มหาศึกห้าแผ่นดิน

    ตอนที่ 53 ประลองหน้าพระพักตร์

    “ กราบทูลเสด็จพ่อ หยางเฟยหลงแม้จะอ้วนตุ๊ต๊ะ และไร้พลังปราณยุทธ์ แต่เมื่อถึงเวลาต่อสู้  เขาสามารถเอาตัวรอด และช่วยชีวิตของกระหม่อมได้อย่างทันเวลาทุกครั้ง หยางเฟยหลงเป็นผู้นำโชคดีมาให้กระหม่อม ดังนั้นกระหม่อมจึงต้องการเขาออกศึกในครั้งนี้ด้วย” 

    องค์ชายรองหลี่คังก้าวเท้าออกมาและกล่าวอย่างมั่นใจ ราเชนได้แต่ฟังแล้วขมวดคิ้ว เขาเป็นตัวนำโชคไปตั้งแต่เมื่อไรกัน

    จักรพรรดิหลี่เอี้ยนส่ายหัวไปกับความคิดของ องค์ชายรอง ฮองเฮาคล้ายรู้พระทัยเลยเอ่ยออกมาว่า

    “ เสด็จพี่อย่าได้ทรงกังวลพระทัย ออกศึกคราวนี้ได้แม่ทัพเยว่ไคว ไปเป็นที่ปรึกษาลูกของเรา เขาเอาใครไปเพิ่มอีกสักคนก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลยนะเพคะ”

    “ อืม ดีที่ท่านแม่ทัพเยว่ไคว ไปด้วยทำให้ข้าวางใจ หยางเฟยหลง เจ้ามีคดีความค้างอยู่สองคดี คดีแรกมีคนบอกข้าว่า เจ้ามีส่วนขโมยหยกราชลัญจกรของจักรพรรดิหลี่เทียนไป และเอาของปลอมมามอบให้กับองค์ชายรอง  เจ้าเอาหยกราชลัญจกรไปไว้ที่ไหน”

    ราเชนถึงกับสะดุ้งเฮือก ไม่คิดว่า อยู่ๆ จักรพรรดิหลี่เอี้ยนจะถามเขาในเรื่องนี้

    “ กระหม่อมไม่ได้เอาไป ตอนนั้นข้ามอบหยกราชลัญจกรของจักรพรรดิหลี่เทียนให้กับ องค์ชายรองไป เล่ากงกง ก็ได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นของจริง แล้วกระหม่อมก็ไม่ได้เห็นหยกราชลัญจกรนั่นอีกเลย”

    “ แต่เล่ากงกง บอกข้าว่า ตอนนั้นการตรวจสอบเป็นไปอย่างรีบร้อน พอกลับมาเมืองหลวง มันกลับไม่ใช่”

    “ กระหม่อมคาดว่า อาจมีคนเล่นแร่แปรธาตุลวงหลอกทุกๆ คนในตอนนั้นก็เป็นได้”

    เล่ากงกง ตอกย้ำไปอีกคน     จนฮองเฮาเริ่มอึดอัดแทนเลยเอ่ยขึ้นมาว่า

    “ เสด็จพี่ เรื่องนี้เราคุยกันแล้ว หากไม่มีหลักฐาน หยางเฟยหลงก็ถือว่า ไม่ใช่คนผิดนะเพคะ”

    “ ข้าจะเชื่อว่าเจ้าบริสุทธิ์ไปก่อน แต่คดีที่สองเจ้าฆ่าคนตายในเมืองหลวงของข้ามีหลักฐาน และพยานแน่ชัด แต่ว่า หากเจ้าไปทำศึกกับองค์ชายรองครานี้ หากได้รับชัยชนะกลับมา ข้าจะละเว้นโทษให้เจ้า”

    “ยังไม่รีบขอบพระทัยเสด็จพ่ออีก” องค์ชายรองหันมาบอกกับราเชนด้วยความดีใจ

    “ ขอบพระทัยพะยะค่ะ” ราเชนเอ่ยไปตามน้ำ

    “ เสด็จพ่อ ลูกอยากขอให้หยางเฟยหลง รับตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารอันดับที่ 4 ด้วยพะยะค่ะ”

    “ อะไรนะ เป็นแค่คนติดตามเสด็จพี่ ก็พอแล้ว นี่จะแต่งตั้งเป็นรองผู้บัญชาการอันดับที่ 4 เลยรึ  มันไม่มีคุณสมบัติพอเสด็จพี่ พลังปราณยุทธ์ก็ไม่มี แถมไม่เคยมีความรู้เรื่องสงครามอีกด้วย” องค์ชายสี่หลี่หมิงเอ่ยแย้งทันที

    “ แต่ว่า หากเขาไม่ได้ตำแหน่งนี้ เวลากระหม่อมมีปัญหา ใครจะช่วยสั่งการแทนกระหม่อมกันเล่า” องค์ชายรองหลี่คังไม่ยอม

    เสียงคนในห้องโถงเริ่มซุบซิบกัน ทำนองว่า องค์ชายรองกำลังนำเด็กเส้นเข้าไปในกองทัพในครั้งนี้ ทำให้ฮองเฮาเองต้องออกมาแก้ต่างให้ว่า

    “ ท่านแม่ทัพเยว่ไค ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร”

    แม่ทัพเยว่ไค เป็นแม่ทัพชราแล้ว มีวัยถึง 70 ปี แตคราวนี้ถูกเรียกตัวมาเพื่อช่วยสั่งสอน องค์ชายรองหลี่คังทำศึก ถือว่าเป็นคนของฮองเฮา คงต้องช่วยพูดให้กับองค์ชายรองหลี่คังแน่ๆ

    “ ตำแหน่งรองผู้บัญชาการอันดับสี่ นั้นมีบุคคลที่เหมาะสมรอการแต่งตั้งอยู่แล้ว เป็นของจ้าวซื่อ หลานชายของท่านแม่ทัพใหญ่จ้าวสง เขามีฝีมือขั้นปรมาจารย์ปรายุทธ์ระดับที่ 20 แล้ว อีกทั้งเคยผ่านศึกสงครามมากับ แม่ทัพจ้าวสงหลายครั้ง กระหม่อมเชื่อว่า คุณชายหยางเฟยหลง คงไม่อาจเทียบเท่าเขาได้อย่างแน่นอน แต่หากองค์ชายรองต้องการ คงต้องปลดรองผู้บัญชาการจ้าวซื่อออกจากตำแหน่ง แต่ว่าอาจจะมีปัญหาในการสั่งการของกองทัพเราในอนาคต”

    “ ถ้าเช่นนั้น ลูกแม่ ก็อย่าดื้อรั้นเลยนะ”   ฮองเฮาเอ่ยกับ องค์ชายรองหลี่คัง

    “ เพิ่มตำแหน่งให้เขาเป็น รองผู้บัญชาการอันที่ ห้าก็ได้นี่พะยะค่ะ”

    องค์ชายรองยังต่อรองอยู่เพราะหาก ราเชนได้ตำแหน่งเขาจะเป็นผู้ช่วยคนเดียวที่เขาสั่งการได้ เพราะ รองผู้บัญชาการอันดับ 1-4 นั้น ล้วนเป็นคนของ องค์ชายสี่หลี่หมิงทั้งหมด

    “ เจ้าเป็นถึงผู้บัญชาการใหญ่ ไม่รู้กฏระเบียบของการบังคับบัญชาเลยหรือไง ตำแหน่งรองผู้บัญชาการ หากมีเพิ่ม กำลังทหาร และ สายการบังคับบัญชาก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย วันพรุ่งนี้เจ้าต้องเดินทางแล้ว อย่าทำให้ต้องเสียเวลาอีก” จักรพรรดิหลี่เอี้ยนเอ่ยเสียงกร้าวไม่พอใจ องค์ชายรองที่ต่อรองเช่นนี้

    ทำให้องค์ชายรองส่งสายตาไปที่ ฮองเฮาที่เป็นมารดาแท้ๆ ของเขาให้ช่วยเหลือ

    ฮองเฮา ได้แต่ส่งสายตาไปที่แม่ทัพเยว่ไคว ที่พยักหน้าเข้าใจ แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า

    “ หากว่า หยางเฟยหลงประลองยุทธ์แล้วเอาชนะ รองผู้บัญชาการจ้าวซื่อได้ คนในกองทัพก็จะไม่มีปัญหาในการเปลี่ยน รองผู้บัญชาการอันดับที่ 4 ในครั้งนี้”

    “ ประลอง?” องค์ชายรองเอ่ยขึ้นมาอย่างสงสัย ราเชนได้มองหน้าองค์ชายรอง อยากจะเอ่ยปากบอกว่า เขาไม่อยากไปสักหน่อย นี่อะไรจะมาให้เขาประลองยุทธ์กับตัวตนระดับปรมาจารย์อันดับที่ 20  ลืมกันไปแล้วหรือไง ว่าเขาไม่เป็นวรยุทธ์ ราเชนได้แต่ส่ายหัวได้แต่ฟังพวกเขาพูดต่อไป

    “ กระหม่อมเห็นด้วย กับท่านแม่ทัพเยว่ไคว” องค์ชายสี่ยิ้มอย่างมั่นใจ คราวนี้หยางเฟยหลงคงต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มแน่ๆ

    “ ก็ดีนะ งานเลี้ยงคืนนี้จะได้คึกคักหน่อย ท่านแม่ทัพเยว่ไคว จะประลองกันอย่างไรดี”

    จักรพรรดิหลี่เอี้ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ครั้งนี้เขาทำตามที่ฮองเฮาขอร้องปล่อยตัวองค์ชายรอง แถมยังถูกขอร้องให้แต่งตั้ง องค์ชายรองเป็นผู้บัญชาการใหญ่อีก จักรพรรดิหลี่เอี้ยนซึ่งรับปากว่าจะให้ทุกอย่างที่ฮองเฮาขอ เลยไม่อาจปฏิเสธได้ แต่คราวนี้เรื่องของหยางเฟยหลง ที่ถูกแม่ทัพเยว่ไควแย้งทำให้เขารู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง

    ฮองเฮาก็ทรงรู้พระทัย ก็เลยได้แต่ปล่อยเลยตามเลยไป ให้หยางเฟยหลงเป็นที่ระบายพระทัยของจักรพรรดิหลี่เอี้ยนไป ส่วนองค์หญิงเจี้ยนหนิงนั้น รู้สึกเป็นห่วงหยางเฟยหลงยิ่งนัก กลัวว่าเขาจะได้รับอันตราย แต่ก็ไม่อาจพูดทักท้วงอะไรได้ ทำได้แต่เพียงเตรียมหมอหลวงคอยรักษาอาการบาดเจ็บให้กับเขา

    ราเชนนั้นอาการบาดเจ็บยังไม่หายดีเท่าไร หากต้องมาประลองกับตัวตนขั้นปรมาจารย์ คงพ่ายแพ้แน่ๆ ราเชนเลยคิดจะยอมแพ้แต่เริ่มต้น จนกระทั่ง องค์ชายรองเข้ามากระซิบบอกกับเขา

    “ เจ้าต้องชนะมันให้ได้ ไม่เช่นนั้นพวกเราจะไม่สามารถเบิกงบลับจากคลังหลวงได้เลย”

    ราเชนได้ฟังก็หูผึ่งทันที แต่ไม่ทันจะถามว่า งบลับนั่นเท่าไร ห้องโถงก็ถูกจัดเตรียมสถานที่ประลอง โดยเก็บโต๊ะออกไป ทำให้มีลานกว้างขึ้นเหมือนกับเวทีมวยสองเท่า แล้วเสียงคนในท้องพระโรงก็ดังขึ้น เพราะมีชายหนุ่มวัย 24 ปีหน้าตาหล่อเหลาปานเทพบุตร แต่งกายชุดเกราะสีทอง มีกระบี่ห้อยที่เอว ในมือถือทวนยาวเดินเข้ามาด้านใน แล้วมองหน้าราเชนด้วยสายตาเรียบเฉย เสียงปรบมือต้อนรับกันอย่างคับคั่ง ที่แท้มันคือ ว่าที่รองผู้บัญชาการอันดับที่ 4 จ้าวซื่อนั่นเอง

    แม่ทัพเยว่ไควประกาศว่า

    “ การประลองชิงตำแหน่งรองผู้บัญชาการ อันดับสี่  ดังนั้น เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับบาดเจ็บอันตราย ขอเพียงอีกฝ่ายเอ่ยปากยอมแพ้ การประลองถือว่ายุติ เริ่มประลองได้"

    องค์ชายรองปรบมือยินดี เขาเองก็ไม่คิดว่า หยางเฟยหลงจะชนะ เขาวางแผนเอาไว้ว่า เมื่อถึงเวลาออกศึก เขาตั้งใจให้จ้าวซื่อไปรบแนวหน้า เมื่อพลาดท่าเสียทีตายไป เขาจะให้หยางเฟยหลง ยึดตำแหน่งแทน

    แต่ทันใดนั้นเอง องค์ชายสี่หลี่คัง ก็ลุกขึ้นกล่าวต่อว่า

    " กราบทูลเสด็จพ่อ กระหม่อมเห็นว่า การต่อสู้ของชายชาติทหารนั้น ไม่ใช่การประลองแบบคนทั่วไป นี่มันคือศักดิ์ศรีแห่งนักรบ ยามออกศึกที่แท้จริง การเอ่ยปากยอมแพ้ต่อข้าศึก คิดว่า พวกมันจะไว้ชีวิตพวกเราอย่างนั้นรึ

    กระหม่อมขอเสนอว่า ให้พวกเขาต่อสู้โดยไม่มีขีดจำกัด แม้นตายก็ตายอย่างชายชาติทหาร และอีกอย่างตำแหน่งในกองทัพนั้น ไม่ใช่ใครที่เส้นสาย จะมาขอกันแบบนี้ง่าย เพื่อให้กองทัพดำรงเอาไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งรัฐ ขอให้เสด็จพ่อทรงโปรดประทาน การต่อสู้โดยไม่มีขีดจำกัด แม้นตายก็จะไม่มีการเสียใจ"

    สิ้นเสียงองค์ชายรองหลี่คัง เหล่าขุนนางฝ่ายทหารต่างส่งเสียงโห่ร้องยินดี เพราะพวกเขาไม่พอใจที่องค์ชายรองคิดจะเอาคนของตนเองมาแทนที่ ตำแหน่งรองผู้บัญชาการอันดับที่ 4 อยู่ก่อนแล้ว จักรพรรดิหลี่เอี้ยน ก็พอพระทัยยิ่งนัก โดยที่ไม่ทันมองหน้าของ ฮองเฮาที่ขมวดคิ้วสงสัย 

    “ จ้าวซื่อ เจ้ากล้าต่อสู้เป็นตายหรือไม่”  จักรพรรดิหลี่เอี้ยน เอ่ยด้วยเสียงดังกังวานไปทั่วท้องพระโรง

    “ กระหม่อม พร้อมสู้ พะยะค่ะ”

    ทุกๆ คนที่ได้ยินต่างส่งเสียงโห่ร้องยินดี แต่องค์ชายรองกลับหน้าซีด หันหน้าไปที่ พระมารดาก็ถูกส่ายหัว

    “ แล้วเจ้าล่ะ หยางเฟยหลง กล้าต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งรองผู้บัญชาการอันดับที่สี่อีกหรือไม่” จักรพรรดิหลี่เอี้ยนหันมาทางราเชนที่ตอนนี้ เอ่ยอย่างมั่นใจว่า

    “ กระหม่อมก็พร้อมเช่นกัน”

    วิญญาณนักฆ่า และ สายเลือดตระกูลหยางของเขาตอนนี้ก็เดือดเป็นไฟขึ้นมา การประลองไร้ขีดจำกัดนี้มันเหมาะกับนักฆ่าอย่างเขาที่สุดแล้ว

    “ ทูลเสด็จพ่อ  นี่เป็นงานฉลองพระราชสมภพของเสด็จแม่ ขออย่าให้ถึงกับฆ่ากันเลยได้ไหม” องค์หญิงเจี้ยนหนิงรีบขอร้องจักรพรรดิ เพราะเกรงว่าราเชนจะไม่รอดแน่ๆ

    “     น้องพี่ พวกเขาล้วนเป็นทายาทนักรบ ไม่เคยเกรงกลัวต่อคมหอกคมดาบกันอยู่แล้ว ดังนั้น ความตายถือเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การทุ่มกำลังต่อสู้อย่างไม่จำกัด จะทำให้พวกเขาแสดงพลังที่มีอยู่ในตัวออกมาอย่างเต็มที่ จะได้รู้กันว่าใครกันแน่ เหมาะสมที่จะเป็นรองผู้บัญชาการทหารอันดับที่ สี่”  องค์ชายสี่หลี่หมิงได้สั่งให้อาจารย์จ้าวเหล่ยเทียน ซึ่งเป็นลุงของจ้าวซื่อ ได้กระชับให้ฆ่าหยางเฟยหลงต่อหน้าทุกคนให้เร็วที่สุด 

    “  ลูกสี่พูดถูกแล้ว จัดสถานที่ประลองได้ ” จักรพรรดิหลี่เอี้ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม โดยไม่หันมามองหน้า ฮองเฮาเลยแม้แต่น้อย

    พอจัดสถานที่ประลอง หน้าพระราชวังเรียบร้อย  ราเชนเดินขึ้นไปบนลานประลอง ด้วยสายตาที่ส่องประกายผิดจากคนปกติทั่วไป จักรพรรดิหลี่เอี้ยนเห็นแวบเดียว ก็ถึงกับแปลกใจไปเหมือนกัน

    “ เริ่มประลองได้” แม่ทัพเยว่ไควประกาศออกมาเสียงดังลั่น เมื่อเห็นทั้งคู่ยืนเผชิญหน้ากันแล้ว

    องค์หญิงเจี้ยนหนิงกับ คุณหนูใหญ่อี้หลัน ต่างจับมือกัน ต่างฝ่ายก็เป็นห่วงราเชนไปคนละแบบ

    “ คนไร้พลังปราณยุทธ์อย่างเจ้า กล้าเดินขึ้นมามือเปล่า ประลองกับทวนตระกูลจ้าวของข้า แสดงว่า เจ้าต้องมีอาวุธลับที่ร้ายกาจซ่อนเอาไว้ใช่ไหม” จ้าวซื่อเอ่ยอย่างระมัดระวังตัว

    “ เดี๋ยวก็รู้”

    ราเชนเอ่ยด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม

    “ งั้นก็ตายได้แล้ว” 

    ทวนยาวของจ้าวซื่อ พุ่งออกไป ราวกับงูฉก มันพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่สายตาคนทั่วไปนั้นไม่อาจ จับภาพเอาไว้ได้  ราเชนนั้นยังคงนิ่งไม่ขยับตัว  จนกระทั่งทวนพุ่งเข้าที่หน้าอกของเขา  

    ฉึก !!

    ราเชนไม่ร้องสักคำ แต่กลับเดินเข้าหา จนทวนของจ้าวซื่อทะลุไปด้านหลังของเขา จ้าวซื่ออ้าปากค้าง ไม่คิดว่า ราเชนจะไม่หลบ และยังดันตัวเองเพื่อเข้าใกล้เขาอีก ราเชนกัดฟันทนความเจ็บปวด แล้วก้าวเท้าเข้าใกล้ระยะประชิิด แล้วก็สะบัดมือออกไป มีประกายของคมมีดนิรนาม สาดส่องออกมา จ้าวซื่อเห็นแล้ว จึงลอบยิ้มออกมา พร้อมกับใช้ปลอกแขนโลหะมาป้องกันเอาไว้ แต่ทว่า มันหาได้รู้ความร้ายกาจของ มีดนิรนามไม่ คมมีดกรีดปลอกแขนโลหะจนขาดเป็นสองท่อน รวมทั้งแขนของจ้าวซื่อด้วยเช่นกัน แต่กระนั้นคมมีดก็ไม่หยุด ปาดเข้าที่ลำคอของ จ้าวซื่อจนขาดตกไปที่พื้นเวทีประลอง

    ร่างไร้หัวของจ้าวซื่อยืนสั่นกระตุก เลือดพุ่งขึ้นไปบนฟ้า ไม่นานก็หยุด ร่างหงายท้องไปนอนข้างๆ หัวของมัน เลือดไหลนองไปตามพื้นเวที 

    บรรยากาศภายในงานเลี้ยงเงียบกริบ ราเชนเดินเข้าไปเสาเวทีประลอง แล้วดันทวนทีปักอกของตน จนทะลุจากด้านหน้าไปทางด้านหลัง ราเชนนั้นคำนวนอย่างแม่นยำแล้วว่า จุดที่ทวนแทงเข้าไปที่หน้าอกของเขามันมีแต่กล้ามเนื้อ หาได้ถูกอวัยวะสำคัญไม่ เขาจึงยอมแลกด้วยอาการบาดเจ็บเช่นนี้ เพื่อไม่ให้การต่อสู้ยืดเยื้อ และนี่คืออีกวิธีหนึ่ง ของการฆ่าคน ตามแบบฉบับของเขา  ราเชนหันมาคุกเข่าต่อหน้า จักรพรรดิหลี่เอี้ยนและฮองเฮา ที่ยังคงนิ่งตะลึงงันกันทั้งสองพระองค์ แล้วเอ่ยออกไปขณะที่เลือดไหลชโลมร่างว่า

    “ เป็นเพราะบารมีขององค์จักรพรรดิและฮองเฮาทำให้กระหม่อมพิชิตชัย ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญนับหมื่นๆ ปี”........