[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 150 มิคิดจะเป็นวีรบุรุษนิรนาม ให้ข้าร่วมฟังเรื่องครึกครื้นด้วยสิ

    ตอนที่ 150 มิคิดจะเป็นวีรบุรุษนิรนาม ให้ข้าร่วมฟังเรื่องครึกครื้นด้วยสิ

            ลึกเข้าไปในแผ่นดินเซียนโบราณ ท่ามกลางขุนเขาดึกดำบรรพ์อันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต เทือกเขาศักดิ์สิทธิ์สูงตระหง่านเรียงรายดุจมหาเทพเฝ้ามองผืนพิภพ รอบกายปกคลุมด้วยหมอกขาวไร้สิ้นสุด เปี่ยมด้วยแสงเซียนและรังสีศักดิ์สิทธิ์ทะลุทะยานสู่ฟากฟ้า

            พลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏแผ่ขยายอยู่ในท้องนภา สั่นสะเทือนขุนเขาจนเกิดเสียงครืนครั่นคล้ายแผ่นดินไหว

            ทว่าในยามนี้ ทิวทัศน์นั้นกลับเต็มไปด้วยความเศร้าสลด เสียงร่ำไห้ของเหล่าผู้คนแว่วมาจากทุกทิศทาง

            "คุณชายหลงเถิงถูกสังหาร!"

            "กระทั่งร่างก็ยังมิมีผู้ใดนำกลับมา!"

            เหล่าสัตว์เทพแห่งเผ่ามังกรก้มกราบเบื้องหน้าอารามโบราณ สีหน้าอิดโรยซีดเซียวจนไร้ซึ่งชีวิตชีวา แม้แต่จิตวิญญาณก็ยังสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว

            เรื่องราวในครั้งนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะรับไหว เขย่าขวัญสะเทือนไปทั่วทั้งเผ่ามังกรเซียนโบราณ

            หลงเถิงคือความหวังแห่งยุค!

            บรรดาผู้อาวุโสล้วนเชื่อมั่นว่าหลงเถิงมีสายเลือดแห่งมังกรแท้ ในอนาคตอาจถือครองชะตาสวรรค์ พิชิตทุกสิ่งกีดขวาง เป็นหนึ่งโดยไร้ผู้ต้าน 

            ทว่าบัดนี้ เขากลับถูกสังหารเสียสิ้น!

            ความโกรธเกรี้ยวของเผ่ามังกรแผ่กระจายไปทุกที่ ความจริงนี้มิอาจยอมรับได้

            ผู้แข็งแกร่งเช่นหลงเถิง เหตุใดจึงตกตายภายใต้คมกระบี่ของคนรุ่นเยาว์เช่นกันได้

            ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ ผู้ที่สังหารหลงเถิงหาใช่บุคคลธรรมดา หากแต่เป็นคุณชายของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง อีกทั้งยังเป็นผู้สืบทอดแห่งสำนักอมตะนิรันดร์

            ด้วยฐานะนี้ เผ่ามังกรเซียนโบราณมิอาจแตะต้องเขาได้

            หากก้าวล่วงล้ำเส้นไป บรรดาสำนักและตระกูลในโลกภายนอกก็จะรวมตัวกันก่อความวุ่นวายไปทั่วทั้งแผ่นดิน จนแม้แต่ดินแดนเซียนโบราณเองก็คงมิอาจสงบได้อีกต่อไป

            “เรื่องนี้จำต้องอดกลั้นไว้ แม้มิอยากก็ต้องอดกลั้น! หลงเถิงไร้ฝีมือพ่ายแพ้ให้แก่การประลองรุ่นเดียวกัน พวกเรามิอาจกล่าวโทษผู้ใดได้!”

            ภายในอารามโบราณ ผู้อาวุโสผู้หนึ่งซึ่งมีเขามังกรประดับบนศีรษะกล่าวด้วยน้ำเสียงกดข่มความโศกเศร้า ทว่าแววตากลับเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น

            “แต่กระนั้น ร่างไร้วิญญาณของเขา เราต้องนำกลับมาให้ได้ นี่คือการก้าวถอยให้ครั้งใหญ่ที่สุดที่พวกเราจะยอมรับได้!”

            หากมิอาจนำร่างของหลงเถิงกลับมาได้ นั่นย่อมเป็นการลบหลู่เกียรติภูมิของเผ่าพันธุ์มังกร ยิ่งทำให้วิญญาณของหลงเถิงมิอาจสงบสุขได้

            เหนือสิ่งอื่นใด โลหิตมังกรแท้ในกายของหลงเถิงนั้นล้ำค่านัก มิอาจปล่อยให้สูญสิ้น พวกเขายังสามารถใช้มันเพื่อหล่อหลอมผู้สืบทอดรุ่นใหม่ในภายภาคหน้า

            “หากคุณชายกู้ฉางเกอปฏิเสธเล่า” เสียงหนึ่งดังขึ้นในอารามด้วยความกังวล

            “เขาต้องคืนให้ หากมิคืน...”

            “ข้าจะใช้ราชโองการมังกร จับมือกับเผ่าพันธุ์อื่นกวาดล้างคนรุ่นเยาว์ในโลกภายนอกให้สิ้นซาก!”

            ผู้อาวุโสลำดับสามกล่าวด้วยเสียงเยียบเย็น ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยบัดนี้กลับเย็นชาราวกับเหมันต์ที่ไร้เมตตา

            เขามิเชื่อว่าในยามนั้น กู้ฉางเกอจะสามารถต้านทานแรงกดดันนี้ได้

            หากราชโองการมังกรได้ประกาศออกไป เผ่าพันธุ์ทั้งหลายในแผ่นดินเซียนโบราณนั้นย่อมต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพวกเขา

            เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ก้าวล้ำกฎที่ขีดไว้ การเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะถูกจำกัดเพียงการรวมตัวของเหล่าผู้เยาว์แห่งเซียนโบราณ

            ด้วยเหตุนี้ แม้บรรดาสำนักมรรคาแห่งโลกภายนอกจะโกรธแค้น ก็ย่อมมิอาจหาข้ออ้างตอบโต้ได้

            ท้ายที่สุด ข้อตกลงระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ผู้อาวุโสมิอาจเข้ามาข้องเกี่ยวได้

            ในสายตาของเขา ถึงกู้ฉางเกอจะทรงอำนาจปานใด ทว่าหากต้องเผชิญกับแรงกดดันจากเผ่าพันธุ์เซียนโบราณนั้น ย่อมต้องล่าถอยไป

            พวกเขามิได้เรียกร้องอย่างเกินเลย เพียงแต่ต้องการให้ส่งคืนร่างของหลงเถิงมาให้เท่านั้น

            …

            ตูม!

            ในขณะเดียวกันนั้น

            เหนือเทือกเขาและซากปรักหักพัง ท่ามกลางม่านฟ้า แสงวิญญาณอันหลากสีพุ่งผ่านดุจสายรุ้ง กรีดผืนฟ้าด้วยความเร็วประดุจลมพายุ

            เหล่าผู้บำเพ็ญและสิ่งมีชีวิตมากมายที่พบเห็นต่างหน้าถอดสี ถอยร่นไปคนละทิศทาง ด้วยหวั่นเกรงจะกระทบกระทั่งกับกลุ่มคนเหล่านี้โดยมิตั้งใจ

            ผู้นำที่อยู่เบื้องหน้า ผู้คนในยุคนี้ล้วนมิมีผู้ใดที่มิรู้จัก

            บุรุษหนุ่มที่สังหารหลงเถิง ผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์เซียนโบราณจนสิ้นชีพ นำมาซึ่งแรงสั่นสะเทือนที่สั่นคลอนไปทั้งแผ่นดิน

            กล่าวได้อย่างมิเกรงใจว่า ในเวลานี้มิมีผู้เยาว์หรือผู้บำเพ็ญคนใด ที่เมื่อเห็นกู้ฉางเกอแล้วจะมิหลีกเลี่ยงด้วยความหวาดกลัว

            “แท้จริงแล้วเขาเป็นบุคคลต้องห้ามแห่งยุค ผู้แข็งแกร่งที่ไร้ขอบเขตจำกัด”

            “เมื่อใดที่พบเห็น ต้องอยู่ให้ห่างจากเขาในทันที!”

            บนยอดเขาลูกหนึ่ง มียอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ยืนกล่าวกับศิษย์น้องด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึม

            “เหตุใดเล่าศิษย์พี่ เขาคือผู้ที่ปราบปรามเผ่าพันธุ์เซียนโบราณจนสั่นสะท้านไปหรือ เหตุใดเราต้องหลีกเลี่ยงเขาด้วย”

            สาวน้อยผู้ใสซื่อไร้เดียงสาเอ่ยถามขึ้น พลางจ้องมองเงาร่างของบุรุษหนุ่มผู้เปี่ยมเสน่ห์ดุจเซียนที่กำลังจากไป ใบหน้าน้อยๆ ยิ่งเผยสีหน้าแดงระเรื่อ

            “อย่ามองเพียงว่าเขาดูงดงามแล้วหลงคิดว่าเขาจะเป็นคนดีไปได้! เจ้าต้องรู้ไว้ว่า มหายุทธ์รุ่นเยาว์ที่ตายไปด้วยเงื้อมมือของเขานั้นมีอยู่มิน้อยเลยทีเดียว!”

            ศิษย์พี่กล่าวขึ้นพลางส่ายหน้า คล้ายผิดหวังในความไร้เดียงสาของศิษย์น้อง

            ในช่วงเวลานี้ ทุกแห่งบนแผ่นดินเซียนโบราณที่แสงศักดิ์สิทธิ์พุ่งทะยานสู่สวรรค์ มักปรากฏเหล่าผู้ติดตามของกู้ฉางเกอมุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งนั้น

            ทว่าตัวเขาเองกลับมิปรากฏกาย

            เพียงการเคลื่อนไหวของเหล่าผู้ติดตาม ก็เพียงพอจะทำให้ผู้คนมิกล้ากระทำการช่วงชิงอย่างบ้าบิ่น

            ความวุ่นวายถูกระงับลงโดยปราศจากการต่อสู้

            แม้กระนั้น ยังมีผู้ที่มิยอมศิโรราบหาญกล้าท้าทาย ทว่าผลลัพธ์ก็คือถูกทำลายล้างจนสิ้นชีพในทันที

            เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดหวั่นแก่ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์มากมายทั่วทั้งแผ่นดินเซียนโบราณ

            แม้มีโอกาสแห่งโชคลาภรออยู่ ทว่าหากต้องเผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอแล้ว ทางรอดเดียวก็คือการหลีกหนี

            เมื่อใดที่พบเจอของล้ำค่า พวกเขาก็ได้แต่ภาวนามิให้กู้ฉางเกอได้พบเห็น

            เพราะยามนี้ กู้ฉางเกออยู่ในจุดสูงสุดของพลังอำนาจที่สามารถทำสิ่งใดก็ได้ตามแต่ใจปรารถนา

            มิเพียงแค่เหล่าผู้เยาว์ผู้อื่น แม้กระทั่งศิษย์แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เอง โชควาสนาของพวกเขาก็ยังถูกกู้ฉางเกอแย่งชิงไป

            การกระทำเยี่ยงนี้ แม้จะดูคล้ายกับการปล้นชิง ทว่าบรรดายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ก็กลับทำได้เพียงแต่โกรธเคืองอยู่ในใจ ทว่าหาได้กล้าเอ่ยถ้อยคำอันใดไม่

            และในขณะนี้ กู้ฉางเกอก็กำลังไล่ล่าบุคคลผู้หนึ่งอยู่ โดยที่มิได้ล่วงรู้เลยว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้าหมายของเผ่ามังกรเซียนโบราณในส่วนลึกของแผ่นดิน

            และถึงแม้เขาจะล่วงรู้ ก็คงทำแค่เพียงยกมุมปากหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่าช่างประจวบเหมาะยิ่งนัก เพราะตัวเขาเองก็กำลังวางแผนการบางอย่างกับเผ่ามังกรเซียนโบราณเช่นกัน

            แท้จริงแล้ว เผ่ามังกรคือเป้าหมายสำคัญที่เขามุ่งหวัง

            กู้ฉางเกอรู้ดีว่า เมื่อจิตวิญญาณแห่งเซียนปรากฏ โลกทั้งใบย่อมสั่นสะเทือน บรรดาผู้อาวุโสและพลังอำนาจแห่งโลกภายนอกย่อมถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

            อีกทั้งเผ่ามังกรเซียนโบราณ ย่อมมิอาจรอดพ้นจากเคราะห์ครั้งนี้

            ในฐานะเผ่าพันธุ์ที่สืบทอดสายโลหิตอันล้ำลึกจนสุดจะกล่าว พวกเขาย่อมตกเป็นเป้าหมายของทุกฝ่าย

            “บุคคลในเงามืดที่แอบจ้องมองในครั้งนั้น ข้าตามล่าหาตัวมาหลายวัน ทว่ามันกลับยังคงปิดบังตัวตนได้อย่างน่าทึ่ง” กู้ฉางเกอกล่าวคำพลางหรี่ตา

            บุคคลผู้นี้คือพยานเพียงหนึ่งเดียวที่เห็นเขามอบร่างของหลงเถิงให้แก่เยวี่ยหมิงคง

            ด้วยความลับที่หลบซ่อนในโลหิตมังกรแท้ในกายหลงเถิง ร่างของเขาย่อมกลายเป็นปัญหาใหญ่

            กู้ฉางเกอมิอาจแน่ใจได้ว่าเผ่ามังกรเซียนโบราณนั้นรับรู้เรื่องนี้หรือไม่

            หากรู้เข้า พวกเขาก็ย่อมหาวิธีแย่งชิงร่างของหลงเถิงกลับมาอย่างแน่นอน

            สายโลหิตซึ่งเปรียบดั่งโลหิตแห่งต้นกำเนิด สำหรับเผ่าพันธุ์ที่ให้ความสำคัญกับสายโลหิตมากที่สุด ความสำคัญนี้มิอาจประเมินได้

            กู้ฉางเกอคาดว่าในมิช้า เขาเองก็อาจต้องเผชิญหน้ากับการตามล่าจากเผ่ามังกรเซียนโบราณ

            ทว่าเผ่ามังกรนี้ยังมิรู้ว่า ร่างของหลงเถิงนั้นมิได้อยู่ในมือของเขาอีกต่อไป

            ทว่ากลับอยู่ในมือของเยวี่ยหมิงคงแล้ว

            และผู้เดียวที่รู้ความจริงนี้ก็คือบุคคลที่เขากำลังไล่ล่าตัวอยู่

            กู้ฉางเกอวางแผนจะใช้เหตุการณ์นี้สร้างผลประโยชน์บางอย่าง และเขามิมีวันปล่อยให้ความลับนี้ถูกเปิดเผย

            ยิ่งไปกว่านั้น หากเผ่ามังกรล่วงรู้ว่าร่างของหลงเถิงนั้นมิได้อยู่กับเขา และกลับหันไปเล่นงานเยวี่ยหมิงคงเข้า นั่นย่อมเป็นการทำให้นางเดือดร้อนด้วยตัวเขาเอง

            และนี่หาใช่สิ่งที่เขาคิดจะกระทำไม่

            แม้ว่าเยวี่ยหมิงคงมักจะใช้เล่ห์กลหรือวางแผนในเงามืดเพื่อเล่นงานเขา ทว่ากู้ฉางเกอก็รู้ดีว่า เยวี่ยหมิงคงนั้นรักเขาอย่างลึกซึ้งสุดหัวใจ

            เขาเองก็มิได้เย็นชาหรือไร้ซึ่งความรู้สึก เขารับรู้ได้ถึงความรักนั้น

            ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงมักจะโอนอ่อนและเอาใจเยวี่ยหมิงคงอยู่เสมอ

            และเพื่อจะให้แน่ใจว่าเยวี่ยหมิงคงจะมิถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความยุ่งยาก กู้ฉางเกอจึงตั้งใจจะขจัดปัญหานี้ให้หมดสิ้น

            "แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมมิอาจทำไปเปล่าๆ ข้าต้องหาวิธีทำให้เยวี่ยหมิงคงรับรู้ให้ได้"

            กู้ฉางเกอครุ่นคิดพลางยิ้มบางๆ

            เขามิคิดจะเป็นวีรบุรุษนิรนาม หากทำสิ่งดีงามทว่ากลับมิมีผู้ใดล่วงรู้

            แล้วความหมายของการทำความดีจะอยู่ที่ใดกันเล่า

            โดยเฉพาะการปกป้องหญิงสาวของตนเองเช่นนี้ เขากระตือรือร้นจนแทบอยากจะให้เยวี่ยหมิงคงรับรู้ในทันที หากนางล่วงรู้แล้ว คงจะต้องซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้มิอยู่แน่

            "หืม... เหตุใดจึงมิหนีต่อแล้วเล่า"

            ความคิดของกู้ฉางเกอถูกดึงกลับมาสู่สถานการณ์เบื้องหน้า เมื่อเขาสังเกตเห็นว่ากระแสพลังที่ติดตามมาหยุดลง และมิเคลื่อนไหวลึกเข้าไปอีก

            บริเวณโดยรอบล้วนเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ทว่าท่ามกลางขุนเขานั้นกลับมีนครเล็กๆ ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว

            นครแห่งนี้แม้จะมิใหญ่โตนัก ทว่าก็สามารถรองรับผู้คนได้หลายแสน

            ส่วนใหญ่เป็นสิ่งมีชีวิตแห่งเซียนโบราณ มีเพียงน้อยนิดที่เป็นผู้บำเพ็ญจากโลกภายนอก

            กู้ฉางเกอรับรู้ได้ว่า กระแสพลังที่เขาติดตามมานั้นซ่อนตัวอยู่ในนครแห่งนี้

            เขามิลังเลเลยแม้แต่น้อย ก่อนออกคำสั่งพร้อมพาผู้ติดตามมุ่งหน้าไปยังนครแห่งนั้นในทันที

            "หลบหนีมาก็หลายวัน คราวนี้คิดจะเผชิญหน้ากับข้าแล้วอย่างนั้นหรือ หรือว่าได้เตรียมกับดักลับเอาไว้ต้อนรับข้ารออยู่ในนครเบื้องหน้านี้กัน”

            "หรือบางที อาจคิดจะซ่อนตัวปะปนกับผู้อื่นเพื่ออำพรางร่องรอยและหลบหนีอีกครั้ง"

            แววตาของกู้ฉางเกอหรี่ลง
    ผู้ที่สามารถหนีจากเงื้อมมือของเขามาได้อย่างยาวนานถึงเพียงนี้ ย่อมต้องเป็นผู้แข็งแกร่งเกินกว่าระดับรุ่นเยาว์ธรรมดา

            แต่ถึงกระนั้น เขาก็หาได้สนใจไม่

            ความลับเกี่ยวกับร่างของหลงเถิงที่มิได้อยู่ในมือของเขา ยังมิใช่เวลาจะถูกเปิดเผย

            "ปิดล้อมนคร!" กู้ฉางเกอออกคำสั่งเสียงเรียบ

            "ปิดล้อมนครเบื้องหน้าเอาไว้ อย่าให้ผู้ใดหลุดรอดไปได้ หากพบผู้ใดที่ดูน่าสงสัย ให้จับตัวมาหรือสังหารในทันที"

            เขาเอ่ยคำสั่งต่อกลุ่มผู้ติดตาม ก่อนจะพุ่งทะยานกลายเป็นสายรุ้งแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์มุ่งหน้าไปยังนครนั้น

            "รับทราบ นายท่าน!"

            ในเวลามินาน กลุ่มผู้ติดตามอันแข็งแกร่งทั้งสิ่งมีชีวิตแห่งเซียนโบราณและผู้บำเพ็ญ ต่างก็เคลื่อนขบวนล้อมนครเก่าเบื้องหน้า

            แสงศักดิ์สิทธิ์หลากสีสันพุ่งพรายราวคลื่นสมุทร ก่อตัวล้อมรอบนคร กักขังทุกทิศทางและปิดผนึกฟ้าไว้จนมิอาจหลบหนี

            …

            ในเวลาเดียวกัน ภายในนครเล็กอันเงียบสงัด

            หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งมีปีกทองอร่ามประดับหลังกำลังเดินทอดน่องไปตามถนน ร่างของนางมิเร่งรีบในการหลบหนี

            สีหน้ากลับเคร่งขรึม ดวงตาฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้ง

            “ตามเหตุผลแล้ว การตายของหลงเถิงและความโกรธเกรี้ยวของเผ่ามังกรนั้นมิควรจะเกี่ยวข้องกับข้า...”

            “ทว่าเหตุใดข้าจึงรู้สึกมิสงบใจเช่นนี้ และผู้ที่ตามล่าข้ามาโดยตลอดหลายวันมานี้คือผู้ใดกันแน่”

            นางพึมพำกับตนเอง พลางสัมผัสถึงความกังวลที่คล้ายกับมวลเมฆทึบที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจ

            ความรู้สึกนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวจนยากจะบรรยายได้ หากเล่าให้ผู้ใดฟังก็คงมิมีผู้ใดจะยอมเชื่อ

            ด้วยสัญชาตญาณที่เตือนให้ระวัง นางจึงเลือกที่จะหลบหนีมาตลอดโดยมิหยุดพักเลยแม้สักครู่

            ในวันนั้น หลังจากที่นางได้เห็นการต่อสู้ระหว่างหลงเถิงและกู้ฉางเกอ นางมิได้จากไปในทันที

            ทว่ากลับเลือกแอบซ่อนตัวเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ต่ออีกระยะหนึ่ง

            นางเชื่อว่าเรื่องราวของหลงเถิงนั้นมิได้จบลงอย่างเรียบง่าย และอาจใช้โอกาสนี้ในการสร้างความสัมพันธ์กับเผ่ามังกร เพื่อยกระดับสถานะของตนในเผ่าพันธุ์

            บนแผ่นดินเซียนโบราณ เผ่ามังกรนั้นคือผู้ปกครองสูงสุด ครอบครองทุกอำนาจเหนือใต้ พวกเขาคือจักรพรรดิในหมู่เผ่าพันธุ์

            “ใช่แล้ว... คงเป็นกู้ฉางเกอ ผู้ต้องห้ามแห่งยุคจากโลกภายนอก วันนั้นเขาดูเหมือนจะสังเกตเห็นข้าเข้า”

            “หากเป็นเขา แล้วเหตุใดจึงต้องออกตามล่าข้าด้วยเล่า หรือว่าเป็นเพราะข้าเห็นเขามอบร่างหลงเถิงนั้นให้แก่คู่หมั้นกัน”

            เมื่อคิดเช่นนี้ ดวงตาของหญิงปีกทองวาวโรจน์ด้วยประกายคมกล้า

            “ในร่างของหลงเถิงนั้นมีสิ่งใดซ่อนอยู่กันแน่ เหตุใดจึงได้ไล่ตามล่าข้า”

            “หรือมันจะเกี่ยวข้องกับเหตุผลอื่นกัน”

            ความมิสบายใจในใจนางทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

            ในขณะนั้นเอง สีหน้าของนางพลันแปรเปลี่ยนไปเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสพลังอันทรงอำนาจจากหลายสายกำลังเคลื่อนมาจากท้องนภาด้านนอก

            นางรู้ได้ในทันทีว่านั่นคือผู้ที่ติดตามไล่ล่านาง

            ในนครแห่งนี้ นางมีเครือญาติรุ่นเยาว์อยู่หลายคน นางจึงวางแผนจะใช้โอกาสนี้แจ้งข่าวให้เผ่าของนางส่งกำลังมาช่วย

            นางมิเคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่ตนเองถูกผู้เยาว์ผู้หนึ่งไล่ล่าเช่นนี้ได้

            แม้จะรู้สึกอัปยศ ทว่าความแข็งแกร่งของกู้ฉางเกอนั้นกลับทำให้นางสั่นสะท้าน

            ถึงแม้ตัวนางจะอยู่ในขอบเขตเทวะสวรรค์อันสูงส่ง ก็ยังมิมั่นใจว่าจะสามารถจัดการกับเขาได้

            “ท่านอา! ท่านมาได้อย่างไรกัน”

            ทันใดนั้น บริเวณหน้าอาคารสูงหลังหนึ่ง กลุ่มสิ่งมีชีวิตรุ่นเยาว์ทั้งชายหญิงต่างเปล่งเสียงด้วยความประหลาดใจและยินดีเมื่อได้พบเห็นนาง

            “เสวี่ยเอ๋อร์ อวี่เอ๋อร์ พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน”

            หญิงปีกทองเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเร่งก้าวเข้าไปยังอาคารนั้น

            กระนั้น ความกังวลลึกๆ ในใจของนางก็กลับยิ่งเพิ่มพูนขึ้น

            นางหันไปมองยังนครด้านนอก เมื่อเห็นเพียงความเงียบสงัดและมิมีผู้ใดติดตามนางมาถึงตรงนี้ นางจึงถอนหายใจเบาๆ

            มินานนัก กลุ่มผู้เยาว์ได้นำพานางเข้าสู่หอคอยนั้นอย่างรวดเร็ว

            "ท่านอาสาม ข้าได้ยินมาว่าท่านไปชมการต่อสู้ครั้งนั้นมาด้วย ท่านหลงเถิงนั้นสิ้นชีพแล้วจริงๆ หรือ"

            ระหว่างทาง กลุ่มสิ่งมีชีวิตรุ่นเยาว์บางคนกล่าวถามขึ้นด้วยสีหน้าหดหู่และเต็มไปด้วยความมิอยากจะเชื่อ

            สำหรับพวกเขาแล้ว การสูญเสียหลงเถิงผู้เป็นดั่งผู้นำแห่งรุ่นเยาว์ในสายตาของทุกคนนั้น เป็นสิ่งที่มิอาจยอมรับได้ ความจริงนี้เป็นดั่งแรงกระแทกอันใหญ่หลวง

            "พวกเจ้าถามถึงเรื่องนี้ด้วยเหตุใดกัน แล้วไยจึงมีผู้คนมากมายมารวมตัวกันในที่แห่งนี้ได้"

            หญิงปีกทองวัยกลางคนขมวดคิ้ว ก่อนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ขณะสังเกตเห็นว่ามีผู้เยาว์จำนวนมากจากหลากหลายเผ่าพันธุ์เซียนโบราณมารวมตัวอยู่ในอาคารแห่งนี้

            "พวกเรากำลังหารือกันว่าจะล้างแค้นให้กับท่านหลงเถิงอย่างไร และจะหาวิธีกำจัดเจ้าคนชั่วนามว่ากู้ฉางเกอให้ได้"

            หญิงสาวผู้หนึ่งกล่าวพลางก้าวออกมาจากกลุ่ม รูปร่างหน้าตางดงามประหนึ่งบุปผา ด้านหลังของนางมีปีกทองคู่หนึ่งสยายอยู่เช่นเดียวกัน

            ในน้ำเสียงที่เอ่ยถึงนามกู้ฉางเกอนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังและเจตนาสังหาร แววตาของนางดุจเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญเขาให้มอดไหม้

            นางคือหนึ่งในผู้ที่แอบชื่นชมหลงเถิงอย่างลึกซึ้ง

            การล่มสลายของหลงเถิงในศึกครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของเขาถูกลบล้างจนสิ้น และเรื่องราวนี้ได้สร้างความปั่นป่วนในหมู่เผ่าพันธุ์เซียนโบราณไปทั่ว

            สำหรับผู้ที่ยกย่องเขาอย่างลึกซึ้งแล้ว การสูญเสียในครั้งนี้นั้นเป็นบาดแผลที่ยากจะเยียวยา

            ในสายตาของพวกเขา หลงเถิงคือสัญลักษณ์แห่งตำนานผู้ไร้พ่าย

            แม้เวลาจะล่วงผ่านไป ทว่าหลายคนก็ยังคงมิเชื่อว่ามันคือความจริง

            ขณะนี้ ผู้คนมากมายกำลังรวมตัวกันในอาคารแห่งนี้เพื่อปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับเรื่องนี้

            แม้ในจำนวนพวกเขาจะมีหลายคนที่มิเคยพบกับกู้ฉางเกอมาก่อน ทว่าความเกลียดชังในตัวเขานั้นกลับมิได้ลดลงเลย

            ท่ามกลางเหล่าผู้เยาว์มหายุทธ์จากโลกภายนอกที่มุ่งหน้าสู่แผ่นดินเซียนโบราณ มีเพียงนามเดียวที่พวกเขาจดจำได้อย่างชัดเจน นั่นคือกู้ฉางเกอ

            หญิงปีกทองวัยกลางคนเมื่อได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้แล้วก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ

            แม้ว่านางเองก็ต้องการสังหารกู้ฉางเกอเพื่อทดแทนบุญคุณต่อเผ่ามังกร ทว่าเมื่ออยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายในวันนั้น นางก็มิกล้ากระทำสิ่งใด

            อีกทั้งลึกๆ แล้ว นางรู้ดีว่าด้วยพลังฝีมือของตนเองนี้ คงมิสามารถรับมือกับเขาได้

            "พอเถิด เรื่องนี้พวกเจ้าก็ควรกล่าวถึงให้น้อยลงเสียหน่อย กู้ฉางเกอนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าจะรับมือได้ด้วยเพียงการหารือกันเท่านั้น"

            หญิงปีกทองวัยกลางคนส่ายศีรษะ เอ่ยกล่าวเตือนกลุ่มผู้เยาว์เบื้องหน้าด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น เปรียบเสมือนสาดน้ำเย็นลงบนความร้อนแรงของพวกเขา

            "เป็นไปมิได้! กู้ฉางเกอต้องใช้กลอุบายบางอย่างแน่นอน มิฉะนั้น ด้วยพลังของเขาที่ห่างชั้นจากท่านหลงเถิงอย่างมากมายนั้น ย่อมมิมีทางจะเอาชนะได้!"

            หนึ่งในผู้เยาว์กล่าวอย่างมิเชื่อถือ ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความขุ่นเคือง

            "เผ่ามนุษย์จากโลกภายนอกนั้นล้วนไร้ยางอาย ในสายตาข้า กู้ฉางเกอก็เป็นเพียงคนชั่วผู้ไร้เกียรติ ข้าได้ยินมาว่า เขาใช้วิธีการลอบโจมตีจนสำเร็จ หากต่อสู้แบบซึ่งหน้ากับท่านหลงเถิงละก็ ผู้ที่ต้องสิ้นชีพจะต้องเป็นเขาอย่างแน่นอน!"

            หญิงสาวผู้เคยกล่าวขึ้นก่อนหน้านี้เอ่ยอีกครั้ง ดวงตาของนางเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นจนแทบจะลุกเป็นเปลวเพลิง

            ถ้อยคำของหญิงปีกทองวัยกลางคนราวกับเติมเชื้อเพลิงให้กับไฟโทสะ เหล่าผู้เยาว์ในอาคารต่างลุกฮือขึ้นด้วยความคับแค้นใจ

            พวกเขาพร่ำกล่าวยกย่องหลงเถิงว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไร้ผู้เทียมทาน และโจมตีว่ากู้ฉางเกอคือผู้ชั่วร้ายที่ใช้วิธีการสกปรกเพื่อเอาชนะ

            หญิงปีกทองวัยกลางคนฟังถ้อยคำเหล่านี้แล้วใบหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางรู้สึกจนใจอยู่ลึกๆ

            ในฐานะผู้ที่เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง นางย่อมรู้ดีว่าข่าวลือเหล่านี้เป็นเพียงการปั้นแต่งคำกล่าวหาโดยเผ่าพันธุ์เซียนโบราณเพื่อปกป้องชื่อเสียงของหลงเถิงเท่านั้น

            ในยามนี้ นางกลับมิอาจกล่าวหักล้างคำพูดของพวกเขาได้

            ความเป็นปึกแผ่นเพื่อร่วมต่อต้านผู้บำเพ็ญจากโลกภายนอกเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นผลดี ยิ่งกว่านั้น การที่มีกู้ฉางเกอเป็นเป้าหมายของความเกลียดชังร่วมกัน ย่อมช่วยระบายความคับข้องหมองใจของพวกเขาได้

            เมื่อเห็นแววตาแห่งความโกรธแค้นของเหล่าผู้เยาว์ นางจึงเพียงแต่พยักหน้าและกล่าวว่า

            "สิ่งที่พวกเจ้าได้ยินมานั้นมิผิด ข้าก็อยู่ในเหตุการณ์ ท่านหลงเถิงสิ้นชีพอย่างมิยุติธรรมจริงๆ… คู่ต่อสู้ของเขาช่างไร้ยางอาย ใช้กลอุบายต่ำช้าอย่างถึงที่สุด ท่านหลงเถิงจึงปฏิเสธที่จะลดตัวลงมาต่อกร"

            ขณะที่นางกล่าวเช่นนี้ พลันร่างของนางสั่นสะท้านไปทั้งตัว ความรู้สึกเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งกัดกินหัวใจ

            นางสัมผัสได้ถึงสายตาอันน่าสะพรึงกลัวที่จับจ้องอยู่

            ที่หน้าประตูอาคาร

            บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งในอาภรณ์ขนนกสีขาวดุจจันทรา ก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า มือไพล่หลัง ดวงหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลาย ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจอันลี้ลับ

            "พูดถึงสิ่งใดกันหรือ ดูครึกครื้นยิ่งนัก ไหนให้ข้าร่วมฟังด้วยสิ"

            หญิงปีกทองมองดูบุรุษหนุ่มตรงหน้า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนก

            ความเย็นเยียบแล่นผ่านแผ่นหลัง ราวกับตกลงไปในห้วงลึกของธารน้ำแข็ง…

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน