“นี่เหรอคือไม้ตายก้นหีบที่แข็งแกร่งที่สุดของนาย? หึๆไม่เลว น่าสนใจดีนี่”
ลู่เซิ่งสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดอันน่าสะพรึงกลัวที่ส่งออกมาจากรอบทิศทางเขาเดาะลิ้นพลางเอ่ยชมด้วยความประหลาดใจสายตาจ้องมองไปยังหลุมดำที่อยู่ไม่ไกลด้วยความอยากรู้อยากเห็นบนใบหน้าปรากฏอารมณ์หลากหลายความรู้สึก แต่สิ่งเดียวที่ไม่มีเลยก็คือความกลัว
“ลู่เซิ่ง การที่แกได้ตายภายใต้กระบวนท่านี้ของฉันก็นับว่าเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตแกแล้ว”
ในเวลานี้หวังเทียนอีดูเหมือนจะมั่นใจว่าชัยชนะอยู่ในกำมือแล้วเขาจ้องมองลู่เซิ่งพลางตะโกนด้วยความอหังการว่า “เลิกขัดขืนเสียเถอะอย่าดิ้นรนให้เสียแรงเปล่าเลย เพราะต่อหน้าสกิล ‘มหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุด:หลุมดำนิรันดร์’ ของฉันต่อให้แกจะเป็นพาลาดินที่มีสกิลไร้เทียมทานแต่สุดท้ายแกก็หนีไม่พ้นโชคชะตาที่จะต้องถูกกลืนกินจนสิ้นซาก”
“เหรอ? อย่างนั้นสินะ?”
ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็เหยียดยิ้มอย่างไม่แยแสก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทระนงว่า “ฉันล่ะคนหนึ่งที่ไม่เชื่อเรื่องบ้าบอนี่เชื่อไหมว่าฉันจะทำให้ไอ้หลุมดำเฮงซวยของแกเนี่ย หดตัวลงเก้าส่วนได้ทันที?”
“หือ? หดลงเก้าในสิบส่วนงั้นเหรอ?”
หวังเทียนอีได้ยินก็ชะงักไปครู่หนึ่งเขายังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบโต้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็เห็นมุมปากของลู่เซิ่งกระตุกยิ้มขึ้นมา
“หึ ดูเหมือนแกจะไม่เชื่อสินะ”
ลู่เซิ่งส่ายหัวโดยไม่สนใจปฏิกิริยาของหวังเทียนอีเขาเพียงทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง
“งั้นดี ฉันจะพิสูจน์ให้แกเห็นเอง”
สิ้นเสียงคำพูดเขาก็ยกมือขึ้นแล้วดีดนิ้วดังเปรี้ยง
เป๊าะ!
“โรคระบาดวิบัติ: ร่างระเบิด”
ปัง!
“อ๊ากกก...”
วินาทีต่อมาตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนและเจ็บปวดถึงขีดสุด
หวังเทียนอีที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความโอหังราวกับเป็นผู้ชนะที่ถือไพ่เหนือกว่าทว่าจู่ๆ‘ฝีหนองเหม็นหึ่ง’ ที่ผุดขึ้นเต็มตัวเขาก็แตกกระจายออกพร้อมกันโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าพ่นเอาเมือกหนองสีเหลืองเข้มข้นทะลักออกมานับไม่ถ้วน
ไม่เพียงเท่านั้นร่างทั้งร่างของเขายังทรุดฮวบลงกับพื้นในท่าทางที่บิดเบี้ยวผิดธรรมชาติราวกับว่ากระดูกทั่วร่างถูกหลอมละลายจนไม่อาจแบกรับน้ำหนักของเนื้อหนังได้อีกต่อไป
ส่วนสกิล‘มหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุด: หลุมดำนิรันดร์' ซึ่งเป็นสุดยอดท่าไม้ตายที่เขาอุตส่าห์เค้นพลังออกมาใช้ก็หดตัวลงเก้าในสิบส่วนตามที่ลู่เซิ่งพูดไว้จริงๆแรงดึงดูดที่เคยทรงพลังไร้เทียมทานบัดนี้กลับทำได้เพียงดูดซับเศษฝุ่นและเศษซากขยะเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นสำหรับลู่เซิ่งแล้ว มันไม่หลงเหลือความสามารถข่มขวัญใดๆ อีกต่อไป
“เอ๊ะ? เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
“หวังเทียนอีคนนั้น... ทำไมถึงล้มลงไปล่ะ?”
“แล้วก็นั่น ‘มหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุด:หลุมดำนิรันดร์’ ของเขา ทำไมอยู่ๆ ถึงหดเล็กลงขนาดนั้น?”
ถึงจุดนี้ผู้คนที่เฝ้าดูอยู่รอบเวทีต่างก็ไม่อาจเก็บงำความตกตะลึงในใจได้อีกต่อไปต่างพากันอุทานออกมาอย่างเซ็งแซ่
“แก... แกทำอะไรกับฉันกันแน่?”
บนเวทีศิลาเขียวหวังเทียนอีแสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อสายตาเขาเค้นเสียงตะคอกถามลู่เซิ่งพลางตรวจสอบเอฟเฟกต์ดีบัฟที่เกิดขึ้นกับตัวเองตามสัญชาตญาณ
แต่ทว่าหากเขาไม่ตรวจสอบก็คงจะดีกว่า เพราะทันทีที่เห็น เขาก็แทบจะช็อกตายเสียให้ได้
[โรคระบาดปะทุ: ค่าต้านทานกายภาพลดลง 90%]
[โรคระบาดปะทุ: พลังโจมตีลดลง 90%]
[โรคระบาดปะทุ: ค่าต้านทานเวทมนตร์ลดลง 90%]
[โรคระบาดปะทุ: ความแรงเวทมนตร์ลดลง 90%]
...
“อะไรเนี่ย? เป็นไปไม่ได้”
หวังเทียนอีจ้องจนตาแทบถลนออกมา
นั่นก็เพราะเอฟเฟกต์ดีบัฟทั้งสี่อย่างนี้มันโอเวอร์เกินไปเมื่อนำมาซ้อนทับกันมันก็แทบจะเท่ากับการตัดทอนพลังต่อสู้สิบส่วนของเขาให้หายวับไปเก้าส่วนในพริบตา
บ้าเอ๊ยต่อให้ไม่ใช่เขา แต่เป็นเหล่าเทพสงครามจากวิหารเทพสงครามมาเองเจอแบบนี้เข้าไปก็คงรับมือไม่ไหวเหมือนกัน
จะไปสู้ต่อได้ยังไงวะเนี่ย
“โอ้โห ได้ผลจริงๆ ด้วยแฮะ”
ทางด้านลู่เซิ่งเอง
เมื่อเห็นว่าสกิลของตนสร้างผลลัพธ์ได้อย่างยอดเยี่ยมเขาก็ตื่นเต้นจนเกือบจะตะโกนออกมาดังๆ
ลู่เซิ่งเปิดแผงสกิลของออสการ์ขึ้นมาตรวจสอบสกิลที่เพิ่งร่ายออกไปตามสัญชาตญาณทันที
[โรคระบาดวิบัติ: ร่างระเบิด]
เอฟเฟกต์ดีบัฟโรคระบาด:จุดชนวนผลของโรคระบาดทั้งหมดบนตัวเป้าหมายทำให้ดีบัฟทั้งหมดที่มีในช่วงเวลาต่อเนื่องนั้นเกิดการระเบิดซ้อนทับพร้อมกันในครั้งเดียว!
...
นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาใช้สกิลสายโรคระบาดของออสการ์หลังจากที่ทำพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน
แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะศึกษาทำความเข้าใจสกิลทั้งหมดของออสการ์มาอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วก็ตาม
แต่เนื่องจากสกิลสายโรคระบาดนั้นไม่มีดาเมจที่รุนแรงทางกายภาพมีเพียงเอฟเฟกต์ดีบัฟเท่านั้น
ที่ผ่านมาลู่เซิ่งจึงไม่ค่อยได้หยิบจับสกิลในสายนี้มาใช้งานสักเท่าไร
จนกระทั่งถึงวันนี้
จนกระทั่งวินาทีนี้
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหวังเทียนอีหนึ่งในสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอย่าง ‘จอมเวทมิติ’ลู่เซิ่งก็นึกสนุกอยากลองของขึ้นมาซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็นับว่ายอดเยี่ยมเกินคาด
และการที่หวังเทียนอีโดนดีบัฟเข้าไปถึงสี่อย่างทำให้ความแรงเวทหดหายไปถึง 90% ส่งผลให้ไม้ตายก้นหีบ‘มหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุด: หลุมดำนิรันดร์’ ที่เคยเกือบจะไร้พ่ายกลายเป็นเรื่องตลกไปในทันที
เมื่อมองดูหวังเทียนอีที่นอนอ่อนแรงอยู่บนเวทีอีกฝั่งจนแม้แต่จะลุกขึ้นยืนยังทำไม่ได้ ลู่เซิ่งก็ไม่คิดจะให้เวลาอีกฝ่ายได้พักฟื้นเขาหัวเราะเย็นชาพลางเอ่ยว่า “จะว่าไปแกโจมตีมาตั้งนานแล้ว คราวนี้ก็น่าจะถึงตาฉันลงมือบ้างแล้วใช่ไหม?”
“ไม่ แก... แกจะทำอะไร? ฉันเตือนแกนะอย่าเข้ามานะ”
หวังเทียนอีได้ยินดังนั้นก็แทบจะหวาดกลัวจนปัสสาวะราดกางเกง
เหตุผลยังคงเป็นเช่นเดิม
ถึงแม้ในตอนนี้เขาจะยังมีค่าพลังชีวิตและมานาเต็มเปี่ยมก็ตาม
แต่ภายใต้การทรมานจากเอฟเฟกต์โรคระบาดทั้งสี่อย่างนี้
ความแข็งแกร่งของเขาลดลงไปเก้าส่วนในพริบตากระทั่งจะเทียบกับผู้ใช้อาชีพทั่วไปที่เพิ่งเปลี่ยนอาชีพครั้งที่สองยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แล้วมันจะไปสู้ต่อได้ยังไง?
ดังนั้นหวังเทียนอีจึงไม่คิดหน้าคิดหลังอีกต่อไป เขาตะโกนสุดเสียงว่า“กรรมการ ผมยอมแพ้ ใครก็ได้มาช่วยที”
“ไอ้โง่ รอบเวทีนี้มันมีวงเวทปิดกั้นเสียงอยู่นะต่อให้แกจะตะโกนจนคอแตกตายในวันนี้ก็ไม่มีใครได้ยินหรอก หึๆๆๆ” ลู่เซิ่งหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์พลางค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปหา
และหลังจากที่หวังเทียนอีได้รับผลกระทบจากสี่โรคระบาดแม้แต่‘มหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุด: พันธนาการมิติ’ ที่เคยร่ายไว้ก็ไม่อาจคงสภาพอยู่ได้อีกต่อไปเขาจึงไม่สามารถจำกัดอิสรภาพของลู่เซิ่งได้เลย
“ฉันจะสู้ตายกับแก”
ในวินาทีนี้เมื่อเห็นว่าการขอยอมแพ้ไม่มีผล หวังเทียนอีก็กัดฟันกรอดเค้นแรงเฮือกสุดท้ายร่ายสกิลถนัดใส่ลู่เซิ่งชุดใหญ่
“เฉือนมิติ”
“มิติพังทลาย”
“มิติซ้อนทับ”
แต่ทว่าน่าเสียดายยิ่งนักภายใต้ผลของโรคระบาดทั้งสี่อย่าง หากเมื่อก่อนการใช้สกิลของเขาเปรียบได้กับ‘ปืนใหญ่ถล่มเมือง’
ตอนนี้สกิลที่เขาปล่อยออกมากลับดูเหมือนเพียงแค่ ‘แส้เส้นเล็ก’ในมือของบันนี่เกิร์ลที่สะบัดเล่นไปมาเท่านั้น
“อ่า... สบายจัง”
“ตรงนี้อีกสักสองสามทีสิ ใช่ๆๆ ตรงนี้แหละ แล้วก็ตรงนี้ด้วย...”
เปรี้ยงเปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง ...
ลู่เซิ่งรับสกิลเหล่านั้นเข้าไปเต็มๆนอกจากเลือดจะไม่ลดเลยสักหยดแล้ว เขายังร้องครางออกมาด้วยความรู้สึกผ่อนคลายจนทำให้ผู้คนที่เฝ้าดูอยู่รอบๆ ต่างพากันอ้าปากค้างและมึนงงกันไปหมด...
“แก!”
เมื่อเห็นว่าสู้ก็ไม่ได้จะหนีก็ไม่พ้น
ในที่สุดหวังเทียนอีก็กัดฟันตัดสินใจ โดยไม่สนแล้วว่านี่จะนับเป็นการโกงหรือไม่เขาล้วงเอาม้วนคัมภีร์เคลื่อนย้ายระยะสั้นออกมาจากอกเสื้อทันที
‘ม้วนคัมภีร์เคลื่อนย้ายระยะสั้น’ คือม้วนคัมภีร์ระดับเทพที่ช่วยให้ผู้ใช้อาชีพทะลวงผ่านข้อจำกัดของมิติชั่วคราวเพื่อเคลื่อนย้ายไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่งในระยะทางที่กำหนดบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันไอเทมนี้จัดว่าเป็นไอเทมรักษาชีวิตที่หาได้ยากและมีราคาแพงมหาศาล
ลู่เซิ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าหวังเทียนอีจะมีไอเทมรักษาชีวิตที่หายากขนาดนี้ติดตัวในสถานการณ์คับขัน เขาจึงไม่คิดจะเล่นสนุกกับหวังเทียนอีต่ออีกต่อไปและออกคำสั่งกับออสการ์ทันที
“ออสการ์ ไปฆ่ามัน!”