บทที่ 39 สายตาเห็นใจ
‘ค่าเสียหายทางจิตใจ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?’
ไม่เพียงแต่เสิ่นฉือเจี๋ยและคนอื่น ๆ ที่งงงวย แม้แต่ผู้คนของสำนักเสวียนชิงเองก็ตาค้าง
สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องไปที่เฉินชิงหยวน บรรยากาศชั่วขณะหนึ่งอึดอัด เงียบสงัดอย่างที่สุด
ผ่านไปนานพอควร ผู้อาวุโสของสำนักหนึ่งก็ทำลายความตึงเครียด เอ่ยปากขึ้นมาว่า “เฉินชิงหยวน ความหมายของเจ้าคือพวกข้ายังต้องให้เงินเจ้าอีกงั้นหรือ?”
“อ้อ! ก็ความหมายนี้แหละ! ท้ายที่สุดท่านทั้งหลายก็อยากจะค้นวิญญาณข้า ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของข้าโดยตรง หากไม่สามารถชดเชยความเสียหายทางจิตใจของข้าได้ จะพูดอย่างไรข้าก็ไม่ให้ผ่านหรอกนะ!” เฉินชิงหยวนส่งยิ้มกับสายตาน่าสงสารให้ท่านอาวุโสผู้นี้
“เมื่อครู่ให้เจ้าไปแล้วมิใช่หรือ?” เสิ่นฉือเจี๋ยในตอนนี้ไม่ค่อยโกรธเท่าไหร่ สมองยังคิดไม่ทัน
“ท่านน่ะอายุมากแล้ว ดูท่าคงขี้หลงขี้ลืมแล้วล่ะ!” เฉินชิงหวนรีบอธิบาย
“ก็เมื่อครู่นั่นเป็นค่าน้ำชา”
“...” ทุกคนคิ้งขมวดพันกันจนยุ่งเหยิง
‘เจ้าหนุ่มนี่โลภเกินไปแล้วนะ!’
“เฉินชิงหยวน อย่าทำอะไรเกินเลยไปนัก” หลิวรั่วอีจากตำหนักบูรพาสุขกล่าวด้วยโทสะ
“ยัยแก่! พวกเจ้าพากันมาที่สำนักเสวียนชิงเพื่อข่มขู่ผู้อื่น ใครกันแน่ที่ทำเกินเลย!” เฉินชิงหยวนลบรอยยิ้มบนใบหน้า ใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง สำหรับคนของตำหนักบูรพาสุข เฉินชิงหยวนไม่มีมารยาทใด ๆ ให้
ในอดีตนั้นเพราะเห็นแก่หน้าของไป๋ซีเสวี่ย เขาจึงใส่ใจตำหนักบูรพาสุขเป็นอย่างมาก ส่งทรัพยากรมากมายให้นับไม่ถ้วน แต่ตำหนักบูรพาสุขปฏิบัติต่อเฉินชิงหยวนอย่างไรกัน?
ครั้งก่อนตอนที่เฉินชิงหยวนเพิ่งกลับมา ตำหนักบูรพาสุขก็กลัวว่าเฉินชิงหยวนจะส่งผลกระทบต่อการแต่งงาน จึงส่งเหยาซู่ซู่มาพร้อมกับเส้นชีพจรวิญญาณระดับกลางมาให้ ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก
หากเฉินชิงหยวนไม่ได้นิสัยดี ตอนนั้นคงด่าแม่ไปแล้ว
“ค่าเสียหายทางจิตใจที่ว่า ข้าไม่ยอมรับเด็ดขาด!”
ได้ยินคำว่า ‘ยัยแก่’ หลิวรั่วอียิ่งโกรธมากขึ้นไปอีก แม้ว่านางจะอายุมาก แต่ก็ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี หน้าตาดูเหมือนหญิงวัยกลางคน ยังคงมีเสน่ห์หลงเหลืออยู่
“ไม่ยอมรับงั้นหรือ?” เฉินชิงหยวนหันไปมองหลินฉางเซิงด้วยท่าทีจริงจัง
“ศิษย์พี่ใหญ่ หากต้องต่อสู้จริง ๆ พวกเราจะรับมือไหวหรือไม่?”
“หากวันนี้สำนักเสวียนชิงของข้าถูกทำลาย ผู้ที่อยู่ ณ ที่นี้ คงไม่มีสิทธิ์รอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดียว! เช่นนั้นข้าก็ขอสาบาน! คนของตำหนักบูรพาสุขน่ะ! ข้าจะไม่ให้รอดแม้แต่คนเดียว!” หลินฉางเซิงเข้าใจความหมายของเขาในทันที จึงจงใจพูดเสียงดัง
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี! เมื่อถึงเวลาต่อสู้ อย่าได้สนใจชีวิตความตายของข้า หากสำนักถูกทำลาย ข้ามีชีวิตอยู่ก็ไร้ความหมาย พี่น้องทั้งหลาย!! เมื่อถึงเวลาให้ฆ่าแม่มดเฒ่าของตำหนักบูรพาสุขให้ตายก่อน อย่าได้ปรานีเด็ดขาด! ต่อให้นางอยู่ในขอบเขตหลุดพ้น แต่พวกเราแค่คนละนิดคนละหน่อย ก็สามารถทำให้นางตายได้” เฉินชิงหยวนหันไปพูดกับตงเหวินจวินและคนอื่นๆ
“ดี! ข้าเองก็รำคาญตำหนักบูรพาสุขมานานแล้ว” ผู้บำเพ็ญหญิงอารมณ์ร้อนคนหนึ่งก้าวออกมา จ้องมองด้วยสายตาโกรธเคือง
“หากต้องการวัดกระดูกกับสำนักเสวียนชิงของพวกข้า ครึ่งหนึ่งของผู้มีอำนาจในดินแดนฝูหลิวซิงต้องเสียใจเป็นแน่!” และในฐานะที่ตงเหวินจวินเป็นผู้อาวุโสปกปักสำนัก พลังของเขาเป็นรองเพียงหลินฉางเซิงประมุขสำนักเท่านั้น เขาจึงมีสิทธิ์พูดประโยคนี้โดยมิต้องเกรงกลัวสิ่งใด
“หากไม่ใช่เพราะอาจารย์และท่านอาจารย์อาวุโสของพวกข้าตายจนหมดแล้ว ต่อให้กำลังทั้งหมดของดินแดนฝูหลิวซิงรวมตัวกันก็มิอาจสั่นคลอนรากฐานของสำนักเสวียนชิงได้”
เมื่อได้ฟังคำพูดของบรรดาผู้อาวุโสของสำนักเสวียนชิง ทุกคนดูห้าวหาญยิ่งนัก มีอาวุโสท่านหนึ่งถึงกับทำให้เสาหยกขาวด้านหลังแตกละเอียด ท่าทางดุดันน่าเกรงขาม
เหล่าผู้แข็งแกร่งจากสำนักต่าง ๆ ที่เห็นเหตุการณ์นี้ต่างรู้สึกหวาดหวั่นในใจ พวกเขาคิดไว้ก่อนแล้วว่าการมาครั้งนี้คงจะง่ายดาย ต้องทำให้สำนักเสวียนชิงก้มหัวยอมรับได้อย่างแน่นอน แต่ใครจะรู้ว่าคนของสำนักเสวียนชิงจะดื้อรั้นยิ่ง
ลูกศิษย์สำนักเสวียนชิงด้านนอก ต่างจัดแถวประจัญบานไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดูท่าทางแล้ว พวกเขากล้าที่จะสู้กับพวกคนแก่ ๆ ที่ฝึกฝนมาหลายพันปี โดยไร้ซึ่งความกลัวตายเลยแม้แต่น้อย
เหล่าผู้อาวุโสที่สูงส่งจากสำนักต่าง ๆ มาที่นี่ก็เพียงเพื่อสืบหาข่าวคราวของแดนต้องห้ามเทียนหยวน มิได้คิดจะต่อสู้กันจริง ๆ หากพูดไม่เข้าหูกันแล้วลงมือต่อสู้ จนต้องเสียชีวิต นั่นคงไม่คุ้มเอาเสียเลย
“ให้ตายสิ! ศิษย์พี่อู๋!! ตอนนี้ยังไม่ทันได้เริ่มต่อสู้เลย ท่านทำลายเสาหยกวิญญาณไปต้นหนึ่งแล้ว ช่างสิ้นเปลืองจริง ๆ!” เฉินชิงหยวนเห็นพี่ชายคนหนึ่งใช้พลังมากเกินไปจนทำให้เสาหยกขาววิญญาณแตกหัก ในใจเขารู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก จึงตำหนิออกมา
“ขออภัย เมื่อครู่ข้าคงตื่นเต้นไปหน่อย” ศิษย์พี่อู๋ถูกน้องชายตำหนิมิรู้สึกเสียหน้า กลับรู้สึกอายเล็กน้อย เกาหลังศีรษะแล้วยิ้มแหย ๆ
“หากหลังจากต่อสู้ครั้งนี้พวกเราทุกคนยังมีชีวิตอยู่ ท่านต้องใช้เงินส่วนตัวของท่านซ่อมแซมเสาให้เรียบร้อยด้วยนะ” ตั้งแต่เด็ก เฉินชิงหยวนก็เริ่มทำธุรกิจมากมาย ทำรายได้ให้สำนักเสวียนชิงไม่น้อยเลย
“เงินส่วนตัวของข้าคงไม่พอซ่อมหรอก ต่อไปข้าจะค่อย ๆ ใช้หนี้ทีละน้อยได้หรือไม่?” ท่าทางเข้มแข็งของศิษย์พี่อู๋หายไปในพริบตา เขากระซิบต่อรองเบา ๆ โดยไม่สนใจเสิ่นฉือเจี๋ยและคนอื่น ๆ เลย
“ข้าจำได้ว่าท่านมีเงินส่วนตัวเยอะมากมิใช่หรือ?” เฉินชิงหยวนถามด้วยความประหลาดใจ
“อย่าพูดถึงเลย สองปีก่อนถูกภรรยาค้นพบ นางเอาไปหมดแล้ว” พูดถึงเรื่องนี้ ศิษย์พี่อู๋ผู้มีร่างกายใหญ่โตก็รู้สึกน้อยใจ
เหล่าผู้อาวุโสฝ่ายชายของสำนักเสวียนชิงที่ได้ยินคำพูดนี้ต่างมองไปที่ศิษย์พี่อู๋ด้วยสายตาเห็นใจ เงินส่วนตัวที่เก็บมานานกว่าพันปี ถูกยึดไปในชั่วข้ามคืน ช่างน่าสงสารยิ่งนัก!
ส่วนบรรดาศิษย์พี่หญิงต่างส่งเสียงฮึดฮัด คิดในใจว่าสมควรแล้ว! ทั้งที่เป็นคู่ชีวิตกันแล้ว ยังกล้าเก็บเงินส่วนตัวอีก! แถมยังเก็บมานานกว่าพันปีอีกด้วย
เฉินชิงหยวนไม่กล้าโมโหแล้ว กลับเห็นใจและกล่าวว่า “ศิษย์พี่อู๋ต่อไปท่านจะตามข้าไปหาเงินก็ได้นะ ศิษย์น้องผู้นี้ถือว่าจบการฝึกฝนแล้ว ต้องทำให้ท่านได้เงินก้อนโตแน่นอน”
“จริงหรือ! ขอบคุณศิษย์น้องเล็กมาก” ศิษย์พี่อู๋ตาเป็นประกาย ราวกับเห็นหินวิญญาณจำนวนมากกำลังพุ่งเข้ามาหาตัวเอง
ในขณะที่ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องกำลังค่อย ๆ พัฒนาขึ้น ผู้แข็งแกร่งจากต่างสำนักต่างหน้าถอดสี ทนไม่ไหวแล้ว
“เฮ้ย! พวกข้ายังอยู่ตรงนี้นะ พวกเจ้ามองมิเห็นข้ากันเลยหรือไร?”
“กำลังจะต่อสู้กันแล้ว ใครจะไปสนใจพวกเจ้า!” เฉินชิงหยวนหันไปมองเสิ่นฉือเจี๋ยและคนอื่น ๆ ด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะพูดอย่างไม่พอใจว่า
“ก่อนตายจะคุยกับพี่ชายสักสองสามคำมิได้หรือไง?”
แท้จริงแล้ว ผู้แข็งแกร่งหลายคนรู้สึกหวาดกลัวในใจ ไม่อยากเสี่ยงชีวิตจริง ๆ คนของสำนักเสวียนชิงนั้นดุเดือดเกินไป ทุกคนต่างก็กลัวตาย เวลาต่อสู้ย่อมต้องดุเดือดมากเป็นแน่
“ผู้อาวุโสเฉินอย่าได้โมโหไป ข้าไม่ได้บอกว่าจะไม่จ่ายค่าเสียหายทางจิตใจนะ!” เสิ่นฉือเจี๋ยข่มความโกรธเอาไว้ พลางเค้นรอยยิ้มออกมา
“แม่มดแก่คนนี้ ก็มิได้บอกว่าจะไม่จ่าย!” เฉินชิงหยวนชำเลืองมองไปที่หลิวรั่วอีจากตำหนักบูรพาสุข มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย
หลิวรั่วอียังคงกำที่วางแขนของเก้าอี้ไว้แน่น จนเกิดรอยมือลึกบนที่วางแขน นางเป็นผู้อาวุโสปกปักของตำหนักบูรพาสุข มีตำแหน่งสูงส่ง! ผู้ใดก็ต้องเคารพ ไม่คาดคิดว่าจะถูกเฉินชิงหยวนดูหมิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโสของสำนัก
เดิมทีหลิวรั่วอีต้องการจะลงมือสั่งสอนแต่ถูกคนอื่นส่งสารเตือนไว้ก่อน ทั้งหมดก็เพื่อคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวม หลิวรั่วอีจึงต้องกลั้นโทสะเอาไว้ พยายามไม่ให้เรื่องบานปลาย
‘เด็กน้อย เจ้าอย่าได้ตกมาอยู่ในกำมือของข้าเชียว มิเช่นนั้น ต่อให้เจ้าอยากตาย ก็ยากยิ่งนัก!’
หลิวรั่วอีจดจำเฉินชิงหยวนเอาไว้ในใจ อยากจะฟันเขาเป็นแปดท่อนให้จงได้