จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 190 การทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์อัน‘เรียบง่าย’

                หลังจากติดตามเซียวหนานเหรินอ้อมผ่านระเบียงใหญ่ตามด้วยผ่านเส้นทางที่ถูกปกคลุมด้วยแมกไม้จากนั้นเดินผ่านสะพานแขวนที่สร้างจากเหล็กยาวหลายพันวาในที่สุดทั้งหมดก็มาถึงปากถ้ำที่ดูธรรมดาไม่มีสิ่งใดพิเศษ เพียงให้ความรู้สึกว่าถ้ำแห่งนี้อาจมีบางสิ่งที่ลี้ลับซ่อนอยู่

                ไป๋หยุนเฟยมองดูปากถ้ำก็บังเกิดความคิดอยากเข้าไปสำรวจเพื่อค้นหาว่าจะมีผู้เฒ่าหนวดเคราขาวโพลนหรือสิ่งของที่ยอดฝีมือทิ้งไว้หรือไม่แต่ยังดีที่มันทราบกระจ่างว่าที่นี่เป็นสถานที่ใด จึงได้แต่จินตนาการเท่านั้น --- ดูท่าแล้วถ้ำนี้จะเป็นจุดหมายที่พวกมันเดินทางมาหรือว่าจะเป็นสถานที่ซึ่งใช้‘ทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์’?

                เซียวหนานเหรินสั่งให้ทุกคนหยุดจากนั้นจึงเดินเข้าไปหาบุรุษร่างกำยำซึ่งเฝ้ารักษาถ้ำแห่งนี้พร้อมกับกล่าวว่า “ศิษย์พี่เถี่ยชุย คนเหล่านี้คือผู้ที่จะมาทดสอบในครั้งนี้ต่อจากนี้คงต้องรบกวนท่านแล้ว”

                จากนั้นจึงหันหลังกลับมาหาฝูงชนแล้วกล่าวว่า“ข้ารับผิดชอบนำทางพวกเจ้ามาถึงที่นี่ ต่อจากนี้ศิษย์พี่หลี่เถี่ยชุยซึ่งเป็นศิษย์คนโตของผู้อาวุโสที่สองจะเป็นผู้รับผิดชอบนำทางพวกเจ้าไปทำการทดสอบ”

                ทุกคนต่างตกตะลึงผู้ที่ดูสัตย์ซื่อสมถะคล้ายคนชนบทนี้ กลับเป็นศิษย์เอกของผู้อาวุโส?หลายคนมองแวบแรกก็เข้าใจว่าเป็นเพียงศิษย์ปลายแถวที่คอยเฝ้าปากถ้ำเท่านั้น

                “หลี่เถี่ยชุย...หรือจะเป็น‘เถี่ยชุย’ซึ่งผู้อาวุโสที่สองกล่าวถึงในยามนั้น?” ไป๋หยุนเฟยจำได้ว่ายามที่อยู่เชิงเขานั้นผู้อาวุโสที่สองบอกซ่งหลินกับพวกว่าหลังจากการทดสอบเสร็จสิ้นให้ไปหา‘เถี่ยชุย’เพื่อรับโทษ หากเป็นเช่นนั้นจริงคนที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบการลงทัณฑ์ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แล้ว--- ผู้รับผิดชอบการลงทัณฑ์ กลับดูธรรมดาสัตย์ซื่อเช่นนี้ สร้างความงุนงงสงสัยแก่ไป๋หยุนเฟยอย่างยิ่ง

                ใบหน้าสัตย์ซื่อของหลี่เถี่ยชุยเปี่ยมรอยยิ้มหลังจากหัวเราะก็กล่าวต่อฝูงชนว่า “อืม พวกเจ้าคือว่าที่ศิษย์น้องของสำนักเรา? ข้าคือศิษย์พี่เถี่ยชุยของพวกเจ้าไม่ต้องตื่นเต้นกังวล ต่อจากนี้จะเป็นการทดสอบที่ไม่ซับซ้อนเพียงแค่พวกเจ้าเดินตามข้าไป เมื่อเดินเข้าไปในถ้ำก็จะถือว่าเริ่มการทดสอบหลังจากเดินออกจากถ้ำแล้วก็จะถือว่าผ่านการทดสอบ ฮ่า ฮ่า...”

                “……”

                เมื่อฟังจบทุกคนก็ล้วนตะลึงงันไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง แม้แต่ไป๋หยุนเฟยเองก็ยังต้องงงงัน --- ประโยคที่กล่าวเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร?

                “ฮ่า ฮ่าพวกเจ้าไม่ต้องคาดเดาแล้ว ไม่นานพวกเจ้าก็จะทราบเองว่าคำพูดข้าหมายความว่าอย่างไรเอาเถอะ อย่าชักช้าเสียเวลาอยู่เลย ไม่เช่นนั้นอีกสักครู่ยามลงเขาจะมองไม่เห็นทางพวกเจ้าเดินตามข้าเข้ามาเถอะ” หลี่เถี่ยชุยกวักมือเรียก จากนั้นจึงเดินนำหน้าเข้าถ้ำ‘ลี้ลับ’นั้นไป

                เย่จือชิวแหวกผู้คนเดินขึ้นหน้าตามไปไป๋หยุนเฟยก็เผยรอยยิ้มก่อนจะติดตามเข้าสู่ถ้ำ แล้วม่อเสี่ยวเซียนซีเหยียนและคนอื่นๆจึงทะยอยเดินตามเข้าถ้ำไป

                เซียวหนานเหรินมองตามผู้คนทั้งหมดเดินเข้าถ้ำไปจากนั้นจึงหันไปหากลุ่มศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ที่คอยเฝ้าปากถ้ำ สุดท้ายก็พึมพำขึ้น“ครั้งนี้จะมีคนที่ยืนหยัดจนถึงปลายทางได้เท่าใดกันนะ? สถานที่แห่งนี้มีพลังวิญญาณอันเข้มแข็งแล้วใช่ว่าจะมีประโยชน์...”

                ……

                ผู้คนที่เปี่ยมด้วยความหวังเดินตามหลังหลี่เถี่ยชุยไปหลังจากผ่านไปหลายร้อยวาไป๋หยุนเฟยก็เริ่มรู้สึกผิดหวัง ไม่เพียงแค่มันเท่านั้นแต่คนอื่นๆก็แสดงสีหน้าผิดหวังระคนสงสัย เนื่องเพราะในถ้ำแห่งนี้...ไม่มีอะไรทั้งสิ้น

                ถ้ำนี้มองไม่เห็นก้นอีกทั้งยังเงียบงันยามเดินไปจะมีผลึกสีขาวคอยส่องสว่างอยู่เป็นระยะ ตลอดทางที่ผ่านมานอกจากผลึกสีขาวนี้แล้วก็มีเพียงแต่ก้อนหิน แม้แต่ต้นหญ้าสักใบก็ยังไม่มี

                แต่ทว่าเมื่อเดินต่อไปอีกหลายร้อยวา ไป๋หยุนเฟยก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ แต่ถ้ำไม่ได้เกิดความผิดปกติอันใดที่ผิดปกติกลับเป็นผู้คนรอบกายมัน

                “พี่ไป๋ท่านเห็นหรือไม่?” เสียงสงบเยือกเย็นดังแว่วเข้าหูไป๋หยุนเฟยหันไปมองก็พบว่าเป็นเย่จือชิว

                ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ากล่าวว่า“บางคนเริ่มมีสีหน้าผิดปกติราวกับแบกรับความกดดันบางอย่าง แต่ว่า...”

                “ข้าเองก็ไม่รู้สึกอันใด”เย่จือชิวพยักหน้า

                ไป๋หยุนเฟยคาดเดาขึ้น “หรือจะเป็นเพราะพวกเรามีพลังเข้มแข็ง?”

                เย่จือชิวส่ายหน้าพร้อมกับชี้ไปด้านขวาผู้ฝึกปรือวิญญาณด่านวีรชนระดับกลางยามนี้ใบหน้าแดงฉานหน้าผากมันหลั่งเหงื่อจนชุ่มโชก แต่ถัดจากนั้นไปเป็นเด็กอายุราวสิบขวบซึ่งเป็นคนธรรมดากลับไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอันใดดูราวกับมันไม่รู้สึกถึงความผิดปกติแม้แต่น้อยใบหน้ามันยังคงเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นขณะจ้องมองผลึกสีขาวที่ส่องสว่างอยู่บนผนังถ้ำ

                และเมื่อผ่านไปอีกหลายร้อยวา...

                “พี่ไป๋... ข้าข้ารู้สึกทรมาน...”จงซูหาวที่เดินตามหลังดึงแขนเสื้อไป๋หยุนเฟยพร้อมกับกล่าวด้วยสีหน้าอึดอัด

                ไป๋หยุนเฟยบังเกิดความแตกตื่นรีบถามออกไป“เกิดอะไรขึ้น? เจ้ารู้สึกอย่างไร?”

                “ข้าไม่ทราบ... จู่ๆก็รู้สึกว่าอากาศรอบตัวเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน...” จงซูหาวมองดูรอบกายด้วยแววตาแปลกประหลาดมันกล่าวเสียงค่อยว่า “หรือไม่ควรจะบอกว่าเป็นอากาศแต่เป็นถ้ำแห่งนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างน่าประหลาด ราวกับพยายามฉุดรั้งไม่ให้ข้าเดินหน้าต่อไปยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งรู้สึกทรมาน...”

                ไป๋หยุนเฟยสบตากับเย่จือชิวก็พบกับแววตาสงสัยของอีกฝ่ายจึงได้หันไปถามม่อเสี่ยวเซียนและคนอื่นๆ “พวกเจ้าเล่า?”

                “ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ”ม่อเสี่ยวเซียน ซีเหยียน รวมทั้งหลิวหมางต่างก็ส่ายหน้า

                “……”

                “บัด-ซบ!! อึดอัดแทบตายแล้ว! นี่มันถ้ำผีสางอะไรกัน! ไฉนยิ่งนานข้าก็ยิ่งรู้สึกทรมาน?! แม้จะโคจรพลังวิญญาณแล้วก็ยังไม่ทุเลาลงหรือว่าในถ้ำจะมีการวางยาบางอย่างเอาไว้?!”

                ระหว่างที่ไป๋หยุนเฟยกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็มีเสียงด่าทออย่างร้อนรนดังขึ้นที่ด้านหลัง ไป๋หยุนเฟยชะงักไปชั่วครู่กับเสียงอันคุ้นหูนี้เมื่อหันไปมองก็พบเห็นใบหน้าของหลี่เจี้ยนเหรินซึ่งถูกตนเองชกจนฟันร่วงไปหลายซี่

                ใบหน้าหลี่เจี้ยนเหรินฟื้นฟูดังเดิมแล้วแต่เนื่องเพราะฟันหลุดร่วงไปหลายซี่ ทำให้เวลามันกล่าววาจาจะมีลมลอดผ่านออกมาใบหน้าของมันยังคงอัปลักษณ์ที่สุดในหมู่คนทั้งหลาย ยิ่งรวมกับสิ่งที่มันเผชิญอยู่ตอนนี้ก็ยิ่งทำให้ใบหน้าของมันราวกับท้องผูกมาตลอดเจ็ดวัน

                เนื่องจากเสียงร่ำร้องของมันจึงทำให้ผู้คนทั้งหมดหยุดฝีเท้าลง หลี่เถี่ยชุยที่เดินนำหน้าก็ชะงักเท้าพร้อมกับหันมามองหลี่เจี้ยนเหรินที่กำลังด่าทออยู่จากนั้นจึงกล่าวว่า “สหายน้อยท่านนี้ไม่ทราบว่ามีปัญหาอันใด?”

                “เฮอะ!ถ้ำแห่งนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ ไฉนข้าจึงได้รู้สึกทรมานเช่นนี้ ความรู้สึกราวกับว่าวิญญาณถูกบีบกดอยู่พวกเจ้า พวกเจ้าต้องลอบทำเรื่องเลวร้ายอันใดอยู่แน่...”หลี่เจี้ยนเหรินใช้มือขวายันผนังถ้ำเอาไว้ มันตัวงอหน้าแดงก่ำพร้อมกับหอบหายใจอย่างหนักหน่วง

                หลี่เถี่ยชุยรั้งมุมปากเผยรอยยิ้มอันสัตย์ซื่อออกมาแต่สายตาที่แสดงกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง “ฮ่า ฮ่า ก่อนหน้านี้ก็ได้บอกเจ้าไปแล้วเมื่อเข้ามาในถ้ำ ก็ถือว่าการทดสอบเริ่มขึ้นแล้วยามนี้เป็นการทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ ที่เจ้ามีความรู้สึกเช่นนี้เจ้าคิดว่าเป็นเพราะอะไร?”

                ยามที่สายตาหลี่เถี่ยชุยกวาดมาหลี่เจี้ยนเหรินก็ร่างสะท้านเย็นยะเยียบจนลืมเลือนแม้แต่ความกดดันที่ได้รับเมื่อครู่มันโซเซถอยหลังไปสองก้าวจนแทบล้มก้นกระแทกพื้น หลังจากเอนตัวพิงผนังจึงกล่าวว่า “ข้า... เจ้า... ที่เจ้าพูด... หมายความว่า?”

                หลังจากได้ยินคำพูดของหลี่เถี่ยชุยคิ้วของไป๋หยุนเฟยก็เลิกขึ้น ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดในใจ “หมายความว่า... พรสวรรค์ในการหลอมประดิษฐ์ที่แตกต่างกันจะส่งผลให้เป็นเช่นนี้?”

                หลี่เถี่ยชุยกวาดตามองผู้คนโดยรอบก่อนจะกล่าวว่า“เอาเถอะ ในเมื่อมีบางคนเริ่มจะทนทานไม่ไหวแล้วข้าก็จะอธิบายให้ชัดเจน ถ้ำแห่งนี้ถูกใช้เป็น‘เครื่องมือ’เพื่อทดสอบพรสวรรค์ในการหลอมประดิษฐ์ผู้ที่ยิ่งมีพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์สูงก็จะยิ่งได้รับการยอมรับจาก‘มัน’และผู้ที่มีพรสวรรค์ไม่ถึงขั้นยิ่งเดินลึกเข้าไปก็จะยิ่งถูกมันผลักดันจนก้าวเดินต่อไปอีกไม่ไหว ---ไม่ว่าพวกเจ้าจะคิดว่ามันเหลือเชื่อเกินไปหรือไม่แต่มันก็เป็นเช่นนี้จริงๆ”

                “สำหรับผู้ที่อึดอัดทรมานนั้นไม่ต้องกังวลใจไปพวกเจ้าเพียงรู้สึกทรมานแต่จะไม่เป็นอันตรายถึงขั้นบาดเจ็บเพียงแค่เดินกลับไปที่ปากถ้ำ ทุกอย่างก็จะกลับเป็นปกติ แต่แน่นอนว่าพวกเจ้าจะหมดสิทธิ์ในการเข้าเป็นศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์เช่นกัน...” หลี่เถี่ยชุยมองดูใบหน้าของผู้คนที่กำลังทรมานอยู่จึงกล่าวเตือนขึ้น“สามารถยืนหยัดได้แค่ไหน ความมุ่งมั่นของตนเองก็มีส่วนแต่อย่างไรก็ขึ้นกับพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์เป็นหลัก ดังนั้นไม่จำเป็นต้องฝืนจนเกินไปคิดว่าซ่งหลินคงบอกต่อพวกเจ้าแล้วว่าต่อให้ไปที่สำนักอื่นเจ้าก็ยังมีโอกาสประสบความสำเร็จได้เช่นกัน”

                “เอาเถอะ เดินต่อ! หากยืนหยัดไม่ไหวจะมีศิษย์ของสำนักช่างประดิษฐ์มาพาพวกเจ้าออกไปเองและจากนี้ห้ามส่งเสียงรบกวนอีก!”

                ……

                หลังจากได้ทราบถึง‘ความลี้ลับ’ของถ้ำแห่งนี้แล้ว ผู้คนก็เริ่มเยือกเย็นลง มีหลายคนเริ่มก้มหน้ากัดฟันก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก

                ผ่านไปราวชั่วน้ำเดือด และแล้วก็มีคนแรกที่ไม่อาจยืนหยัดไหวต้องออกจากการทดสอบไป

                หลี่เจี้ยนเหรินเป็นคนแรกที่ต้องออกจากการทดสอบนั่นก็หมายความว่ามันเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการหลอมประดิษฐ์ต่ำที่สุดในหมู่ทุกคนแม้จะเป็นถึงวีรชนวิญญาณระดับปลายและมีพรสวรรค์ธาตุไฟระดับพิเศษก็ตามที

                มันอดทนจนสุดความสามารถกระทั่งรับความกดดันไม่ไหวจึงสลบไป จากนั้นก็ถูกศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์เข้ามาหามออกไป

                หลังจากหลี่เจี้ยนเหรินออกจากการทดสอบไป๋หยุนเฟยก็เริ่มสีหน้าย่ำแย่ลง ไม่ใช่ว่ามันเห็นใจต่อหลี่เจี้ยนเหรินแต่เป็นเพราะมันเริ่มรู้สึกได้ถึงสิ่งที่เรียกว่า‘แรงกดดัน’แล้ว...

                “หรือว่าข้าจะมีพรสวรรค์การหลอมประดิษฐ์ไม่ถึงขั้น...”

                ไป๋หยุนเฟยเริ่มรู้สึกผิดหวังขึ้นมาแต่มันก็พยายามสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป ขณะเดียวกันก็ปลุกปลอบตนเอง “มันเป็นเพียงความรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวเท่านั้น! บางทีเดินต่อไปอีกไม่ไกลก็จบแล้วข้ายังไหว!”

                หลังจากหลี่เจี้ยนเหรินออกไปคนที่เหลือก็ราวกับติดโรคระบาด ภายในระยะสั้นๆเพียงไม่ถึงห้าสิบวาก็มีอีกสิบกว่าคนที่ยอมแพ้ คล้ายกับว่าทุกสิบก้าวต้องมีคนออกไปอีกคนหนึ่ง

                “พี่ไป๋เจ้าเป็นไรหรือไม่?” เย่จือชิวกลับสังเกตทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของไป๋หยุนเฟยได้อย่างเฉียบคม

                ใบหน้าไป๋หยุนเฟยเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงแต่ยังคงแสร้งทำว่าไม่เป็นไร มันโบกมือกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ยังทนไหว”

                ……

                ความเร็วในการเดินของทุกคนเชื่องช้าลงทุกขณะจำนวนคนก็ลดน้อยลงทุกที ชั่วก้านธูปต่อมาด้านหลังของหลี่เถี่ยชุยก็เหลืออยู่ไม่ถึงร้อยคนแล้ว!

                ระหว่างที่ไป๋หยุนเฟยหลั่งเหงื่อโซมหน้าอยู่นั้นจู่ๆหลี่เถี่ยชุยก็หยุดเท้าลง ไป๋หยุนเฟยเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าทุกคนมาหยุดอยู่ที่ทางเลี้ยวนี่เป็นทางเลี้ยวแรกที่พบตั้งแต่เดินเข้ามาในถ้ำแห่งนี้

                หลี่เถี่ยชุยยืนอยู่ที่ทางเลี้ยวจากนั้นจึงส่งยิ้มให้แก่ผู้คนร่วมร้อยที่เหลืออยู่พร้อมกับกล่าวว่า “การทดสอบนี้สิ้นสุดลงที่นี่แล้ว ทุกท่านยินดีกับพวกท่านด้วย ยามนี้อย่างน้อยทุกคนก็มีคุณสมบัติที่จะเป็นศิษย์สายนอกแล้ว!”

                “...” หลังจากฟังคำพูดของมันแล้วทุกคนก็ได้แต่งุนงง

                การทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์จบลงเช่นนี้หรือ?!