เมื่ออาจารย์ของชั้นเรียนขุนนางคำรามให้ไล่ต้าหมิงออกจากสถาบัน เหล่าอาจารย์หลายคนก็ขมวดคิ้ว ตามจริงอาจารย์คนนี้เป็นคนของตระกูลหลางจึงไม่แปลกที่เขาจะโกรธและพูดเรื่องนี้ออกมา
“อาจารย์หลางผิง เจ้าต้องใจเย็นๆก่อนตอนนี้เจ้าอยู่ในสถานะใดเจ้าลืมไปแล้วงั้นเหรอ” ชายชราขี้เมากล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา หญิงชราที่อยู่ข้างๆเองก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาเพราะเรื่องนี้ต่อให้เป็นนางก็ไม่ติดจะเข้าไปเกี่ยวกับสามตระกูลต่อหน้าจักรพรรดิหญิง
“ใจเย็นๆงั้นเหรอ ท่านผู้อาวุโส ต้าหมิงสร้างความอับอายให้กับสถาบันของเราต่อหน้าผู้คนขนาดนี้ในฐานะอาจารย์ท่านจะให้ข้าใจเย็นได้งั้นเหรอ” หลางผิงกล่าว
“ถ้างั้นข้าขอถามเจ้าหน่อย ต้าหมิงทำผิดตรงใหน” เสี่ยวเตี่ยกล่าว
“ผิดสิ สถาบันของเราเป็นสถาบันเวทมนต์ที่มีเกียรติ การต่อสู้หรือการทดสอบต่างก็จะต้องแสดงความสามารถออกมาอย่างตรงไปตรงมาและมีเกียรติ แต่การกระทำของต้าหมิงไม่เพียงแต่เป็นการรอบกัดแต่ยังใช้วิธีที่น่ารังเกียจอีกด้วย” หลางผิงกล่าว
“งั้นหรือ นี่เจ้าคิดอย่างงั้นจริงๆงั้นหรือ” เสี่ยวเตี่ยกล่าวด้วยสีหน้าเย้ยหยัน
“หรือข้าพูดอะไรผิดไป” หลางผิงคำรามออกมาโดยไม่รู้ว่าตอนนี้มีสายตาจำนวนมากมองมาที่ตนอยู่
“ตระกูลหลางสั่งสอนคนมาได้ดีจริงๆ” จักรพรรดิหญิงที่เงียบมานานกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“หลางผิงข้าจะบอกอะไรให้เจ้าฟัง การทดสอบในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ต้องการที่จะดูความสามารถด้านเวทมนต์ของนักเรียนแต่ยังต้องการประเมิณความสามารถด้านอื่นๆอย่างเช่น การตัดสินใจ การวางแผน และการประเมิณสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งทั้งหมดต่างจำเป็นในการต่อสู้ทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องแค่นี้เจ้าที่เป็นอาจารย์ยังไม่รู้แล้วเจ้าจะมีหน้ามาเรียกตนเองว่าอาจารย์ของสถาบันเวทมนต์ของพวกเราได้อย่างไร แล้วที่สำคัญข้าจะบอกให้เจ้าต่างหากที่ทำให้สถาบันเสื่อมเสีย” เสี่ยวเตี่ยกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา
“อย่างที่อาจารย์เสี่ยวเตี่ยกล่าว ถึงแม้วิธีการของต้าหมิงจะเกินไปบ้าง แต่ถ้าอีกฝ่ายเป็นศัตรูคำว่าเกินไปมันไม่ทางถูกนำมาใช้เพราะทันทีที่พวกเจ้าอยู่ในสนามรบและเผชิญหน้ากับศัตรู สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่ศักดิ์ศรีของขุนนางบ้าบออะไรนั่นแต่เป็น จะเป็นฝ่ายฆ่าหรือถูกฆ่าเท่านั้นเอง” ชายชราขี้เมากล่าว
“พวกเจ้าทำให้เราต้องผิดหวังแล้ว” จักรพรรดิหญิงกล่าว
“ในเมื่อเจ้ายังไม่เข้าใจถึงข้อนี้การปล่อยให้เจ้าสอนนักเรียนของสถาบันเราก็คงจะทำไม่ได้เพราะงั้นข้าในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดของสถาบันเวทมนต์ของปลดเจ้าออกจากการเป็นอาจารย์นับตั้งแต่วันนี้” หญิงชรากล่าว
“นี่ พวกท่านทำกับข้าแบบนี้ไม่ได้” หลางผิงคำรามออกมาด้วยความโกรธ
“นี่พวกท่านไม่คิดจะไว้หน้าตระกูลหลางเลยรึ” ผู้อาวุโสของตระกูลหลางกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น
“ถ้าเจ้าพูดมาแบบนี้ข้าก็ต้องถามกลับไปว่าตระกูลหลางของเจ้าไม่ไว้หน้าจักรพรรดิหญิงเลยงั้นหรือ” ชายชราขี้เมากล่าว
“หึ!!!!!!” ผู้อาวุโสของตระกูลหลางเค้นเสียงและนั่งลง
หลางเลี่ยถูกนำตัวออกไปด้วยความเร็ว ครั้งนี้ตระกูลหลางได้รับความอับอายอย่างยิ่งเรียกได้ว่าชื่อเสียงป่นปี้เลยทีเดียว
ทางด้านผู้อาวุโสตระกูลพั่วเองก็แอบหลั่งเหงื่อเมื่อเห็นการกระทำของพั่วหวงเห็นได้ชัดว่าพั่วหวงไม่คิดจะฟังคำสั่งของตระกูลและต้องการแก้แค้นต้าหมิง
“เอ่อ...ท่านจักรพรรดิ....” ผู้อาวุโสตระกูลพั่วเดินทางด้านข้างของจักรพรรดิหญิงและโค้งตัวลง
“ไม่จำเป็นต้องมากพิธีข้ารู้ว่าเจ้าอยากจะกล่าวอะไร ตามจริงข้ารู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ทุกคนที่จงรักภักดีต่อข้า แต่ว่าในครั้งนี้เป็นเรื่องของตระกูลเจ้า พวกเจ้าก็ไปจัดการเองเถอะ” จักรพรรดิหญิงกล่าว
“ต้องทำให้ท่านจักรพรรดิหญิงต้องผิดหวังแล้ว” ผู้อาวุโสของตระกูลพั่วกล่าวด้วยสีหน้าละอายออกมา
“ท่านจักรพรรดิ ต้าหมิงในครั้งนี้ไม่เพียงแต่แสดงความสามารถออกมาแต่ยังทำให้ตระกูลหลางต้องอับอายข้าว่าพวกนั้นจะต้อง.....” จ้าวหยูเฟยกล่าวด้วยสีหน้ากังวล
“ข้ารู้ว่าเจ้ากังวลอะไร แต่ของจริงมันจะเริ่มต่อจากนี้ ไม่เพียงแต่ต้าหมิงที่มีความสามารถแต่บนตัวของต้าหมิงยังมีตำรานั่นซึ่งอาจจะเป็นอุปกรณ์สีส้มหรือแดงก็ได้เพราะงั้นคราวนี้พวกนั้นอาจจะเคลื่อนใหว” จักรพรรดิหญิงกล่าว
“ถ้าอย่างงั้น....” จ้าวหยูเฟยกล่าวออกมาได้ครึ่งคำและก็หยุดลง
“ไม่ต้องห้วงข้าไม่ให้เขาตายหรอกเพราะยังไงเขาก็มีประโยชน์ต่อข้าอยู่” จักรพรรดิหญิงกล่าว
อีกด้านพวกต้าหมิงที่รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายรวมตัวกันและเดินทางมายังพวกตนแล้วต้าหมิงก็ไม่ได้ออกไปโจมตีแต่กลับกันต้าหมิงสั่งให้คนถอยกลับฐานทันทีเพราะว่าครั้งนี้พั่วหวงไม่ได้ประมาทเหมือนครั้งที่แล้วบวกกับจวิ้นมู่ที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งกว่าหลางเลี่ยเสียอีก
“ตอนแรกข้าคิดจะแยกทั้งสามออกจากกันและค่อยจัดการทีละกลุ่มแต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้พวกนั้นจะไม่กล้าประมาทเราอีกต่อไปแล้ว” ต้าหมิงกล่าว
“กับพั่วหวงข้ากับปู้เหยียนยังพอที่จะต้านได้อยู่” เย่สุ่ยกล่าว
“ครั้งนี้มันไม่ง่ายขนาดนั้นเพราะว่าบนตัวของทั้งสองคนมีอุปกรณ์เวทย์สีฟ้าอยู่ครบเซ็ตซึ่งทำให้พลังของทั้งสองแข็งแกร่งกว่าก่อนมากและทั้งสองตอนนี้ยังไม่ได้บ้างคลั่งเหมือนกับหลางเลี่ยทำให้ใช้แผนยั่วยุกับอีกฝ่ายไม่ได้” ต้าหมิงกล่าว
“ดูเหมือนว่าจะต้องต่อสู้ซึ่งๆหน้าเพียงอย่างเดียวสินะ” ปู้เหยียนกล่าว
“ใช่แล้ว ครั้งนี้พวกเราจะต้องสู้ซึ่งๆหน้า เพราะงั้นก่อนที่พวกนั้นจะมาถึงพวกเราจะต้องเตรียมตัวให้ดี” ต้าหมิงกล่าว
หลังจากนั้นพวกต้าหมิงก็พักผ่อนและเตรียมตัวให้พร้อม ไม่นานพวกพั่วหวงที่ตามรอยพวกหลางเลี่ยก็รับรู้ฐานของพวกต้าหมิง เมื่อมาถึงพวกพั่วหวงก็เห็นพวกต้าหมิงยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“ต้าหมิง” พั่วหวงกล่าวพร้อมกับกำหมัดแน่น
“นั่นหนะเหรอต้าหมิง หึจอมเวทย์ระดับ 2 นี่พวกเจ้าพากันพ่ายแพ้ให้กับคนที่เป็นจอมเวทย์ระดับสองแถมยังเป็นผู้อัญเชิญเนี่ยนะ” จวิ้นมู่กล่าวด้วยสีหน้าดูถูก
“อย่าได้ดูถูกเจ้านั่น แม้สัตว์เวทของเจ้านั่นจะยังมีเพียงแค่ตัวเดียวแต่ความสามารถในการใช้ธนูของเจ้านั่นสูงมาก” พั่วหวงกล่าว
“งั้นเหรอ แต่ถึงอย่างไรพวกเจ้าก็ต้องพ่ายแพ้ต่อหน้าข้า” จวิ้นมู่กล่าวพร้อมกับถือหอกเอาไว้ในมือ
“เปรี้ย!!!!!!!” เวทย์สายฟ้าปะทุออกมาจากร่างและปกคลุมร่างของจวิ้นมู่เอาไว้
ชุดเกาะและอุปกรณ์ทั้งหมดบนร่างของจวิ้นมู่ต่างผสานเขากับเวทย์สายฟ้าอย่างลงตัวทำให้พลังของจวิ้นมู่ตอนนี้เทียบได้กับจอมเวทย์ระดับ 4
“นี่คือพลังของจวิ้นมู่งั้นเหรอ” พวกปู้เหยียนแสดงสีหน้าตื่นตกใจเมื่อเห็นถึงพลังของจวิ้นมู่ ต้าหมิงเองก็แสดงสีหน้าจริงจังออกมาในตอนนี้เขาคิดว่าต่อให้เป็นตัวเขาเองก็ยากที่จะต่อสู้กับจวิ้นมู่ได้หากไม่ได้ใช้อสูรสายฟ้าคลั่ง