การหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง

    บทที่ 57 สำรวจเมืองหลวง

    บทที่ 57

    สำรวจเมืองหลวง

    ในเมืองหลวงแห่งนี้เนื่องจากโจวหลินแล้ว ก็ยังมีคนที่มีชื่อเสียงอีกหนึ่งคน คนนั้นคือขุนนางหนุ่มคนนึง อีกฝ่ายมีอายุเพียงแค่ยี่สิบปลายๆเท่านั้น

    เรียกได้ว่าอีกฝ่ายมีอายุมากกว่าเจียงเฟิงไม่กี่ปี

    ขุนนางหนุ่มผู้นี้เพิ่งโดดเด่นขึ้นมาหลังจากจบสงคราม รู้สึกว่าอีกฝ่ายจะมีแซ่สวี 

    ทั้งขุนนางหนุ่มแซ่สวีและโจวหลินทั้งสองเป็น คนหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเป็นสองดวงดาวแห่งต้าเฉินเลยก็ว่าได้

    ผู้คนส่วนใหญ่พูดคุยเกี่ยวกับบุรุษหนุ่มที่เป็นขุนนางผู้นี้แต่ว่าไม่ได้พูดคุยมากนัก

    สำหรับคนที่อยู่ภายในโรงน้ำชาแห่งนี้เสียส่วนใหญ่จะเป็นพวกชาวยุทธ หรือไม่ก็เป็นพวกพ่อค้าเดินทางพวกเขาส่วนใหญ่จะชื่นชอบพวกคนที่มีฝีมือมากกว่า 

    เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว พวกบัณฑิตที่มีร่างกายอ่อนแอคนพวกนี้ก็เพียงแค่ชื่นชมแต่ว่าไม่ได้ยกย่อง 

    อันที่จริงแล้วเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องแปลกความแข็งแกร่งไม่ว่าในยุคสมัยไหนก็เป็นแบบนี้ 

    ความแข็งแกร่งถือได้ว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้คนนั้นยกย่องได้มากที่สุด 

    โจวหลินเองก็เป็นเช่นนั้นรู้สึกว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงผู้ฝึกยุทธขอบเขตหก 

    คนผู้นั้นมีอายุน้อยกว่าเจียงเฉินผู้เป็นบิดาของเจียงเฟิงอยู่หลายปี 

    ได้ยินว่าอีกฝ่ายพึ่งอยู่ในช่วงวัยสามสิบต้นๆเอง

    อาจจะเป็นเพราะว่าพรสวรรค์วรยุทธที่โดดเด่นแบบนี้ มันเลยทำให้ราชสำนักเลือกให้คนผู้นี้มาเป็นตัวแทนในการค้านอำนาจกับแม่ทัพเจียงเฉินทางเหนือ 

    แต่ว่ามันเองก็แสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด 

    การพึ่งพาเพียงแค่ขอบเขตของโจวหลินเพียงอย่างเดียว มันไม่ได้ช่วยให้โจวหลินสามารถเทียบเทียมกับเจียงเฉินได้  

    ในตอนนี้ถือได้ว่าสถานการณ์ภายในเมืองหลวงนั้นยังอยู่ในช่วงที่สงบ 

    เพราะว่าผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่ามันอาจจะมีสงครามเกิดขึ้นอีก 

    เกี่ยวกับเรื่องสงครามไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจียงเฟิง ตัวของเขาเดินทางมาในครั้งนี้เพราะว่ามีจุดหมายบางอย่าง 

    หลังจากที่ฟังข่าวสารส่วนใหญ่ภายในเมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว เจียงเฟิงก็ลุกขึ้นแล้วก็เดินออกไปจากโรงน้ำชา 

    แน่นอนว่าเขาเดินทางมุ่งตรงไปยังเมืองหลวง 

    หลังจากขึ้นหลังม้าแล้วก็ควบม้าออกไปจากจุดพักม้าแห่งนี้ 

    เดินทางไปไม่นานเมืองขนาดใหญ่ก็ปรากฏอยู่บริเวณด้านหน้าของเขา 

    สถานที่ด้านหน้าของเขาคือเมืองหลวงของต้าเฉิน

    กำแพงเมืองสูงใหญ่หลายสิบเมตรถูกตั้งล้อมรอบเมืองเอาไว้ 

    เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ก็จะพบเจอกับทางเข้าที่ยิ่งใหญ่ตระการตา 

    เมื่อเดินทางมาถึงจุดตรวจบริเวณหน้าประตูเมืองเจียงเฟิงก็นำเอาจดหมายผ่านทางของตนเองออกมา 

    เขาส่งจดหมายให้กับผู้ตรวจสอบที่อยู่หน้าประตู 

    ทหารเฝ้ายามเมื่อได้เห็นจดหมายผ่านทางก็พยักหน้าแล้วก็ให้อีกฝ่ายเข้าไป 

    เพียงแต่ว่าในระหว่างที่ส่งจดหมายคืนอีกฝ่าย ก็จ้องมองเจียงเฟิงราวกับกำลังจ้องมองตัวประหลาดที่หายาก

    นั่นเป็นเพราะว่าประวัติในจดหมายของเขาตัวของเขาเป็นคนที่เติบโตในแดนรกร้างทางเหนือ 

    เพราะแบบนั้นมันเลยทำให้ทหารเฝ้ายามรู้สึกสงสัยในตัวตนของเขาเล็กน้อย 

    อันที่จริงแล้วมันควรจะพูดว่าอีกฝ่ายไม่เคยเห็นคนจากดินแดนรกร้างทางเหนือมากกว่า 

    นั่นเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่ที่อยู่ภายในดินแดนรกร้างทางเหนือ มีน้อยมากที่จะเดินทางมาถึงเมืองหลวงแห่งนี้ 

    แต่เมื่อเห็นรูปลักษณ์ด้านนอกของเจียงเฟิงอีกฝ่ายก็พอจะเข้าใจได้ว่าคนผู้นี้น่าจะมาจากแดนเหนือจริงๆ

    เพราะว่าภายในความคิดของทหารเฝ้ายามผู้นี้

    ดินแดนรกร้างทางเหนือเป็นสถานที่ที่ยังไม่ได้พัฒนา

    เพราะแบบนั้นการที่ผู้คนภายในดินแดนรกร้างทางเหนือจะมีร่างกายที่ดูกำยำ แล้วก็มีผิวที่เข้มกว่าคนปกติมันเองก็ไม่แปลก

    รวมไปถึงรูปลักษณ์ที่ไม่ได้โดดเด่นของเจียงเฟิงด้วยทำให้อีกฝ่ายนั้นยอมปักใจ

    เจียงเฟิงได้ผ่านเข้าไปภายในประตูเมืองหลวง

    หลังจากที่ผ่านเข้าไปแล้วดวงตาของเขาก็มองพื้นที่รอบๆด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด

    ในตอนนี้ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่มันอยู่ภายในใจของเขาเป็นความรู้สึกแบบไหน ตัวของเขาไม่ได้เดินทางกลับมาที่เมืองหลวงมาเป็นเวลานานแล้ว

    จำได้ว่าในตอนนั้นก่อนที่เขาจะสลบไสลไป เขาเองก็อยู่ที่เมืองหลวงเช่นเดียวกัน

    เมื่อตื่นมาอีกทีก็ไปอยู่ภายในแดนรกร้างทางเหนือ

    เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวงหลังจากที่ตนเองไม่ได้กลับมาหลายปีพบเห็นว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก

    ภายในเมืองแห่งนี้มีความเจริญมากกว่าเมื่อก่อน ไม่เพียงเท่านั้นประชากรภายในเมืองหลวงเองก็ดูมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

    ชาวเมืองที่สัญจรผ่านไปผ่านมาบนถนนเส้นหลักของเมืองหลวงแห่งนี้ ดูแล้วหนาแน่นจนทำให้เจียงเฟิงรู้สึกประหลาดใจ

    เมื่อก่อนแม้ว่าภายในเมืองหลวงแห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมของความเจริญรุ่งเรือง

    แต่มันก็ไม่ได้มีผู้คนมากมายขนาดนี้ ที่มีผู้คนมากมายขนาดนี้ก็คงจะเป็นเพราะว่าในตอนนี้ต้าเฉินมีขนาดใหญ่โตมากขึ้น

    ต้าเฉินกลืนกินหนึ่งราชวงศ์ไปเรียบร้อยแล้ว ประชากรของราชวงศ์นั้นก็กลายมาเป็นประชากรของต้าเฉิน

    เพราะแบบนั้นการที่เมืองหลวงจะมีผู้คนมากขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก 

    สิ่งที่เจียงเฟิงทำก็คือการลงจากหลังม้าแล้วก็เดินสำรวจเมืองแห่งนี้

    แน่นอนว่าเขาพยายามเดินสำรวจที่ถนนเส้นหลักก่อนเป็นอันดับแรก

    ถ้าเกิดว่าเพียงแค่ใช้เท้าและร่างกายของคนธรรมดา เดินสำรวจเมืองด้วยวิธีทั่วไปหนึ่งวันก็คงจะไม่สามารถเดินพวกเมืองหลวงแห่งนี้ได้ทั้งหมด

    เพราะแบบนั้นเจียงเฟิงเลยเลือกเดินสำรวจเมืองหลวงเพียงแค่ถนนเส้นหลักต่างๆเท่านั้น

    แต่แล้วหลังจากที่เดินสำรวจเมืองหลวงมาได้สักพักนึงตัวของเขาเองก็ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง

    เจียงเฟิงมองมันอย่างเฉยชาเขาไม่ได้ตกตะลึงมากนัก ในตอนนี้มีความประหลาดใจเพียงเท่านั้น 

    แม้ว่าเมืองหลวงแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน แต่สถานที่แห่งนี้เองก็ยังคงเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าเฉินเช่นเดิม 

    จวนของขุนนางใหญ่ภายในเมืองแห่งนี้ก็ยังคงมีอยู่ 

    ดูเหมือนว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาชวนของขุนนางพวกนี้จะใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ 

    มันคงจะเป็นเพราะว่าการก้าวหน้าในหน้าที่การงาน 

    เจียงเฟิงเดินทางมาถึงจวนที่ตนเองนั้นเคยอาศัยอยู่ในตอนเด็ก 

    สถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นจวนของแม่ทัพเจียงเช่นเดิมไม่มีใครเข้ามาอยู่อาศัย 

    ยังคงมีคนงานคอยดูแลสถานที่แห่งนี้ แล้วมันเองก็เป็นสถานที่ที่ไม่มีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยด้วย

    ต่อให้ฮ่องเต้ของราชวงศ์จะประทานจวนแห่งนี้ให้กับขุนนางสักคน ขุนนางผู้นั้นจะกล้าเข้ามาอยู่อาศัยอย่างนั้นหรือ

    ผู้ใดก็รู้ว่าสถานที่แห่งนี้คือจวนของแม่ทัพเจียง หยุดอยู่ด้านหน้าของจวนแห่งนี้

    แม้ว่าเจียงเฟิงจะเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ แต่เขาก็ไม่ได้เดินเข้าไป

    ทุกอย่างมันเป็นเพียงแค่ความทรงจำในอดีตเท่านั้น เขาไม่ได้มีความรู้สึกลึกล้ำกับจวนแห่งนี้มาก

    มันเป็นเพียงแค่สถานที่สถานที่หนึ่งที่ตัวของเขาเติบโตมาเท่านั้น 

    ในทางกลับกันตัวของเขากลับรู้สึกแปลกประหลาดเสียด้วยซ้ำเพราะว่ามันเป็นสถานที่ที่เขาไม่อยากจะจดจำ 

    อาจจะเป็นเพราะว่าตั้งแต่ในอดีตเมื่อเขามาอยู่ที่สถานที่แห่งนี้ 

    ในตอนนั้นไม่มีคนภายในครอบครัวของเขาอาศัยอยู่รอบกายเลยแม้แต่น้อย 

    มารดาที่จากไปตั้งแต่ตัวของเขาจำความได้ บิดาที่ต้องไปออกรบชายแดนอยู่ตลอดเวลา ภายในจวนมีแต่ความว่างเปล่าแล้วมีเพียงแค่สาวใช้ที่อยู่รอบกายเท่านั้น 

    ทุกอย่างมันเลยดูว่างเปล่าจนแทบจะไร้ซึ่งความหมาย 

    นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดเจียงเฟิงจึงไม่ได้รู้สึกอะไรพิเศษกับจวนแห่งนี้ 

    สถานที่แห่งนี้มันเป็นเหมือนกับสถานที่แห่งความทรงจำที่แสนเจ็บปวดในอดีตของเขาด้วย

    เจียงเฟิงมองมันสักพักนึงแล้วก็เดินผ่านไป

    หลังจากนั้นเขาเองก็ใช้เวลาอยู่หลายชั่วยามสำรวจเมืองหลวงส่วนใหญ่จนหมดแล้ว

    คล้ายกับเรื่องการหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง ที่คุณอ่าน