ระบบสอบเอ็นทรานซ์ (Entrance) ยุคปี 2542 - 2549 เกิดขึ้นจากการที่ส่วนกลางมองว่าการสอบเอ็นทรานซ์แบบเก่าเป็นระบบที่ไม่ได้คิดคะแนนระหว่างเรียน ทำให้นักเรียนไม่สนใจการเรียนในห้อง ไปติวเพื่อสอบกันอย่างเดียว และนักเรียนสามารถสอบเทียบได้ง่ายตั้งแต่อายุ 16 ปีด้วย ทำให้เมื่อจบปริญญาตรีมีอายุเพียง 20 ปี ซึ่งทางทบวงมหาวิทยาลัยมองว่าเร็วไป
ทางการจึงปรับปรุงแก้ไขการคัดเลือกใหม่ ให้มีการนำคะแนนสะสมในชั้นเรียน (GPA) และ ค่าความสามารถของนักเรียนในแต่ละกลุ่มโรงเรียน (PR) มาใช้พิจารณาคะแนนสอบด้วย 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้นักเรียนเพิ่มความสนใจการเรียนในห้องเรียน
และจัดให้มีการสอบปีละสองครั้ง คือในช่วงตุลาคมและมีนาคม โดยคะแนนที่ได้มา สามารถเลือกเอาเฉพาะคะแนนที่ดีที่สุดนำไปยื่นสมัครเลือกคณะเรียน และคะแนนสอบนี้ยังสามารถเก็บไว้ใช้ได้ถึง 2 ปี เพื่อให้นักเรียนได้ใช้คะแนนที่ดีที่สุดมาใช้ในการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย
แต่สุดท้ายระบบนี้ก็ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการไปเรียนติวอยู่ดี และยังทำให้การเรียนติวเฟื่องฟูขึ้นไปอีกเพราะทำให้นักเรียนเริ่มเรียนพิเศษกันตั้งแต่มอสี่และจำเป็นต้องติวสรุปมอหกอีกด้วย
การสอบระบบนี้นั้นทำให้โรงเรียนต่าง ๆ ต้องเร่งสอนให้จบก่อนการสอบรอบแรกภายในเดือนตุลาคม ทำให้ระบบการเรียนการสอนตามปกติปั่นป่วนไปหมดในช่วงนั้น
-------------------
ณรัชต์ถือรูปถ่ายรีบเดินลงจากชั้นสี่เพื่อเข้าห้องเรียนให้ทันก่อนอาจารย์เข้าสอน
เขาเดินมานั่งลงโต๊ะเรียนที่มีกระเป๋าของเขาวางจองไว้ให้ นั่งลงแล้วก็มองเห็นตัวหนังสือลายมือคิกขุที่หน้ากระดานของหัวหน้าห้องบอกให้นั่งอ่านหนังสือกันไปเงียบ ๆ ในคาบนี้เพราะอาจารย์ติดธุระไม่ได้มาสอน
เขาหยิบรูปที่ถือติดมือขึ้นมาดู เหมือนจะมีรูปเยอะกว่าที่คิด
เปิดดูแต่ละรูปแล้ว นอกจากรูปที่ถ่ายหมู่และถ่ายคู่รุ่นน้องสาวสองรูป คือรูปยืนห่างกับยืนชิดแล้ว ก็มีรูปถ่ายเกินมาสามใบ เป็นรูปเดี่ยวของรุ่นน้องสาวในชุดถือป้ายงานกีฬาสี กับชุดนักเรียน และยังมีภาพเดี่ยวในชุดอยู่บ้านขณะเล่นกับแมวด้วย ซึ่งน่าจะเป็นภาพที่มาจากกล้องของมิสเตอร์มิลเลอร์ทั้งหมด
'น้องบีน่าหยิบรูปเกินมาตั้งหลายใบ สงสัยรีบมากจนหยิบผิด'ณรัชต์คิดในใจ
"เฮ้ย ดูรูปไรอ่ะ โว้วววว" เต้ชะโงกหน้าจากที่นั่งข้างๆ มามองดูรูปที่อยู่ในมือเพื่อน ก่อนอุทานออกมา
"อัดรูปมาจากไหน กล้องใครวะ ที่ตะกี้หายไปนี่ คือเรื่องรูปนี้ใช่ป่ะ"เต้ถามต่อเนื่อง
"อือ กล้องมิสเตอร์มิลเลอร์อ่ะ เพิ่งไปเอาที่ห้องมอสี่ทับสาม ฝากเค้าอัดรูปเผื่อมา"ณรัชต์อธิบาย
"ใครวะมิลเลอร์ เด็กแลกเปลี่ยนเหรอ แล้วฝากใครอัดอ่ะ เดี๋ยวจะไปฝากอัดรูปมั่ง เด็กสี่ทับสามนี่เรารู้จักเกือบหมด"เต้ผู้ชื่นชอบการสะสมรูปสาวๆ กล่าวอย่างกระตือรือร้น
"ฝากน้องเบญญาภาอัดรูปเผื่อน่ะ พอดีได้ถ่ายรูปด้วยกันตอนงานกีฬาสี" เขาตอบไปแบบเฉไฉ
"เอ๋ เด็กผู้หญิงเหรอ ห้องนั้นรู้จักแต่พวกผู้ชายด้วยสิ" เต้พึมพำ
วิทย์เงยหน้าจากนวนิยายผจญภัยในมือ หันมาส่งสายตาล้อเลียนณรัชต์กลับคืนบ้าง หลังจากที่เคยถูกเขาล้อด้วยสายตาบ่อย ๆ ในกรณีของไอซ์
"นั่นชื่อจริงน้องบีน่า" วิทย์ช่วยกระตุ้นความจำเต้
"......" เต้อ้าปากค้าง หันมามองหน้าณรัชต์
เขาได้แต่ยิ้มเขิน ๆ ไม่รู้จะอธิบายเพื่อนสนิทยังไง ว่าเพราะอนาคตรุ่นน้องจะได้เป็นดารา เขาเลยอยากจะมีรูปคู่ไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น
"มิน่า เชียร์ให้จีบน้องปิ่นก็ไม่สน" เต้พยักหน้าหงึกหงักเหมือนเข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง
"งั้นเอานี่ไปด้วย เบอร์เพจน้องบีน่า" เต้ทำใจป้ำด้วยการค้นเบอร์เพจเจอร์ของรุ่นน้องที่เก็บไว้มาให้เพื่อนสนิท ณรัชต์ได้แต่กลอกตากับความเข้าใจผิดของเพื่อนสนิททั้งสอง
อาทิตย์ต่อมาในคาบเรียนแนะแนว
"เป็นไง พวกเธอได้คะแนนสอบแล้วใช่ไหม คะแนนเข้าเป้ากันหรือเปล่า" อาจารย์แนะแนวถามลูกศิษย์ในคาบเรียน
"ไม่ครับ/ไม่ค่ะ" เสียงตอบพร้อมเพรียง โดยเฉพาะเต้ที่นั่งข้างๆ ณรัชต์
อาทิตย์นี้คะแนนสอบเอ็นทรานซ์ได้ส่งไปรษณีย์ถึงบ้านนักเรียนกันครบหมดแล้ว แต่เพราะณรัชต์อยู่หอพัก จึงยังไม่ได้เห็นคะแนนที่ส่งไปที่บ้าน
"นั่นล่ะ ไม่รู้จักเตรียมตัวให้พร้อมคะแนนสอบก็ได้น้อยน่ะสิ" อาจารย์พูดบ่นลูกศิษย์ ก่อนยกกระดาษที่อยู่ในมือขึ้นมาดู
"เดี๋ยวอาจารย์จะบอกคะแนนที่ดีที่สุด สามอันดับแรกของแต่ละวิชาของห้องนี้ให้ฟังก็แล้วกัน" เสียงอาจารย์แนะแนวกล่าวต่อ
เสียงเต้พึมพำที่ด้านข้างณรัชต์ว่า 'ยังดีที่อาจารย์ไม่เอาคะแนน สามอันดับท้ายมาอ่าน'
แต่ละวิชาที่อาจารย์อ่านมา สองในสามคนแรกก็มักจะเป็นหน้าเดิม ๆ เหมือนตอนสอบในห้องเรียน คือ หัวหน้าห้อง กับ วิทย์ แล้วก็เพื่อนร่วมห้องคนอื่นสลับเข้ามาแทรก
"ภาษาอังกฤษปีนี้ห้องพวกเธอคะแนนสูงนะเนี่ย อันดับต้น ๆ ของชั้นปีเลย" เสียงอาจารย์กล่าวปลื้มๆ ที่ลูกศิษย์ไม่ใช่ห้องคิงแต่ทำคะแนนได้กว่า
"สุภาภรณ์ได้ 88 คะแนน " อาจารย์หันไปมองหัวหน้าห้องลูกศิษย์คนโปรดด้วยความชื่นชม
"นายวิทยาได้ 86 คะแนน นายณรัชต์ ได้ 84 คะแนน " อาจารย์แนะแนวก้มมองคะแนนอีกทีด้วยนึกว่าตัวเองอ่านผิดหรือมีการพิมพ์ผิด
หัวหน้าห้องกับเพื่อนร่วมห้องของณรัชต์ต่างหันมามองที่เขาด้วยความแปลกใจ
แม้ว่าการสอบเทอมหนึ่งคะแนนวิชาภาษาอังกฤษเขาจะออกมาดี แต่เพื่อน ๆ พากันคิดไปว่าเพราะเขาคงได้โพยข้อสอบจากเพื่อนสนิทอย่างวิทย์เท่านั้น เมื่อคะแนนสอบเอ็นทรานซ์ออกด้วยคะแนนลำดับต้น ๆ ของชั้นปี เพื่อน ๆ จึงพากันตกตะลึง
วิทย์เหลือบมองหน้าเขาเล็กน้อยไม่ได้พูดอะไร ส่วนเต้ที่พอจะรู้ว่าพักหลังๆ เขาเก่งภาษาอังกฤษขึ้นมากแต่ก็ไม่คิดว่าจะขนาดนี้จึงหันมาจ้องหน้าเขาอีกคน
ยังไงภาษาอังกฤษณรัชต์ก็มาจากการขวนขวายเรียนรู้ด้วยตัวเองล่ะนะ เทียบกับหัวหน้าห้องหรือวิทย์เรื่องไวยากรณ์ยังไงเขาก็อ่อนกว่าอยู่ดี คะแนนสอบเอ็นทรานซ์ของณรัชต์จึงน้อยกว่าเพื่อนหัวกะทิร่วมห้อง
อาจารย์อ่านคะแนนวิชาอื่นต่อไปซึ่งย่อมไม่มีชื่อณรัชต์ติดอันดับอีก อาจด้วยอาจารย์อ่านเฉพาะวิชาหลักเท่านั้น วิชาที่เขาคิดว่าจะคะแนนสูงอย่างพื้นฐานวิศวะ จึงไม่ได้รวมด้วย
"เฮ้ยวิทย์ เอาใบคะแนนมาด้วยป่าว ขอดูเป็นบุญตาหน่อยเหอะ" เต้หันไปพูดกับวิทย์ผู้มีคะแนนติดอันดับในห้องหลายวิชา
วิทย์ล้วงกระเป๋าหยิบแผ่นกระดาษคะแนนสอบเอ็นทรานซ์ที่ส่งไปรษณีย์ไปที่บ้านยื่นส่งให้เพื่อนสนิทดูแบบไม่หวง ส่วนของณรัชต์เต้รู้ว่าเขายังไม่ได้เห็นใบคะแนนสอบจึงไม่ได้ขอดูของเขา
"อื้อหือ แต่ละวิชาเยอะกว่ากันเกือบเท่าตัว" เต้ที่กางแผ่นกระดาษคะแนนแผ่นเล็กๆ ของตัวเอง เทียบกับของเพื่อนสนิท
ณรัชต์ชะโงกดูบ้าง วิชาสายวิทย์ของวิทย์ล้วนคะแนนไม่ต่ำกว่า 65 ทั้งนั้น ยกเว้นวิชาภาษาอังกฤษที่คะแนนโดดหน่อย จากการอ่านนิยายกับคอมมิคภาษาอังกฤษบ่อย ๆ
ส่วนคะแนนสอบเต้..... เอาเป็นว่า อยู่ระดับเลยคะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศของแต่ละวิชาประมาณวิชาละสองสามคะแนนเท่านั้น
"อาจารย์เตรียมใบตารางคะแนนปีที่แล้วของแต่ละคณะของแต่ละมหาวิทยาลัยมาให้แล้วนะ เดี๋ยวเอาไปแจกกัน แล้วไปดูช่วงคะแนนของแต่ละคณะที่อยากเข้าดู จะได้รู้ว่าคะแนนรวมพอจะเลือกคณะอะไรกันได้บ้าง" อาจารย์แนะแนวกล่าว ก่อนพยักหน้าให้หัวหน้าห้องมาหยิบกระดาษตารางคะแนนที่เตรียมมาแจกนักเรียน
"แล้วเตรียมเลือกคณะกันดี ๆ ล่ะ อาทิตย์หน้าก็จะได้สมัครกันแล้ว คิดให้ดีว่าพวกเธออยากเรียนอะไร อยากจะเป็นอะไรในอนาคต" เสียงอาจารย์กล่าวจริงจัง
"เอาล่ะหมดคาบแล้ว เลิกได้ "
"นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ"
"ขอบคุณครับคุณครู/ขอบคุณค่ะคุณครู"
อาทิตย์นี้ราคาหุ้นบริษัทน้ำมันของเขาพุ่งขึ้นไปถึง 150 บาท ก่อนจะลดลงอย่างรวดเร็วจนราคาหุ้นกลับลงมาที่ราคา 130 บาท
นักเก็งกำไรบางส่วนที่ซื้อหุ้นตามจังหวะขาขึ้นของหุ้นบริษัทน้ำมันต่างพากันขายหุ้นออกมาเพราะคิดว่าหมดโมเมนตัมขาขึ้นของหุ้นบริษัทน้ำมันแล้ว ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวและเริ่มตกลงมาบ้าง ทำให้นักลงทุนคาดว่าถ้าราคาน้ำมันดิบยังมีแนวโน้มลงอยู่อย่างนี้ บริษัทน้ำมันแห่งชาติอาจจะเกิดการขาดทุนจากสต็อกน้ำมันที่ซื้อมาราคาสูงเมื่อตอนราคาน้ำมันดิบแพง
แต่ณรัชต์ที่พอรู้อนาคต เห็นว่าราคาที่ปรับลงมาจากคนเทขายหุ้นออกมาจะยิ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติที่ทยอยซื้อหุ้นตัวนี้อยู่ ชอบใจเข้าไปใหญ่ที่นักลงทุนในประเทศขายหุ้นออกมาให้พวกเขาซื้อสะสมได้สะดวกยิ่งขึ้น
ราคาน้ำมันดิบที่มีการปรับตัวลงไม่ทำให้ณรัชต์วิตกกังวลว่าจะกระทบอะไรกับหุ้นบริษัทน้ำมันของเขา
เพราะนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อหุ้นบริษัทน้ำมันแห่งชาติตอนนี้ เขาไม่ได้หวังระยะสั้นกับกำไรของบริษัทในไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า
พวกเขามองระยะไกลกว่านั้น โดยมองไปที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศที่ลงทุนในอีกสองสามปีข้างหน้าขึ้นไป
-------------------------------
Name : ณรัชต์
Asset : เงินสดในบัญชีหุ้น 55,600 บาท
: ตึกแถว 2 ห้อง ราคาปัจจุบัน 850,000 บาท
: เงินสดในบัญชีธนาคาร 100,000 บาท
- หุ้นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ จำนวน 76,000 หุ้น จากราคา 122 บาท ราคาปัจจุบัน 130 บาท
มูลค่าสินทรัพย์รวม : 55,600 + 850,000 + 100,000 + 9,880,000
= จาก 10,277,600 บาท ปัจจุบัน 10,885,600 บาท