จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 182 การทดสอบพรสวรรค์ธาตุไฟ

                “ไม่ผ่าน! คนต่อไป!”

                น้ำเสียงเรียบเฉยดังจากปากศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ชายหนุ่มที่ยืนเบื้องหน้าก็เผยสีหน้าผิดหวังพร้อมกับถอนมือขวาออกจาก‘อุปกรณ์ทดสอบ’ที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ จากนั้นจึงเดินไร้เรี่ยวแรงกลับไป แล้วผู้ที่ยืนต่อแถวก็เข้ามาแทนที่มันใช้สีหน้าตื่นเต้นตึงเครียดมองดูศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แสดงท่าทางเป็นตัวอย่างว่าให้ยื่นมือขวาวางบนอุปกรณ์ทดสอบอย่างไร

                ชายผู้นี้เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณด่านนวกะวิญญาณระดับปลายหลังจากวางมือลงไปก็ส่งพลังวิญญาณทั้งหมดผ่านมือขวาเข้าไปที่กล่องสี่เหลี่ยมสีดำผลึกหินสีแดงด้านซ้ายก็เรืองแสงขึ้นขณะที่มันเผยสีหน้ายินดีผลึกก็สว่างขึ้นทีละน้อย

                แต่ว่าเพียงไม่ถึงอึดใจผลึกหินสีแดงที่สว่างขึ้นอีกเล็กน้อยก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอีกมันจึงเร่งเร้าพลังวิญญาณส่งเข้าไปเพิ่ม

                “ไม่ผ่าน!”

                ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ที่เบื้องหน้ามองดูผลึกหินก่อนจะกล่าวออกมา

                “ไม่ผ่าน”

                “ไม่ผ่าน”

                “ไม่ผ่าน!”

                “……”

                พร้อมกันนั้นโต๊ะทดสอบอื่นก็มีสองคำนี้ดังขึ้นติดต่อกันขณะเดียวกันแต่ละโต๊ะก็มีคนที่แสดงสีหน้าคาดหวังก้าวเท้าไปด้านหน้าพร้อมกับที่มีคนสีหน้าผิดหวังก้าวเท้าเดินจากไป...

                “เกินไปแล้วนี่ก็ร่วมร้อยคนแล้วแต่ยังไม่มีผู้ผ่านการทดสอบแม้แต่คนเดียว!” ผู้ที่ต่อแถวด้านหลังบ่นพึมพำออกมาแผ่วเบา

                “ถูกต้อง! ไม่ทราบว่าอุปกรณ์ทดสอบนี้ได้มาตรฐานหรือไม่!ข้าเห็นชัดเจนว่ามีผลึกบางก้อนที่เรืองแสงขึ้นมา แล้วไฉนจึงยังไม่ผ่าน?”

                “เฮอะ! ช่างโง่เขลาผลึกหินที่เรืองแสงขึ้นก็แสดงว่ามีความสอดคล้องกับธาตุไฟแต่ที่สว่างน้อยไปก็บอกถึงความสอดคล้องที่ไม่มากพอยังไม่ถึงมาตรฐานของสำนักช่างประดิษฐ์”

                “แล้วต้องสว่างเพียงใดจึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์?”

                “ผู้ใดจะทราบได้ถึงยามนี้ก็ยังไม่มีผู้ผ่านแม้แต่คนเดียว...”

                “……”

                ในขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่นั้นก็พลันมีเสียงที่ต่างจากก่อนหน้านี้ดังมาจากโต๊ะทดสอบด้านขวา

                “ผ่าน พรสวรรค์ระดับกลาง!”

                อุปกรณ์ทดสอบที่สามทางด้านขวาของแถวหน้ายืนไว้ด้วยชายหนุ่มหน้าแดงฉาน แต่คล้ายกับว่ามันตื่นเต้นจนลืมว่าต้องทำอะไรมือขวาจึงวางค้างไว้โดยไม่ได้ดึงกลับ ผลึกหินสีแดงบนอุปกรณ์สว่างจ้าคนผู้นี้ก็คือผู้ที่ยามอยู่ด้านนอกโต้เถียงกับหลี่เจี้ยนหนาน นามว่า ลู่เหรินปิ่ง

                “ข้า... ผ่านแล้ว?!” ลู่เหรินปิ่งถอนมือที่แข็งทื่อกลับไปมันแทบไม่กล้าเชื่อถือต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเอ่ยปากถามต่อศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ตรงหน้า

                ศิษย์ผู้นั้นจึงยิ้มและพยักหน้า“ไม่เลว เจ้าผ่านแล้ว แต่อย่าเพิ่งด่วนดีใจไปนี่เป็นเพียงการทดสอบขั้นแรกเท่านั้น เจ้าไปรอที่ด้านนั้นก่อน...”

                เห็นลู่เหรินปิ่งติดตามศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ผู้หนึ่งไปยังพื้นที่โล่งแห่งหนึ่งเพื่อรอคอยผู้คนโดยรอบต่างก็แสดงท่าทีริษยาออกมา

                “คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าเด็กน้อยนั้นจะผ่าน!”

                “ไม่จริงกระมัง ผลึกหินสว่างถึงเพียงนั้นแต่กลับแค่‘พรสวรรค์ระดับกลาง’?! ที่แท้แล้วมาตรฐานของสำนักช่างประดิษฐ์สูงถึงเพียงใดกันแน่!”

                “เหลวไหลเจ้าคิดหรือว่าหนึ่งในสิบสำนักใหญ่แห่งแผ่นดินอย่างสำนักช่างประดิษฐ์จะเข้าเป็นศิษย์ได้โดยง่ายหรือ? สำนักช่างประดิษฐ์ยังนับว่าง่ายแล้วได้ยินมาว่าการทดสอบเข้าสำนักวายุอัสนีมีถึงสิบกว่าด่าน หนึ่งในนั้นคือให้ศิษย์ใช้พลังธาตุอัสนีจู่โจมใส่ หากใครสามารถยืนหยัดได้ก็ถือว่าผ่าน...”

                “……”

                “ผ่าน! พรสวรรค์ระดับสูง!”

                จุดทดสอบที่ด้านซ้ายก็มีผู้ผ่านการทดสอบอีกสายตาทุกคู่หันมองไปก็เห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งดูจากการแต่งกายแล้วคาดว่าจะมาจากในป่าเขา มันใช้สายตาเหม่อลอยจ้องมองผลึกหินสีแดงที่สว่างเจิดจ้าพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงใสซื่อ“อา... ข้าผ่านแล้ว?”

                ศิษย์ที่ทำการทดสอบยิ้มพลางพยักหน้า“พรสวรรค์เจ้าไม่เลวการจะเข้าเป็นศิษย์สายนอกคงไม่มีปัญหาแต่จะสามารถเข้าเป็นศิษย์สายในได้หรือไม่นั้น คงต้องรอดูพรสวรรค์การหลอมประดิษฐ์ของเจ้าแล้วไปรอที่ด้านนั้นก่อน”

                ภายใต้สายตาริษยาของผู้คนโดยรอบเด็กหนุ่มผู้ใสซื่อก็ถูกนำทางไปยังจุดพักคอย

                “เฮอะ!เจ้าบ้านนอกที่ไม่ได้เป็นแม้แต่ผู้ฝึกปรือวิญญาณกลับกลายเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงไปได้!” เด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งกำลังต่อแถวอยู่บ่นออกมาด้วยความไม่พอใจ

                ……

                “มีอะไรผิดพลาดไปหรือไม่?!เจ้าบอกว่าข้าไม่มีพรสวรรค์ธาตุไฟ?! ข้าหลี่เจี้ยนหนานเป็นถึงผู้เยาว์อันโดดเด่นในเมืองชุนฉางแห่งมณฑลเหลียนเยว่! บรรลุถึงด่านวีรชนวิญญาณระดับกลาง! เดินทางมานับพันลี้เพื่อเข้าสำนักแต่เจ้ากลับบอกว่าข้าไม่ผ่านแม้กระทั่งการทดสอบพรสวรรค์ธาตุไฟ?!”

                ยามนั้นเองจุดทดสอบที่เจ็ดทางด้านขวาก็มีเสียงดังแว่วมาผู้คนมองตามไปที่ต้นเสียงก็เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังดึงแขนกลับด้วยความไม่พอใจ ผลึกหินที่เดิมเพียงเรืองแสงแผ่วจางก็ดับวูบลงมันเอ่ยปากตำหนิศิษย์ที่ทดสอบตนเองด้วยน้ำเสียงขุ่นข้องกังขา

                ศิษย์ผู้นั้นขมวดคิ้ว แต่ยังคงกล่าวด้วยสีหน้ายังคงเรียบเฉย“เมืองชุนฉางข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนชื่อเจ้าข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน ผลการทดสอบก็ชัดเจน เชิญเจ้ากลับไปในบัดดล อย่าทำให้คนด้านหลังต้องเสียเวลา!”

                “เจ้า... เพ้อเจ้อเหลวไหล! ข้าจะไม่มีพรสวรรค์ธาตุไฟได้อย่างไร?! ข้า...” หลี่เจี้ยนหนานโต้เถียงด้วยใบหน้าแดงก่ำแต่จู่ๆร่างมันก็สั่นสะท้านด้วยสายตาของซ่งหลินที่ส่งมาแต่ไกลอารมณ์อันพลุ่งพล่านจึงค่อยสงบลง แต่เมื่อขึ้นแล้วก็หาทางลงลำบากมันจึงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิม “ข้าได้รับการทดสอบจากยอดฝีมือมาแล้ว เขาบอกว่าข้ามีพรสวรรค์ธาตุไฟไม่น้อย...”

                “ที่เจ้าบอกว่า‘ยอดฝีมือ’นั้นจะทดสอบแม่นยำกว่าสำนักข้าอีกหรือ?” ศิษย์ที่อยู่ตรงหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “พรสวรรค์การฝึกปรือของเจ้านับว่าไม่เลวแต่พรสวรรค์ธาตุไฟกลับต่ำต้อยจนน่าสมเพชข้าว่าเจ้ากลับบ้านไปตั้งใจฝึกปรือใหม่จะดีกว่าไม่แน่คุณสมบัติด้านอื่นอาจจะพัฒนาขึ้นได้ หากยังดึงดันไม่เลิกรา อย่าได้โทษว่าหากพวกข้าเชิญเจ้าออกไป!”

                ชายวัยกลางคนซึ่งเป็นภูตวิญญาณระดับกลางที่ด้านข้างรีบเดินเข้าหาหลี่เจี้ยนหนานพร้อมกับกระซิบบอก “นายน้อย พวกเรา ไปกันเถอะ หากตอแยคนสํานักช่างประดิษฐ์มีโทสะขึ้นมาเราจะลําบากได้...”

                มันแตกต่างจากผู้ที่ถูกประคบประหงมจนเสียคนเช่นหลี่เจี้ยนหนานที่หลังจากได้ฝึกปรือฝีมือมาบ้างก็ไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาจนตอแยผู้คนไม่เลือกที่มันสัมผัสถึงสายตาของซ่งหลินที่ส่งมากดดันได้อย่างชัดเจน ทั้งยังทราบได้ทันทีว่าหากยังไม่ไปในบัดดลคงต้องไปด้วยการ‘เชิญ’ของอีกฝ่ายแล้ว

                ยามมองดูใบหน้าอันเดือดดาลของหลี่เจี้ยนหนานที่กำลังก่นด่าขณะเดินจากไปสีหน้าของลู่เหรินปิ่งที่ผ่านการทดสอบแล้วก็ทอแววยินดีระคนเหยียดหยามออกมา

                “คนต่อไป!”

                สีหน้าของศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ยังคงเรียบเฉยขณะเอ่ยปากเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

                ……

                การทดสอบเป็นไปด้วยความเป็นระเบียบและรวดเร็วผู้ที่ผิดหวังก็เดินออกมาอย่างต่อเนื่องผู้ที่ผ่านการทดสอบกลับมีน้อยจนถึงน้อยที่สุด

                ยามนั้นเองทางด้านขวาของฝูงชนห่างออกไปราวสองลี้ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งก็มีเสียงแว่วดังขึ้น เป็นน้ำเสียงนุ่มนวลไร้เดียงสากำลังร้องเพลงที่ไม่ทราบว่าเป็นเพลงอะไรและเนื้อเพลงก็ช่างแปลกประหลาด

                “ลาลาลาลา...เสี่ยวไป๋ไป๋*ขนเจ้าช่างขาวเหลือเกิน เสี่ยวโหรวโหรว**เนื้อเจ้าช่างนุ่มเหลือเกิน...เสี่ยวไป๋ไป๋เป็นสหายกับเสี่ยวโหรวโหรว ทั้งคู่ล้วนเป็นสหายกับต้ายต้าย***... เสี่ยวโหรวโหรวเอย...”

                ที่บนต้นไม้ กิ่งหนึ่งที่กำลังสั่นไหวมีรองเท้าถักสีชมพูคู่เล็กๆห้อยลงมาขณะร้อง‘เพลง’ก็แกว่งเท้าไปตามจังหวะที่แท้ก็เป็นเด็กสาวไร้เดียงสานางหนึ่งกำลังนั่งบนกิ่งไม้มองลอดผ่านช่องระหว่างใบไม้ไปยังสถานที่ทดสอบซึ่งอยู่ห่างออกไปใบหน้านางดูไร้เดียงสา และเพลงที่ร้องออกมาคงเป็นเพลงที่นางแต่งขึ้นเองอย่างแน่นอน

                เด็กสาวอายุราวสิบสี่สิบห้ารูปร่างเล็ก สวมใส่เสื้อสีขาวที่ปักด้วยดอกไม้หลากสีสันที่เอวคาดกระเป๋าใบเล็กปักลายผีเสื้อสีสดใส แก้มชมพูอวบอ้วนบนใบหน้าเล็กๆนั้นมองไปคล้ายแก้มทารกชวนให้ผู้คนอยากหยิกเล่น ปากเรียวเล็กแดงดังผลอิงเถา(เขอร์รี่) จมูกจิ้มลิ้มดวงตากลมโตสดใสดังไข่มุกราตรี ผมนางรวบเป็นมวยมีหางเปียที่แกว่งไกวไปตามการเคลื่อนไหวของร่างกายมือเล็กๆทั้งสองข้างสวมถุงมือสีชมพูขนฟูฟ่องที่เปิดให้เห็นปลายนิ้วขาวเนียน

                “เสี่ยวโหรวโหรวเอย เสี่ยวโหรวโหรว... ไฮ้? เสี่ยวโหรวโหรวเล่า?” ขณะที่เด็กสาวร้องเพลงอยู่นั้น จู่ๆก็ราวกับฉุกคิดถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้นางหันซ้ายหันขวาก่อนจะเชิดปากขึ้น “เสี่ยวโหรวโหรวไม่อยู่แล้ว คิกคิก อยากเล่นซ่อนหากับข้าหรือ? ข้ารู้นะว่าเจ้าซ่อนอยู่ที่ใด...”

                เด็กสาวยิ้มพลางกระโดดจากกิ่งไม้ที่สูงร่วมห้าหกวาลงสู่พื้นเท้านางสัมผัสพื้นอย่างแผ่วเบาก่อนจะกระโดดโลดเต้นเข้าไปในป่าทางด้านซ้ายจากนั้นก็มีเสียงเพลงแว่วดังออกมาตลอดทาง

                ……

                อีกด้านหนึ่งไป๋หยุนเฟยกำลังต่อแถวที่อยู่ทางด้านข้างมันรอคอยอยู่เนิ่นนานราวกับต่อแถวรับแจกอาหาร แถวขยับเคลื่อนไปทีละน้อย --- ไม่มีทางเลือกคนมาทดสอบมากเกินไปแล้ว ยามนี้ไป๋หยุนเฟยอยู่ที่ท้ายแถว เนื่องเพราะมัวแต่สังเกตการณ์อยู่จึงต้องมาอยู่ด้านหลังเช่นนี้

                ยามนี้ใบหน้าไป๋หยุนเฟยฉายแววเบื้อหน่ายเบื้องหน้ามันเป็นเด็กน้อยอายุราวสิบสองสิบสามกำลังชวนพูดคุยไม่หยุด...

    -------------------------------------------------------

    (*) เสี่ยวไป๋ไป๋ แปลว่า เจ้าขาวน้อย

    (**) เสี่ยวโหรวโหรว แปลว่าเจ้าก้อนเนื้อน้อย

    (***) ต้ายต้าย แปลว่าเด็กโง่ หรือ เด็กซื่อบื้อ

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน