เสียงของนางใสกระจ่าง อีกทั้งยังมีความนุ่มนวลและอ่อนโยน พาให้คนที่ฟังรู้สึกรื่นหูยิ่งนัก
“หลิงหลงขอบคุณแม่นางที่ช่วยเหลือคุณหนูของข้าเอาไว้เจ้าค่ะ”
เห็นได้ชัดว่าสาวรับใช้ตัวน้อยคนนั้นหวาดกลัวมากเพียงไรแต่ในยามนั้นนางกลับรีบร้อนโผล่ออกมาขอบคุณฮวาเหยียนเช่นกัน
“ไม่เป็นไรหรอก ไม่ใช่เรื่องนักหนาอันใด”
ฮวาเหยียนโบกมือไปมา ยิ้มเล็กน้อย หญิงสาวรับเอาคำชมที่ว่าเป็น ‘การกระทำที่กล้าหาญ’ ไว้กับตัวนาง ไม่ใช่ว่านางอยากจะแย่งชิงความสำเร็จ แต่ว่าเหตุการณ์ในยามนั้น แม้นางอยากจะอธิบายได้แต่คงจะอธิบายได้ไม่ชัดเจนนัก
ผู้ใดจะเชื่อว่าสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งจะกล้าหาญได้ถึงเพียงนี้ นางรู้สึกปวดหัวยิ่งนัก
เมื่อมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้านางเป็นแม่นางประเภทที่ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดีและมีการศึกษา รู้หนังสือรู้เหตุผล และนั่นทำให้นางรู้สึกชื่นชอบยิ่งนัก ตัวนางเองเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวาย มีท่าทีที่หยาบคายรุนแรงซึ่งแตกต่างจากสตรีคนนั้นโดยสิ้นเชิง
ยามที่ฮวาเหยียนมองไปที่นาง ราวกับว่านางมองเห็นเงาของมู่อันเหยียนจากตัวของหญิงสาวคนนั้นเพราะพวกนางล้วนเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์เฉกเช่นเดียวกัน
ดังนั้น การกระทำที่นางมีต่อแม่นางมู่เฉิงอินคนนี้จึงเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีถึงสามส่วน
“บรู๊ว บรู๊ว บรู๊ววว...”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของฮวาเหยียน เสี่ยวไปพลันเงยหน้าขึ้นมาจากแขนของฮวาเหยียนด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจนัก ดวงตาสีฟ้าเฉี่ยวแหลมนั่นดูเหมือนกำลังบ่นมันเปล่งเสียงร้องดังขึ้น
ดูสิ เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวเล็กนี้พูดไม่ได้ เพียงแค่ดูท่าทางของมันก็จะสามารถเข้าใจได้แล้วว่ามันต้องการสิ่งใด
ในเวลานี้ เสี่ยวไป๋กำลังบ่นว่า ทั้งๆที่มันเป็นช่วยเอาไว้ มันออกแรง ดังนั้นต้องขอบคุณมันสิ เจ้าต้องขอบคุณมัน
ฮวาเหยียนอยากจะโยนเจ้าตัวเล็กนี้ออกไปจริงๆ
ยังมีหน้ามาพูดอีกหรือ? นางยังไม่บ่นที่มันก่อเรื่องมาให้ มันยังกล้าบ่นนางชุดใหญ่อีกหรือ
นี่ยังไม่รู้ว่ามันเกิดบ้าอะไรถึงกล้าโดดไปกัดหูของโจวเหอแบบนั้น อีกทั้งยังไม่มีการส่งสัญญาณบอกนางให้รู้ล่วงหน้าด้วย แต่เรื่องนี้ก็ช่างมันเถิด ทว่ามันจัดการเสร็จแล้วแทนที่จะรีบวิ่งหนี กลับกระโดดกลับเข้ามาให้อ้อมแขนของนางทำให้นางต้องรับผิดชอบ
ตอนนี้ยังกล้าออกมาแย่งชิงความสำเร็จ!
ฮวาเหยียนจ้องตาเขียวไปทางเสี่ยวไป๋
“บรู๊ว บรู๊ว บรู๊ว...” เป็นมันที่ช่วยนางไว้ เป็นมันที่ช่วยนางไว้
เสี่ยวไป๋โต้เถียงอย่างหนักและยืนหยัดอย่างแน่วแน่
“...”
ในยามนั้น สาวใช้ที่ชื่อหลิงหลงอดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว นางหลุดหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง ก่อนจะรีบเอามือปิดปากตัวเองพลางก้มหัวลง เป็นเพราะนางลืมตัวทำเรื่องเสียมารยาทเข้าแล้ว
ฮวาเหยียนเงยหน้าขึ้น พลันเห็นดวงหน้าของหญิงสาวในชุดกระโปรงสีเขียวนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มนางหยิบผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมออกจากแขนเสื้อ “สัตว์เลี้ยงตัวนี้ของแม่นางช่างน่าสนใจนัก ราวกับว่ามันสามารถเข้าใจภาษามนุษย์ได้ น่ารักจริงๆ “
หญิงสาวในชุดกระโปรงสีเขียวเปิดปากกล่าว แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางไม่กลัวเสี่ยวไป๋ หญิงสาวยื่นมือเรียวสวยของนางออกมาเพื่อหยิบผ้าเช็ดหน้า ก่อนจะบรรจงเช็ดเลือดที่ไหลจากมุมปากของเสี่ยวไป๋ นางพูดกับเสี่ยวไป๋ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า "ขอบคุณเจ้ามากนะที่ช่วยข้าเอาไว้"
น้ำเสียงไพเราะยิ่ง อีกทั้งเสียงนั้นก็อ่อนโยนเหลือเกิน
วินาทีถัดมา เสี่ยวไป๋หรี่ดวงตาหมาป่าของมันลงจ้องมองนางก่อนจะเงยหน้าพร้อมกับยืดคอขึ้นแล้วขยับตัวไปด้านหน้าของหญิงสาวในชุดกระโปรงสีเขียว ท่าทางของมันเรียบร้อยดูเป็นเด็กดียิ่งนัก มันปิดปาก ย่นจมูก จากนั้นจึงยกขาหน้าทั้งสองขึ้น ทำท่าทางราวกับขอให้อุ้ม
ฮวาเหยียน "...! "
ไอ้หมานี่! เจ้ากำลังจะก่อเรื่องอันใดอีก!
“มันอยากให้ข้าอุ้มหรือ? ”
หญิงสาวในชุดสีเขียวเอ่ยถาม ยังไม่ทันรอให้ฮวาเหยียนตอบ เสี่ยวไป๋ก็พยักหน้า อีกทั้งยังพยักหน้าติดกันสามครั้งด้วย
วินาทีถัดมา แม่นางเฉิงอินก็ยื่นแขนออกมา เสี่ยวไป๋รีบกระโดดพุ่งเข้าไปในอ้อมแขนของนาง หัวของหมาป่าตัวน้อยคลอเคลียไปบริเวณหน้าอกของคนอื่น มันออดอ้อนจนหญิงสาวยิ้มออกมาเบาๆ ดูมันสิ ท่าทางมีความสุขเสียเหลือเกิน
บัดนี้ใบหน้าของฮวาเหยียนอึมครึมและดำมืดสนิท โชคดีที่นางสวมหมวกจึงไม่มีใครเห็นหน้าตาที่แท้จริงของนาง มิเช่นนั้นวันนี้นางคงถูกเจ้าบ้ากามนี้ทำเสียหน้าอีกแน่
แค่นี้ก็เสียหน้าจะแย่แล้ว!
เจ้าหมาป่าบ้ากามเสี่ยวไป๋
นางว่าแล้วว่าเหตุใดจู่ๆ เจ้าหนุ่มน้อยนี่ถึงกระโดดออกมากัดคน ที่แท้ก็ทำตัวเป็นวีรบุรุษปกป้องสาวงาม
ร้ายกาจยิ่งนัก
...
“เสี่ยวไป๋ พอแล้ว”
เมื่อเห็นเสี่ยวไป๋คลอเคลียหน้าอกของผู้อื่น ฮวาเหยียนก็อดไม่ได้ที่จะร้องเรียก โชคดีที่เสี่ยวไป๋ยังไม่ถูกสาวงามทำให้หลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น หลังจากที่ได้ยินฮวาเหยียนเอ่ยนาม มันก็ค่อยๆ เงยหน้าและยืดตัวขึ้นจากอ้อมแขนอย่างไม่เต็มใจเท่าไรนัก
"ที่แท้เจ้ามีนามว่าเสี่ยวไป๋นี่เอง"
แม่นางที่ถูกเรียกขานว่าเฉิงอินกล่าว นางถูกเสี่ยวไป๋ใช้ท่าทางที่น่ารักหลอกลวง โดยที่ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าในใจของเสี่ยวไป๋นี้เต็มไปด้วยความหื่นกามเพียงใด
"อืม"
ฮวาเหยียนพยักหน้า ต่อหน้าแม่นางผู้ซึ่งงดงามทั้งหน้าตาและนิสัย นางมิอาจหักใจไม่สนใจนางได้
“แม่นาง ขอบคุณท่านและเสี่ยวไป๋สำหรับความเมตตาที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ เพียงแต่เสี่ยวไป๋กัดจนโจวเหอได้รับบาดเจ็บ เกรงว่าเรื่องนี้คงไม่ง่ายที่จะจัดการแล้ว โจวเหอผู้นี้เป็นบุตรชายคนสุดท้องของท่านโหวหย่งซิน อีกทั้งเขากับฉู่หลิวซวงยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันยิ่ง ข้าเกรงว่าพวกเขาจะไม่ยอมปล่อยท่านไปง่ายๆ
เรื่องนี้เริ่มเพราะข้า ให้ข้าเป็นผู้รับผิดเองทั้งหมดเองเถิด แม่นางควรรีบหนีไปจากที่นี่โดยเร็ว"
แม่นางเฉิงอินคืนเสี่ยวไป๋ให้กับฮวาเหยียน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน
เมื่อฟังสิ่งที่นางเอ่ยจบ ฮวาเหยียนก็ยกยิ้มมุมปากขึ้น แม่นางคนนี้เป็นคนรู้จักตอบแทนบุญคุณคน ถึงแม้ว่าเฉิงอินจะไม่รู้ว่าตนมาจากตระกูลใด แต่การยั่วยุโจวเหอในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าสำหรับนางแล้วคงเป็นเรื่องยุ่งยากยิ่งนัก
แต่ถึงอย่างนั้น นางก็รู้สึกขอบคุณที่ตนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งยังบอกให้ตนรีบหนีจากที่นี่โดยเร็ว
ฮวาเหยียนยิ้ม ในใจก็คิดว่าสตรีผู้นี้เติบโตมาอย่างสง่างาม นิสัยก็ดียิ่งและจิตใจก็ดีงาม
“มิเป็นไร เดิมทีข้าก็มีความแค้นใจกับโจวเหออยู่แล้ว ดังนั้นข้าจึงไม่กลัวเขา แค่รอให้เขามาก็พอ”
ฮวาเหยียนโบกมือ ท่าทางของนางดูสบายอกสบายใจนัก
ทันทีที่พูดคำเหล่านี้ถูกเอ่ยออกมา สายตาของผู้คนที่มองฮวาเหยียนพลันแปลกมากขึ้นไปอีก พวกเขาเริ่มที่จะคาดเดาตัวตนที่แท้จริงของนาง
สตรีผู้นี้หยิ่งทะนงกว่าโจวเหอนัก แท้จริงแล้วนางปรากฏตัวออกมาจากที่ใดกัน?
"แต่..."
สตรีที่ชื่อเฉิงอินมีสีหน้ากังวล นางกำลังจะพูดแต่ฮวาเหยียนไม่สนใจ "ไม่ต้องมีแต่ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ "
เมื่อคำพูดจบลง ฮวาเหยียนก็เดินไปที่โต๊ะคิดเงิน "เมื่อสักครู่เจ้าต้องการซื้อหญ้าวิญญาณลึกลับใช่หรือไม่?"
ฮวาเหยียนถาม
บนโต๊ะคิดเงิน มีต้นไม้สีเขียวต้นหนึ่งวางเอาไว้ ขนาดประมาณฝ่ามือ ลำต้นสีน้ำตาล ใบสีเขียวดูเหมือนหญ้าธรรมดา
แต่ฮวาเหยียนรู้จักหญ้าชนิดนี้
หญ้าลึกลับชนิดนี้เติบโตท่ามกลางป่าเก่าแก่ในภูเขาลึก เกิดจากการดูดพลังปราณบนโลกจนก่อกำเนิดขึ้น เมื่อเติบโตจะกลายเป็นแผ่นขนาดใหญ่ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากกับผู้ฝึกวรยุทธ์ระดับต้น
ก่อนหน้านี้นางและหยวนเป่าอาศัยอยู่ที่ด้านล่างของหุบเขา ที่นั่นเป็นที่ที่มนุษย์ยากในการบุกป่าฝ่าเข้ามามันจึงอุดมไปด้วยพลังปราณ ดังนั้นพืชพรรณจึงอุดมสมบูรณ์ยิ่งนักและก็มีหญ้าวิญญาณลึกลับจำนวนมากเช่นกัน ในตอนนั้นที่เส้นลมปราณของนางเพิ่งตื่นขึ้น หยวนเป่าได้เดินทางไปทุกหนทุกแห่งเพื่อตามหาหญ้าวิญญาณลึกลับชนิดนี้มากลั่นเป็นยาให้นางทานซึ่งจะช่วยพัฒนาการฝึกฝนด้านวรยุทธ์ของนาง
ดังนั้น ฮวาเหยียนจึงไม่ค่อยสนใจหญ้าวิญญาณลึกลับมากมายนัก เพราะนางกินมามากแล้ว แต่ว่านางพอใจกับผลลัพธ์อื่นของหญ้าวิญญาณลึกลับกว่านั่นก็คือกลิ่นขมของมันซึ่งสามารถใช้ในการรมควันแมลงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในฤดูร้อนที่มียุงเยอะมาก หยวนเป่าจึงไปเก็บหญ้าวิญญาณลึกลับ หลังจากนั้นก็ผึ่งให้แห้งแล้วรวมใส่ห่อเล็กๆ ให้นางพกติดตัวไว้เพื่อไม่ให้ยุงเข้ามาใกล้
หยวนเป่าฝีมือเก่งกาจ
ห่อยาแต่ละชนิดล้วนไม่ซ้ำกันเลย ตอนนี้ในช่องว่างพิเศษของนางยังเหลือประมาณสิบกว่าชิ้น
"ใช่แล้ว หญ้าวิญญาณลึกลับนี้ช่วยรวบรวมลมปราณ ทั้งยังช่วยพัฒนาการฝึกฝนให้ดีขึ้นด้วย สหายของข้ายามนี้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ดังนั้นเมื่อข้าได้ยินว่าหออู๋หมิงได้หญ้าวิญญาณลึกลับมา ข้าจึงรีบรุดมาที่นี่ แต่คาดไม่ถึงว่าโจวเหอจะเข้ามายุ่มย่ามแบบนี้”
แม่นางเฉิงอินขมวดคิ้วพร้อมกับเล่าเรื่องราว
ฮวาเหยียนพยักหน้าเพื่อแสดงว่านางเข้าใจ แต่แล้วนางก็มองไปทางโต๊ะคิดเงินด้วยความไม่เข้าใจ “หญ้าวิญญาณลึกลับนี้เมื่อเติบโตขึ้นมันจะกลายเป็นแผ่นใหญ่ๆมิใช่หรือ? พวกท่านหออู๋หมิงเป็นที่รู้จักกันในฐานะร้านค้าอันดับหนึ่งแห่งต้าโจว แล้วเหตุใดถึงมีแค่ต้นเดียวกันเล่า? "
นี่ถือเป็นยาอายุวัฒนะระดับสูงแต่กลับทำเหมือนไม่ใช่สมบัติล้ำค่าเสียอย่างนั้น
“แม่นาง ท่านคงยังไม่ทราบ แม้ว่าหญ้าวิญญาณลึกลับนี้จะเติบโตจนกลายเป็นผืนใหญ่ แต่หญ้าวิญญาณนี้เติบโตในป่าเก่าแก่บนภูเขาลึก บวกกับสีสันที่เหมือนกับหญ้าสีเขียวทั่วไป มันซ่อนอยู่ท่ามกลางกอหญ้าและต้นไม้จึงทำให้หาได้ยากยิ่ง มันจึงเป็นหญ้าวิญญาณชั้นดีที่หายาก ในครานี้หออู๋หมิงได้มาสามสิบกว่าต้น แต่มันกลับถูกขายหมดอย่างรวดเร็วและนี่ก็เป็นต้นสุดท้ายแล้ว"
คนรับใช้ที่โต๊ะคิดเงินรีบก้าวเท้าเข้าไปอธิบาย เขามีท่าทีให้เกียรติฮวาเหยียนและปฏิบัติต่อนางในฐานะแขก
ล้อข้าเล่นหรือ สตรีผู้นี้ดูไม่ค่อยน่ามีเรื่องด้วยเท่าไหร่ สัตว์เลี้ยงของนางเพิ่งกัดหูบุตรชายของท่านโหวหย่งซิ่นไป ซ้ำนางยังเตะเขาลอยไปด้วยท่าทีอวดดีอีก มิหนำซ้ำนางยังสามารถเลือกของบนชั้นต่อได้อย่างใจเย็น ตัวตนของนางจะจะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่
"ขายจนหมดแล้วหรือ? เป็นที่นิยมขนาดนั้นเชียว หออู๋หมิงขายหญ้าวิญญาณลึกลับนี้เท่าไหร่? "
จู่ๆ ฮวาเหยียนก็ถามออกมา แต่ที่จริงนางเองก็ยังไม่ได้มีราคาในใจ จนกระทั่งพนักงานตอบกลับมา
“หมื่นตำลึง”
"อะไรนะ? "
ทันทีที่พนักงานพูดจบ ฮวาเหยียนก็อุทานด้วยความประหลาดใจ ดวงตาที่อยู่ใต้หมวกนั้นเบิกกว้าง นางมองพนักงานด้วยสายตาที่ไม่เชื่อถือแม้แต่น้อย “เจ้าบอกว่าหญ้าวิญญาณลึกลับนี้มีมูลค่าเท่าไหร่นะ? ”
“หนึ่ง... หนึ่งหมื่นตำลึงขอรับ”
เมื่อพนักงานเห็นฮวาเหยียนดูตื่นเต้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากตัวเองก่อนจะพูดอีกครั้ง
“หญ้าวิญญาณลึกลับหนึ่งต้น หนึ่งหมื่นตำลึง? มีมูลค่าขนาดนี้เชียวหรือ? ”
ราวกับว่านางไม่อยากจะเชื่อ ฮวาเหยียนจึงถามออกมาอีกครั้ง
"ขอรับ"
พนักงานพยักหน้า
ขณะนี้ใจของฮวาเหยียนตื่นเต้นยิ่งนัก หญ้าวิญญาณลึกลับที่หักและยับเยินไม่สมบูรณ์เช่นนี้ยังมีมูลค่าถึงหนึ่งหมื่นตำลึง ทั้งยังถูกแย่งซื้อจนหมดเกลี้ยง? เฮอะๆๆ... เจ้าของหออู๋หมิงนี้ช่างชั่วร้ายเสียจริง นี่เป็นการหาเงินที่ได้เป็นกอบเป็นกำในวันเดียวเชียวนะ
หากรู้แต่แรกว่าสถานที่แห่งนี้ให้ราคาหญ้าที่หักมากมายขนาดนี้ นางคงขุดเพิ่มสักสองสามพันต้นแล้วนำไปไว้ในช่องว่างพิเศษในไข่มุกทองมังกรคะนองน้ำแล้ว…
เสียงอุทานของฮวาเหยียนค่อนข้างดัง ผู้คนในหออู๋หมิงจึงให้ความสนใจ เมื่อนางได้ยินราคาของหญ้าวิญญาณลึกลับนางก็ประหลาดใจ ซ้ำยังมีท่าทีตกใจนัก ทันใดนั้นนางพลันรู้สึกแปลกใจ หนึ่งหมื่นตำลึง แม้จะเป็นราคาที่สูง แต่ในหออู๋หมิงเองก็เต็มไปด้วยสมบัติของล้ำค่ามากมายจากทั้งบนสวรรค์และใต้หล้า ราคานี้จึงถือว่าไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นัก
เดิมทีตัวตนของนางก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอยู่แล้วแต่ตอนนี้ความสนใจที่มีต่อนางกลับลดลงอย่างมาก คนที่แม้กระทั่งเงินหมื่นตำลึงก็ยังไม่มีเช่นนี้จะมาจากตระกูลสูงส่งได้อย่างไรกัน?
“แม่นางยังรู้ไม่หมด หญ้าวิญญาณลึกลับนี้สำหรับคนธรรมดาแล้ว นับเป็นสมบัติที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย และสำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว มันคือโอสถจิตวิญญาณที่จะช่วยให้ผ่านช่วงลำบากยากเข็ญได้ ดังนั้นที่ทางหออู๋หมิงของเราคิดราคาหนึ่งหมื่นตำลึงนั้นไม่นับว่าแพงเลย หญ้าวิญญาณลึกลับต้นนี้เป็นของที่แม่นางคนนี้ได้วางมัดจำเอาไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นทางเราจึงเก็บเอาไว้ให้นางขอรับ"
เมื่อเสียงของพนักงานลดลง ผู้คนในหออู๋หมิงหลายคนต่างก็จ้องมองหญ้าวิญญาณลึกลับด้วยความอยากได้
"หญ้าวิญญาณลึกลับนี้มีค่ามาก...! "
ฮวาเหยียนหรี่ตาลง นางเอ่ยออกมาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว นางกำลังคิดคำนวณ ห่อยาเหล่านั้นภายในช่องว่างพิเศษในไข่มุกทองมังกรคะนองน้ำหญ้า ภายในนั้นมีหญ้าวิญญาณลึกลับอยู่เท่าไหร่กัน?
แค่เพียงนำเอาห่อพวกนั้นสิบกว่าห่อไปจำนำ คงมีเงินพอที่จะคืนองค์รัชทายาทเฮงซวยได้ นางคงไม่ต้องใช้สมบัติอื่นแล้ว
"หึหึหึ..."
แน่นอน ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ
ฮวาเหยียนหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว
“น้องชาย ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้ารับซื้อหญ้าวิญญาณลึกลับต้นละเท่าไหร่หรือ? ”