ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 6 บทที่ 168 โรคระบาดปะทุ พลังรบหดตัวเหลือไม่ถึงหนึ่งส่วนในพริบตา มีเพียงลู่เซิ่งเท่านั้น

            “นี่เหรอคือไม้ตายก้นหีบที่แข็งแกร่งที่สุดของนาย? หึๆไม่เลว น่าสนใจดีนี่”

            ลู่เซิ่งสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดอันน่าสะพรึงกลัวที่ส่งออกมาจากรอบทิศทางเขาเดาะลิ้นพลางเอ่ยชมด้วยความประหลาดใจสายตาจ้องมองไปยังหลุมดำที่อยู่ไม่ไกลด้วยความอยากรู้อยากเห็นบนใบหน้าปรากฏอารมณ์หลากหลายความรู้สึก แต่สิ่งเดียวที่ไม่มีเลยก็คือความกลัว

            “ลู่เซิ่ง การที่แกได้ตายภายใต้กระบวนท่านี้ของฉันก็นับว่าเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตแกแล้ว”

            ในเวลานี้หวังเทียนอีดูเหมือนจะมั่นใจว่าชัยชนะอยู่ในกำมือแล้วเขาจ้องมองลู่เซิ่งพลางตะโกนด้วยความอหังการว่า “เลิกขัดขืนเสียเถอะอย่าดิ้นรนให้เสียแรงเปล่าเลย เพราะต่อหน้าสกิล ‘มหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุด:หลุมดำนิรันดร์’ ของฉันต่อให้แกจะเป็นพาลาดินที่มีสกิลไร้เทียมทานแต่สุดท้ายแกก็หนีไม่พ้นโชคชะตาที่จะต้องถูกกลืนกินจนสิ้นซาก”

            “เหรอ? อย่างนั้นสินะ?”

            ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็เหยียดยิ้มอย่างไม่แยแสก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทระนงว่า “ฉันล่ะคนหนึ่งที่ไม่เชื่อเรื่องบ้าบอนี่เชื่อไหมว่าฉันจะทำให้ไอ้หลุมดำเฮงซวยของแกเนี่ย หดตัวลงเก้าส่วนได้ทันที?”

            “หือ? หดลงเก้าในสิบส่วนงั้นเหรอ?”

            หวังเทียนอีได้ยินก็ชะงักไปครู่หนึ่งเขายังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบโต้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็เห็นมุมปากของลู่เซิ่งกระตุกยิ้มขึ้นมา

            “หึ ดูเหมือนแกจะไม่เชื่อสินะ”

            ลู่เซิ่งส่ายหัวโดยไม่สนใจปฏิกิริยาของหวังเทียนอีเขาเพียงทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง

            “งั้นดี ฉันจะพิสูจน์ให้แกเห็นเอง”

            สิ้นเสียงคำพูดเขาก็ยกมือขึ้นแล้วดีดนิ้วดังเปรี้ยง

            เป๊าะ!

            “โรคระบาดวิบัติ: ร่างระเบิด”

            ปัง!

            “อ๊ากกก...”

            วินาทีต่อมาตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนและเจ็บปวดถึงขีดสุด

            หวังเทียนอีที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความโอหังราวกับเป็นผู้ชนะที่ถือไพ่เหนือกว่าทว่าจู่ๆ‘ฝีหนองเหม็นหึ่ง’ ที่ผุดขึ้นเต็มตัวเขาก็แตกกระจายออกพร้อมกันโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าพ่นเอาเมือกหนองสีเหลืองเข้มข้นทะลักออกมานับไม่ถ้วน

            ไม่เพียงเท่านั้นร่างทั้งร่างของเขายังทรุดฮวบลงกับพื้นในท่าทางที่บิดเบี้ยวผิดธรรมชาติราวกับว่ากระดูกทั่วร่างถูกหลอมละลายจนไม่อาจแบกรับน้ำหนักของเนื้อหนังได้อีกต่อไป

            ส่วนสกิล‘มหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุด: หลุมดำนิรันดร์' ซึ่งเป็นสุดยอดท่าไม้ตายที่เขาอุตส่าห์เค้นพลังออกมาใช้ก็หดตัวลงเก้าในสิบส่วนตามที่ลู่เซิ่งพูดไว้จริงๆแรงดึงดูดที่เคยทรงพลังไร้เทียมทานบัดนี้กลับทำได้เพียงดูดซับเศษฝุ่นและเศษซากขยะเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นสำหรับลู่เซิ่งแล้ว มันไม่หลงเหลือความสามารถข่มขวัญใดๆ อีกต่อไป

            “เอ๊ะ? เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”

            “หวังเทียนอีคนนั้น... ทำไมถึงล้มลงไปล่ะ?”

            “แล้วก็นั่น ‘มหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุด:หลุมดำนิรันดร์’ ของเขา ทำไมอยู่ๆ ถึงหดเล็กลงขนาดนั้น?”

            ถึงจุดนี้ผู้คนที่เฝ้าดูอยู่รอบเวทีต่างก็ไม่อาจเก็บงำความตกตะลึงในใจได้อีกต่อไปต่างพากันอุทานออกมาอย่างเซ็งแซ่

            “แก... แกทำอะไรกับฉันกันแน่?”

            บนเวทีศิลาเขียวหวังเทียนอีแสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อสายตาเขาเค้นเสียงตะคอกถามลู่เซิ่งพลางตรวจสอบเอฟเฟกต์ดีบัฟที่เกิดขึ้นกับตัวเองตามสัญชาตญาณ

            แต่ทว่าหากเขาไม่ตรวจสอบก็คงจะดีกว่า เพราะทันทีที่เห็น เขาก็แทบจะช็อกตายเสียให้ได้

             [โรคระบาดปะทุ: ค่าต้านทานกายภาพลดลง 90%] 

             [โรคระบาดปะทุ: พลังโจมตีลดลง 90%] 

             [โรคระบาดปะทุ: ค่าต้านทานเวทมนตร์ลดลง 90%] 

             [โรคระบาดปะทุ: ความแรงเวทมนตร์ลดลง 90%] 

            ...

            “อะไรเนี่ย? เป็นไปไม่ได้”

            หวังเทียนอีจ้องจนตาแทบถลนออกมา

            นั่นก็เพราะเอฟเฟกต์ดีบัฟทั้งสี่อย่างนี้มันโอเวอร์เกินไปเมื่อนำมาซ้อนทับกันมันก็แทบจะเท่ากับการตัดทอนพลังต่อสู้สิบส่วนของเขาให้หายวับไปเก้าส่วนในพริบตา

            บ้าเอ๊ยต่อให้ไม่ใช่เขา แต่เป็นเหล่าเทพสงครามจากวิหารเทพสงครามมาเองเจอแบบนี้เข้าไปก็คงรับมือไม่ไหวเหมือนกัน

            จะไปสู้ต่อได้ยังไงวะเนี่ย

            “โอ้โห ได้ผลจริงๆ ด้วยแฮะ”

            ทางด้านลู่เซิ่งเอง

            เมื่อเห็นว่าสกิลของตนสร้างผลลัพธ์ได้อย่างยอดเยี่ยมเขาก็ตื่นเต้นจนเกือบจะตะโกนออกมาดังๆ

            ลู่เซิ่งเปิดแผงสกิลของออสการ์ขึ้นมาตรวจสอบสกิลที่เพิ่งร่ายออกไปตามสัญชาตญาณทันที

             [โรคระบาดวิบัติ: ร่างระเบิด] 

            เอฟเฟกต์ดีบัฟโรคระบาด:จุดชนวนผลของโรคระบาดทั้งหมดบนตัวเป้าหมายทำให้ดีบัฟทั้งหมดที่มีในช่วงเวลาต่อเนื่องนั้นเกิดการระเบิดซ้อนทับพร้อมกันในครั้งเดียว!

            ...

            นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาใช้สกิลสายโรคระบาดของออสการ์หลังจากที่ทำพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน

            แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะศึกษาทำความเข้าใจสกิลทั้งหมดของออสการ์มาอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วก็ตาม

            แต่เนื่องจากสกิลสายโรคระบาดนั้นไม่มีดาเมจที่รุนแรงทางกายภาพมีเพียงเอฟเฟกต์ดีบัฟเท่านั้น

            ที่ผ่านมาลู่เซิ่งจึงไม่ค่อยได้หยิบจับสกิลในสายนี้มาใช้งานสักเท่าไร

            จนกระทั่งถึงวันนี้

            จนกระทั่งวินาทีนี้

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหวังเทียนอีหนึ่งในสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอย่าง ‘จอมเวทมิติ’ลู่เซิ่งก็นึกสนุกอยากลองของขึ้นมาซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็นับว่ายอดเยี่ยมเกินคาด

            และการที่หวังเทียนอีโดนดีบัฟเข้าไปถึงสี่อย่างทำให้ความแรงเวทหดหายไปถึง 90% ส่งผลให้ไม้ตายก้นหีบ‘มหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุด: หลุมดำนิรันดร์’ ที่เคยเกือบจะไร้พ่ายกลายเป็นเรื่องตลกไปในทันที

            เมื่อมองดูหวังเทียนอีที่นอนอ่อนแรงอยู่บนเวทีอีกฝั่งจนแม้แต่จะลุกขึ้นยืนยังทำไม่ได้ ลู่เซิ่งก็ไม่คิดจะให้เวลาอีกฝ่ายได้พักฟื้นเขาหัวเราะเย็นชาพลางเอ่ยว่า “จะว่าไปแกโจมตีมาตั้งนานแล้ว คราวนี้ก็น่าจะถึงตาฉันลงมือบ้างแล้วใช่ไหม?”

            “ไม่ แก... แกจะทำอะไร? ฉันเตือนแกนะอย่าเข้ามานะ”

            หวังเทียนอีได้ยินดังนั้นก็แทบจะหวาดกลัวจนปัสสาวะราดกางเกง

            เหตุผลยังคงเป็นเช่นเดิม

            ถึงแม้ในตอนนี้เขาจะยังมีค่าพลังชีวิตและมานาเต็มเปี่ยมก็ตาม

            แต่ภายใต้การทรมานจากเอฟเฟกต์โรคระบาดทั้งสี่อย่างนี้

            ความแข็งแกร่งของเขาลดลงไปเก้าส่วนในพริบตากระทั่งจะเทียบกับผู้ใช้อาชีพทั่วไปที่เพิ่งเปลี่ยนอาชีพครั้งที่สองยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

            แล้วมันจะไปสู้ต่อได้ยังไง?

            ดังนั้นหวังเทียนอีจึงไม่คิดหน้าคิดหลังอีกต่อไป เขาตะโกนสุดเสียงว่า“กรรมการ ผมยอมแพ้ ใครก็ได้มาช่วยที”

            “ไอ้โง่ รอบเวทีนี้มันมีวงเวทปิดกั้นเสียงอยู่นะต่อให้แกจะตะโกนจนคอแตกตายในวันนี้ก็ไม่มีใครได้ยินหรอก หึๆๆๆ” ลู่เซิ่งหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์พลางค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปหา

            และหลังจากที่หวังเทียนอีได้รับผลกระทบจากสี่โรคระบาดแม้แต่‘มหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุด: พันธนาการมิติ’ ที่เคยร่ายไว้ก็ไม่อาจคงสภาพอยู่ได้อีกต่อไปเขาจึงไม่สามารถจำกัดอิสรภาพของลู่เซิ่งได้เลย

            “ฉันจะสู้ตายกับแก”

            ในวินาทีนี้เมื่อเห็นว่าการขอยอมแพ้ไม่มีผล หวังเทียนอีก็กัดฟันกรอดเค้นแรงเฮือกสุดท้ายร่ายสกิลถนัดใส่ลู่เซิ่งชุดใหญ่

            “เฉือนมิติ”

            “มิติพังทลาย”

            “มิติซ้อนทับ”

            แต่ทว่าน่าเสียดายยิ่งนักภายใต้ผลของโรคระบาดทั้งสี่อย่าง หากเมื่อก่อนการใช้สกิลของเขาเปรียบได้กับ‘ปืนใหญ่ถล่มเมือง’ 

            ตอนนี้สกิลที่เขาปล่อยออกมากลับดูเหมือนเพียงแค่ ‘แส้เส้นเล็ก’ในมือของบันนี่เกิร์ลที่สะบัดเล่นไปมาเท่านั้น

            “อ่า... สบายจัง”

            “ตรงนี้อีกสักสองสามทีสิ ใช่ๆๆ ตรงนี้แหละ แล้วก็ตรงนี้ด้วย...”

            เปรี้ยงเปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง ...

            ลู่เซิ่งรับสกิลเหล่านั้นเข้าไปเต็มๆนอกจากเลือดจะไม่ลดเลยสักหยดแล้ว เขายังร้องครางออกมาด้วยความรู้สึกผ่อนคลายจนทำให้ผู้คนที่เฝ้าดูอยู่รอบๆ ต่างพากันอ้าปากค้างและมึนงงกันไปหมด...

            “แก!”

            เมื่อเห็นว่าสู้ก็ไม่ได้จะหนีก็ไม่พ้น

            ในที่สุดหวังเทียนอีก็กัดฟันตัดสินใจ โดยไม่สนแล้วว่านี่จะนับเป็นการโกงหรือไม่เขาล้วงเอาม้วนคัมภีร์เคลื่อนย้ายระยะสั้นออกมาจากอกเสื้อทันที

            ‘ม้วนคัมภีร์เคลื่อนย้ายระยะสั้น’ คือม้วนคัมภีร์ระดับเทพที่ช่วยให้ผู้ใช้อาชีพทะลวงผ่านข้อจำกัดของมิติชั่วคราวเพื่อเคลื่อนย้ายไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่งในระยะทางที่กำหนดบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันไอเทมนี้จัดว่าเป็นไอเทมรักษาชีวิตที่หาได้ยากและมีราคาแพงมหาศาล

            ลู่เซิ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าหวังเทียนอีจะมีไอเทมรักษาชีวิตที่หายากขนาดนี้ติดตัวในสถานการณ์คับขัน เขาจึงไม่คิดจะเล่นสนุกกับหวังเทียนอีต่ออีกต่อไปและออกคำสั่งกับออสการ์ทันที

            “ออสการ์ ไปฆ่ามัน!”

             

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน