เล่มที่ 1
บทที่1 รอยแยกแห่งหายนะ
ท้องนภาที่มืดสลัวไร้ซึ่งดวงดาราไร้แสงแห่งจันทรา ตอนนี้กลับปรากฏรอยแยกสีฟ้าครามกินพื้นที่ความยาวเกือบสิบลี้ขึ้นรอยแยกสีฟ้านี้อยู่บนท้องนภาเหนือขุนเขาห้าลูกใหญ่ดูแปลกพิสดารลึกล้ำจนทำให้สองชราห้าผู้เยาว์ได้แต่เหลือบมองเพียงผ่านๆ มิกล้าที่จะจ้องมองตรงๆ
บุรุษชราวัยห้าสิบเศษ ชุดคลุมสีดำขลิบทองจ้องสายตาทอดผ่านขุนเขาทั้งห้าแล้วกล่าว
“เพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติก็ถึงกับทำให้ทูตอัคคีมาด้วยตนเองเลยหรือ”
บุรุษชราวัยเก้าสิบเศษที่ถูกเรียกขานว่าทูตอัคคีจ้องมองรอยแยกสีฟ้าครามแวบหนึ่งค่อยหันหน้ามากล่าว
“ข้าเป็เพียงหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้เห็นเหตุการณ์ในเก้าสิบปีก่อนเหตุการณ์ครานั้นทำให้ข้าหวาดกลัวมาจนถึงทุกวันนี้เช่นนั้นสิ่งใดที่อาจเกี่ยวข้องกับมัน ข้ามิอาจนิ่งเฉยปล่อยวางได้”
ได้ยินคำว่าหวาดกลัวหลุดจากปากของทูตอัคคีบุรุษชราชุดคลุมสีดำขลิบทองเป็ต้องขมวดคิ้ว ยอดยุทธ์เพลิงปราณสีทองอันแสนบริสุทธิ์อย่างมันยังมีสิ่งที่ต้องให้หวาดกลัวได้อีกหรือ
“แสงสีฟ้าที่แดนเทพอัคคีท่านกล่าวถึงคือสิ่งใดกันข้าเกิดความสงสัยจึงถ่อมาไกลเพื่อคิดชมดูด้วยตนเองรอยแยกนี้แม้จะดูพิสดารแต่ก็หาได้มีพลังที่จะคุกคามใดได้”
ทูตอัคคีกล่าว
“ข้ามิได้กลัวรอยแยกแต่ข้ากลัวว่ารอยแยกนี้ใช่จะนำพาสิ่งใดมาหรือไม่ใช่จะเป็จุดเริ่มต้นแห่งหายนะหรือไม่ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงต้องมาดูและจะได้หาทางป้องกัน.... ในบรรดาศิษยานุศิษย์ขององค์เทพอัคคีตำหนักกระบี่เหนือหล้าของเ้าจัดได้ว่าอยู่ในลำดับต้นๆ ของปฐีเช่นนั้นข้าจึงได้เชื้อเชิญพวกเ้ามา”
“คงมิใช่เรียกพวกข้ามาเพียงเพื่อชมดู”
“มิผิด”
“ท่าน้าสิ่งใด”
“ทูต์ได้ออกโองการเทพอัคคีให้สังหารทารกแรกเกิดในเขตห้าขุนเขาแห่งนี้”
“จะไม่ดูโเี้ไปหน่อยหรือ”
“เพื่อป้องกันหายนะที่อาจเกิดขึ้นพวกเราจำเป็ต้องทำ”
“ท่านคิดยืมมือพวกข้าก่อาโลหิตเพียงเพราะตำนานเื่เล่าในอดีต”
“นั่นคือความจริง และเป็ความจริงที่ทำให้โลกเกือบถึงคราวดับสูญ”
“ข้าขอปฏิเสธ”กล่าวจบบุรุษชุดคลุมสีดำขลิบทองก็เดินออกไป
“ตำหนักกระบี่เหนือหล้ามิใช่้ากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในแดนเทพอัคคีหรอกหรือ”
ฝีเท้าของบุรุษชราชุดคลุมดำพลันหยุดชะงักลงเป็ทูตอัคคีที่กล่าวสืบต่อ
“หากเ้าทำสำเร็จ ก็มารับไป”
“ตกลง”บุรุษชราชุดคลุมดำตอบตกลงอย่างไม่ลังเล ทูตอัคคียกยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนคนจะก้าวเดินจากไป
เมื่อทูตอัคคีจากไปแล้ว สี่บุรุษและหนึ่งสตรีเยาว์วัยจึงต่างพากันกล่าวขึ้น
“ท่านประมุขจะให้พวกมันยืมกระบี่ฆ่าคนจริงๆหรือ”
“หากทำเช่นนั้นตำหนักกระบี่เหนือหล้าเราได้ด่างพร้อยเป็แน่”
“แดนเทพอัคคียิ่งใหญ่เกรียงไกรถึงเพียงนั้นเหตุใดพวกมันจึงไม่ลงมือเอง”
บุรุษชราชุดคลุมสีดำขลิบทอง ประมุขตำหนักกระบี่เหนือหล้ากล่าว
“นี่ล่ะคือโลกภายนอกอันแท้จริงพวกเ้าจงเรียนรู้ให้จงมาก......แดนเทพอัคคีมีหรือที่จะออกหน้ากระทำการเหล่านี้ให้เป็ที่กังขาแก่คนทั้งปฐีเช่นนั้นพวกมันจึงต้องยืมมือผู้อื่นโดยแลกกับสิ่งที่ยากปฏิเสธ อย่างเช่นตอนนี้”
--------------------
เขตห้าขุนเขาเป็เขตทุรกันดารที่ไร้ซึ่งความเจริญรุ่งเรืองใดๆที่แห่งนี้ไม่ว่าจะเป็ทรัพยากรด้านไฟแห่งปราณก็แสนจะน้อยนิด พืชพรรณธัญญาหารต้นไม้ป่าใหญ่จึงแห้งแกร็นไม่อุดมสมบูรณ์ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้จึงน้อยนักที่จะมีผู้อยู่อาศัยซักคนแต่ถึงจะน้อยก็มิได้แปลว่าไม่มี ที่เขตห้าขุนเขาแห่งนี้ยังมีตระกูลอยู่ตระกูลหนึ่งที่ตั้งรกรากอยู่มาหลายชั่วอายุคนจนกระทั่งเบ่งบานมีหลังคาเรือนไม่น้อยกว่าร้อยหลังพวกมันส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกคัดตัวให้ไปเป็พ่อบ้าน แม่บ้านหรือกระทั่งคนรับใช้ตระกูลใหญ่ๆ ในเขตเมืองที่เจริญรุ่งเรืองกว่าเพื่อแลกกับสิ่งที่เรียกว่าเพลิงปราณ
เปลวเพลิงสีเขียวที่เกิดจากพลังปราณแผดเผาอยู่บนแท่งไม้ขนาดใหญ่กลางตระกูลอวิ๋นซึ่งเป็ตระกูลที่ดำรงอยู่เพียงหนึ่งเดียวในเขตห้าขุนเขา เปลวเพลิงที่ให้พลังความร้อนและพลังชีวิตสายนี้ส่องต้องกระทบใบหน้าบุรุษชราวัยเกือบร้อยปีผู้สวมชุดหนังวัว บนคอสวมสร้อยเขี้ยวสัตว์ผู้หนึ่งมันจ้องมองเปลวไฟสีเขียวเบื้องหน้าไปพลางทอดถอนใจไปพลาง
เสียงของคนผู้หนึ่งกล่าวขึ้น“ท่านผู้นำตระกูล เพลิงปราณที่ไร่ด้านทิศตะวันออกได้ดับมอดลงแล้ว”
บุรุษชราชุดหนังวัวแท้จริงก็คือผู้นำตระกูลอวิ๋นแห่งนี้มันจ้องมองเปลวเพลิงสีเขียวที่เหลือน้อยลงไปทุกทีก่อนจะให้คนผู้นั้นแบ่งเพลิงปราณบนแท่งไม้ไป
“เพลิงปราณเหลือน้อยลงไปทุกทีแล้วพืชผลก็ยิ่งขาดแคลน เป็เช่นนี้ต่อไปตระกูลอวิ๋นเราคงต้องอดตายเป็แน่”ผู้นำตระกูลกล่าวขึ้นเมื่อรู้ว่าบุตรชายของตนได้เดินมาถึงบุตรชายของมันก็กล่าวเป็เชิงปลอบใจ
“บิดาอย่ากังวลไปเลยลูกหลานตระกูลเราที่ถูกส่งไปทำงานเพื่อแลกกับเพลิงปราณก็หลายคนอีกทั้งตระกูลรองเราก็ยังพอได้รับความเมตตาจากตระกูลหลักอยู่บ้าง”
“เมตตาหรือ...นับวันตระกูลหลักยิ่งกดขี่พวกเราเข้าไปทุกขณะจำนวนพืชผลที่เราต้องส่งให้พวกมันในแต่ละปีก็สูงขึ้นเรื่อยๆเมื่อเทียบกับเพลิงปราณชั้นต่ำที่พวกมันส่งมาทั้งพวกมันยังเกณฑ์คนจากตระกูลรองเราไปใช้งานต่างม้าต่างลากี่คนต่อกี่คนแล้วพวกมันไม่เห็นเราเป็ส่วนหนึ่งในครอบครัวเสียด้วยซ้ำ”
“บิดาสงบใจลงก่อนวันนี้เป็วันดีมิใช่หรือ บุตรชายของข้าหลานของท่านพึ่งถือกำเนิดมันคงรอท่านอยู่นานแล้ว”
ผู้นำตระกูลอวิ๋นจ้องมองขึ้นไปยังท้องนภาที่ตอนนี้ปรากฏรอยแยกสีฟ้าครามสายหนึ่งแม้จะเป็ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่งดงามแต่ก็ทำให้คนรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาครั้งหนึ่งตอนที่มันอายุแปดเก้าขวบ มันเคยเห็นปรากฏการณ์นี้มาแล้วหลังจากเหตุการณ์นั้นมันได้พบบุรุษหนุ่มพูดจาแปลกประหลาดผู้หนึ่งบุรุษหนุ่มผู้นั้นมาถามทางไปแดนเทพอัคคี และหลังจากนั้นก็เกิดเื่ราวสะท้านปฐีขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากบุรุษแปลกหน้าผู้นั้นบุรุษที่มาพร้อมกับปรากฏการณ์นี้ บุรุษที่ในอดีตถูกกล่าวขานว่าเป็มารฟ้านอกรีต
“คงเป็เื่บังเอิญเท่านั้น”คนพึมพรำแ่เบาก่อนก้าวเดินติดตามบุตรชายของตนไป
ขุนเขาสูงใหญ่ที่ขึ้นเรียงรายกันห้าลูกซ้อนได้มีเงาร่างสีดำห้าสายพุ่งผ่านไปมาอย่างรวดเร็วเงาร่างทั้งห้าทะยานเลียบผ่านไปตามตีนเขามุ่งหน้าสู่ทิศเหนืออันเป็สถานที่ตั้งของตระกูลอวิ๋น สายรอง
“เขตห้าขุนเขามีคนดำรงอยู่เพียงกลุ่มนี้กลุ่มเดียวเท่านั้น”
“เช่นนั้นก็นับว่าประเสริฐภารกิจจะได้ง่ายยิ่งขึ้น”
“จัดการให้สิ้นอย่าได้หลงเหลือหลักฐานใด!”
“ทราบแล้ว”
เสียงทารกแรกเกิดร้องอู้อี้กลางบ้านตระกูลอวิ๋นสายรองบุรุษชราชุดหนังวัว ผู้นำตระกูล เดินเข้าไปโอบอุ้มมันขึ้นมาด้วยความรักความทะนุถนอมมืออันหยาบกร้านเกาะกุมมืออันเล็กจ้อยของทารกน้อยไว้อย่างแ่เบา
“หลานข้า เ้าช่างน่าชังยิ่งในที่สุดข้าก็มีหลานสืบสายเืโดยตรงซักที”
่เวลาแห่งความสุขและความอบอุ่นกำลังดำเนินไปอย่างเรียบง่ายใน่เดือนที่ผ่านมาของตระกูลอวิ๋นสายรอง ณ เขตห้าขุนเขาแห่งนี้มีการถือกำเนิดของทารกหลายคนและประการสำคัญบุตรหลานสืบสายเืโดยตรงของผู้นำตระกูลก็ถือกำเนิดขึ้นเช่นเดียวกันดังนั้นวันนี้จึงมีการเฉลิมฉลองต้อนรับเหล่าสมาชิกใหม่กันอย่างอบอุ่น
แต่่เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอซ้ำร้ายความตื่นตระหนก หวาดหวั่น และเศร้ารันทดกลับเข้ามาแทนที่
ใบหน้าของผู้นำตระกูลอวิ๋นแข็งค้างคนเบิกตาโพรงด้วยความมิอาจเชื่อสายตา โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นชโลมเต็มใบหน้าของมันทารกน้อยบุตรหลานของมันที่อยู่ในมือบนร่างกลับปรากฏเพลิงปราณสีแดงบริสุทธิ์รูปกระบี่แทงทะลุอกซ้ายเสียงที่เคยร้องอู้อี้ก็เงียบหาย พร้อมกับชีวิตที่ดับสูญในทันใด
“ไม่!”
เสียงร้องกึกก้องของผู้นำตระกูลปลุกให้ทุกผู้ต้องแตกตื่นหวาดผวาเสียงกรีดร้องแทบปริ่มใจของมารดาและบิดาทารกผู้นั้นก็ดังตอบรับผู้นำตระกูล
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
ท่ามกลางความแตกตื่นสงสัยเงาร่างสีดำห้าสายพร้อมด้วยเพลิงปราณสีแดงบริสุทธิ์รูปกระบี่ได้วูบไหวไปมาราวภูติพรายสังหารทั้งทารกและคนที่อยู่บริเวณโดยรอบจนตกตายไปสิ้น
“เหว๋อ มีคนร้าย..... อ๊ากกกก”
เพลิงปราณสีแดงชาดเนิ่นนานยิ่งลุกโหมแผดเผาทุกสรรพสิ่งจนย่อยยับทั้งคมกระบี่เพลิงปราณเมื่อถูกตวัดออกเป็ต้องแลกด้วยหนึ่งชีวิตเป็เวลาหลายชั่วยามตระกูลอวิ๋นสายรองเกือบร้อยหลังคาเรือนก็ถูกสังหารโดยเงาร่างสีดำทั้งห้าจนตกตายไปสิ้นเหลือเพียงผู้นำตระกูลชราที่ตะเกียกตะกายร่ำไห้ด้วยความเศร้ารันทดและเ็ปสุดหัวใจ
“พวกเ้า้าอะไรทำไมถึงโเี้เพียงนี้.... พวกข้าเป็เพียงตระกูลยากจนตระกูลหนึ่ง มิเคยทำผิดอะไรมิเคยไปลบหลู่ใคร แต่ทำไมพวกเ้าถึงได้ทำเช่นนี้ ทำไม ทำไม!”
บุรุษชราผู้นำตระกูละโถามจนสุดเสียงพร้อมกับวาระสุดท้ายของชีวิตได้มาถึงั้แ่ต้นจนตายพวกมันก็มิอาจทราบว่าพวกตนมีความผิดอะไรจึงต้องพบจุดจบเช่นนี้
รอยแยกสีฟ้าครามยังคงดำรงอยู่เหนืออาณาเขตตระกูลอวิ๋นสายรองคล้ายกำลังชมมองหายนะที่เกิดขึ้นกับตระกูลอวิ๋นเบื้องล่างอย่างเงียบเชียบ เนิ่นนานพยัพเมฆาจึงค่อยก่อตัวจากนั้นก็รวมตัวเป็กลุ่มก้อนแล้วค่อยควบแน่นจนกลายเป็เมฆฝนส่งสายฝนให้โปรยปรายลงมาดับมอดเพลิงปราณที่กำลังแผดเผาและชะล้างกลิ่นคาวโลหิตที่กำลังคละคลุ้งกลางเขตห้าขุนเขาแห่งนี้
เมฆฝนก้อนดังกล่าวยังทอดยาวนำสายฝนให้ตกไปถึงหอเก๋งสิบเก้าชั้นกลางสระบัวแห่งหนึ่งเสียงเม็ดฝนกระทบถูกหลังคาเก๋งจนดังซ่า ซ่าหมู่มัจฉาวารีต่างแหวกว่ายไปมาต้อนรับสายฝนอย่างตื่นเต้นแลยินดีแตกต่างจากบุรุษชราวัยย่างเข้าแปดสิบที่ขมวดคิ้วอันขาวโพลนของมันจ้องมองคัมภีร์สีขาวบริสุทธิ์เล่มหนึ่งที่ลอยค้างกลางอากาศบนชั้นที่สิบเก้าของหอเก๋งอย่างไม่สบายใจ
ตัวคัมภีร์แผ่กลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์ออกมาจนครอบคลุมหอเก๋งชั้นสิบเก้าไว้ด้วยพลังนี้ส่งให้ผู้ที่อยู่บนชั้นสิบเก้าคล้ายกำลังอยู่อีกโลกแม้แต่เสียงฝนที่กระหน่ำซัดสาดลงมายังมิอาจสอดแทรกเข้าไปด้านในให้มันได้ยินเนิ่นนานคัมภีร์เล่มสีขาวที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ปิดลงตัวคัมภีร์ล่วงหล่นลงยังแท่งหยกขาวกลางหอเก๋งเช่นเดิมกลิ่นอายอันแสนศักดิ์สิทธิ์ก็เลือนหาย เสียงสายฝนที่เทกระหน่ำก็ปรากฏสู่แก้วหูของบุรุษชราอีกครั้งพร้อมกับเสียงอันแก่ชราอีกเสียงที่ดังขึ้นยังเื้ัของมัน
“ท่านทูต์ท่านเห็นอะไรจากคัมภีร์เทพพยากรณ์บ้าง”
บุรุษชราวัยย่างแปดสิบปี ผู้สวมชุดคลุมสีขาวขลิบทองที่จ้องมองคัมภีร์สีขาวเมื่อครู่หันใบหน้าที่ยังขมวดเป็ปมแน่นมากล่าวกับบุรุษชราผู้ที่เอ่ยปากถาม
“ข้าเห็นหายนะ หายนะนั่นยังคงอยู่!”