บทที่ 35 มีสิ่งปนเปื้อนในน้ำชา (รีไรต์)
แม้ว่าอวิ๋นซานจะถูกร้องเรียนไปรอบหนึ่งแต่ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย และเธอก็จัดการผ้าในมือได้หมดแล้ว
ผ้าโพลีเอสเตอร์ยาวหกร้อยจั้งทำเป็ปกเสื้อได้เกือบห้าร้อยชิ้น ชุดนี้ขายไปได้กำไรเกือบสองพันหยวน
อวิ๋นโหย่วฝูและพานหงเสียต่างตกตะลึง เวลานานเพียงแค่ครึ่งเดือนก็ทำเงินได้เท่ากับที่ทั้งครอบครัวหาได้ในหนึ่งปี
แต่อวิ๋นซานคิดว่ายังห่างไกลจากการเปิดร้านและซื้อบ้าน แม้ว่าสองพันหยวนจะเป็เงินจำนวนมากก็ตาม
อวิ๋นโหย่วฝูคิดว่าในเมื่อจัดการผ้าชุดนั้นเสร็จแล้ว เงินสองพันหยวนนี้ก็น่าจะใช้ได้สักพัก เธอสามารถมุ่งมั่นทบทวนและเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
ส่วนพานหงเสียรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง เธอคิดอยู่นานแล้วบอกกับสองพ่อลูกว่า “หรือว่าฉันจะเอาผ้ามาทำปกเสื้อไปขายบ้าง?”
อวิ๋นโหย่วฝูมองภรรยาแล้วถามว่า “คุณทำเป็เหรอ?”
พานหงเสียรู้สึกไม่มั่นใจ แต่คิดว่าเธอสามารถเรียนรู้ได้ “ผ้าของซานซานเหลือเศษอยู่บ้างไม่ใช่เหรอ? ฉันจะลองฝึกก่อน ถ้าซานซานบอกว่าใช้ได้ ฉันก็จะซื้อผ้ามา”
อวิ๋นโหย่วฝูถามอีกว่า “ถ้าคุณไปทำปกเสื้อ แล้วใครจะดูแลช่านช่าน?”
พานหงเสียมองค้อนเขาด้วยสายตาตำหนิ “หลานของฉันเป็เด็กดีอยู่แล้ว”
อวิ๋นซานค่อนข้างชื่นชมความมุ่งมั่นของแม่ แต่ก็คิดว่าการซื้อผ้ามาทำปกคอเสื้อสำเร็จรูปนั้น ได้แค่ค่าแรงเท่านั้น อีกทั้งผ้าก็หาซื้อยาก ซื้อได้แค่ไม่กี่จั้งไม่กี่พับเท่านั้น
“แม่ ถ้าอยากฝึกฝีมือก็ฝึกไปเถอะ แต่ถ้าผ้าแพงเกินไปก็อย่าเพิ่งซื้อ”
พานหงเสียพยักหน้า “ได้ เดี๋ยวแม่จะลองฝึกทำไปก่อน”
อีกหนึ่งเดือนก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว อวิ๋นซานคิดว่าจะทำของกินของใช้สำหรับเทศกาลปีใหม่มาขายดีไหม สำหรับคนจีนแล้ว เทศกาลตรุษจีนเป็เทศกาลที่สำคัญมาก ของที่ปกติไม่ค่อยยอมซื้อ่นี้ก็อาจจะซื้อ
แต่เธอก็รู้ว่าคนส่วนใหญ่คนจะซื้อวัตถุดิบกลับไปทำเองเพื่อประหยัดเงิน
เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีจึงปรึกษากับพ่อแม่
อวิ๋นโหย่วฝูส่ายหน้าทันที ไม่เห็นด้วย “ลูกไม่ได้บอกว่าจะทบทวนหนังสือหรอกเหรอ? ทำไมจู่ ๆ มาทำของเทศกาลปีใหม่อีกล่ะ?”
พานหงเสียเองก็ไม่เห็นด้วยเลย “ทำพวกนี้ยุ่งยากมาก ต้องใช้ฝีมือดีด้วย ถ้าทำไม่ดีก็ไม่มีคนซื้อหรอก”
อวิ๋นซานบอกกับอวิ๋นโหย่วฝู “พ่อคะ การอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน สมองก็อาจจะล้าได้ ยังไงหนังสือหนูก็จะอ่านอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้เรียนมาหลายปี และลืมไปบ้าง แต่พอกลับมาอ่านใหม่ก็เข้าใจได้เร็ว พ่อไม่ต้องกังวลหรอก”
ส่วนอวิ๋นซานกับพานหงเสียก็ปรึกษากันว่าจะขายของแห้งดีไหม? อย่างเช่น เมล็ดแตงโมคั่ว ถั่วลิสงคั่ว พวกนี้ทำง่ายไม่ค่อยมีปัญหา แค่ต้องหาแหล่งรับของ
ไม่นานก็ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ ถงเสี่ยวอวี้มาหาอวิ๋นซานที่บ้าน พวกเธอมีนัดกันว่าวันนี้จะออกไปกินข้าวด้วยกัน
“แต่เดิมฉันตั้งใจจะไปกินที่ร้านอาหารเหรินหมิน แต่หลินเวยบอกว่าที่บ้านซื้อปลาคาร์พดำมาตัวหนึ่ง ถือโอกาสไปกินปลาที่บ้านเธอดีกว่า”
อวิ๋นซานไม่เห็นด้วย “ตกลงกันแล้วว่าฉันจะเลี้ยง ทำไมถึงไปรบกวนหลินเวยอีกล่ะ? ไปสั่งปลาที่ร้านอาหารก็ได้ อากาศหนาวแบบนี้ ทำกับข้าวมันลำบาก”
ถงเสี่ยวอวี้ก็เลยพูดว่า “งั้นเธอไปพูดกับหลินเวยเองสิ ฉันขัดเธอไม่ได้ แต่ฉันได้ยินเธอพูดว่า ตอนที่เธอแต่งงาน นอกจากเธอแล้วยังมีเพื่อนอีกสองคนที่ไม่ได้มา แถมเพื่อนร่วมงานของสามีเธอก็มีสองคนที่ไม่ได้มา พวกเขาเลยจะเลี้ยงขอบคุณอีกครั้ง”
อวิ๋นซานถาม “แล้วเพื่อนร่วมชั้นอีกสองคนนั้นเป็ใคร?”
ถงเสี่ยวอวี้ตอบ “ไม่แน่ใจว่าเป็เพื่อนร่วมชั้นประถมหรือมัธยมต้นของเธอหรือเปล่า?”
อวิ๋นซานพยักหน้า “งั้นก็ได้ แต่ต้องรบกวนเธอแล้วล่ะ”
แต่งงานนี่มันเื่ยุ่งยากจริง ๆ เลี้ยงขอบคุณรอบแล้วรอบเล่า
อวิ๋นซานเตรียมซองแดงเสร็จแล้ว กำลังจะออกจากบ้านก็เห็นช่านช่านยื่นมือมาขอให้เธออุ้ม เหมือนกับรู้ว่าเธอจะออกไปข้างนอกก็เลยอยากจะไปด้วยเธอจึงยิ้ม “ช่านช่าน อยากไปข้างนอกกับแม่เหรอ?”
ถงเสี่ยวอวี้รีบพูดว่า “ซานซาน เธอจะพาช่านช่านไปด้วยเหรอ? อย่าเลย วันนี้มีลม เมื่อคืนก็มีหิมะตกด้วย ข้างนอกหนาวมาก ช่านช่านยังเล็กอยู่ ระวังเธอจะหนาวจนป่วยนะ”
พานหงเสียก็พูดว่า “ไม่ต้องพาไปหรอก อีกเดี๋ยวก็ได้เวลานอนแล้ว ถ้าไปข้างนอกเดี๋ยวจะงอแง”
อวิ๋นซานจำใจพูดว่า “งั้นก็ได้”
จริง ๆ แล้วเธอก็ไม่ได้คิดจะพาช่านช่านไปด้วย มีคนมากินข้าวด้วยกันเยอะแยะ ทั้งเสียงดังทั้งวุ่นวายเดี๋ยวช่านช่านจะใ
อวิ๋นซานกับถงเสี่ยวอวี้ขี่จักรยานไปคนละคัน ปั่นตรงไปยังที่บ้านของหลินเวย
หลินเวยกับสามีทำงานที่โรงพยาบาลชุมชน พักอยู่ที่บ้านพักของโรงพยาบาล พอไปถึงบ้านของเธอ อวิ๋นซานก็เห็นว่ามีแค่เธออยู่บ้านคนเดียว
“อวิ๋นซาน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
หลินเวยทักทายอย่างกระตือรือร้น อวิ๋นซานก็ยิ้มกว้างให้เธอ “ใช่ ไม่ได้เจอกันหลายปีแล้ว เธอสวยขึ้นมากเลย ถ้าเจอกันข้างนอกฉันคงไม่กล้าทัก”
หลินเวยทำท่าทางเขินอาย “ปากหวานจริง ๆ ต่อให้ฉันจะสวย ก็สวยสู้เธอไม่ได้หรอก”
“พอแล้ว พวกเธอมาเจรจาธุรกิจกันเหรอ?” ถงเสี่ยวอวี้ส่ายหัวแล้วเดินไปนั่ง
“ใช่ ๆ พวกเธอไปนั่งก่อน เดี๋ยวฉันรินชาให้ เพื่อนร่วมงานของเหวินเฉียงเอามาฝาก เป็ชาดำ พวกเราผู้หญิงดื่มแล้วดี บำรุงกระเพาะ ถ้าอยากดื่มแบบหวาน ๆ ก็เติมน้ำตาลได้ นี่ น้ำตาลอยู่บนโต๊ะ”
หลินเวยพูดพลางรินชาใส่แก้วให้พวกเธอ พอรินเสร็จก็บอกว่าจะออกไปดูว่าคนขายเต้าหู้มาหรือยัง เธอจะไปซื้อหน่อย แล้วเธอก็เดินออกไป
หลังจากที่หลินเวยออกไปแล้ว อวิ๋นซานก็พูดกับถงเสี่ยวอวี้ “ไม่นึกเลยว่าไม่ได้เจอกันหลายปี หลินเวยจะกลายเป็คนคล่องแคล่วขนาดนี้”
เธอจำได้ว่าก่อนหน้านี้หลินเวยเป็คนพูดน้อย ตั้งใจเรียน แตกต่างจากที่เธอจดจำไว้มาก
ถงเสี่ยวอวี้พูดว่า “คนเรามันก็ต้องโตขึ้น ทำงานมาหลายปีก็ต้องรู้จักเอาตัวรอดบ้าง ฉันว่าดีออก อืม…ชานี้อร่อย เธอลองชิมสิ ปั่นจักรยานมาคงหนาวแย่เลย”
อวิ๋นซานหยิบถ้วยชาขึ้นมายกขึ้นจรดริมฝีปากจิบเบา ๆ ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เธอเกือบถูกหลอกขายทั้งชีวิตนี้และชีวิตที่แล้ว ทำให้เธอหวาดระแวง เรียกได้ว่ากลายเป็ปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติ
เธอจำได้ว่าตอนที่ขึ้นรถไฟ หลี่เหมยรินน้ำให้เธอดื่ม เธอดื่มแล้วก็รู้สึกแปลก ๆ หลี่เหมยบอกว่าใส่น้ำตาลไปอาจจะเป็เพราะน้ำตาลกับใบชามันผสมกันเลยมีรสชาติแปลก ๆ
ยังไงก็ตามหลังจากเธอดื่มไปก็รู้สึกมึนหัวและหลับไป
ตอนนั้นเธอยังไม่ทันรู้ตัวกระทั่งกลับมาแล้วค่อย ๆ ครุ่นคิดจนรู้สึกว่าน้ำนั้นน่าจะมีปัญหา
ตอนนี้เมื่อได้กลิ่นนี้อีกครั้ง เธอก็ยืนยันความคิดในใจ เพราะมีกลิ่นใบชาปกคลุมอยู่ ถ้าไม่สังเกตให้ดีคงดื่มไม่รู้รส
ที่แท้ก็มียาที่ทำให้คนกินแล้วหลับจริง ๆ
อวิ๋นซานนึกถึงว่าหลินเวยทำงานที่อยู่โรงพยาบาลชุมชน การหายามาคงจะค่อนข้างง่าย
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วแสร้งทำเป็ดื่มชา “อร่อยดีเสี่ยวอวี้ เธอดูสิตรงหน้าต่างนั่นมันคืออะไร? ทำไมถึงได้ขยับแบบนั้น?”
ถงเสี่ยวอวี้มองตามไปที่หน้าต่าง
อวิ๋นซานฉวยโอกาสตอนที่ถงเสี่ยวอี้หันหลัง สลับแก้วชาสองใบที่อยู่บนโต๊ะ แล้วแอบเทชาในแก้วของถงเสี่ยวอวี้ ราดลงในแขนเสื้อตัวเอง พอถงเสี่ยวอวี้หันกลับมา เธอก็แกล้งทำเป็ยกแก้วขึ้นมาจิบเหมือนกับเพิ่งจะดื่มเสร็จ