ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 68 ความทะเยอทะยานของเขา

            เมื่อก่อนเขาไม่เข้าใจทำไมเมื่อใดที่องค์ชายห้าสร้างปัญหา เขาถึงเป็นคนรับโทษอยู่ร่ำไป ในตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเพราะตนโตกว่า สมควรโดนลงโทษที่ดูแลน้องห้าไม่ดีพอ ทว่าในท้ายที่สุดเขาก็ค่อยๆ ตระหนักได้ว่ามันไม่ถูกต้องทุกครั้งที่พระสนมเสียนกุ้ยเฟยเห็นองค์ชายห้าเหยียนอี้หราน พระนางจะอ่อนโยนจะยิ้มแย้ม แต่พอเป็นเขา พระนางจะเข้มงวด เย็นชายิ่งไปกว่านั้นคือดุด่าและฮึดฮัดเสมอ

            ภายหลังเขายิ่งเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆเขาเป็นเพียงบุตรบุญธรรมที่ฮองเฮาไม่ต้องการพระสนมเสียนกุ้ยเฟยจึงรับมาเลี้ยงเพื่อเป็นกำลังสนับสนุนบุตรชายตนแม้นไร้ความหวังแต่ก็ยังอดจินตนาการไม่ได้ หากเขาดีเลิศกว่าน้องห้าคนนี้เสียนกุ้ยเฟยจะสนใจไยดีเขาหรือไม่และจะยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยนหรือชมเชยเขาดังที่ปฏิบัติต่อเหยียนอี้หรานบ้างไหม

            จนกระทั่งวันหนึ่ง จู่ๆพระสนมเสียนกุ้ยเฟยก็รับสั่งให้องค์ชายห้าท่องสี่ตำราห้าคัมภีร์ [1] รวมถึงวาทะบางส่วนจากหลุนอวี่ [2] ขณะที่เหยียนอี้หรานกำลังท่องอย่างตะกุกตะกักเหยียนอี้เลี่ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยต่อความและเมื่อเห็นสายตาของเสียนกุ้ยเฟยกับน้องห้าเขาก็ท่องสิ่งที่ราชครูสอนแก่องค์รัชทายาทออกมารวดเดียว

            เขาหลงนึกว่าทำแบบนั้นแล้วจะได้รางวัลกับรอยยิ้มแสนอ่อนโยนปรากฏว่าหลังจากเสียนกุ้ยเฟยได้ยินเขาท่องอย่างคล่องแคล่วในวันนั้นแววตาที่มองเขากลับเย็นชา อีกทั้งปนความหวาดหวั่นเอาไว้ด้วย

            ในคืนเดียวกันนั้นเองหิมะตกหนักที่สุดตั้งแต่เข้าสู่ฤดูหนาว น้องห้าโยนข้าวของทั้งหมดของเขาออกมาทิ้งไว้ข้างนอกคืนนั้นเขาขดกายโดดเดี่ยวอยู่ในมุมหนึ่งของอุทยานหลวงท่ามกลางฤดูหนาวเย็นยะเยือกจนรุ่งสาง

            หิมะหนาจนแทบคลุมร่างของเขามิดจากนั้นเขาก็สลบไสลเพราะพิษไข้สูงไปถึงสามวันสามคืน หลังหายดีเขาเริ่มกลายเป็นคนเงียบๆ เสียนกุ้ยเฟยกับน้องห้าไม่ได้ชอบความเก่งกาจของเขามิหนำซ้ำยังหวั่นกลัวเหลือแสน ต่อมาเขาจึงเลือกสงบปากสงบคำเมื่อใดที่น้องห้าอยู่ด้วยเขาจะไม่ทำตัวเก่งกาจข้ามหน้าข้ามตาองค์รัชทายาทเป็นอันขาด

            ทว่าความฉลาดรู้เกินวัยของเขาในครั้งนั้นได้ประทับร่องรอยอันมิอาจลบเลือนไว้ในใจของเสียนกุ้ยเฟยแม้ว่าเขาพยายามซ่อนมันแล้ว นึกว่าอีกเดี๋ยวก็ไม่มีคนสนใจ แต่พอยิ่งเติบใหญ่น้องห้ากับเสียนกุ้ยเฟยกลับยิ่งแสดงออกว่าหวั่นกลัว ไม่ไว้วางใจเขาเข้าไปทุกที

            เขาปฏิบัติตนดั่งสุนัขรับใช้ของพวกเขาเมื่อเรียกก็มา เมื่อไล่ก็ไป

            แต่กระนั้นสุนัขก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกันหลังจากถูกพวกเขาปรามาสซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้ตนไม่เคยคิดแตะต้องบัลลังก์นั่นเลยทว่าเมื่อถึงเวลาที่ความอดทนสูญสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็ปะทุออกมา

            การกลั่นแกล้งและความหวาดระแวงหลายต่อหลายหนทำให้เขาทั้งชังทั้งระอาอาจเพราะเสียนกุ้ยเฟยมักลงโทษให้คุกเข่ากลางหิมะในวันที่อากาศหนาวเหน็บจนหัวเข่าชาด้วยความผิดเล็กๆน้อยๆ กระทั่งเขาเองยังจำความรู้สึกไม่ได้อีกแล้วเพียงแต่ไม่รู้ว่าความคิดอยากจะช่วงชิงบัลลังก์นั่นเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรหรืออาจเพราะเนื้อแท้ของเขาคือคนมักใหญ่ใฝ่สูงเช่นนี้ ไม่มีบุรุษใดที่ใจปราศจากความทะเยอทะยานและเขานั้นก็ไม่ต่างกัน

            ด้วยเหตุนี้นับจากนั้นเป็นต้นมา เหยียนอี้เลี่ยลอบสั่งสมอำนาจของตนภายใต้พระนามเสียนกุ้ยเฟยอีกทั้งเริ่มหน้าไหว้หลังหลอกต่อคำสั่งของพวกเขา

            หน้าที่ของเจ้าแผ่นดินแต่ไหนแต่ไรมันเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดโสมมและความโดดเดี่ยวเมื่อเลือกเส้นทางนี้แล้ว เขาก็พร้อมที่จะสละทุกสิ่งเพื่อทางเลือกนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความรักเหลวไหลอะไรนั่น และอีกอย่างหนึ่ง ความรักน่ะของแบบนั้นคืออะไร

            แต่แล้วทำไมโฉมหน้าล่มชาติล่มเมืองกับรอยยิ้มแสนเย็นชาที่งามอย่างไร้เทียมทานของสตรีผู้นั้นกลับพลันปรากฏขึ้นในหัวเขา

            ไป๋เซียงจู๋!

            ยิ้มนั้นประหนึ่งยาพิษแค่ได้ลิ้มรสก็เสพติด ฮึ ไฉนอยู่ดีๆ เขาจึงนึกถึงผู้หญิงคนนี้กัน

            “ท่านพี่สาม?” องค์ชายห้าเหยียนอี้หรานไม่ได้ยินคำตอบจากเหยียนอี้เลี่ย พอหันกลับไปมองก็เห็นเจ้าตัวกำลังเหม่อลอยสัญชาตญาณสั่งให้เขาโพล่งตอบทันที

            “เป็นดังน้องห้าว่าตอนนี้การทำสงครามไม่ใช่เรื่องง่าย” เหยียนอี้เลี่ยคลี่ยิ้มบางเขาสุขุมนิ่งเงียบอยู่เสมอบัดนี้องค์ชายห้าได้รับคำตอบจากเขาก็เพราะว่าออกปากถามด้วยตนเอง

            “ข้ารู้ดีเดี๋ยวนี้ท่านพ่อทรงชราภาพแล้ว ย่อมไม่คิดประกาศศึกอย่างแน่นอน” ยิ่งพูดวาจาของเหยียนอี้หรานก็ยิ่งเผ็ดร้อนแหงนหน้าเย้ยฟ้าหัวร่อเสียงดังลั่นไม่ได้สังเกตเห็นเหล่าเสนาบดีที่ตามหลังออกมาจากท้องพระโรงกำลังชี้นิ้วกระซิบกระซาบนินทาตนโดยสิ้นเชิง

            “น้องห้าพูดถูกเป็นอย่างยิ่ง” นัยน์ตาสีดำของเหยียนอี้เลี่ยส่อเจตนาร้ายทว่าสงวนท่าทีตอบกลับได้พอเหมาะพอดีนัก

            พอองค์ชายห้าจากไปเหล่าขุนนางก็เริ่มสนทนาหารือกันเมื่อครู่พระประสงค์ของฮ่องเต้คือทำสงครามหรือไม่เล่า ใครเข้าใจก็เพียงแต่แย้มยิ้มโดยไม่แถลงไขใครสับสนก็ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก แน่นอนว่ามีคนหัวไวอยู่ไม่น้อยคนซื่อบื้อก็ท่าจะเยอะไม่แพ้กัน

            และพวกเขาส่วนใหญ่ยังแอบหัวเราะเยาะลับหลังให้กับความไม่รู้กาลเทศะขององค์ชายห้าอาจหาญหมิ่นฝ่าบาทว่าแก่ชราเบื้องหน้าพระที่นั่ง ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหูตาของฝ่าบาทต่อให้เป็นองค์ชายก็ไม่ได้รับการละเว้น อยู่ดีไม่ว่าดีมาพูดถึงบิดาตนเช่นนี้ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่

            เป็นที่เล่าลือกันมานานแล้วว่าองค์ชายห้าเกียจคร้านเป็นนิสัยระดับสติปัญญาธรรมดา ไม่ชาญฉลาดเท่าองค์ชายพระองค์อื่นหรืออธิบายอย่างระคายหูก็คือโง่เขลาเสียเหลือเกินหากไม่โชคดีเกิดเป็นโอรสในกุ้ยเฟย ซึ่งเสียนกุ้ยเฟยผู้นี้ก็เจ้าแผนการไม่ใช่ย่อยได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้มาก เขาคงไม่หยิ่งผยองลำพองใจขนาดนี้หรอก

            ณ ตำหนักอวี้คุน

            เสียนกุ้ยเฟยนั่งอยู่หน้าคันฉ่องดอกกระจับ [3] ส่องดูเงาสะท้อนดวงหน้าพราวเสน่ห์ของตนแล้วมองไปยังเครื่องประดับที่ฮ่องเต้เพิ่งประทานมาให้ในวันนี้หนึ่งในนั้นคือคทาหรูอี้ [4] หยกอันล้ำค่ายิ่งเสียนกุ้ยเฟยได้ยินว่าฮองเฮาทรงโปรด จึงดึงดันทูลขอจากฝ่าบาทมาจนได้นางก็แค่ต้องการแย่งชิง เรื่องของไป๋เซียงจู๋เมื่อคราวก่อนยังทำให้นางโมโหโทโสไม่หายบัดนี้ถือเป็นโอกาสดีในการใช้คทาหรูอี้หยกหมิ่นเกียรติฮองเฮาให้เจ็บใจสักหน่อย

            “พระสนมงามจริงๆเพคะ”

            “พระสนมทรงงดงามอย่างหาใครเปรียบมิได้สมแล้วที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานพระสนมที่สุดเพคะ”

            สาวใช้แต่ละคนปากหวานปานทาน้ำผึ้งและขณะนี้เสียนกุ้ยเฟยก็กำลังอารมณ์ดีจริงๆ ดวงเนตรพริ้มพราย แย้มสรวลน้อยๆอย่างเบิกบาน

            เทียบกับฮองเฮาผู้สุขุมและสูงสง่าตนทั้งสาว ทั้งสวย ทั้งเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ แค่ตำแหน่งฮองเฮาเคียงบัลลังก์ไม่ช้าก็เร็วนางจะปีนขึ้นไปให้ได้!

            “พระสนมวันนี้ฝ่าบาททรงพลิกป้ายตำหนักอวี้คุน [5] ฝ่าบาทตรัสว่าจะมาเสวยมื้อเย็นพร้อมพระสนมพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีคุกเข่าลงตรงหน้าประตูด้วยความเคารพท่วงทีเปี่ยมเสน่ห์ของเสียนกุ้ยเฟยที่มองเห็นผ่านม่านลูกปัดระยิบระยับทำให้เขามิกล้าเสียมารยาทต่อพระนางแม้แต่นิดเดียว

            ทุกวันนี้ในบรรดาสนมทั่วทั้งวังหลัง เสียนกุ้ยเฟยเป็นที่โปรดปรานมากที่สุดและพระนางยังเอาอกเอาใจฝ่าบาทเก่งอีกด้วย

            “รางวัล!”

            เมื่อเสียนกุ้ยเฟยกวักมือสาวใช้ก็ส่งเงินให้ทันที

            “ขอบพระทัยพระสนมหม่อมฉันขอทูลลา”

            ขันทียิ้มน้อยยิ้มใหญ่

            พอขันทีกลับไปรอยยิ้มบนใบหน้าเสียนกุ้ยเฟยยิ่งชัดเจน ช่วงนี้ไม่มีความเคลื่อนไหวจากด้านฮองเฮาเลยสาแก่ใจนางทีเดียว ฝ่ายนั้นคงทนเฉยได้อีกไม่นาน

            สนมรายอื่นแห่กันไปฟ้องฮองเฮาแล้วก็ไม่พ้นขอให้พระนางใช้อำนาจผู้ปกครองวังหลังไปร้องทุกข์ต่อฝ่าบาท เพื่อจะวอนพระองค์ให้ทรงเมตตาพวกนางทุกคนอย่างยุติธรรม!

            ทว่าฮองเฮากลับนิ่งดั่งขุนเขาไร้ซึ่งกระแสรับสั่งใดๆ

            เสียนกุ้ยเฟยฉีกยิ้มเย้ยหยันนางไม่เกรงกลัวฮองเฮาหรอก เพราะอย่างไรเสียเพื่อลูกชายของนางจะให้ต่อสู้หรือแย่งชิงอะไรก็ได้!

            นางชื่นชมเงาสะท้อนในคันฉ่องตนอภิเษกสมรสกับฝ่าบาทตั้งแต่วัยสาว นอกจากนี้ยังรู้จักดูแลตนเองเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นผงไข่มุก หรือว่ารังนกสีเลือด ขอเพียงช่วยบำรุงความอ่อนเยาว์ได้นางจะสรรหารวบรวมมาใช้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นนางย่อมงามผุดผ่องกว่าฮองเฮาเฒ่าชรานั่นเป็นกอง

            “มวยผมนี่ไม่สวยเกล้าให้ข้าใหม่ แล้วเอากระโปรงที่สั่งตัดไว้มา”

            “เพคะ”

            เมื่อเหล่าสาวใช้เห็นเสียนกุ้ยเฟยเป็นที่พึงใจรักใคร่ของฝ่าบาททุกคนต่างยินดีปรีดาไปด้วย กุลีกุจอแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน

            ทว่าบรรยากาศครึกครื้นรื่นเริงนี้คงอยู่ไม่นานเท่าไรเสียงกรีดร้องแสบหูก็ทำลายความสงบของตำหนักอวี้คุน

             

     

    เชิงอรรถ

    [1]四书五经 สี่ตำราห้าคัมภีร์ คือตำราทั้งสี่และคัมภีร์ทั้งห้า เป็นวรรณกรรมที่บันทึกแนวคิดและความรู้ด้านต่างๆในปรัชญาขงจื๊อเอาไว้ สี่ตำราได้แก่ มหาศาสตร์ (大学) มัชฌิมธรรม (中庸) หลุนอวี่ (论语) และ เมิ่งจื่อ (孟子) ห้าคัมภีร์ได้แก่ กวีนิพนธ์ (诗经)การเปลี่ยนแปลง (易经) จารีต (礼记)ประวัติศาสตร์ (书经) และ พงศาวดารชุนชิว (春秋)

    [2]论语 หลุนอวี่ คือ หนึ่งในสี่ตำราเป็นปกิณกคดีที่รวบรวมบทสนทนาระหว่างขงจื๊อและบุคคลอื่นๆโดยศิษย์รุ่นหลังของขงจื๊อเอง ถ่ายทอดปรัชญาขงจื๊อผ่านแนวคิดที่ปรากฏในบทสนทนา

    [3]菱花铜镜 คันฉ่องดอกกระจับ คือคันฉ่องที่มีรูปทรงอย่างดอกกระจับ ดูเผินๆ เหมือนคันฉ่องหกเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยมทั่วไปทว่าแต่ละเหลี่ยมถูกขึ้นทรงเป็นกลีบดอกไม้

    [4]如意 คทาหรูอี้ คือของประดับตกแต่งกึ่งเครื่องรางชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นคทาสั้น ทำจากหยกหรือทองคำหัวท้ายแกะสลักเป็นแว่นคล้ายทรงเห็ดหลินจือ ด้ามจับตรงกลางโค้งรับฝ่ามือแสดงถึงสิริมงคลดังชื่อ (如意 หรูอี้ มีความหมายว่าสมปรารถนา) มักมอบให้เป็นของขวัญแทนมิตรภาพอันดี

    [5]翻牌子 พลิกป้าย คือวิธีเลือกนางสนมที่จะร่วมประเวณีด้วยของฮ่องเต้ หากฮ่องเต้ถูกใจผู้ใดก็จะพลิกป้ายที่มีชื่อของนางสนมผู้นั้น 

     

    คล้ายกับเรื่องความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน