โม่เฟิงและคนในกลุ่มต่างยืนต่อแถวที่ยาวเหยียดเพื่อนำคะแนนที่ได้รับมาจากงานล่าจิตอสูรมาแลกสิ่งของที่้าจากหอประกายพฤกษา จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป แถวที่ดูยาวเหยียดก็สั้นลง จนถึงคราของโม่เฟิงและเหล่าสหายที่จะได้แลกสิ่งของบ้าง
เหม่ยเซียงมัวแต่ยุ่งอยู่กับการออกคำสั่งแก่ลูกศิษย์ของตน จนไม่มีเวลาหันหน้ามามองคนดูกำลังยืนอยู่ตรงหน้า “พวกเ้า้าอะไร เคล็ดวิชา โอสถ ศาสตราวุธ หรือวัตถุวิเศษ?”
“พวกข้า้าโอสถระดับหนึ่ง”
ปิงหยุน ตงห่าวและเสี่ยวฟ่านต่างมอบหน้าที่ในการจัดแจงคะแนนทุกอย่างให้กับโม่เฟิง พวกเขาทำแค่เปิดดูรายการของรางวัลที่สามารถแลกได้ด้วยท่าทีที่ตื่นเต้น เพราะนี่ถือเป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้เข้ามาแลกสิ่งของในหอประกายพฤกษาแห่งนี้
ได้ยินดังนั้น เหม่ยเซียงจึงเอ่ยรายชื่อของโอสถระดับหนึ่งที่มีอยู่ทั้งหมดออกมา “โอสถรากหญ้า (ระดับหนึ่งขั้นต้น) เม็ดละห้าร้อยคะแนน โอสถจิตลมปราณ (ระดับหนึ่งขั้นกลาง) เม็ดละสามพันคะแนน โอสถทวิลมปราณ (ระดับหนึ่งขั้นสูง) เม็ดละหนึ่งหมื่นคะแนน เ้าจะเอาโอสถชนิดไหน? แล้วจะเอากี่เม็ด?”
ตามข้อตกลงที่เคยได้ทำไว้กับผู้าุโมู่ฟาง โม่เฟิงจะได้รับส่วนแบ่งโอสถที่ผลิตได้จากตระกูลเฉียน แต่กว่าจะผลิตสำเร็จ อาจต้องใช้ระยะเวลาอยู่บ้าง เขาจึงจำเป็ต้องนำคะแนนที่มีอยู่ แลกเป็โอสถทวิลมปราณเพื่อนำมาใช้ในการฝึกฝนชั่วคราวอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ข้า้าโอสถทวิลมปราณหนึ่งร้อยห้าสิบเม็ด”
“หนึ่งร้อยห้าสิบเม็ด..?” ได้ยินจำนวนที่โม่เฟิงกล่าว เหม่ยเซียงจึงคิดว่าเขากำลังพูดหยอกล้อนางเล่น จึงใช้สมุดบัญชีที่ถืออยู่ในมือฟาดลงไปที่โต๊ะอย่างแรง “คิดว่าข้ามีเวลาว่างให้เ้ามาล้อเล่นได้หรืออย่างไรกัน?”
ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิด ปิงหยุนที่กำลังเปิดดูรายชื่อสิ่งของอยู่จึงรีบแก้ความเข้าใจผิดนี้ “ท่านอาจารย์ พวกข้าไม่ได้ล้อท่านเล่น พวกเรา้าโอสถทวิลมปราณจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบเม็ดจริง ๆ”
เห็นอีกฝ่ายทำหน้าคลางแคลงไม่ยอมเชื่อ โม่เฟิงจึงยื่นป้ายคะแนนให้กับอีกฝ่ายดู “หากท่านไม่เชื่อ ลองดูที่แผ่นป้ายนี้”
เมื่อเห็นอันดับและคะแนนที่สลักอยู่บนแผ่นป้าย เหม่ยเซียงถึงกับเผยสีหน้าตกตะลึงออกมา นางไม่เคยเห็นเด็กกลุ่มไหน คะแนนจำนวนมากมายถึงเพียงนี้มาก่อน
ในขณะที่นางทั้งกำลังใและกำลังสับสนกับสิ่งที่ปรากฏบนแผ่นป้าย มีลูกศิษย์คนหนึ่งของนางเดินเข้ามากระซิบเพื่อแจ้งข่าวกับนางว่า
“กลุ่มของพวกเขาเป็คนที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งในงานล่าจิตอสูรปีนี้ คะแนนของพวกเขาได้มากถึงหนึ่งล้านคะแนน พวกเขาทำลายทุกสติติที่เคยมีมา เื่นี้ได้รับการยืนยันโดยท่านอาจารย์หลี่ผิงเป็ที่เรียบร้อยแล้ว”
เหม่ยเซียงหันหน้ากลับมา กวาดสายตามองไปยังทุกคนที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะพบเข้ากับความน่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่าเดิม เพราะระดับพลังของทุกคนนั้น ต่างก็อยู่ในขอบเขตกำเนิดลมปราณด้วยกันทั้งสิ้น
แม้จะรู้สึกขัดแย้งกับความเป็จริงที่เห็นอยู่ตรงหน้า นางก็ทำได้เพียงแค่เก็บความงุนงงสงสัยเอาไว้ มิได้กล่าวคำอื่นใดออกมาอีก เพียงแค่กล่าวคำขอโทษ “ข้าผิดเอง ที่ไม่ได้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ต้องขอโทษพวกเ้าด้วย”
เห็นอีกฝ่ายกล่าวคำขอโทษออกมา โม่เฟิงจึงกล่าวตอบอย่างนอบน้อมถ่อมตน “ท่านอาจารย์ อย่าได้กล่าวขอโทษเลย เื่ผลคะแนนของพวกข้า หากไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ย่อมยากที่จะทำใจให้เชื่อถือ ดังนั้นเื่นี้หาใช่เป็ความผิดของท่านแต่อย่างใด”
“ถึงเ้าจะพูดเช่นนั้น มันก็ยังถือเป็ความผิดของข้าที่ไม่ได้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน” เหม่ยเซียงยื่นโอสถทวิลมปราณจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบเม็ดให้กับโม่เฟิง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบของบางอย่างออกมาจากชั้นเก็บของที่อยู่ทางด้านขวามือ
“ข้าจะให้สิ่งนี้แทนคำขอโทษที่เข้าใจผิด”
สิ่งที่เหม่ยเซียงหยิบออกมาคือก้อนผนึกลมปราณขนาดเท่ากับผลมะนาวที่มีอยู่หลากหลายสี “สิ่งนี่คือผลึกธาตุ มีคุณสมบัติช่วยยกระดับธาตุลมปราณของพวกเ้าให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น พวกเ้ามาเลือกหินตามธาตุลมปราณของพวกเ้าไปคนละสามก้อนได้เลย”
เสี่ยวฟ่านดวงตาลุกวาว ถึงแม้มูลค่าของผลึกธาตุพวกนี้จะมีราคาไม่สูงมากนัก แต่สำหรับคนทั่วไปอย่างพวกเขาแล้ว การจะหาเงินมาซื้อให้ได้สักก้อนหนึ่งนั้นไม่ใช่เื่ง่าย เพราะราคาของมันมีทั้งก้อนละยี่สิบเหรียญเงินไปจนถึงก้อนละห้าสิบเหรียญทอง ขึ้นอยู่กับขนาด และความบริสุทธิ์ของผลึกแต่ละก้อน
ปิงหยุน ตงห่าว เสี่ยวฟ่านและลู่หานต่างเดินไปเลือกหินผลึกตามธาตุลมปราณของตน มีเพียงโม่เฟิงที่ยืนจ้องผลึกธาตุพวกนั้น ไม่ได้เดินเข้าไปเลือกเหมือนเช่นคนอื่น ๆ
เหม่ยเซียงเห็นโม่เฟิงไม่ยอมเดินมาหยิบ จึงเอ่ยถาม “แล้วเ้าล่ะไม่้าผลึกธาตุพวกนี้หรืออย่างไร?”
“ข้าเป็พวกไร้ธาตุ ผลึกพวกนี้จึงไม่มีประโยชน์อันใดต่อตัวข้า”
“ไร้ธาตุ?” เหม่ยเซียงต้องประหลาดใจอีกครั้ง เพราะนางเองก็ยังไม่เคยเจอเด็กคนไหน ที่มีคุณสมบัติไร้ธาตุเช่นนี้มาก่อน
“ถ้าเ้ามีคุณสมบัติไร้ธาตุ หินผนึกพวกนี้จึงไม่จำเป็สำหรับเ้า ถ้าเช่นนั้นข้าจะมอบสิ่งนี้ให้กับเ้าแทน” เหม่ยเซียงหยิบบางอย่างออกมาจากช่องเก็บของที่อยู่ติดกัน สิ่งที่นางหยิบออกมาเป็แท่งไม้สีน้ำตาลเข้ม มีลักษณะคล้ายกับแท่งเซียมซีที่ใช้ทำนายโชคชะตา บนแท่งไม้ดังกล่าวมีตัวอักษรสลักเอาไว้ว่า ’ศาสตราวุธ’
“เ้าสามารถนำแท่งไม้ด้ามนี้ไปแลกกับศาสตราวุธหรือวัตถุวิเศษชิ้นใดก็ได้ที่อยู่บนหอไต่พฤกษา”
หอไต่พฤกษา นอกจากจะเป็สถานที่ใช้สำหรับการฝึกฝนแล้ว สถาบันใบไม้เขียวยังใช้เป็สถานที่เก็บศาสตราวุธและวัตถุวิเศษล้ำค่าเอาไว้อีกมากมาย โดยผู้ที่สามารถสิ่งของที่อยู่บนหอไต่พฤกษาได้นั้น ต้องสำเร็จการศึกษาจากสถาบันใบไม้เขียวแห่งนี้เท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ได้ศาสตราวุธและวัตถุวิเศษที่อยู่บนนั้น
แต่ถึงแม้โม่เฟิงจะได้รับสิทธิ์ให้ขึ้นไปเลือกสิ่งของที่อยู่บนหอไต่พฤกษา ปิงหยุน ตงห่าว รวมถึงคนอื่น ๆ หาได้มีความยินดีไปกับโม่เฟิงไม่ เพราะสิ่งของที่อยู่บนชั้นที่หนึ่งไปจนถึงชั้นที่สาม ล้วนแต่เป็สิ่งของระดับหนึ่งขั้นต้นไปจนถึงขั้นสูง และอาจมีระดับสองอยู่บ้าง แต่ก็เป็ชั้นที่เด็กปีหนึ่งต่างก็สามารถขึ้นไปถึงได้ ของทุกอย่างจึงไม่ได้มีมูลค่าหรือหายากเท่าไหร่นัก หากว่ามีเงินก็สามารถหาซื้อพวกมันได้ตามร้านค้าทั่วไป
โม่เฟิงเข้าใจความคิดของเหล่าสหาย แต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับมันไว้ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณแก่เหม่ยเซียง
นอกจากโอสถทวิลมปราณกับผลึกธาตุแล้ว ในหอประกายพฤกษาก็ไม่มีของสิ่งไหนที่จำเป็สำหรับพวกเขาอีก ดังนั้นโม่เฟิงจึงเก็บคะแนนที่เหลืออยู่ไปใช้ที่หอไต่พฤกษา
ทั้งหมดพากันมุ่งหน้าไปยังหอไต่พฤกษา พากันเดินมาจนถึงหอคอยแห่งหนึ่งที่รอบ ๆ หอคอยถูกพันเอาไว้ด้วยเถาวัลย์ขนาดั์ ดูแล้วคล้ายกับว่า เถาวัลย์นั้นได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของหอคอยแห่งนี้ไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหอคอยแห่งนี้ก็คือหอไต่พฤกษานั่นเอง
ด้านหน้าประตูทางเข้าหอไต่พฤกษา มีลูกศิษย์ผู้หนึ่งของสถาบันยืนคุมตรงทางเข้า เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปใกล้ อีกฝ่ายจึงะโออกมาว่า “พวกเ้ามาทำอะไรที่นี่? ยังไม่ถึง่ที่หอไต่พฤกษาจะเปิดให้ลูกศิษย์ทั่วไปเข้ามาใช้ มีแต่ผู้ที่ได้สามอันดับแรกในงานล่าจิตอสูรเท่านั้น ถึงจะสามารถเข้ามาฝึกฝนได้”
ด้วยระดับพลังของแต่ละคนที่ต่ำจนสุดบรรยาย มักก่อให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง หากไม่ได้มางานล่าจิตอสูร ย่อมไม่มีใครคาดคิด ว่าพวกเขาคือกลุ่มที่ได้คะแนนเป็อันดับหนึ่งในงาน เหตุการณ์เช่นนี้จึงถือเป็เื่ที่ปกติเป็อย่างยิ่ง ทุกคนจึงไม่ได้คิดมากกับถ้อยคำเ่าั้
เสี่ยวฟ่านรับหน้าที่เดินเข้าไปพูดคุยกับอีกฝ่าย บนใบหน้าอวดยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกมาด้วยความภูมิใจ
“พวกข้าคือกลุ่มที่ได้อันดับหนึ่งในงานล่าจิตอสูร”
“เ้าเนี่ยนะ? ฮ่ะ ๆ ๆ ๆ ๆ”
เห็นอีกฝ่ายหัวเราะไม่หยุด เสี่ยวฟ่านก็หัวเราะตามกัน เพราะเสี่ยวฟ่านเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน ว่ากลุ่มของตนเองจะได้อันดับที่หนึ่ง “ฮ่ะ ๆ ๆ ๆ ”
เห็นเสี่ยวฟ่านไปยืนหัวเราะเช่นนั้น เป็อันรู้กันว่าคงไม่ได้ความอันใด ลู่หานได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ขอแผ่นป้ายจากโม่เฟิง เดินเข้าไปยื่นแผ่นป้ายให้กับอีกฝ่ายดู “พวกข้าคือกลุ่มที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งในงานล่าจิตอสูร ้าเข้ามาฝึกฝนที่หอไต่พฤกษา”
เห็นแผ่นป้ายที่อยู่ในมือของลู่หาน ดวงตาของทั้งสองคนนั้นถึงกับเบิกกว้าง จึงนำแผ่นป้ายดังกล่าวไปตรวจสอบ เมื่อรู้ว่ามันคือแผ่นป้ายของจริง จึงเริ่มอธิบายเกี่ยวกับคะแนนที่ต้องใช้ในการเข้ามาฝึกฝนที่หอแห่งนี้ทันที
“การเข้ามาฝึกฝนที่หอไต่พฤกษา ต้องใช้หนึ่งหมื่นคะแนนต่อการเข้าฝึกฝนหนึ่งวัน ซึ่งปกติแล้ว...หนึ่งหมื่น คะแนนจะสามารถเข้ามาฝึกฝนได้เพียงแค่หนึ่งคนเท่านั้น แต่สำหรับผู้ที่สามอันดับแรกในงานล่าจิตอสูร จะสามารถเข้ามาฝึกฝนได้ทั้งกลุ่ม”
ในยามนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการฝึกฝน โม่เฟิงจึงตัดสินใจใช้คะแนนทั้งหมด เพื่อให้ทุกคนมีเวลาฝึกฝนอยู่ในหอไต่พฤกษาแห่งนี้ให้ได้นานที่สุด “พวกข้า้าใช้คะแนนทั้งหมดนี้ แลกกับเวลาในหอไต่พฤกษา”
“คะแนนที่กลุ่มของพวกเ้ามีอยู่ตอนนี้สามารถอยู่ในหอไต่พฤกษาได้ยี่สิบเก้าวัน” ศิษย์คนดังกล่าวใส่กำไลข้อมือให้กับทุกคน พร้อมกับยึดแหวนมิติเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเข้าไปขโมยสิ่งของที่อยู่ด้านใน ก่อนจะเริ่มอธิบายต่อ
“ข้าได้นำคะแนนทั้งหมดเปลี่ยนเป็เวลาใส่ลงไปในกำไลข้อมือของพวกเ้าแล้ว เมื่อครบกำหนด จะมีเวลาให้กับพวกเ้าอีกประมาณหนึ่งก้านธูป เพื่อให้พวกเ้าเดินลงมาจากหอ แต่ถ้าพวกเ้าดื้อรั้น ไม่ยอมเดินลงมา กำไลข้อมือนี้จะทำการรัดข้อมือของพวกเ้า ดังนั้นจงระมัดระวังในเื่นี้ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ไม่รู้รีดทุกคนชอบเสี่ยวฟ่านกันหรือเปล่า แต่แอดชอบมากเลย ท่านึกตอนเสี่ยวฟ่านไปยืนหัวเราะไม่ออก
ให้ทุกคนนึกถึงตอนชินจังไปยืนเขิลๆแล้วหัวเราะออกมาเอานะ 555+
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ