ลมราตรีพัดพาเอากลิ่นความชื้นจากทะเล โชยเข้าสู่โถงกลางที่ว่าการอำเภอ เฉินกู่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ใบหน้ากร้านโลกฉายแววกังวล เขาวางฝ่ามือลงบนโต๊ะพลางโน้มตัวลงเล็กน้อย
“ใต้เท้า สายข่าวของข้าพบเบาะแสสำคัญ... คืนที่คหบดีฟางเจิ้งถูกฆ่า ยามเฝ้าประตูคลังสินค้าเห็นเงาร่างทะยานข้ามหลังคาคฤหาสน์ตระกูลฟาง วิชาตัวเบาเงียบเชียบเช่นนี้ ในเมืองจินไห่มีไม่กี่คน... และทิศทางที่มันมุ่งหน้าไป คือสำนักคุ้มภัยชิงเฟิง”
หมอซุนซึ่งนั่งอยู่มุมห้องวางถ้วยชาลงบนโต๊ะข้างกายเสียงดัง กึก!
“ข้ากลับไปตรวจสอบคลังยาส่วนตัว พบว่าผงสลายเอ็นถูกลอบขโมยไปเช่นกัน” หมอเฒ่าเอ่ย “ขั้วอำนาจเก่าล้มตายไปสอง เหลือเพียงร้านยาของข้า ส่วนผู้ที่ได้ประโยชน์ฮุบสัมปทานท่าเรือยามนี้ก็เป็สำนักคุ้มภัยเปิดใหม่... ใต้เท้า หลักฐานแวดล้อมสอดรับกันหมดแล้ว”
เฉินกู่ขยับนิ้วแตะด้ามดาบสั้นข้างเอว “กู่เฉินซานพลังฝีมือสูงส่ง วิชากระบี่และดรรชนีของมันตรงตามรอยแผลบนศพเ้าสำนักเว่ย ทั้งมีแรงจูงใจกำจัดคหบดีฟางเพื่อฮุบคลังสินค้า ท่านนายอำเภอโปรดออกหมายอาญา นำตัวมันมาคุมขังสอบสวนเถิดขอรับ”
กู้เสวียนนิ่งฟังอยู่หลังโต๊ะทำงาน สีหน้านิ่งสงบ ก่อนยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงห้ามปราม
“ท่านมือปราบเฉิน หมอซุน... ข้าเข้าใจความร้อนใจของพวกท่าน ทว่าราชสำนักส่งข้ามาปกครองที่นี่ด้วยตัวบทกฎหมาย หาใช่ตัดสินด้วยข้อสันนิษฐาน”
เขาลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดริมหน้าต่างที่เปิดรับลมทะเล “พยานเห็นเพียงเงาร่างชุดดำท่ามกลางความมืด หาได้เห็นหน้าตาชัดแจ้ง ท่านมือปราบ... การที่สำนักของเขาเติบโตไม่ได้แปลว่าเขาเป็โจร ส่วนท่านหมอ... เื่รอยดรรชนีหรือยาพิษ ข้าเข้าใจ แต่ลำพังข้อสันนิษฐานยังไม่อาจใช้ลงโทษผู้ใดได้"
“แต่ใต้เท้า...” เฉินกู่พยายามทัดทาน
ขุนนางหนุ่มหันกลับมาเอ่ยช้า ๆ “หากไร้หลักฐานมัดตัวแ่า ข้าจะไม่ออกหมายอาญารังแกผู้ใด ข้าขอเวลาสืบสวนอีกสักนิด... พวกท่านเหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถิด”
น้ำเสียงนั้นราบเรียบแต่หนักแน่น เฉินกู่ถอนหายใจยาว ก่อนจะยอมถอยออกไปพร้อมหมอเฒ่า
• • •
ภายในโถงฝึกยุทธ์อันกว้างขวางของสำนักคุ้มภัยชิงเฟิง แสงคบเพลิงส่องสว่างกระทบเงาอาวุธที่แขวนอยู่รอบผนัง กู่เฉินซานยืนมือไพล่หลังจ้องมองภาพเสือเหยียบเมฆบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่
ศิษย์เอกก้าวเท้าเข้ามาคุกเข่าด้านหลัง “เรียนประมุข ยามนี้คนของกองปราบเริ่มเคลื่อนไหวผิดปกติ พวกเขากระจายกำลังอยู่ตามตรอกซอกซอยรอบสำนักเรา ข่าวลือเื่ชายชุดดำในคืนที่ฟางเจิ้งตาย ทำให้ความสงสัยของชาวเมืองพุ่งเป้ามาที่เราทั้งหมดแล้วขอรับ”
กู่เฉินซานนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ มีเพียงเสียงถ่านในคบเพลิงปะทุเบา ๆ
“พวกเาาวชิงเฟิงทำมาค้าขายซื่อตรง ใช้ฝีมือแลกเงิน การตายของเ้าสำนักเว่ยและฟางเจิ้งไม่เกี่ยวกับเรา... มีคนกำลังจงใจสร้างเื่ จัดฉากยืมมือทางการมาล้างบางสำนักเปิดใหม่อย่างเรา”
“แล้วจะทำอย่างไรดีขอรับ? หากมือปราบกดดันหนักเข้า จนทำให้นายอำเภอคนใหม่ออกหมายอาญา...”
กู่เฉินซานเอ่ยเสียงราบเรียบ “เฉินกู่อาจจะร้อนรน แต่ขุนนางหนุ่มผู้นั้นไม่ไร้น้ำยา เท่าที่ข้าสังเกตยามพบหน้า เขายึดมั่นในข้อกฎหมายและสุขุมเกินวัย ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานคามือ เขาคงไม่ยอมเดินตามเกมของใครโดยง่าย”
ประมุขสำนักคุ้มภัยหันมองออกไปนอกหน้าต่าง นิ้วมือขยับลูบไล้แหวนหยกบนนิ้วโป้งขวาช้า ๆ “แต่เพื่อความไม่ประมาท ่นี้สั่งศิษย์ทุกคนให้สงบเสงี่ยมที่สุด ห้ามสร้างเื่ทะเลาะวิวาท เพื่อไม่ให้ถูกเพ่งเล็งมากไปกว่านี้”
ศิษย์เอกน้อมรับคำสั่งแล้วถอยออกไป กู่เฉินซานยืนอยู่ท่ามกลางแสงคบเพลิงเพียงลำพัง สายตามองฝ่าความมืดราวกับกำลังประเมินสถานการณ์
• • •
บ่ายวันต่อมา ในห้องทำงานที่ว่าการ กู้เสวียนเชิญประมุขกู่เฉินซานมาพบ โดยมีเฉินกู่และหมอซุนร่วมรับฟังเพื่อปรับความเข้าใจ
กู่เฉินซานนั่งตัวตรง รินชาให้ตนเองอย่างสงบ
“ที่ข้านัดประมุขกู่มาในวันนี้” นายอำเภอกู้เสวียนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “เพราะคดีของคหบดีฟางเจิ้งอุกอาจเกินไป ข้าไม่อยากให้เกิดความระแวงจนกลายเป็การเข่นฆ่ากันเองระหว่างชาวยุทธ์”
“ขอภัยท่านนายอำเภอ” หมอซุนเอ่ย “เหตุใดท่านไม่เชิญเตียวเปียวมาด้วย คนผู้นี้วู่วาม เกรงว่าจะก่อความวุ่นวาย”
“รองประมุขเตียวอ้างว่าไม่อยากร่วมสนทนากับประมุขสำนักชิงเฟิง ไว้เราค่อยหาโอกาสไปเยือนพวกเขาวันหลัง”
“ข้าไม่แปลกใจเลย เตียวเปียวใจคอคับแคบเช่นนั้นอยู่แล้ว” เฉินกู่เอ่ยขึ้น แล้วหันไปจับจ้องกู่เฉินซาน
“เ้าสำนักเว่ยสิ้นชีพ เส้นทางเรือก็ตกเป็ของท่าน ฟางเจิ้งเพิ่งตาย ข่าวลือเื่สัมปทานคลังสินค้าก็พุ่งมาที่สำนักท่าน ประมุขกู่... ท่านไม่คิดว่ามันบังเอิญเกินไปหน่อยหรือ?”
กู่เฉินซานวางถ้วยชาลง “ท่านมือปราบเฉิน สำนักชิงเฟิงเติบโตจากการชนะประลองด้วยฝีมือ ทำมาค้าขายถูกต้อง ไม่เคยติดสินบน และไม่เคยลอบกัดใคร เื่ผลประโยชน์ที่ไหลมา... มันเป็เื่ของจังหวะเวลา หาใช่ข้อพิสูจน์ว่าข้าคือคนร้าย”
“หาใช่ข้อพิสูจน์งั้นหรือ?” หมอซุนเค้นเสียง “รอยบุ๋มจี้จุดบนอกเ้าสำนักเว่ยตรงกับวิชาดรรชนีของท่าน! แถมคดีฟางเจิ้งยังใช้ผงสลายเอ็นที่ขโมยไปจากคลังยาของข้า... คนร้ายต้องเป็ยอดฝีมือและมีเป้าหมาย ท่านจะแก้ตัวอย่างไร?”
กู่เฉินซานหรี่ตาลงเล็กน้อย “หมอซุน ข้าไม่เคยใช้ยาพิษลอบกัด วิชาของข้าเพียงพอสยบศัตรูซึ่งหน้า ท่านเป็คนคุมคลังยา ยารั่วไหลออกมาแท้ ๆ แต่กลับมาโยนบาปให้ผู้อื่น พวกท่านต่างหากที่น่าสงสัย”
หมอเฒ่าหน้าถอดสีด้วยความโกรธ
“พอได้แล้ว” กู้เสวียนยกมือตัดบทพลางถอนใจยาว “ในเมื่อหลักฐานยังไม่มัดตัว ข้าต้องให้ความเป็ธรรม... ส่วนเื่สัมปทานคลังสินค้า ข้าจะไม่ลงนามอนุมัติให้ผู้ใดทั้งสิ้นจนกว่าคดีจะคลี่คลาย เพื่อป้องกันข้อครหา”
กู่เฉินซานเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือคารวะ “ท่านนายอำเภอเที่ยงธรรมยิ่งนัก ข้ายินดีน้อมรับคำตัดสิน”
กู้เสวียนลุกขึ้นยืน แววตาจริงจังยามสั่งความ “ท่านมือปราบ ถอนกำลังจากหน้าสำนักชิงเฟิงเสีย อย่าให้ชาวเมืองตื่นตระหนก ให้คนไปลาดตระเวนในตลาดและท่าเรือแทน แยกย้ายไปเถิด”
เฉินกู่และหมอซุนน้อมรับคำสั่ง ทุกคนลุกขยับแยกย้ายจากไป ห้องทำงานกลับคืนสู่ความเงียบสงบ นายอำเภอกู้เสวียนยังคงกระชับพู่กันและสมุดบันทึกในมือ สายตามองตามหลังประมุขกู่ผ่านบานประตูที่เปิดกว้างจนลับหายไป