ฟางเหล่าหู่เดินทางกลับพรรคปราบั
จากการพยายามกำจัดเหมยฮวาใน่แรก ผลลัพธ์คือไม้เท้าทลายผาซี่หยวนเฟิงาเ็สาหัส จ้าวค้างคาวเปี่ยนฝูซี่เอ๋และจ้าวธนูไกว่เช่อเฉียวตกตาย พรรคปราบัสูญเสียรองเ้าสำนักไปถึงสองคน นี่นับว่ากระทบกระเทือนแผนการใหญ่ที่วางไว้
แต่เพียงแค่วันเดียวที่ฟางเหลาหู่เดินทางเข้าลั่วหยาง เสี้ยวอู่ิก็าเ็จนกลายเป็คนพิการ ส่วนเหมยฮวาสาบสูญไป
ฟางเหลาหู่รู้ฝีมือของชิโนะดี
มันไม่เคยเห็นดาบของผู้ใดไวเท่าคนผู้นี้
แต่ตามรายงานที่ได้รับ ชิโนะไม่สามารถติดตามสังหารเหมยฮวาเพราะมีผู้สกัดมันไว้
ดาบไวของชิโนะกลับถูกสกัดไว้ด้วยผ้าเช็ดโต๊ะเก่า ๆ ผืนหนึ่งที่ลอยมาจากที่ใดมิทราบ
มันต้องหันดาบมาฟันสกัดผ้าที่พุ่งเข้าใส่ดุจลูกธนู
จากนั้นเ้าหน้าที่ของทางการพากันออกมาจากที่ตั้ง
ตามแผนการที่ฟางเหลาหู่วางไว้ เ้าหน้าที่พวกนั้นต้องถูกสั่งให้หลบพายุอยู่ในค่าย เพื่อมิให้รู้เื่ราว
แต่กลับมีคนตามพวกมันออกมา
นี่แสดงว่ามีผู้ลักลอบช่วยเหลือเหมยฮวา
ชิโนะจำต้องถอย เพราะยังไม่้าเปิดเผยตัว
หากมันจะสังหารเ้าหน้าที่พวกนั้นก็ย่อมได้ แต่นั่นเป็การกระตุ้นทางการก่อนถึงเวลาอันควร
ข้อมูลเหล่านี้ผ่านการวิเคราะห์ของฟางเหลาหู่อย่างรอบคอบ
มันมิยอมปล่อยให้ผู้ใดมาขัดขวางเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของพรรคปราบั
หากจำเป็ต้องตามตัวรองเ้าสำนักอีกสองคน มันก็จะทำ
เจ็ดวชิระ ย่อมมีอยู่เจ็ดคน แต่รองประมุขพรรคส่วนใหญ่มีนิสัยใจคอแปลกประหลาดไม่เหมือนคนปกติ จ้าวค้างคาวชอบดูดเืสตรี ชี่หยวนเฟิงไม่ชมชอบสตรี ไกว่เช่อเฉียวไม่ยอมอยู่ใกล้ผู้คน แต่พวกนี้แม้ไม่กลัวฟ้าดิน ยังเกรงใจท่านประมุข แม้แต่ต้าคลุ้มคลั่งที่มิอาจคาดเดา ขอเพียงมีไป่เซ่อเชินอยู่ด้วย ก็ยังพอกำหนดทิศทางให้มันทำงานได้
แต่กับรองประมุขพรรคที่เหลืออีกสองคน สุดที่จะหยั่งรู้ความคิดของพวกมัน
พวกมันมาอยู่ในสังกัดพรรคปราบัด้วยความจำเป็ต้องหลบหนีจากการตามล่าของฝ่ายธรรมะและทางการ แต่หากจะให้มันทำงานให้พรรคช่างเป็เื่ยากเย็นยิ่งนัก
“ฟาร่า”
มันเรียกเบาๆ ฟาร่าก็เข้ามา
ฟางเหลาหู่ยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้
“ถึงเวลาแล้วหรือนายท่าน”
ฟางเหลาหู่ครุ่นคิด
“ถึงเวลาแล้ว”
พรรคเรืองรอง เป็หนึ่งในพรรคมารที่ไม่มีความเคลื่อนไหวมาหลายสิบปี ทั้งที่ครั้งหนึ่งเคยมีกำลังด้อยกว่าพรรคปราบัเท่านั้น
แต่เมื่อฝ่ายธรรมะรวมตัวกันกวาดล้างพรรคปราบัในครั้งก่อน แทนที่จะขึ้นมาเป็พรรคมารอันดับหนึ่ง อยู่ ๆ พรรคเรืองรองก็สาบสูญไป
ยิ่งในสมัยราชวงศ์ถังต่อเนื่องถึงราชวงศ์อู่โจวของพระนางบูเช็กเทียน ทางการมีกำลังทหารเข้มแข็ง บ้านเมืองสงบสุข ยากที่ฝ่ายมารจะก่อการร้ายอย่างเด่นชัด
ส่วนฝ่ายธรรมะก็มีเจ็ดสำนักใหญ่ค้ำยัน
จากสภาพเช่นนี้ จึงดูราวกับธรรมะเข้มแข็ง อธรรมอ่อนแอ
แต่ความจริงเป็เช่นนั้นหรือ
ภายในสวนรุกขชาติอันรื่นรมย์แห่งหนึ่ง อุดมไปด้วยแมกไม้และพืชพันธ์แปลกตา ผีเสื้อหลากหลายชนิดบินคลอเคล้าดอกไม้ดอกแล้วดอกเล่า
สตรีวัยสามสิบปีนอนทอดกายอยู่กลางหมู่ดอกไม้
ผีเสื้อบางตัวบินมาเกาะตามร่างของนาง
แม้แต่ผึ้งและแมลงที่ชอบน้ำหวานอื่น ๆ ยังอดบินมาดอมดมนางมิได้
ทั้งนี้เป็เพราะร่างของนางส่งกลิ่นหอมตลอดเวลา
นางหลับตาพริ้ม สองมือวางไว้ข้างตัว ปล่อยใบหน้างดงามให้รับแสงตะวันอ่อน ๆ
คนช่างงามยิ่งนัก
หากเหมยฮวาเป็ดังเทพธิดา นางก็เป็พี่สาวแสนสวยของเทพธิดา
เป็พี่สาวที่งดงามไม่แพ้น้องสาว
หากเหมยฮวางามสุดหล้าฟ้าดิน
ความงามของนางเป็ความงามที่ลึกซึ้งสุดขอบโลก
เมื่อมองครั้งแรกเหมือนนางไม่งามสะดุดตา
แต่เมื่อยิ่งมองนานไปกลับยิ่งงดงามขึ้นทุกที จนถึงจุดหนึ่งท่านไม่สามารถอธิบายได้ว่าความงามของนางเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด และสิ้นสุดลงที่ใด
แต่ก็ไม่สามารถลืมใบหน้านี้ได้เลย
สาวน้อยแรกรุ่นนางหนึ่งเดินเข้ามา
“เรียนท่านเทพธิดา มีจดหมายจากพรรคปราบั”
ที่แท้นางงามผู้นี้คือประมุขพรรคเรืองรอง ซึ่งภายในพรรคเรียกนางว่า “เทพธิดาเรืองรอง”
นางลืมตายันกายลุกขึ้นนั่ง รับจดหมายนั้นมาเปิดดูแล้วเอ่ยเสียงละมุน
“ได้เวลาเสียที”
หวงซิ่นมาที่ร้านสุราบ่อยครั้ง
มันยอมรับชะตากรรมของเสี้ยวอู่ิได้แล้ว แต่คนกลายเป็เศร้าหมองตึงเครียด
การเป็คนมีน้ำใจ บางครั้งนำมาซึ่งความกดดันมากเกินไป
มันรู้สึกว่าหากมีความสุข จะกลายเป็ทรยศต่อเสี้ยวอู่ิ
บ่ายแก่ ๆ ของฤดูซุนเทียน (ใบไม้ผลิ)
หวงซิ่นแบกความทุกข์เมามายเดินกลับสำนัก
วันนี้คงถูกหวงฮูหยินตำหนิอีกเช่นเคย แต่มันเข้าใจดีว่าทั้งประมุขและฮูหยินล้วนเป็ห่วงมัน
สตรีสวมชุดสีชมพูอ่อนนางหนึ่งเดินสวนทางมาท่ามกลางผู้คน
นางมีผ้าบางปิดครึ่งล่างของใบหน้า แววตาคมวาวราวมีดโกน
“เบย์ซา” เองก็มองเห็นหวงซิ่น
นางจดจำมันได้ เป็เพราะบุรุษทึ่มผู้นี้ทำให้นางตามล่าฟาร่าไม่ทัน
แต่เื่ที่นางเตะเท้าใส่มัน เจือจางไปบ้างแล้ว
สตรีก็เป็เช่นนี้
นางจำได้ว่าท่านทำให้นางขุ่นเคือง แต่ที่นางทำให้ท่านเจ็บช้ำอาจลืมเลือนได้รวดเร็ว
หวงซิ่นยืนตาค้างปล่อยนางเดินผ่านไป
“ปีศาจสุราเหม็นคลุ้ง”
เสียงแหบมีเสน่ห์กระแทกมา
หวงซิ่นตัดสินใจหันไป
“แม่นาง”
เบย์ซาหยุดเท้าลง
“มีอันใด”
น้ำเสียงของนางห่างเหินยิ่ง สตรีใดเล่าจะอยากสนิทสนมกับบุรุษที่ทั่วร่างราวกับอาบสุราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“เหมือนท่านตามหาสตรีร่างใหญ่นั่น”
“ใช่ ข้าฯ ตามหานางและหากเ้าไม่คอยขัดขวางคงตามทันนานแล้ว”
เสียงของนางสั่นเล็กน้อย เวลาพูดจึงคล้ายเสียงครางจากลำคอ หวงซิ่นรู้สึกว่าชอบฟังยิ่งนัก
“ฟาร่า นางเป็ผู้ใด”
“ไม่เกี่ยวกับท่าน”
“แล้วท่านเป็ผู้ใด”
“ไม่ใช่เื่ของท่าน”
ว่าแล้วนางก็หันหลังให้
หวงซิ่นยืนตาละห้อย
นางเดินไปได้สี่ห้าก้าวจึงเหลียวหน้ากลับมาเล็กน้อย
“ข้าฯ เบย์ซา”
แล้วเดินจากไป
ดวงตะวันของหวงซิ่นเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว
เจียเจียฝึกวิชาดัชนีกับหวงฮูหยิน
บัดนี้นางถึงรับรู้ว่า มารดามิได้มีดีแค่วิชาแพทย์อันล้ำลึก แต่วิชาดัชนีก็สุดยอดมิแพ้กัน
หวงฮูหยินอธิบายต่อนางว่า เพลงหมัดตระกูลหวงที่นางฝึกนั้น แม้จะรุนแรงสมใจ แต่นางเป็สตรีบอบบาง การปะทะด้วยกำลังอยู่ตลอดไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย แม้แต่ตอนที่นางสู้กับไป่เซ่อเชิน เจียเจียเข้าไม่ถึงตัวก็โดนวิชาดัชนีเสียก่อน หวงฮูหยินจึงสอนวิชาดัชนีให้ เป็วิชาที่มีไว้ใช้สำหรับยับยั้งกระบวนท่าจู่โจมโดยเฉพาะ
“ดัชนีสกัดมาร” มีสิบสองกระบวนท่า เพื่อใช้ป้องกันตัวจากกระบี่ ดาบ หอก ทวน ฝ่ามือ ท่าเท้า ธนู อาวุธลับ และสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญในการต่อสู้ สำหรับบุตรี หวงฮูหยินเน้นที่การป้องกันมากกว่าจะให้เจียเจียเป็ฝ่ายจู่โจม ซึ่งนางเองมีเพลงหมัดตระกูลหวงเป็วิชาติดตัวอยู่แล้ว
“วิชาดัชนีนี้แม่ร่ำเรียนมาจากนอกด่าน มิใช่ของตระกูลหวงโดยแท้ เ้ามิควรแพร่งพรายออกไป”
เจียเจียรับคำแล้วมุ่งมั่นกับการฝึก นางฝึกทั้งวันทั้งคืน เพื่อให้เวลาช่วยลบความโศกเศร้าเื่ของเสี้ยวอู่ิ
หวงซิ่นกลับมาสำนัก คุกเข่าหน้าประมุขหวง
“ศิษย์สำนึกว่าทำตัวเหลวไหล เป็เหตุให้ท่านประมุขและฮูหยินต้องลำบากใจ ตอนนี้ได้คิดแล้ว ขอท่านประมุขโปรดอภัย”
ประมุขหวงยิ้ม มือลูบเคราช้า ๆ
“นั่นเป็เพราะเ้าเป็คนมีน้ำใจ แต่ข้าฯ เชื่อว่าใช้เวลาไม่นานต้องกลับมามีสติได้ หนึ่งในศิษย์าุโของตระกูลหวงย่อมไม่ทำให้ข้าฯผิดหวัง”
หวงซิ่นตื้นตัน ท่านประมุขแม้ไม่ค่อยพูดจาตักเตือนมันดังเช่นฮูหยิน แท้จริงแล้วมีความเชื่อมั่นในตัวมัน
“ศิษย์มีเื่เรียนขอต่อท่านอาจารย์”
“เ้าประสงค์สิ่งใด”
“ศิษย์สำนึกว่าเป็คนหัวช้า มิอาจร่ำเรียนวิชาของสำนักได้ทั้งหมด แต่หากเป็วิชาหนึ่งวิชาเดียว ศิษย์เชื่อว่าจะใช้ความเพียรฝึกให้ช่ำชองได้ ขออาจารย์โปรดชี้แนะ”
ประมุขหวงมองมันอย่างพินิจ จริงที่ว่าหวงซิ่นมิได้มีพร์ในการฝึกยุทธนัก แต่มันเป็คนคร่ำเคร่งจริงจัง หากได้จดจ่อกับสิ่งใด มักจะดำเนินการจนถึงที่สุด แต่ถ้าจะให้หวงซิ่นแตกฉานวิชาของสำนักทั้งหมด คงเป็ไปได้ยาก
“เ้า้าเป็เลิศในวิชาใด”
“เพลงหมัดอันกร้าวแกร่งอาจหาญของสำนักเรา เพลงหมัดตระกูลหวง”
ประมุขหวงคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ดี จากนี้ให้เ้าฝึกแต่เพลงหมัดนี้เป็หลัก”
หวงซิ่นที่คุกเข่าอยู่ก้มศีรษะคำนับประมุขหวงจนจรดพื้น
คนเมื่อมีเป้าหมาย ย่อมมีกำลังใจ เมื่อมีกำลังใจก็จะเข้มแข็ง เมื่อเข้มแข็งก็สามารถทานทนต่อสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น นี่มิใช่ว่าท่านเ็าตายด้าน แต่เป็การควบคุมสติสัมปชัญญะเมื่อมีสิ่งใดมากระทบกระเทือนจิตใจ มิให้เศร้าหมองมากเกินไป วิตกกังวลมากเกินไป จนกระทำสิ่งที่เป็ผลร้ายต่อตนเองและคนรอบข้าง หวงซิ่นกับเจียเจียแม้เสียใจต่อชะตากรรมของเสี้ยวอู่ิ แต่หากมัวแต่จมอยู่กับความเศร้า ก็น่าเสียดายที่มีความรักของบิดามารดา ครูอาจารย์ ตลอดจนพี่น้องศิษย์ร่วมสำนักที่แวดล้อมอยู่รอบกาย ดังนั้น ทั้งสองต้องหยัดยืนก้าวผ่านเื่ในอดีต แม้มิอาจลืมสิ่งที่โศกเศร้า แต่ก็ต้องจดจำสิ่งที่ดีงาม
เวลาผ่านไปในลักษณะนี้
หนึ่งปีให้หลัง
เฟิงตงเปียนเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็ขุนนางชั้นเจ็ด แม้ยังไม่สามารถจับคนของพรรคปราบัได้ แต่มันรวบรวมข้อมูลข่าวสาร จนยืนยันได้ว่าพรรคนี้มีความเคลื่อนไหวเพื่อก่อการร้าย และควรมีกำลังคนอยู่นับหมื่น ซึ่งถึงจะไม่อาจเทียบเท่ากับทหารของทางการ แต่สำหรับยุทธภพ นี่เป็ภัยอันยิ่งใหญ่
มันสืบหาจนทราบว่า พรรคปราบัมักจะไม่ลงมือกระทำการด้วยตนเอง แต่จะใช้วิธีจ้างหรือหาพรรคเล็กอื่น ๆ หรือกลุ่มโจรป่าให้กระทำเื่ชั่วร้ายแทน แน่นอนว่าในการติดต่อจะใช้ตัวกลางเป็ทอด ๆ หลายชั้น หากทางการเริ่มสืบสาวใกล้เข้าไปหาคนของพรรค พวกมันจะลงมือสังหารตัวกลางเ่าั้ทันที ทำให้ยากที่จะหาข้อมูลต่อไปได้
แต่เมื่อรวบรวมผลการปล้นสะดมที่เกิดขึ้นตามหัวเมืองเล็ก ๆ ในภาคกลางตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งคล้ายไม่มีจุดเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกัน แต่หากคำนวณว่าส่วนใหญ่เป็การลงมือของคนกลุ่มเดียว พวกมันย่อมได้ทรัพย์สินเงินทองไปมากมาย
สำหรับกิจการร้านค้าในเมืองใหญ่อย่างฉางอานและลั่วหยาง ย่อมมีร้านของชาวยุทธปะปนอยู่เป็ธรรมดา อย่างตระกูลหวงเองก็มีเครือข่ายร้านค้าในลั่วหยางจำนวนมาก สร้างรายได้ให้สำนักจนร่ำรวย แต่นี่มิใช่เื่ผิดกฎหมาย ทั้งการให้เ้าหน้าที่ทางการคอยแยกแยะคนของร้านค้าว่าผู้ใดมีวรยุทธหรือไม่นั้น เป็งานยากของเ้าหน้าที่ระดับล่างอย่างยิ่ง
เฟิงตงเปียนคาดว่าพรรคปราบัตระเตรียมก่อการใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อพระจักรพรรดินีบูเช็กเทียนทรงชราภาพมากแล้วทั้งมีอาการประชวรบ่อยครั้ง
ข้อมูลเหล่านี้ย่อมถูกส่งไปหาเว่ยกงกง ผ่านเ้ากรมตุลาการเป่าไฉ
ทั้งสองกำชับให้เฟิงตงเปียนจับตาดูความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด
เฟิงตงเปียนจึงอยู่ในลั่วหยางมาตลอดทั้งปี
มันไม่ชอบชมตลาดเหมือนเสี้ยวอู่ิ แต่ยังชอบไปซื้อของที่ร้านขายของเบ็ดเตล็ดร้านหนึ่ง แม่ค้าเป็สาวน้อยวัยสิบเจ็ดปี
นางน่ารักสดใสตามแบบฉบับน้องสาวแห่งลั่วหยาง
มันสังเกตได้ว่านางคล้ายรอคอยผู้ใด แต่ก็ไม่คล้ายรอคอยผู้ใด
ไม่รู้ด้วยเหตุใด มันต้องมาซื้อของที่ร้านนี้บ่อยครั้ง
ส่วนใหญ่เป็ของที่มันมิได้ใช้สอย
นางขายสิ่งของให้มันแทบทุกอย่าง ยกเว้นพับพัดสำหรับบุรุษ นางบอกว่ามีผู้จับจองไว้แล้ว
แต่มันไม่เคยเห็นว่ามีคนมารับของเลย
“ไม่ทราบว่าผู้ใดจับจองพัดเล่มนี้”
มันตัดสินใจสอบถามในที่สุด
“มันเป็คนธรรมดาผู้หนึ่ง”
นางตอบพร้อมกับมองออกไปนอกร้าน
ั้แ่อายุสิบห้าปี นางรับรู้ว่าฟางเหลาหู่ผู้น่าเกรงขามดีต่อนางเป็พิเศษ แต่นางยังเด็กนักจึงไม่สนใจมัน ทั้งนางรู้สึกว่ามันหล่อเหลาเกินไป เย่อหยิ่งถือดีเกินไป ฉลาดเกินไป เ็าเกินไป เมื่อนางพบกับเสี้ยวอู่ิ นางรู้สึกว่ามันธรรมดาจนถึงที่สุด แต่กลับมากน้ำใจที่สุด อ่อนโยนที่สุด สนุกสนานที่สุด และที่นางชอบที่สุดคือความอบอุ่นจากหัวใจของมัน ที่แผ่ซ่านออกมาทุกการกระทำ
นี่แสดงว่า แม้ท่านมิได้มีใบหน้าสวยงาม ก็อย่าได้วิตกกังวล เพราะแท้จริงในโลกนี้มีคนอยู่มากมายนัก ที่ชมชอบสิ่งดีงามในตัวท่าน ขอเพียงเชื่อมั่นในความดีของตน กระทำทุกสิ่งอย่างสมใจ จะเกรงไปไยว่ามิมีคนรักใคร่
นอกจากเจียเจียแล้ว กุ้ยชุนก็เป็อีกคนที่มองเห็นความงามของเสี้ยวอู่ิ
น่าเสียดายที่เหมยฮวาไม่เห็น และอาจไม่มีโอกาสนั้นตลอดกาล