำให้เธอเจ็บกว่าเดิมเขาแน่ใจแล้วว่ากระดูกไม่เป็นอะไรข้อเท้าไม่พลิก แผลไม่ได้ลึกแต่ความรู้สึกในอกกลับยังไม่ยอมสงบ

    อาโออิก้มหน้า เธอรู้ว่าเขากำลังเป็นห่วงและรู้ด้วยว่าความเงียบของเขาในตอนนี้น่ากลัวกว่าการถูกดุเสียอีก

    “ขอโทษ” เธอพูดเบา ๆ

    มาซาอากิไม่ได้ตอบทันที เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดออกมาจากกระเป๋าเสื้อชุบน้ำจากขวดที่พกติดตัว แล้วค่อย ๆ เช็ดคราบเลือดบนฝ่ามือของเธอ อาโออิสะดุ้งเล็กน้อย

    “แสบหรือ”

    “นิดหน่อยค่ะ”

    เขาพยักหน้าก่อนเช็ดต่ออย่างเบามือทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความระมัดระวังแต่ใบหน้าของเขากลับนิ่งกว่าปกติ

    อาโออิเม้มริมฝีปาก “ฉัน...ฉันแค่อยากลองเดินเอง”

    มาซาอากิหยุดมือ

    สายลมพัดผ่านสะพานไม้เสียงลำธารไหลอยู่ด้านล่างอย่างต่อเนื่อง

    “ทำไม” เขาถามสั้น ๆ

    หญิงสาวสูดลมหายใจลึก “เพราะคุณช่วยฉันทุกวันมารับทุกเช้า เดินส่งทุกเย็น ถ้าวันหนึ่งฉันต้องไปไหนเอง ฉันจะทำยังไง”

    เธอหัวเราะเบา ๆ แต่รอยยิ้มนั้นเจือความรู้สึกผิด “ฉันไม่อยากให้คุณต้องคอยเป็นห่วงตลอด”

    มาซาอากินิ่งฟัง ไม่ขัด ไม่รีบตอบ จนเธอพูดประโยคสุดท้าย

    “ฉันไม่อยากเป็นภาระ”

    คำพูดนั้นทำให้เขาหลับตาลงครู่หนึ่งราวกับได้ยินคำที่ไม่อยากได้ยินที่สุดเมื่อเปิดตาอีกครั้ง เขามองตรงมาที่เธอ

    “อาโออิ” น้ำเสียงของเขาสงบลงแล้ว

    “ผมเคยบอกหรือว่าคุณเป็นภาระ”

    หญิงสาวรีบส่ายหน้า “เปล่า”

    “แล้วผมเคยทำให้คุณรู้สึกแบบนั้นไหม”

    เธอนิ่งก่อนส่ายหน้าอีกครั้ง “ไม่เคย”

    มาซาอากิผ่อนลมหายใจ “งั้นอย่ารีบตัดสินแทนผม”

    อาโออิชะงัก

    เขาก้มมองฝ่ามือที่มีรอยถลอกของเธอก่อนพูดช้า ๆ

    “ผมไม่เคยคิดเลยว่าการเดินข้างคุณคือการช่วย”

    เขาเงยหน้าขึ้นแววตานิ่งและจริงใจ “ผมก็แค่อยากเดินกลับบ้านพร้อมคุณ”

    ประโยคนั้นเรียบง่าย ไม่มีคำหวานแต่ทำให้อาโออิรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบเบาๆ เธอก้มหน้าลงน้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนหลังมือของตัวเอง

    “ขอโทษ” เธอพูดอีกครั้ง “ฉันคิดเองคนเดียว”

    มาซาอากิส่ายหน้า “ไม่”

    เขาเก็บผ้าเช็ดหน้าเข้ากระเป๋าก่อนลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือมาทางเธอ

    “ครั้งหน้าจะลองเดินเองก็ได้”

    อาโออิเงยหน้าตามเสียง

    เขาพูดต่อ “แต่บอกผมก่อน”

    หญิงสาวเงียบ

    “ผมจะไม่เดินแทนคุณผมจะเดินตาม ถ้าคุณไม่ต้องการผมก็จะไม่จับมือแต่ถ้าคุณหันมาเมื่อไร”

    เขายิ้มบาง ๆ “ผมจะอยู่ตรงนั้น”

    อาโออิมองไม่เห็นรอยยิ้มของเขาแต่เธอรับรู้ได้จากน้ำเสียงอบอุ่นเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

    หญิงสาวค่อย ๆ ยกมือขึ้นครั้งนี้ไม่มีความลังเลปลายนิ้วแตะหลังมือของเขาก่อนแล้วเลื่อนมาจนฝ่ามือทั้งสองแนบกันเธอไม่ได้จับแน่นเพียงวางมือไว้เฉยๆ เหมือนกำลังจดจำความอบอุ่นนั้น มาซาอากิไม่ได้ออกแรงจับกลับปล่อยให้เธอเป็นคนเลือกเอง

    อาโออิยิ้มทั้งน้ำตา “วันนี้...”เธอหัวเราะเบา ๆ “ขอจับมือก่อน”

    มาซาอากิพยักหน้า “ได้”

    เขารอจนเธอลุกขึ้นยืนได้มั่นคงจึงพูดประโยคที่คุ้นเคย

    “อีกก้าว”

    อาโออิหัวเราะ “รู้ไหมฉันชอบคำนี้มากขึ้นทุกวัน”

    ทั้งสองเริ่มเดินออกจากสะพานช้า ๆ มือยังจับกันอยู่ไม่ใช่เพราะเธอเดินไม่ได้แต่เพราะวันนี้เธอเป็นคนเลือกที่จะจับมันเอง

    ---

            ก้าวแรกหลังพ้นสะพานอาโออิยังคงจับมือมาซาอากิอยู่เธอไม่ได้จับแน่นเพียงวางปลายนิ้วไว้หลวมๆ ราวกับกำลังเรียนรู้ความหมายของการสัมผัสอีกครั้ง ทั้งสองเดินช้าลงกว่าเดิมไม่ใช่เพราะแผลที่หัวเข่าแต่เพราะไม่มีใครอยากให้บทสนทนาเมื่อครู่จบลงเร็วเกินไปสายลมพัดผ่านยอดสน กลิ่นดินหลังฝนยังคงชัดเจน

    อาโออิสูดลมหายใจเข้าก่อนหัวเราะเบา ๆ

    “คุณคุโรคาวะ”

    “ครับ”

    “มือคุณอุ่น”

    มาซาอากิเหลือบมองมือของทั้งคู่

    “คงเพราะผมใส่ถุงมือเมื่อกี้”

    “ไม่ใช่”

    เธอส่ายหน้า “อุ่นตั้งแต่ข้างใน”

    เขาหลุดหัวเราะ “ฟังดูเหมือนชาเขียว”

    อาโออิหัวเราะตามบรรยากาศที่ตึงเครียดเมื่อครู่ค่อย ๆคลายลง

    ---

    เมื่อเดินมาถึงทางแยกมาซาอากิหยุดฝีเท้า

    “พักก่อน”

    เขาชี้ไปที่ม้านั่งไม้ใต้ต้นเมเปิลแม้อาโออิจะมองไม่เห็นแต่เธอรับรู้ได้จากแรงดึงเบาๆ ของมือที่จับกันอยู่ ทั้งคู่นั่งลง เสียงหยดน้ำจากกิ่งไม้ตกลงบนพื้นหญ้าเป็นระยะอาโออิค่อย ๆ ปล่อยมือแล้ววางฝ่ามือของตัวเองลงบนม้านั่งพื้นไม้เย็นกว่าที่คิดมีรอยแตกเล็กๆ หลายจุด เธอลูบช้า ๆ จากปลายด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง

    “คุณกำลังทำอะไร” มาซาอากิถาม

    “จำ”

    “จำ?”

    “อือ” เธอยิ้ม “แต่ละอย่างมีผิวไม่เหมือนกันโต๊ะที่บ้าน ราวสะพาน แก้วโกโก้ ม้านั่งตัวนี้”

    ปลายนิ้วยังคงเคลื่อนไปตามลายไม้ “เวลาฉันกลับมาอีก ฉันจะรู้ว่าเป็นที่เดิม”

    มาซาอากิมองม้านั่งตัวนั้น เขาเคยนั่งตรงนี้หลายครั้งแต่ไม่เคยสังเกตเลยว่าผิวไม้แต่ละส่วนแตกต่างกันอย่างไร

    “ผมคงต้องขอลองดูบ้างละ”

    เขาค่อย ๆ วางมือลงข้าง ๆ มือของอาโออิ หลับตาลงแล้วลองสัมผัสมันบ้างลายไม้เส้นหนึ่งนูนขึ้นเล็กน้อยมีรอยบากเหมือนใครเคยใช้ของมีคมขีดไว้ ปลายม้านั่งด้านขวาสึกมนกว่าด้านซ้ายเพราะคนในหมู่บ้านชอบนั่งตรงนั้นเขาเพิ่งรู้ว่าของธรรมดาก็มีเรื่องราวซ่อนอยู่

    “เป็นยังไง” อาโออิถาม

    มาซาอากิลืมตาก่อนยิ้มบาง ๆ “ผมเพิ่งรู้จักม้านั่งตัวนี้”

    หญิงสาวหัวเราะ “เห็นไหมไม่ต้องใช้ตาก็รู้จักได้”

    เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ดังเข้ามาใกล้ “พี่อาโออิ!”

    ยูโตะนั่นเองเด็กชายวิ่งมาจนเกือบถึงตัวก่อนชะลอฝีเท้าลงเอง

    “พี่เจ็บหรือ”

    อาโออิยิ้ม “เข่าถลอกนิดหน่อย”

    ยูโตะทำเสียงเป็นห่วง “ผมว่าแล้วหลังฝนสะพานมันลื่น”

    มาซาอากิหันไปมอง “นายรู้?”

    “ครับ” ยูโตะเกาหัว “เพราะเมื่อเช้าผมก็ลื่น”

    เขาชูฝ่ามือขึ้นมามีรอยถลอกเล็ก ๆ เหมือนกัน

    อาโออิหัวเราะ “แปลว่าพี่ไม่ได้แพ้เด็กประถมคนเดียว”

    เด็กชายหัวเราะเสียงดัง “เราเสมอกัน”

    ทั้งสามคนหัวเราะพร้อมกัน ความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อครู่ค่อยๆ ถูกเสียงหัวเราะพัดหายไป

    ก่อนจะวิ่งกลับยูโตะหยุดแล้วหันมาทางอาโออิ

    “พี่”

    “หือ”

    “คราวหน้าถ้าจะเดินคนเดียว”

    เด็กชายคิดอยู่ครู่หนึ่ง “บอกผมก็ได้ผมไม่ได้จะพาพี่เดินนะแต่ผมจะเดินไปทางเดียวกัน”

    เด็กชายพูดจบก็ยิ้มกว้างก่อนโค้งตัวแล้ววิ่งจากไป มาซาอากิมองตามหลังยิ้มโดยไม่รู้ตัว

    “สงสัย” เขาพูดเบา ๆ “คนทั้งหมู่บ้านจะคิดเหมือนกันหมด”

    อาโออิเอียงศีรษะ “ว่าอะไร”

    “ไม่มีใครคิดจะเดินแทนคุณ” เขาหันมามองเธอ“ทุกคนแค่อยากเดินไปด้วยกัน”

    หญิงสาวนิ่งไปคำพูดนั้นเหมือนค่อย ๆ ซึมลงในหัวใจ เธอเคยคิดมาตลอดว่าคนอื่นกำลังแบกรับเธอไว้แต่วันนี้

    เธอเพิ่งเข้าใจว่าบางคนไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังแบกอะไรเลยพวกเขาเพียงแค่ดีใจที่ได้เดินร่วมทางกัน

    อาโออิค่อย ๆ ยื่นมือออกไปอีกครั้งคราวนี้ไม่ได้จับมือมาซาอากิแต่แตะที่แขนเสื้อของเขาเบาๆ

    “ไปกันไหม” เธอเป็นฝ่ายชวนก่อน

    มาซาอากิยิ้ม ลุกขึ้นยืนแล้วรอจนเธอลุกตาม ครั้งนี้ไม่มีคำว่า“อีกก้าว” เพราะเขารู้แล้วว่าเธอไม่ต้องการมันทุกครั้ง

    อาโออิก้าวลงจากม้านั่งยืนได้มั่นคงก่อนหันมายิ้ม

    “แบบนี้ค่อยเหมือนเดินด้วยกันหน่อย”

    ทั้งสองออกเดินอีกครั้ง ไหล่ของทั้งคู่ห่างกันเพียงช่วงแขนไม่มีการประคอง ไม่มีการดึงนำ มีเพียงจังหวะฝีเท้าที่ค่อย ๆเดินไปในทิศทางเดียวกันช้า ๆ พร้อมกัน

    ---

            ระหว่างทางกลับบ้านไม่มีใครพูดอะไรมากเสียงรองเท้ากระทบพื้นถนนที่ยังชื้นจากฝนเมื่อคืนดังสลับกับเสียงลำธารที่ไหลเอื่อยอาโออิเดินด้วยจังหวะของตัวเองบางช่วงเธอเอื้อมมือไปแตะแขนเสื้อของมาซาอากิเบา ๆ เมื่อพื้นเริ่มขรุขระพอทางเรียบขึ้นเธอก็ปล่อยมือเอง มาซาอากิสังเกตเห็นทุกอย่างแต่ไม่ได้พูดเขาเพียงเดินในจังหวะเดียวกับเธอเมื่อมาถึงหน้าบ้านทาคาฮาชิ มิซากิกำลังเก็บผ้าที่ตากไว้พอได้ยินเสียงประตูรั้ว

    เธอหันมา “กลับมาแล้วเหรอ...”

    คำพูดหยุดลงทันทีเมื่อเห็นรอยถลอกที่หัวเข่าของลูกสาว

    “อาโออิ!”

    หญิงสาวรีบยิ้ม “ไม่เป็นไรค่ะแม่ลื่นนิดเดียว”

    มิซากิเดินเข้ามาอย่างรวดเร็วแต่ยังไม่ทันถึงตัว

    มาซาอากิก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ผมล้างแผลเบื้องต้นแล้วครับแต่ควรทำความสะอาดอีกครั้ง”

    มิซากิพยักหน้าโล่งใจขึ้นเล็กน้อย “เข้าบ้านก่อน”

    ---

    กลิ่นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ ลอยอยู่ในห้องนั่งเล่น กล่องปฐมพยาบาลสีขาวถูกวางไว้บนโต๊ะเตี้ยอาโออินั่งลงดึงชายกางเกงขึ้นเหนือหัวเข่า แผลไม่ได้ใหญ่เพียงมีรอยถลอกและเลือดซึมบางๆ มิซากิกำลังจะหยิบสำลีแต่อาโออิกลับยกมือขึ้น

    “แม่”

    “จ๊ะ”

    “หนูทำเองได้”

    มิซากิชะงัก เธอมองหน้าลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มบาง ๆแล้วส่งสำลีให้

    “ได้”

    “แม่อยู่นี่”

    อาโออิรับสำลีมาค่อย ๆ ชุบยาฆ่าเชื้อแตะลงบนแผล เธอสะดุ้งเล็กน้อยแต่ยังคงทำต่อมาซาอากินั่งเงียบ ๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ได้ขยับเข้าไปช่วยเขาเพียงมองเหมือนกำลังเคารพการตัดสินใจของเธอเมื่อเช็ดแผลเสร็จ อาโออิหยิบแผ่นพลาสเตอร์ขึ้นมาลอกกระดาษออกอย่างระมัดระวังแล้วติดลงบนหัวเข่า

    เธอลูบเบา ๆ ก่อนเอียงศีรษะ “เรียบร้อยหรือยัง”

    ไม่มีใครตอบทันทีมาซาอากิหลุดหัวเราะเบา ๆ

    อาโออิทำหน้างง “ทำไมคะ”

    “เอียง”

    หญิงสาวหัวเราะเขิน ๆ “จริงเหรอ”

    “ครับ”

    “เยอะไหม”

    “นิดเดียว”

    เธอยื่นหัวเข่าออกไปทางเสียงของเขา “ช่วยหน่อย”

    มาซาอากิลังเลเพียงเสี้ยววินาทีก่อนขยับเข้าไป ปลายนิ้วค่อยๆ ลอกพลาสเตอร์ออกอย่างเบามือแล้วติดใหม่ให้ตรงกว่าเดิมเสร็จแล้วเขาใช้นิ้วลูบขอบพลาสเตอร์เบาๆ ไม่ให้หลุด

    “เรียบร้อย”

    อาโออิยิ้ม “ขอบคุณค่ะ”

    “ครับ”

    บทสนทนาสั้น ๆ แต่ทำให้มิซากิที่ยืนอยู่ข้างหลังยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเธอไม่ได้เห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังดูแลลูกสาวแต่เห็นคนสองคนที่กำลังเรียนรู้จะใช้ชีวิตร่วมกัน

    ---

    ช่วงเย็น มาซาอากิลุกขึ้นเตรียมกลับ อาโออิเดินมาส่งถึงหน้าประตูก่อนที่เขาจะสวมรองเท้าเธอเรียกไว้

    “คุณคุโรคาวะ”

    “ครับ”

    หญิงสาวเงียบอยู่ครู่หนึ่งเหมือนกำลังเรียบเรียงคำพูด

    “คราวหน้า...” เธอยิ้มบาง ๆ “ถ้าฉันจะลองไปไหนคนเดียว”

    มาซาอากิหันมาฟัง

    “ฉันจะบอกคุณก่อน”

    ชายหนุ่มพยักหน้า “ตกลง”

    “แล้ว” เธอหัวเราะเบา ๆ “ถ้าล้มอีก”

    เขารีบตอบทันที “ก็ลุกด้วยกัน”

    อาโออินิ่งไปก่อนหัวเราะออกมาจริง ๆ

    “ตกลง”

    ทั้งสองสบตากันคนหนึ่งมองเห็นอีกคนมองไม่เห็นแต่ความเข้าใจกลับเดินทางถึงกันอย่างสมบูรณ์

    ---

            คืนนั้นหมู่บ้านโคโมเระเงียบกว่าทุกวันเสียงแมลงกลางคืนดังแผ่วอยู่หลังบ้าน มาซาอากินั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในบ้านของตัวเองโคมไฟดวงเล็กส่องแสงสีอุ่นลงบนสมุดปกหนัง เขาเปิดไปยังหน้าว่างหยิบปากกาขึ้นมาปลายปากกาค้างอยู่เหนือกระดาษอยู่นานก่อนที่เขาจะค่อยๆ เขียนตัวอักษรบรรทัดแรก

    ถึงคนที่พยายามเดินเองเสมอ

    เขาหยุดอ่านประโยคนั้นซ้ำอีกครั้งแล้วยิ้มบาง ๆ ยังมีอีกหลายอย่างที่เขาอยากบอกแต่ยังไม่ใช่คืนนี้มาซาอากิปิดสมุดอย่างแผ่วเบาเก็บมันไว้ในลิ้นชักโต๊ะราวกับกำลังเก็บความรู้สึกบางอย่างรอวันที่เหมาะสม

    นอกหน้าต่างสายลมอ่อน ๆ พัดผ่านระฆังลม กริ๊ง... เสียงนั้นลอยไปไกลผ่านสวนแอปเปิล ผ่านลำธาร ผ่านบ้านหลายหลังในหมู่บ้านจนถึงหน้าต่างห้องนอนของอาโออิหญิงสาวนอนหลับสนิทมือข้างหนึ่งวางอยู่บนผ้าห่มอีกข้างแตะเบา ๆบนพลาสเตอร์ที่หัวเข่า มุมปากของเธอยกขึ้นนิดหนึ่งเหมือนในความฝันเธอกำลังเดินอยู่บนถนนสายเดิมและครั้งนี้ไม่ว่าเธอจะปล่อยมือเมื่อไรเธอก็รู้ว่าจะมีใครบางคนเดินอยู่ไม่ไกลจากเธอเสมอ