ค่ำคืนของโอริสนคร เมื่อมองจากมุมสูงเห็นแสงไฟสว่างไสวไปทั่วทั้งเมือง ยิ่งใกล้ถึงวันเฉลิมฉลองใหญ่ผู้คนยิ่งเพิ่มจำนวน ทั้งความครึกครื้นจากร้านรวงและมหรสพการแสดงทำนครแห่งนี้ไม่คล้ายจะมีวันหลับใหล
แต่ทั้งหมดก็เหมือนแสงหิ่งห้อยประชันกับแสงของจันทรา แสงสว่างจากวิหารมังกรบุราณสดใสมลังเมลืองที่ตรงกลางเมืองราชธานี
ยิ่งนับวันแสงนั้นยิ่งทวีความสดใสแรงกล้า ลำแสงพวยพุ่งจนถึงชั้นเมฆ สร้างความฉงนสงสัยแก่ผู้คนทั้งหมด
ความลับของสุสานบรรพชนราชวงศ์มหาเทวากำลังจะถูกเปิดเผยในอีกไม่กี่ราตรีข้างหน้านี้
ในส่วนพระราชวังก็คึกคักไม่แพ้ภายนอก เหล่าเจ้าพนักงานต่างเร่งตระเตรียมสถานที่เพื่องานเฉลิมฉลองใหญ่ที่กำลังใกล้เข้ามา
ขันทีคนนับร้อย คนงานนับพัน วุ่นวายกันจนหัวหมุน โต๊ะสำหรับจัดเลี้ยงถูกจัดวางตามแบบพิธีการ ทั้งสถานที่ยังประดับตกแต่งผืนผ้าทิวธงอย่างอลังการ รวมถึงวัตถุดิบปรุงอาหารอันเลิศรสก็ถูกลำเลียงสู่โรงครัวหลวง
แสงสว่างจากโคมประทีปนับร้อย พบเห็นร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งยืนนิ่งราวหุ่นหิน มันสวมชุดลำลองเลิศหรู สายตามองการเคลื่อนไหวของพนักงาน ส่วนสมองกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง
คนผู้นั้นคือ องค์ชายวรราช .. องค์ชายรองแห่งราชวงศ์มหาเทวา เป็นผู้ควบคุมงานเลี้ยงฉลองในครานี้
ที่ด้านหลังปรากฏขันทีแต่งชุดคลุมยาวสีเทาขลิบลวดลายด้วยด้ายแดง สวมหมวกผ้าสีดำทรงสูงเป็นกรวยแหลม
มันมาหยุดยืนห่างกว่าสิบก้าวแล้วทำท่าคารวะ เสียงไม่หญิงไม่ชายกล่าวด้วยความนอบน้อมว่า “เรียนองค์ชายรอง ..”
อื่มมม .. เสียงตอบรับจากองค์ชายวรราช
ขันทีหน้ายาวสูบแต่ดวงตาเป็นประกาย กล่าวต่อ “ตอนนี้การจัดเตรียมงาน ลุล่วงไปกว่าเก้าในสิบส่วนแล้ว พระเจ้าค่าาาา ..”
คนผู้นี้คือขันทีที่มอบผลึกมาตราให้อุทัยก่อนเข้าประตูมิตินั่นเอง มันอายุเพียงสามสิบเศษแต่การฝึกปรือพลังฝีมือกลับสูงล้ำ รั้งตำแหน่งหัวหน้าขันทีทั้งหมดในพระราชวังหลวง
“ดีมากกก ท่านมหาขันที ..” องค์ชายวรราชกล่าว
มหาขันทีรายงานต่อ “รายงานองค์ชาย .. คณะของอโยธยาเดินทางกลับไปแล้ว”
องค์ราชวรราชรั้งสติกลับคืน คนยังยืนหันหลัง แต่แอบยิ้มมุมปากกล่าวถามว่า “พวกมันจากไปเมื่อใด”
มหาขันทีกล่าว “เมื่อบ่ายวันนี้ พระยาไกรนรสิงห์เข้าพบกับองค์มหาอุปราช หลังจากนั้นคณะของมันก็เดินทางออกจากราชธานีโดยทันใด”
องค์มหาอุปราชในทีนี้คือ สมเด็จชัยอดิราช หรือมังกรเรืองโรจน์ พระบิดาขององค์ชายวรราช
องค์ชายวรราชกล่าว “อื่มมม อาการของผู้บุตรมันคงหนักหนาเอาการ” หยุดคิดเล็กน้อยจึงถามต่อว่า “แล้วคนของวังดาราจักรเล่า ..”
มหาขันทีกล่าว “อาจารย์สุเรนทร์ ก็เดินทางกลับไปด้วยพระเจ้าข้า ..”
องค์ชายวรราชตาเป็นประกาย แต่ตอบรับอย่างวางเฉย กล่าวว่า “กิจการภายในช่างวุ่นวาย เสียดายที่ข้ามิได้ออกไปส่งพวกมัน ..”
มหาขันทีกล่าว “เรื่องนั้นมิต้องเป็นกังวล พระเจ้าข้า .. เป็นองค์ชายใหญ่ ออกไปส่งด้วยพระองค์เอง”
องค์ชายใหญ่ที่มหาขันทีกล่าวถึง คือองค์ชายชัยมัน .. พี่ชายต่างมารดาขององค์ชายวรราช
มหาขันทีกล่าว “มีเรื่องสำคัญอีก พระเจ้าข้า ..” มันระงับความตื่นเต้นรายงานต่อ “เจ้าฟ้าอนันตราชหายไปจากราชธานี พระเจ้าข้า ..”
องค์ชายวรราชแทบไม่เชื่อหูตัวเอง หันกายกลับมากล่าวว่า “ห่ะ ! เจ้าว่าอย่างไร .. กระบี่เทพประจิมมิได้อยู่ในเมืองราชธานี เช่นนั้นหรือ ..”
มหาขันทีกล่าว “พระเจ้าข้า .. เจ้าฟ้าอนันตราช แห่งแคว้นมหาการีย์หายไป .. เกล้ากระหม่อมสืบหาไม่พบร่องรอยแม้เพียงเงา พระเจ้าข้าาา”
องค์ชายวรราชกล่าว “บุคคลผู้นี้ฝีมือสูงส่ง ไม่แปลก ที่เจ้าหามันไม่เจอ”
แล้วจึงนิ่งเงียบใช้ความคิด มหาขันทีเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “.. มีเรื่องรายงานเพียงเท่านี้ เกล้ากระหม่อมขอทูลลา”
“ช้าก่อน ..” เสียงอันไพเราะของอิสตรีดังขึ้น ทำท่าร่างมหาขันทีหยุดชะงัก
สตรีวัยยี่สิบเศษเดินเข้ามา นางสวมใส่อาภรเลิศหรูสีขาวทั้งยังประดับด้วยเครื่องประดับทองคำงามระยับ
รูปร่างของนางงดงามสมส่วน เวลาวางมือเท้ากอรปด้วยบุคลิกเย้ายวนมีเสน่ห์ ทุกก้าวของนางเยื้องย่างดุจพญาหงส์
มหาขันรีบแสดงคารวะ แล้วกล่าวว่า “.. คารวะองค์เทวี”
สตรีนางนั้นกล่าว “ไม่ต้องมากพิธี” แล้วจึงย่อกายด้วยท่วงท่าชดช้อย “จินเยว่ .. คารวะองค์ชาย ..”
องค์ชายวรราชเห็นเทวีจินเยว่ผู้เป็นชายาของมันถึงกับดวงตาลุกวาว ต่างกับมหาขันทีที่นิ่งเงียบไป .. จะกล่าวไปมหาขันทีเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์บรรลุขั้นสุดยอด แต่ต่อหน้าองค์เทวีผู้เป็นชายาขององค์ชายวรราชผู้นี้ กลับรู้สึกถึงพลังกดดันชนิดหนึ่ง
องค์ชายวรราชกล่าวด้วยความชื่นชม “จินเยว่นั่นเอง .. มาๆ มาที่ข้างกายข้า ..”
เทวีจินเยว่ก้าวเดินไปยืนเคียงคู่กับองค์ชายวรราช ดวงหน้าอันงดงามทำองค์ชายรองเคลิบเคลิ้มหลงใหล
นางหันไปกล่าวกับมหาขันทีว่า “ท่านมหาขันที ท่านได้จัดตั้งกระถางกำยานตามที่ข้าเคยบรรยายแล้วหรือไม่ .. ข้าตรวจสอบดูแล้ว เหมือนยังไม่เรียบร้อยดี ..”
น้ำเสียงของนางไพเราะจับจิต แต่ช่างมีพลังอำนาจอย่างน่าตื่นตระหนก .. องค์ชายวรราชได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวเสียงเข้มขึ้นว่า “อย่างไรนะ .. นี่เจ้ายังมิได้จัดการอีกหรือ ..”
“ข้าน้อยยย ..” มหาขันทีกำลังจะกล่าวแก้ตัว แต่ยังไม่ทันกล่าวจบก็ถูกองค์ชายวรราชชิงกล่าวตำหนิ “ชิ .. เจ้าขันทีผู้โง่เง่า .. รีบไปดำเนินการให้เรียบร้อย”
“พระเจ้าข้า ..” มหาขันทีตอบรับ
เห็นมหาขันทียืนเก้ๆ กังๆ องค์ชายวรราชกล่าวต่อ “ยังไม่รีบไปอีก เจ้าอยากหัวขาดหรืออย่างไร ..”
“พระเจ้าข้า ..” มหาขันทีรีบตอบรับ .. “หม่อนฉันขอทูลลา ..” แล้วจึงรีบสะบัดตูดจากไปโดยพลัน
องค์ชายวรราชยังอารมณ์เสีย “ฮึ เจ้าขันทีผู้นี้ .. พระบิดาแต่งตั้งให้มันเป็นถึงมหาขันทีได้อย่างไรกัน ..”
เทวีจินเยว่เห็นเช่นนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน “องค์ชาย พระทัยเย็นก่อนเพคะ ..”
องค์ชายวรราชกล่าวบ่น “คนเหล่านี้ ล้วนไม่ได้ดังใจ สักคนหนึ่ง”
เทวีจินเยว่กล่าว “.. พระองค์ มีจินเยว่อยู่เคียงข้าง กิจการใดๆ ก็ต้องบรรลุสำเร็จ”
องค์ชายวรราชได้ยินเช่นนั้น กล่าวว่า “ถูกต้องที่สุด เป็นสวรรค์ประทานเจ้ามาแก่ข้า ..”
ฮา ฮา .. องค์ชายวรราชเปลี่ยนเป็นหัวเราะอย่างอารมณ์ดี มันพึงพอใจชายาของมันอย่างยิ่ง .. เป็นที่รับรู้ทั่วพระราชวัง เทวีจินเยว่เป็นที่โปรดปรานขององค์ชายรองเป็นที่สุด
ราวคิดอันใดขึ้นได้ องค์ชายวรราชกล่าวว่า “เรื่อง กระบี่เทพประจิม .. เจ้า ...”
เทวีจินเยว่ยิ้มอย่างพราวเสน่ห์ กล่าวว่า “อิ อิ .. ข้าเคยกล่าวแล้ว .. ว่าข้ามีหนทางของข้า ..”
องค์ชายวรราชตาเป็นประกาย “เมื่อไม่มีวังดาราจักร อโยธยา และมหาการีย์ .. อะไร อะไร ก็ง่ายขึ้น ..”
ฮา ฮา .. องค์ชายวรราชหัวเราะ วงแขนโอบรั้งเทวีจินเยว่เข้ามา “ยอดเยี่ยมยิ่งนักเทวีของข้า .. ฮา ฮา”
อีกมือเชยคางกล่าวชื่นชมว่า “มีชายาที่งดงาม และสติปัญญาล้ำเลิศเช่นนี้ .. นับเป็นโชควาสนาของขาแล้ว ..”
เทวีจินเยว่ทำท่าเอียงอาย นำมือทุบที่หน้าอกองค์ชายรองเบาๆ “องค์ชายกล่าววาจาเกินจริงอีกแล้ว .. อิ อิ”
องค์ชายรองนำมือลูบบั้นท้ายอันกลมกลึงขององค์เทวี .. กล้ามเนื้อวัยสาวก็ดีดสะท้อนสู้มือ นางก้มใบหน้าอันแดงก่ำลง แล้วกล่าวอย่างเขินอายว่า “ข้าก่อน องค์ชาย .. ผู้คนเยอะเกินไป .. ข้า .. อื่มมม ..” เสียงลมหายใจของนางติดๆ ขัดๆ
องค์ชายวรราชกล่าวอย่างรื่นรมย์ว่า “เช่นนั้นกลับตำหนักกันเถอะ เรามีอะไรอะไรที่ต้องกระทำกัน .. ฮา ฮา”
................
.. กลับมาที่ดินแดนสุขาวดี
เจ้ากระทิงเทวะตัวโตเท่าภูเขา โถมทั้งร่างพุ่งเขาแหลมเข้าขวิดมณีจันทร์ที่ไม่ทันตั้งตัว นางได้แต่ยืนขาแข็งตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้า
ปราณพลังอันมหาศาลโถมเข้าใส่มณีจันทร์อย่างรุนแรง
.. โครมมม !!! เสียงดังสนั่น ใบหญ้าปลิวกระจาย ฝุ่นผงตลบฟุ้งไปทั่วบริเวณ
แต่ .. มณีจันทร์ยังยืนอ้าปากค้างอยู่ที่เดิม !
กระทิงเทวะถูกบางสิ่งกระแทกเข้าอย่างจัง ร่างของมันซวนเซทำเขาแหลมปักลงพื้นห่างตัวมณีจันทร์ไปเพียงห้าหกก้าว
มันถูกเปลี่ยนทิศทางด้วยฝ่าเท้าข้างหนึ่ง
เป็นอุทัยพุ่งกายกระโดดถีบส่วนลำคอของเจ้ากระทิง ร่างอันใหญ่โตจึงพุ่งเฉียดเป้าหมายไป
ขาข้างนั้นของอุทัยรู้สึกชาด้าน มันร้องโอดโอยขึ้นว่า “โอยยยย .. เจ้าวัวตัวนี้ช่างแข็งแกร่ง ขาข้ายังคงอยู่ดีหรือไม่” แล้วเดินกะเผลกเข้าไปดึงตัวมณีจันทร์ถอยออกมา
เจ้ากระทิงทองแดงยกเขาแหลมขึ้นทำแผ่นดินต้นหญ้าหลุดออกมาเป็นแถบๆ กล้ามเนื้อของมันแกร่งทนทานราวโลหะ ไม่ว่าศาสตราวุธใดๆ ก็ไม่ระคายผิวของมัน
ทั้งยังมีพละกำลังมันมหาศาล สัตว์ใหญ่น้อยในดินแดนแห่งนี้ต่างหลีกเลี่ยงที่จะปะทะกับมัน
เจ้ากระทิงสะบัดหัวไล่ความงุนงง สายตาจ้องเขม็งมายังอุทัย ส่งเสียงหายใจผ่านรูจมูกดัง .. ฟื๊ดดด .. ฟื๊ดดด
มณีจันทร์เพิ่งเรียกสติคืนมา ภาพที่เบื้องหน้าคือกระทิงป่าอันดุร้าย .. นางร้องอย่างสุดเสียง กรี๊ดดดดดด
.. ฟื๊ดดด .. ฟื๊ดดด เจ้ากระทิงพ่นลมหายใจอย่างฉุนเฉียว ขาของมันตะกุยพื้น แล้วจึงตะบึงเข้าใส่ในบัดดล ร่างอันใหญ่โตพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
อุทัยที่ยืนขวางอยู่ด้านหน้าไม่มีทีท่าจะหลบหนี มันเกร็งพลังปราณลงแขนขวา ดวงทอประกายสีทองวิบวับ
.. แล้วจึงพุ่งกายตรงเข้าหาเจ้ากระทิง
เกิดเป็นภาพของมนุษย์ตัวจ้อย ดีดกายพุ่งเข้าใส่สัตว์เทวะตัวมหึมา
เพียงเศษเสี้ยววินาทีอุทัยก็กระโดดลอยมาถึงหัวอันใหญ่โตดำทะมึน สายตาของทั้งสองจ้องมองกันและกัน อุทัยง้างหมัดขวาแหวกผ่านระหว่างเขาของเจ้ากระทิง
หมัดและแขนข้างนั้นของอุทัยปรากฏอักขระยันต์สีทอง มันชกหมัดเข้าใส่กลางหน้าผากของเจ้ากระทิงป่า
.. หมัดอรุณโรจน์ !!!
.. เปรี๊ยงงง !!! .. เสียงดังสนั่น
ร่างของเจ้ากระทิงผงะหัวทิ่มลงพื้นดัง .. โครมมม !!! ครูดไถลตามสภาวะ
ส่วนอุทัยก็ไม่ดีไปกว่า มันถูกพละกำลังอันมหาศาลกระแทกใส่จนตัวลอยกระเด็นกลับไปสิบกว่าก้าว
หน้าตาของอุทัยเหยเกกุมนิ้วมือที่หักผิดรูป ร้องขึ้นมาว่า “หัวของมันแข็งชะมัด .. โอยยยยย ..”
ทั้งร่างของกระทิงทองแดงแข็งแกร่ง การชกครั้งนี้ไม่แตกต่างจากการชกใส่ภูผาหิน อุทัยใช้ทดลองพลังเพียงสามส่วนยังได้รับบาดเจ็บกลับมา หากใช้พลังมากกว่านี้ แขนทั้งข้างคงแหลกคาหัวเจ้ากระทิงแล้ว
ยังไม่ทันตั้งหลักมั่นเจ้ากระทิงป่าแสนทรหดก็ชันกายลุกขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้มันเกรี้ยวกราดมากกว่าเดิม สายตาจ้องอุทัยอย่างกระหายเลือด น้ำลายเหนียวข้นไหลย้อยออกมาจากปาก ขาหลังตะกุยพื้นดัง .. คลืด .. คลืดดด
เจี๊ยก ! เจ้าเวรุงกะอ้าปากค้าง “มันลุกขึ้นมาอีกแล้ว”
ยังไม่ทันกล่าวจบเจ้ากระทิงก็พุ่งกายเข้าโจมตีอีก คราวนี้มาด้วยความโมโหพลังของมันเพิ่มเป็นเท่าทวี
.. ขณะอุทัยเดินพลังปราณตั้งท่าเพื่อรับมือ
.. ปรากฏร่างสวมงอบในชุดสีขาวพลิ้วเข้ามาอย่างรวดเร็ว
.. ร่างของอุษาผ่านเข้ามาในคลองจักษุ ท่วงท่าที่งดงามสะกดจนอุทัยเหม่อมองจนหายใจไม่ทั่วท้อง
นางมาขวางเจ้ากระทิงป่า สะบัดฝ่ามือส่งพลังปราณเข้าปะทะขาหน้าอย่างเหมาะเจาะ ร่างอันมหึมาเสียหลักจนเอียงเฉียงๆ
อุษายังเคลื่อนไหวต่อ .. นางพุ่งเข้าไปส่งพลังปราณผ่านนิ้วมือสัมผัสกับปลายเข้าทั้งสอง แล้วเคลื่อนหมุนส่งออกด้านข้าง
.. ราวปาฏิหาริย์ .. กระทิงตัวโตเท่าภูเขา ถูกสภาวะเหวี่ยงจนตัวหมุนไปสามสี่ตลบ
.. โครม .. โครม .. โครมมมม .. แผ่นดินตลบพลิก ใบหญ้าปลิวกระจายตามน้ำหนักตัวเจ้ากระทิง
อุษาหยุดยืนอย่างงามสง่า สายลมพัดทำชายชุดปลิวไสว ที่เบื้องหน้าคือกระทิงหนุ่มที่แปรสภาพเป็นลูกวัวน้อยไร้ซึ่งพิษสง
จ๊าก ! เจ้ามังกรน้อยร้อง “แม่นาง .. แม่นางเทพธิดา มาแล้ว ..”
เจี๊ยก ! เจ้าเวรุงกะกระโดดโลดเต้น “สุดยอดเลย .. พระแม่โพธิสัตว์ของข้า”
อุทัยเสนอหน้าเข้าไปกล่าวกับอุษา “แม่นางเซียน ท่านมาช่วยข้าหรือ ..”
อุษาหาสนใจอุทัยไม่ หันไปถามมณีจันทร์ว่า “น้องสาว .. เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
มณีจันทร์ตอบกลับอย่างงงๆ ว่า “ข้า .. ข้า ไม่เป็นไร” .. เจ้ามังกรน้อยและเจ้าเวรุงกะแอบมองอุทัยหัวเราะคิกคัก
เจ้ากระทิงตะกุยตะกายพยายามลุกขึ้น มันถูกเหวี่ยงหมุนจนงุนงง ร้องออกมาอย่างน่าสงสาร .. มออออ มอออออ
เจ้ามังกรน้อยกล่าวเยาะเย้ย “เจ้าวัวบ้า เจออิทธิฤทธิ์แม่นางเทพธิดาหงายเงิบไปเลย ..”
ส่วนเจ้าเวรุงทำหน้าทะเล้น “โสนะหน้า ตัวโตถึงเพียงนั้น กลับร้องราวทารกเรียกหามารดา .. ฮา ฮา ฮา”
ฮา ฮา ฮา .. ทั้งสองหัวเราะล้อเลียน ทำเจ้ากระทิงส่งเสียงร้องไม่ยอมหยุด .. มออ มออออ มอออออ
แต่แล้ว .. สิ่งที่ทั้งหมดไม่ต้องการพบเห็นได้บังเกิดขึ้น
.. ห่างออกไป .. ที่หนองน้ำด้านหลังมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว
ซวบ ซาบ ซวบ ซาบ .. เสียงฝีเท้าของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กำลังเร่งตะบึงมา ทำต้นหญ้าน้ำแหวกออกเป็นทางยาว
มอออ มออออออ .. เสียงตอบรับอันดังจนหัวใจผู้รับฟังสั่นสะเทือน ที่โผล่ออกมาคือกระทิงทองแดงตัวโตเต็มวัย บึกบึนแข็งแกร่งสูงกว่ายี่สิบศอก ตัวมันใหญ่กว่าเจ้ากระทิงตัวแรกกว่าเท่าตัว
จ๊าก ! เจ้าเวรุงกะร้อง “มารดามัน ! .. มารดามันมาแล้ว ..”
เจ้ามังกรน้อยหน้าเหวอ “เจ้าปากเสีย .. มันร้องเรียกมารดา อย่างเจ้าว่าจริงๆ”
อุทัยได้แต่ยืนอ้าปากค้าง .. แต่ปากของมันก็ยิ่งอ้าออกกว้างกว่าเดิม
เสียงสวบสาบยังตามมาอีก กระทิงทองแดงตัวมโหฬารยังติดตามออกมาอีกห้าตัว แต่ละตัวมีระดับพลังสองร้อยขึ้นไป
กระทิงตัวแรกมาถึง ก็เข้าไปสูดดมและใช้ลิ้นเลียหน้าลูกกระทิงที่นอนอยู่บนพื้น ส่วนเจ้าลูกกระทิงก็ส่งเสียงออดอ้อนร้องมอมอ ราวกำลังฟ้องบางอย่างกับมารดาของมัน
กระทิงทองแดงอีกห้าตัวยืนถมึงทึงจ้องมองเหล่ามนุษย์ตัวน้อย แต่ละตัวมีท่าทางน่ากลัวน้ำลายไหลยืด พ่นลมออกรูจมูก .. ฟืดดด ฟาดดด
เจ้าลูกกระทิงลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ทำท่าซวนเซอย่างน่าสงสาร .. ส่วนกระทิงตัวแม่ก็ส่งเสียงฟืดฟาดอย่างโมโห ก้มหัวจ้องมองอุทัยด้วยสายตาแดงฉาน
กลุ่มมนุษย์ทั้งสามค่อยๆ ถอยมายืมรวมตัวกัน โดยมีเจ้าเวรุงกะและมังกรน้อยแอบเบียดอยู่ด้านหลัง
โมวววววว .. เสียงร้องอันดังของกระทิงตัวแม่
ทันใดนั้น ! กระทิงทองแดงทั้งหกก็กระโจนพุ่งทะยานเข้าใส่ เสียงฝีเท้าของพวกมันทำผืนแผ่นดินสั่นสะเทือนจนแทบยืนไม่อยู่
กรี๊ดดดดด .. มณีจันทร์กรีดร้องเกาะแขนอุษาที่ยืนอยู่ด้านหน้า
ระหว่างช่วงเวลาคับขันหัวใจของอุทัยต้องเต้นตูมตามอีกครั้ง เพราะที่ด้านหน้าปรากฏเงาร่างสีฟ้าวูบวาบพุ่งกายลอยตัวลงมา
สตรีในชุดสีฟ้าพัดพลิ้วยืนหันหลังให้ มองเห็นหางเปียดำยาวสะบัด รูปร่างสะโอดสะองสะโพกผึ่งผาย
เป็นวาวากำลังร่ายรำกระบวนท่าดังนางอัปสรฟ้อน ทำการปล่อยพลังปราณผ่านดัชนีหกสาย
อุษาร้องเตือน “น้องสาว !!! .. ระวัง ..”
.. พริ้ววว .. พริ้ววว .. พริ้ววว .. ดัชนีวารีเหมันต์พุ่งเข้าใส่กระทิงทองแดงทั้งหกอย่างแม่นยำ
.. เปรี้ยงงง !!! พลังปราณวารีเหมันต์อันเย็นยะเยือกเกาะกุมกระทิงทองแดงจนร่างกระตุก ก่อเกิดเกล็ดน้ำแข็งขยายตัวปรกคลุมร่างกระทิงเทวะทั้งหก
แต่โดยทันใดเหล่ากระทิงก็ระเบิดพลังเข้าต่อต้าน จนพลังวารีเหมันต์แตกสลายดัง .. แพล๊งงง !!!
วาวาประเมินความทนทานของเหล่ากระทิงทองแดงผิดไป ดัชนีวารีเหมันต์ไม่สามารถทำอย่างไรพวกมันได้ กระทิงเหล่านั้นกำลังพุ่งมาด้วยพลังอันน่าตระหนก
วาวาอุทาน “แย่แล้ว!!!” .. นี่เราต้องมาทิ้งชีวิตไว้ในดินแดนแห่งนี้หรือนี่
ในห้วงความเป็นความตาย กระทิงตัวใกล้สุดห่างวาวาเพียงสามสี่ก้าว หากไม่ถอยหนีร่างของนางต้องแหลกย่อยยับในอีกไม่ช้า
.. ไม่รอให้ดอกไม้งามต้องบอบช้ำ .. อุทัยเคลื่อนไหวในบัดดล
ด้วยท่าร่างมายาอสูรอันโคตะระว่องไวนำมันมายืนขวางวาวาไว้ แต่มันกลับยืนหันหลังให้กับฝูงกระทิง
ในช่วงเวลาของความเป็นความตาย
.. วงแขนข้างหนึ่งของอุทัยโอบเอวอันบอบบางวาวา
.. เป็นความรู้สึกหนักแน่น แต่แผ่วเบาทะนุถนอม
.. สายตาทั้งสองสอดประสานจ้องมองกัน
ดวงตาอันเย็นชาของวาวาแปรเปลี่ยน .. ใบหน้าของนางร้อนผ่าว รู้สึกราวกลีบดอกไม้แย้มบานภายใต้แสงตะวันยามเช้า
.. แผ่นน้ำแข็งหนาวเหน็บบนกลีบดอกไม้ กลั่นตัวเป็นหยดน้ำเล็กๆ ใสบริสุทธิ์
.. ความอบอุ่นนุ่มนวล .. เกาะกุมไปทั้งดวงใจของนาง
.. ความรู้สึกเช่นนี้ .. คือ
.. คือ .. สิ่งใดกัน