หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ จางเสี่ยวเสียก็สั่งให้หลินหงเหมยล้างถ้วยล้างหม้อ ส่วนตัวเธอก็เดินไปที่บ้านของหลินกั๋วผิง
เวลานี้ ทิงเสวี่ยกับหลินกั๋วผิงกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว สองพ่อลูกกำลังนั่งฟังวิทยุรับลมเย็นๆ อยู่ในลานบ้าน
“ป้าสะใภ้ใหญ่มาแล้ว จะนั่งในบ้านหรือในลานดีคะ?” ทิงเสวี่ยลุกขึ้นเตรียมจะเข้าไปยกเก้าอี้จากในห้องโถงมาให้
“ฉันนั่งในลานนี่แหละ เสียวเสวี่ย หนูไปเล่นก่อนเถอะนะ ป้ามีเรื่องจะคุยกับพ่อของหนูหน่อย”
ทิงเสวี่ยรับคำ ก่อนจะยกวิทยุเข้าไปในบ้าน
“พี่สะใภ้ใหญ่ มีเรื่องอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ?” หลินกั๋วผิงถาม
จางเสี่ยวเสียยิ้มกว้าง “มีสิ เป็นเรื่องดีด้วย วันนี้ฉันกลับไปบ้านพ่อแม่มา ไปเจอหลี่กุ้ยจือมาแล้ว เธอยอมมาดูตัวกับเจ้าสามบ้านเราแล้วนะ แกไปบอกให้เจ้าสามเตรียมตัวให้ดีๆ อาทิตย์หน้าวันอาทิตย์ กุ้ยจือจะมาที่บ้านฉันเพื่อดูตัวกับเจ้าสาม เขาไม่ค่อยอยากจะมาดูตัวกับเจ้าสามเท่าไหร่หรอกนะ เป็นฉันเองที่อุตส่าห์พูดจาหว่านล้อมอยู่หลายครั้ง เขาถึงได้ยอมเห็นแก่หน้าพี่อย่างฉันขนาดนี้”
“ขอบคุณครับพี่สะใภ้ใหญ่ ผมรู้ว่าเรื่องนี้ทำให้พี่สะใภ้ใหญ่ต้องเหนื่อยใจ ถ้าสำเร็จจริงๆ พี่สะใภ้ใหญ่ก็เป็นผู้มีพระคุณใหญ่หลวงของบ้านเรา และเป็นผู้มีพระคุณของเจ้าสามด้วย”
คำพูดเหล่านี้ของหลินกั๋วผิงไม่ใช่แค่การยกยอปอปั้นจางเสี่ยวเสีย แต่เป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริงของเขา
เมื่อจางเสี่ยวเสียได้ฟังแล้วก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก “เจ้ารอง แกนี่พูดเก่งขึ้นทุกวันเลยนะ เรื่องก็เป็นอย่างนี้แหละ แกไปพูดกับเจ้าสามดีๆ นะ ให้เขาพยายามสร้างความประทับใจที่ดีให้กับฝ่ายหญิงให้ได้”
หลังจากจางเสี่ยวเสียกลับไปแล้ว หลินกั๋วผิงก็รีบไปหาหลินกั๋วอันทันที
พอเขามาถึง หลินกั๋วอันก็กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมของไว้ทำอาหารให้หมูในวันพรุ่งนี้พอดี
ช่วงนี้เสบียงอาหารเหลือน้อยแล้ว การทำอาหารให้หมูส่วนใหญ่ต้องอาศัยผักป่าที่ไปขุดมาจากบนเขา ผสมธัญพืชแค่เล็กน้อยแล้วเอาไปต้ม
อากาศร้อนของเสียง่าย เพื่อให้หมูได้กินอาหารที่สดใหม่ หลินกั๋วอันจึงเตรียมของไว้ตั้งแต่คืนก่อนหน้า แล้ววันรุ่งขึ้นก็ตื่นแต่เช้าตรู่มาต้มให้หมูกิน ทำทีเดียวหม้อใหญ่ๆ หมูก็จะกินได้ทั้งวัน
เขานำผักป่าที่ขุดมาได้วางบนเขียงแล้วใช้มีดสับให้ละเอียด เสียงดังปังๆ มาแต่ไกล คนที่ไม่รู้คงนึกว่าเขากำลังสับเนื้ออยู่
หลินกั๋วผิงบอกให้น้องชายหยุดมือก่อน แล้วเริ่มพูดเรื่องสำคัญ “เจ้าสาม เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ฝ่ายหญิงเป็นแม่ม่ายมีลูกชายติดหนึ่งคน อายุพวกแกสองคนก็ใกล้เคียงกัน เธอเป็นหลานสาวแท้ ๆ ของน้าสะใภ้ฝั่งบ้านแม่ของพี่สะใภ้เรา ตอนแรกเขาแนะนำให้ฉัน แต่ฉันไม่คิดจะแต่งงานใหม่แล้ว ก็เลยคิดจะจับคู่ให้พวกแกสองคน พวกเราทุกคนหวังว่าแกจะได้มีครอบครัว มีลูกเป็นของตัวเอง ฉันมีเสียวเสวี่ยแล้ว ชีวิตนี้ฉันไม่มีอะไรเสียดายแล้วล่ะ แกล่ะคิดยังไง?”
หลังจากหลินกั๋วอันรู้เรื่องราวทั้งหมด เขาก็เงียบไปนานจนหลินกั๋วผิงเริ่มร้อนใจ “เจ้าสาม แกเงียบแบบนี้หมายความว่ายังไง? แกเต็มใจหรือไม่เต็มใจ? เรื่องนี้ฉันไม่บังคับแกนะ การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต จะประมาทไม่ได้ ต้องเต็มใจจริงๆ”
หลินกั๋วอันก้มหน้าเงียบอยู่นาน ก่อนจะยอมเอ่ยปากขึ้นว่า
“พี่ครับ ผมไม่เต็มใจจริง ๆ ผมไม่อยากเลี้ยงลูกของคนอื่น ถ้าเด็กยังเล็กกว่านี้ก็พอไหว อย่างน้อยเขายังจำอะไรไม่ได้ แต่นี่เด็กอายุหกขวบแล้ว จำเรื่องต่าง ๆ ได้หมด เลี้ยงไปเลี้ยงมาก็…”
หลินกั๋วผิงไม่คิดว่าหลินกั๋วอันจะพูดว่าไม่เต็มใจ แต่เหตุผลที่ให้มาก็พอฟังขึ้น
หลินกั๋วผิงยังพยายามเกลี้ยกล่อมว่า
“เจ้าสาม ฉันเข้าใจแกนะ แต่อย่ามองทุกอย่างในแง่ร้าย เด็กอาจจะเป็นเด็กดีก็ได้ ถ้าเราดูแลเขาดี ๆ เขาก็ผูกพันกับแกเอง อีกอย่างพอแต่งงาน เธอก็ต้องมีลูกให้แกอยู่แล้ว ฉันว่าแกลองไปดูตัวก่อน อายุขนาดนี้ แถมยังมีข้อบกพร่องเล็กน้อย จะหาคนที่ยังไม่เคยแต่งงานไม่ง่ายเลย ให้โอกาสตัวเองสักครั้งเถอะ”
แม้ในใจของหลินกั๋วอันจะไม่ค่อยเต็มใจที่จะต้องรับภาระเลี้ยงลูกคนอื่น แต่เขาก็รู้สึกว่าคำพูดของพี่รองมีเหตุผล หลังจากครุ่นคิดชั่งใจอยู่หลายครั้ง ในที่สุดเขาก็ตกลง
หลังจากหลินกั๋วผิงกลับมาถึงบ้าน ทิงเสวี่ยก็รีบถามพ่ออย่างใจจดใจจ่อ “พ่อคะ อาสามยอมไปดูตัวกับน้าหลี่กุ้ยจือคนนั้นหรือยังคะ?”
หลินกั๋วผิงตอบ “ยอมแล้ว อาทิตย์หน้าวันอาทิตย์ น้ากุ้ยจือของหนูจะมาที่บ้านป้าสะใภ้ใหญ่เพื่อดูตัวกับอาสามของหนู”
“ดีจังเลยค่ะพ่อ พรุ่งนี้พ่อไปตลาดในอำเภอ ช่วยซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้อาสามสักชุดสิคะ พ่อกับอาสามรูปร่างพอๆ กัน พ่อใส่พอดี อาสามก็น่าจะใส่พอดีเหมือนกัน อาสามแต่งตัวดูดี คนก็ต้องดูดีขึ้นแน่ๆ ถึงตอนนั้นน้ากุ้ยจือต้องชอบเขาแน่ๆ เลยค่ะ” ทิงเสวี่ยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาสามของเธอจะได้มีครอบครัวเสียที ถึงแม้ว่าจะต้องแต่งงานกับแม่ม่ายลูกติด ซึ่งดูเหมือนอาสามจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบไปบ้าง แต่ด้วยสถานการณ์ของเขาในตอนนี้ ก็คงต้องหาแม่ม่ายมีลูกติดเท่านั้น
หลินกั๋วผิงเห็นด้วยกับความคิดลูกสาว วันรุ่งขึ้นเมื่อไปถึงอำเภอ หลังจากขายซาลาเปาหมดแล้ว เขาก็ไปหาหลินชุ่ยอิงให้เธอช่วยเลือกซื้อเสื้อผ้าให้หลินกั๋วอัน
เมื่อรู้ว่าหลี่กุ้ยจือยอมมาดูตัวกับหลินกั๋วอัน หลินชุ่ยอิงก็ดีใจเป็นอย่างมาก “ครั้งนี้พี่สะใภ้ใหญ่ทุ่มเทจริงๆ เลยนะ ไว้คราวหลังฉันต้องขอบคุณเธอดีๆ สักหน่อย”
หลินกั๋วผิงพยักหน้า “ใช่แล้วล่ะ ไม่ว่าเรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ พี่สะใภ้ใหญ่ก็มีบุญคุณอยู่ดี”
หลินชุ่ยอิงใช้รูปร่างของหลินกั๋วผิงเป็นมาตรฐานในการเลือกเสื้อตัวนอกผ้าเตโตรอนสีฟ้าอ่อนให้หลินกั๋วอัน และเลือกกางเกงสีดำให้อีกหนึ่งตัว
ที่ผ่านมาเสื้อผ้าของหลินกั๋วอันล้วนแต่เป็นเสื้อผ้าที่ย่าหลินซื้อผ้ามาจากตลาดแล้วให้ช่างตัดเสื้อแถวบ้านตัดเย็บให้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้สวมเสื้อผ้าที่ซื้อมาจากในเมืองแบบนี้
หลังจากหลินกั๋วอันเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วเดินออกมาจากห้องด้านใน เขากลับดูเขินอายเล็กน้อย ศีรษะก้มต่ำลงไม่กล้าสู้หน้าใคร
“ว้าว อาสามหล่อจังเลยค่ะ ถ้าเงยหน้าอกผายไหล่ผึ่งจะหล่อกว่านี้อีกนะคะ” ทิงเสวี่ยเดินวนรอบตัวหลินกั๋วอันพลางมองดูอย่างละเอียด
หลินกั๋วอันถูกเด็กหญิงตัวน้อยจ้องเสียจนเขินอายยิ่งกว่าเดิม
หลินกั๋วผิงเห็นด้วยกับลูกสาว จึงพูดกระตุ้นน้องชาย “ เจ้าสาม เงยหน้าขึ้นหน่อยสิ ก้มหน้าก้มตาอยู่แบบนั้นมันดูไม่ดีเลย ”
หลินกั๋วอัน “…”
เพราะความบกพร่องที่ปากทำให้หลินกั๋วอันรู้สึกต่ำต้อยมาโดยตลอด เขาจึงเคยชินกับการก้มหน้า ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าคนอื่นหรืออยู่ตามลำพัง ต่อให้บนร่างกายจะสวมเสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยม แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่อาจเงยหน้าขึ้นได้อย่างมั่นใจอย่างแท้จริง