บทที่ 1
การพบเจอที่แสนอันตราย
“คุณหนูคะคุณชัยกรและคุณกรองแก้วมาแล้วค่ะ” หญิงรับใช้เดินเข้ามาบอกผู้เป็นายที่หน้าห้องทำงาน
“....ขอบคุณมาก” เธอวางปากกาในมือเหลือบมองนาฬิกาแขวนทรงกลมด้านหน้า
ตอนนี้เป็เวลาเก้าโมงเช้านิดๆซึ่งเวลานัดจริงมันควรจะเป็สิบโมง แต่ไม่ว่าอย่างไรในฐานะเ้าบ้านเธอก็คงต้องเตรียมต้อนรับอย่างเลี่ยงไม่ได้
ประตูไม้สีขาวทองที่ดูคุ้นตาถูกเปิดออกเผยให้เห็นคนที่อยู่ภายใน บรรยากาศที่สว่างไสวจากโคมไฟระย้าคริสตัลกลับมีจุดหนึ่งที่ดูผิดแปลก
ชายมีอายุร่างกำยำที่นั่งวางท่าทรงอำนาจอยู่บนโซฟาสีครีม แม้เขาจะถูกรายล้อมไปด้วยสิ่งของที่มีสีสันแต่กลับให้ความรู้สึกมืดมนแผ่ออกมา
ดวงตาคมกริบราวใบมีดเหล่มองหญิงสาวที่เดินเข้ามา แม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมากลับรับรู้ถึงรังสีความน่าเกรงขามออกมาจากตาคู่นั้น
“ขอโทษที่ฉันรีบมานะ พอดีว่าฉันตื่นเต้นมากไปหน่อย ฮ่าๆ”
เสียงอ่อนนุ่มแทรกขึ้นทำให้เธอได้สติ กรองแก้วผู้เป็ภรรยาพูดทั้งยิ้มหวานออกมาอย่างดีอกดีใจ
“ไม่เป็ไรเลยค่ะ ขอบคุณที่มานะคะ” ไลลารีบตอบและกลับมาเยือกเย็นกับสถานการณ์ด้านหน้า
“หนูไลลามานั่งตรงนี้สิ”
ชัยกรชายผู้เป็อดีตหัวหน้าตระกูลและเป็พ่อของสามีในอนาคตของเธอเอ่ยปาก แม้น้ำเสียงและรอยยิ้มนั้นจะส่งออกมาอย่างเป็มิตรแต่ความรู้สึกของเธอมันบอกว่าคนคนนี้อันตราย
“ฉันไปดูฤกษ์การจัดงานแต่งมาแล้วนะจ๊ะ” กรองแก้วเดินเข้ามาโอบไหล่มนของเธออย่างใกล้ชิดในขณะที่พูดไปยิ้มไป
หากจะพูดว่าใครที่ดีกับเธอมากที่สุดในตระกูลราพณาสูรคงหนีไม่พ้นกรองแก้วผู้เป็ภรรยาของชัยกรและเป็แม่ของภวิศ เธอเอ็นดูไลลามาั้แ่เธอยังเด็กและยังเป็คนที่อยากจะให้เธอแต่งเข้ามาในตระกูลมากที่สุด
“วันไหนเหรอคะคุณป้า?”
“วันที่เจ็ดเดือนเจ็ดจ้ะ”
“คะ...?” ถ้าหากนี้เป็การฟังไม่ผิดเวลาในการจัดเตรียมงานก็มีเพียงแค่หนึ่งเดือนกว่าๆเท่านั้น
ไลลามองกรองแก้วตาค้าง เธอคิดว่าต่อให้เธอจะรับคำไปแล้วแต่เธอก็ยังมีโอกาสในการเตรียมความเรียบร้อยและความพร้อมของตัวเองมากกว่านี้
ในขณะที่หญิงคนหนึ่งกำลังทำหน้าตื่นตระหนกแต่หญิงอีกคนกลับมีใบหน้าที่เริงร่า
“ฮึฮึ แก้วเธอนี่ไม่เคยอ้อมค้อมเลยนะ” ชัยกรมองผู้เป็ภรรยาและหัวเราะในลำคอเบาๆ กรองแก้วรอเวลานี้มาตลอดเมื่อไลลาตอบตกลงปุ๊บก็รีบหาฤกษ์ปั๊บแถมยังกำชับว่าขอให้ไวที่สุด
เนื่องกลัวเธอจะเปลี่ยนใจไปเสียก่อน
“แบบนี้มันจะไม่ไวไปหน่อยเหรอคะ?”
“ไม่หรอกจ้ะเื่หมั้นหมายเราก็ทำกันมานมนานแล้ว คงถึงเวลาที่จะรวมกันเป็หนึ่งเสียที” กรองแก้วรีบตอบกลับทันควัน
“แต่เื่การเตรียมงานมัน....”
“หนูไลลาไม่ต้องกังวลเื่นั้นไปหรอกเดี๋ยวลุงกับป้าจัดการให้เอง”
ชัยกรเอ่ยแทรกสุ้มเสียงไม่ได้กราดเกรี้ยวหากแต่วางอำนาจอยู่ในที ปลายมุมปากของเขาหยักยกยิ้มขึ้นรอเวลาที่จะได้รวมเป็หนึ่งกับตระกูลของเธอ
“ค่ะ...ถ้าทั้งสองว่าอย่างนั้นหนูก็ไม่มีอะไรที่จะคัดค้าน”
“ฮึฮึ ฉันน่ะอยากให้หนูมาเป็ลูกสะใภ้นานแล้ว เอาไว้หลังงานแต่งจบลงเราหาเวลาไปเที่ยวด้วยกันเยอะๆเลยนะลูก” กรองแก้วยิ้มร่าทำเอาความกังวลใจของไลลาหายเป็ปลิดทิ้ง
กว่าจะพูดคุยกันจนเสร็จสิ้นก็ปาไปเกือบสี่ชั่วโมงเต็ม ในส่วนมากคนที่เตรียมงานก็เป็กรองแก้วเสียมากกว่า โดยชัยกรและไลลาทำเพียงรับฟังและพูดเสนอบ้างเล็กน้อยไม่ขัดขืนใจกรองแก้วนัก หากผู้เป็สามีมิได้มีงานเข้ามาแทรกกลางคันกรองแก้วก็คงจะยังไม่กลับไปเป็แน่
“ฮึฮึ”
“ดูเหมือนจะอารมณ์ดีนะครับ” กันต์ทักเมื่อเห็นผู้เป็นายที่แอบหัวเราะออกมาเสียงเบา
จะไม่ให้อารมณ์ดีได้อย่างไงความตึงเครียดที่เธอเตรียมตัวมาั้แ่เมื่อวานกลับถูกกรองแก้วปัดออกไปอย่างง่ายดาย จะมีใครบ้างไม่ดีใจที่คนในครอบครัวของสามีชอบ การกระทำที่กรองแก้วนั้นส่งมามันทำให้เธอรับรู้ได้เลยว่าผู้หญิงคนนี้ชอบเธอจริงๆ
“พอคิดถึงเื่คุณป้าขึ้นมามันก็อดยิ้มไม่ได้น่ะ”
“....งั้นเหรอครับ” ดวงตาคมเข้าจับจ้องหญิงสาวและรอยยิ้มหวานด้านหน้าไม่วางตา โดยที่มือหนาถูกยกขึ้นมาััที่ปลายผมของเธออย่างเหม่อใจ
“...”
“มีเศษฝุ่นติดอยู่ตรงนี้น่ะครับ”
“ขอบคุณนะคะ” เธอส่งยิ้มอ่อนให้บอดี้การ์ดขอบคุณก่อนจะกลับไปทำงานด้านหน้าอีกครั้งอย่างตั้งใจ
การจัดเตรียมงานเป็ไปอย่างรวดเร็วแม้จะเป็เื่กะทันหันก็ตาม เพียงผ่านไปสองอาทิตย์ตอนนี้งานกลับคืบหน้าอย่างเหลือเชื่อ แต่ก็คงจะไม่แปลกอะไรเนื่องจากตระกูลฝั่งเ้าบ่าวของเธอนั้นเป็ผู้ที่มีอิทธิพลเหลือล้น เธอเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าพวกเขาทำได้อย่างไร
แต่คงจะไม่มีใครอยากจะมีปัญหากับตระกูลราพณาสูรหรอก
“เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น”
เบอร์หน้าโทรศัพท์ไม่ขึ้นชื่อ น่าแปลกที่จู่ๆก็มีคนไม่รู้จักโทรมา...แถมยังเป็่เวลาแบบนี้….
“สวัสดีค่ะ” เสียงเรียบนิ่งพูดกับคนในสาย
“ตอนแรกผมคิดว่าคุณจะไม่รับสายเสียแล้ว” เสียงชายคนหนึ่งดังแทรกออกมาผ่านโทรศัพท์
เสียงทุ้มต่ำที่แม้จะไม่ได้ยินมานานก็มิอาจลืมเลือนได้เลย เสียงของผู้จะมาเป็สามีของเธอในอนาคต ภวิศ
“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณภวิศ” อย่างที่ไลลาคิดไว้ไม่มีผิด ใน่เวลาแบบนี้คนที่ยังเคลียร์งานที่ต่างประเทศอย่างเขาคงต้องติดต่อหาเธอเข้าสักวัน
“ตอนนี้คุณว่างอยู่ไหมครับ พอดีผมอยากจะไปกินข้าวกับคุณสักมื้อ” สิ้นเสียงไลลาก็ถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความใ
เขากลับมาแล้ว....
“ได้ค่ะ ฉันขอเวลาเตรียมตัวสักครู่นะคะ”
เมื่อการติดต่อสิ้นสุดหญิงสาวก็ถอนหายใจเบาๆ อย่างที่แม่ของเธอว่าไว้ไม่มีผิดว่าภวิศนั้นใกล้จะกลับมา การพบเจอกันในรอบหลายปีคงจะเป็อะไรที่น่าลำบากไม่ใช่น้อย
เป็เวลาเกือบสี่สิบนาทีในการเตรียมตัว ไลลามาพร้อมกับชุดเดรสสีแดงเปิดหลัง เนื้อผ้ามันวาววับขับสีผิวขาวผ่องของเธอให้ยิ่งมีออร่า แม้ไม่ต้องแต่งหน้าอะไรมากมายตัวเธอก็สวยราวกับเป็ลูกรักของเทพเ้าผู้สรรค์สร้าง
“ก๊อกๆ คุณภวิศได้มาถึงแล้วครับ”
กันต์ที่รออยู่ด้านหน้าเคาะประตูเรียกไลลาผู้เป็นาย เมื่อคนที่ยืนอยู่หน้าประตูตอนนี้หาใช่เขาคนเดียวแต่มีว่าที่ผู้เป็สามีในอนาคตอันใกล้ของเธอที่มาถึงก่อนเวลาอยู่ด้วย
เมื่อประตูถูกเปิดออกก็เผยให้เห็นชายที่อยู่เบื้องหน้า
ร่างใหญ่สูงโปร่งในชุดสูทสีดำกำลังยืนรอเธออย่างเงียบเชียบ ใบหน้าฟ้าประทานนั้นช่างดูเข้ากับเส้นผมและดวงตาสีดำสนิทของเขาอย่างหาที่สุด เมื่อเห็นเธอเดินออกมาภวิศก็ฉีกยิ้มออกและเดินตรงเข้ามาทางเธอ
“งั้นเราไปกันเถอะครับ”
มือหนายื่นออกรับแขนเธอโดยมีสายตาของชายผู้เป็บอดี้การ์ดมองมาที่เขา
แต่เพียงแค่ชั่ววินาทีเท่านั้น เพียงแค่เสี้ยววินาทีจริงๆที่เธอััได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลจากคนที่เธอพึ่งคล้องแขนเขาไป
สายตาที่เป็มิตรเมื่อครู่จับจ้องไปที่กันต์อย่างดุร้าย แต่สายตาของบอดี้การ์ดหนุ่มคนนั้นหาได้เกรงกลัว เพียงไลลาหันไปมองยังทั้งสองแรงกดดันนั้นกลับหายไปทันตา
“เชิญครับ” ภวิศยิ้มรับราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นและเดินออกจากจุดนั้นไปยังรถที่จัดเตรียมมา
ภายในร้านอาหารหรูกลับไร้ผู้คน มีเพียงหนุ่มสาวทั้งสองที่นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศ
“ไม่คิดเลยนะครับว่าคุณจะตอบรับการแต่งงาน”
“ฮึฮึ เราหมั้นหมายกันมานานแล้วคงถึงเวลาที่ตระกูลของพวกเราจะเกี่ยวดองกันแล้วล่ะค่ะ”
ไลลายิ้มให้ชายตรงหน้า แม้เธอจะตอบตกลงมาแต่คำพูดที่ส่งออกไปกลับเป็เื่ของตระกูล ในตาดำขลับเผยแววสนใจเล็กน้อยหลังสิ้นประโยค
“ผมน่ะแทบจะรอให้งานแต่งมาถึงไม่ไหว”
คำพูดช่างดูแสนหวาน แต่แววตาและรอยยิ้มที่เผยอยู่ตรงหน้านั้นชวนให้เธอรู้สึกหวาดหวั่นใจอย่างน่าประหลาด
ว่าแล้วความรู้สึกนั้นก็เหมือนกับได้รับการพิสูจน์....
“บอสครับจับตัวมันได้แล้ว”
เมื่อจู่ๆชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ก็เดินเข้ามาหาชายที่นั่งอยู่ด้านหน้าอย่างไม่สนใจเธอที่นั่งอยู่ด้วยเลย สายตาของภวิศเปลี่ยนไปหลังได้ฟังข่าวจากลูกน้อง
“งั้นเดี๋ยวผมขอเวลาสักครู่นะครับ” เขาฉีกยิ้มให้เธอก่อนจะลุกออกจากเก้าอี้ไป
มันน่าแปลกมากกับคนที่ชวนเธอออกมาแต่กลับเดินออกจากเก้าอี้ไปเสียก่อน เมื่อเขาเดินออกไปไม่นานไลลาก็ลุกขึ้นเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวของตน แต่เมื่อเธอกำลังจะเดินกลับมาที่โต๊ะจู่ๆกลับมีเสียงเอะอะดังออกมาจากด้านนอก
เนื่องจากทั้งร้านแทบไม่มีใครนอกจากคนคุ้มกันของเธอและเขาที่ยืนอยู่จึงทำให้เสียงนั้นได้ยินอย่างชัดเจน
“ขอร้องล่ะครับ...ฮือ..อย่าทำอะไรผมเลย”
ชายวัยกลางคนนั่งคลานเข่าอยู่ที่พื้นพนมมือไหว้ใครบางคนที่อยู่ในความมืด เขาดูหวาดกลัวเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยเืสั่นเทาราวกับคนเบื้องหน้าของเขานั้นเป็พญายมผู้จะมารับดวงิญญาไป
นั่นมันอะไรกัน...? ทำไมถึงมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นที่นี่ได้
เพียงขยับเท้าจากที่เดิมไปไม่มากนัก ภาพตรงหน้ากลับทำให้ไลลาหญิงสาวที่มองเหตุการณ์อยู่ต้องตกตะลึง ชายที่ยืนอยู่ในความมืดนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็คนที่พึ่งจะละโต๊ะอาหารจากเธอไป คุณภวิศ!
เขาทอดมองชายกลางคนอย่างไม่รู้สึกรู้สา พลางใช้กระบอกปืนสั้นในมือจี้ไปบนศีรษะชายคนที่ร้องห่มร้องไห้อยู่ตรงหน้า ดวงตาแข็งกร้าวไร้ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจแม้จะอยู่ไม่ใกล้นักกลับรู้สึกถึงความอำมหิต
สายตาคมดุจเหยี่ยวหันมาทางเธออย่างรวดเร็วแม้เธอจะไม่ได้ส่งเสียงดังกระทั่งหายใจยังแทบจะลืม แต่เขากลับรู้สึกตัวอย่างว่องไว
“อะ! คุณไลลามาทำอะไรตรงนี้เหรอครับ?”
รอยยิ้มพร้อมน้ำเสียงของภวิศถูกส่งมาอย่างเป็มิตรผิดกับสถานการณ์ตรงหน้าโดยสิ้นเชิง
คำถามถูกส่งออกไปแต่คนตอบกลับยังคงตระหนก ภวิศที่เห็นแบบนั้นก็ใช้ด้ามปืนในมือฟาดลงไปที่ศีรษะชายกลางคนเต็มแรงจนเขาล้มพับแน่นิ่ง ทำเอาไลลาที่มองอยู่สะดุ้งเฮือกกับสิ่งที่เขาพึ่งกระทำลงไป
คนคนนี้...อันตราย!!