เจ้าอยากให้ข้าเป็นวายร้ายอย่างงั้นเหรอ?? เจ้าเปิดตาดูสิข้าหรือพวกเขากันแน่ที่เป็นตัวร้าย

    สงครามสิ้นสุด

    สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสองฝ่ายเริ่มเข้าห้ำหั่นกันทันที ดาบและพลังวิญญาณถูกใช้กันอย่างบ้าคลั่ง ทว่าผ่านไปไม่นาน การต่อสู้กลับไม่เป็นไปตามที่พวกเขาคาดคิด มีเพียงผู้อาวุโสผู้พิทักษ์หนึ่งคนจากนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นที่ลงมือต่อสู้ ส่วนอีกเก้าคนยืนเฝ้าดูอยู่จากระยะไกล ทำให้ฝ่ายศัตรูรู้สึกถึงความน่ากลัวของพวกเขาอย่างแท้จริง

    เพียงเพราะว่าแค่เพียงผู้อาวุโสผู้พิทักษ์คนเดียวร่วมกับจักรพรรดิสูงสุดอีก 136 คน กลับสามารถทำให้ฝ่ายศัตรูต้องอยู่ในสภาวะกดดันและสูญเสียกำลังพลไปเรื่อยๆ ความรุนแรงของการโจมตีและการป้องกันจากฝ่ายนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นนั้นดูเหนือกว่ามาก พวกเขาใช้กลยุทธ์การต่อสู้ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติและเข้มแข็ง เกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น การโจมตีและป้องกันต่างๆ ถูกประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับว่าพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกัน

    ทุกครั้งที่ฝ่ายศัตรูพยายามบุกโจมตี กลับถูกตีกลับด้วยท่าทางที่ไม่คาดคิด และในกลุ่มนั้นยังมีคนที่มีความสามารถในการรักษาอาการบาดเจ็บของพวกพ้อง รวมถึงผู้ที่สามารถเพิ่มพลังโจมตีได้อีกด้วย ทำให้พวกเขาเหมือนมีความได้เปรียบเสมอ

    ในขณะที่การต่อสู้ดำเนินไป จักรพรรดิสูงสุดจากฝ่ายนายน้อยเหวินเริ่มล้มลงทีละคน จากที่เคยมีจำนวนมากกว่าค่อยๆ เหลือน้อยลง ตอนนี้พวกเขาสูญเสียจักรพรรดิสูงสุดไปเกือบ 300 คน แต่ฝ่ายนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นยังคงไม่มีใครสูญเสียแม้แต่คนเดียว

    เสียงกรีดร้องและการฟาดฟันดังสะท้อนทั่วทั้งสนามรบ ฝ่ายศัตรูที่เหลือเริ่มแสดงอาการหวาดกลัว สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่แน่ใจว่าควรจะสู้ต่อไปหรือถอยหนี

    เสียงของเงาดำดังขึ้นด้วยความวิตก "ข้าว่าพวกเราถอยกันเถอะ"

    แต่ป้าของนายน้อยเหวินกลับยืนกรานด้วยน้ำเสียงเข้มแข็งและไม่ยอมแพ้ "ไม่! ข้าเสียทรัพยากรมหาศาลไปแล้วเพื่อส่งข้าและผู้ติดตามของข้าเข้ามาในเศษโลกนี้"

    เหล่าคนจากนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นไม่ได้แสดงท่าทีสนใจแม้แต่น้อย ผู้อาวุโสผู้พิทักษ์ทั้ง 9 คนที่ไม่เคยร่วมการต่อสู้อยู่ๆ ก็พุ่งเข้าไปเพื่อจะสังหารทุกคนในทันที เงาดำนั้นได้แต่บ่นออกมาด้วยความหงุดหงิด

    "พวกเจ้ามันสมองตายกันไปหมดแล้วหรือยังไง!"

    ผู้นำยอดเขาทุกคนพุ่งตามเข้าไปเช่นกัน ทันใดนั้น รูปแบบขนาดใหญ่ยักษ์ได้ครอบคลุมคนทั้งหมดไว้ ผู้อาวุโสผู้พิทักษ์รีบพูดขึ้น "ใช้ตราประจำนิกายซะ ออกไปจากที่นี่กัน!"

    ทุกคนในนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่นไม่รอช้า รีบเปิดตราประจำนิกายและหนีไปทันที เงาดำตะโกนด้วยความตกใจ

    "ทำไมพวกมันถึงหนีกัน?"

    ทันใดนั้น ป้าของนายน้อยเหวินพูดขึ้น "เปิดใช้รูปแบบเคลื่อนย้ายเร็ว! เร็วเข้า!" เมื่อนางพูดจบ เสียงของนางก็ไม่สามารถเปล่งออกมาได้อีกต่อไป แต่โชคดีที่นางสามารถเปิดรูปแบบเพื่อส่งนายน้อยเหวินออกไปได้ทันเวลา พร้อมกับเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ฟีนิกซ์และคนบางส่วน

    เสียงดัง "ฉึบบบบบ!" ฉากตรงหน้ากลายเป็นภาพของความโหดร้ายที่ไม่อาจบรรยายได้ ผู้คนกว่า 2000 คนกลายเป็นเศษชิ้นส่วนเนื้อที่อวัยวะและร่างกายของพวกเขาถูกแยกออกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ กระจายทั่วพื้นที่ เงาดำนั้นหลบได้บางส่วน แต่ถึงกระนั้นร่างของเขาก็ถูกตัดขาดครึ่ง เขาร้องออกมาอย่างโกรธแค้น "นี่มันรูปแบบบ้าอะไรกัน! ทำไมมันไม่มีเสียง ไม่มีรูปลักษณ์อะไรเลย!"

    ป้าของนายน้อยเหวินที่บาดเจ็บสาหัสพยายามจะทำความเข้าใจ "มันคืออะไรกัน….มันเป็นเส้นบางจนแถมไม่สามารถรู้สึกถึงมันได้แต่กลับแข็งแกร่งและคมจนสามารถตัดร่างของจักรพรรดิได้ราวกับตัดกระดาษ"

    ทันใดนั้น นางมองเห็นชายคนหนึ่งผมสีดำ ใส่ชุดสีดำตัดลายสีทองยืนอยู่ เงาดำที่ยังรอดชีวิตได้พูดออกมาเสียงสั่นเครือ

    "เจียงหยุนนนนนนน!"

    เงาดำพยายามเจรจาด้วยเสียงแหบพร่า "เจ้า... ปล่อยข้าไปได้ไหม? ข้าสามารถนำเจ้าหนูเย่เฉินมาให้..." แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ หัวของเขาถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดโดยไม่มีโอกาสร้องไห้ร้องขอ วิญญาณบางส่วนถูกดูดกลืนเข้าไปในความว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว

    ณ โลกเทียนหยวนที่แท้จริง ภายในนิกายปีศาจโลหิต เสียงคำรามดังก้องทั่วท้องฟ้า "ไอ้สารเลวเอ้ยย! เมื่อเศษโลกนั้นรวมเข้ากับโลกเทียนหยวนที่แท้จริงเมื่อใด ข้าจะไปฆ่าเจ้าคนแรกเลย!" เสียงนั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความอาฆาต มันสะท้อนให้เห็นถึงความโกรธที่ไม่สามารถควบคุมได้ของผู้พูด

    เจียงหยุนเดินไปยังหน้าของป้าของนายน้อยเหวิน แววตาของนางจ้องมองไปยังเขาด้วยความหวาดกลัวและความสงสัย ในทันใดนั้น นางก็ตัดสินใจใช้พลังทั้งหมดของตนเพื่อโจมตีเขา แต่ทว่า... พลังของนาง กลับทะลุผ่านร่างของเจียงหยุน ไปเหมือนไม่มีตัวตน นางรู้สึกตกใจและความหวาดกลัวเริ่มปรากฏขึ้นในดวงตาของนาง

    "ทำไมกัน... มันไม่เหมือนกับชายชราที่มีร่างสายฟ้านั้น..." นางคิดในใจ ตอนนางโจมตีชายชราผู้ที่มีร่างสายฟ้านั้นในตอนแรก นางก็โจมตีไม่โดน แต่เมื่อใช้พลังวิญญาณผสานนาง กลับสามารถโจมตีได้สำเร็จ แต่สำหรับเจียงหยุน ชายที่อยู่ตรงหน้านาง กลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นความว่างเปล่าที่ไม่สามารถแตะต้องได้

    เมื่อได้เห็นอายุกระดูกของชายหนุ่มคนนั้น นางยิ่งตกใจมากขึ้น "เขา... อายุเพียง 19 เท่านั้น?" นางพึมพำกับตนเอง ไม่ทันที่นางจะตระหนักได้ทันที ร่างของนางก็ถูกสังหารด้วยความรวดเร็ว

    ณ โลกเทียนหยวนที่แท้จริง ในตระกูลเหวินภายในห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ หญิงสาวคนหนึ่งที่ดูสง่างามและเต็มไปด้วยความสงสัยพูดขึ้น " เจ้าเป็นใครกันแน่? ทำไมถึงได้แข็งแกร่งขนาดนั้น... และ... ข้ากลับมีความรู้สึกคุ้นเคยกับเขาอย่างบอกไม่ถูก...เหมือนข้าเคยสัมผัสพลังวิญญาณแบบนี้มาก่อน"

    เสียงของนางสะท้อนออกไปในอากาศ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสับสนและสงสัยในสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ชายหนุ่มผู้นั้นจะเป็นบุคคลที่นางไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป...

    สงครามสิ้นสุดลงแล้ว แต่สิ่งที่เหลือไว้คือความสูญเสียที่มากมายเกินกว่าจะนับได้ ข่าวการสูญเสียครั้งนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งห้าทวีป เรื่องราวของกองกำลังพันธมิตรพิทักษ์โลกเทียนหยวนที่พังทลายลงอย่างไม่เป็นท่าถูกเล่าขานอย่างรวดเร็ว ประชาชนทุกแห่งต่างรู้สึกหวาดหวั่นกับจำนวนผู้คนที่เสียชีวิตในการต่อสู้ครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงนักบุญและจักรพรรดิสูงสุดกว่า 2,000 คน แม้แต่ผู้ที่เคยรู้สึกมั่นคงในความแข็งแกร่งของกองกำลังก็ไม่สามารถซ่อนความหวาดกลัวได้

    บางคนถามขึ้น "จักรพรรดิสูงสุดเกือบ 2500 กว่าคนนั้นมาจากไหนกัน"

    บางคนถามขึ้น " ข้ารู้แค่ 500 คนนั้นมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปีศาจโลหิตและดินแดนศักดิ์สิทธิ์ 5 ธาตุแต่อีก 2000 คนข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน"

    ณ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสายหมอก พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุด ห้อมล้อมด้วยเหล่าผู้อาวุโสผู้มีความรู้สึกไม่แน่ใจ เขารับฟังรายงานที่เข้ามาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเศษโลก และทันทีที่ทราบข่าว พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ลังเลที่จะออกคำสั่งเสียงเยือกเย็นและเด็ดขาด

    “ให้ทุกคนรวมตัวกันทันที! เราจะถอนตัวออกจากเศษโลกนี้โดยไม่มีการรอช้า!”

    คำสั่งดังกล่าวทำให้เหล่าผู้อาวุโสบางคนเริ่มมีท่าทีไม่เห็นด้วย พวกเขาพยายามจะทักท้วงถึงความสำคัญของการอยู่ต่อและการรักษาผลประโยชน์ในเศษโลกนี้ แต่ก่อนที่พวกเขาจะมีโอกาสพูดจบ พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์กลับใช้อำนาจพลังของตนสังหารพวกเขาอย่างไม่ลังเล เลือดที่หยดลงบนพื้นเบื้องล่างเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงการตัดสินใจของนาง

    ไม่นานหลังจากนั้น อีกหนึ่งข่าวที่เกี่ยวกับการหายไปอย่างไร้ร่องรอยของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสายหมอกก็สร้างความตกใจไปทั่วทั้งทวีปเทียนหยวน เหล่ากองกำลังทั้งหลายต่างตั้งคำถามกันว่า "เกิดอะไรขึ้น?" ทำไมดินแดนที่มีอำนาจสูงส่งเช่นนี้จึงหายไปโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า?

    ที่ราชวงศ์วังน้ำลึก ฟางฉินเดินวนไปมาภายในห้องโถงอย่างวิตกกังวล หัวใจของเขาเต้นระรัวไม่หยุด หลังจากได้ทราบข่าวเกี่ยวกับการพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น ขณะที่การสูญเสียที่มากมายเกินกว่าจะนับได้ยังคงแผ่กระจายไปทั่ว หัวใจของฟางฉินไม่อาจสงบลงได้เลย เขานอนไม่หลับมาแล้วหลายคืน ความหวาดหวั่นก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางความมืดมนของสถานการณ์ที่เขาไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

    ที่ตระกูลมังกร หลงปิงนั่งอยู่ภายในห้องโถงใหญ่ มังกรสาวที่คอยอยู่เคียงข้างพยายามปลอบโยนเขาให้หายจากความรู้สึกเสียใจในการล้มเหลวในการทำลายนิกายสิทธิ์โลหิตสวรรค์ร่วงหล่น แต่ความรู้สึกของความผิดหวังยังคงทับถมลงไปในใจของเขา แม้จะได้รับคำปลอบโยนจากเธอ หลงปิงก็ไม่อาจละทิ้งความรู้สึกผิดหวังและความหวาดกลัวที่ว่าพวกเขาอาจจะถูกโจมตีจากอีกฝั่งในเร็วๆ นี้ได้

    ในตระกูลหวัง หวังหลินยืนมองไปรอบๆ ห้องโถงใหญ่ของตระกูล ภายในที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนกลับมีเหลืออยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่ทรงพลังเท่าไหร่ ไม่มีใครในหมู่พวกเขาที่มีพลังเทียบเท่าผู้ที่สูญเสียไปได้เลย และฝั่งของนิกายสิทธิ์โลหิตสวรรค์ร่วงหล่นจะไม่ได้โต้ตอบกลับมา แต่พวกเขาต่างก็เข้าใจว่าฝั่งนั้นก็คงได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าส่งคนไปโจมตีโดยไม่แน่ใจและไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยง

    ภายในนิกายสิทธิ์โลหิตสวรรค์ร่วงหล่นในหอคอยแห่งการต่อสู้ ชุ่ยเมิ่งยืนอยู่ข้างหญิงชรา พลางพึมพำออกมาอย่างไม่พอใจ "ทำไมเงาของแต่ละคนในนิกายสิทธิ์โลหิตสวรรค์ร่วงหล่นระดับนิพพานถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้กัน ข้าแพ้พวกเขามาไม่รู้กี่รอบแล้ว!"

    หญิงชราผู้ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ความคิดของนางเต็มไปด้วยความทึ่งและยอมรับในความแข็งแกร่งของคนในนิกาย

    “คนในนิกายนี้ช่างแข็งแกร่งกันจริงๆ แม้แต่ตัวข้าที่มีหัวใจระดับจักรพรรดิยังยากที่จะชนะเลย…”

    เวลาผ่านไปไม่นานนัก หลังจากที่เจียงหยุนได้สั่งการให้คนทั้งหมดยกมือขึ้นก่อนหน้านี้สำหรับคนที่ยังไปไม่ถึงระดับนิพพานในตอนนั้น แต่ในตอนนี้ทุกคนได้ผ่านการเพาะปลูกจนบรรลุถึงระดับนิพพานแล้ว ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดก็ได้เข้าร่วมในหอคอยแห่งการต่อสู้ทันที

    ชุ่ยเมิ่งและหญิงชราที่อยู่ในหอคอยแห่งการต่อสู้ มองไปยังกลุ่มคนจำนวนมหาศาลด้วยอาการมึนงงและตกตะลึง เมื่อเห็นพวกเขาผ่านบททดสอบที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและทารุณกรรมทางจิตใจและร่างกาย การแพ้วันละไม่ต่ำกว่า 10 รอบ กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขา แต่ยิ่งก้าวไปข้างหน้าความท้าทายก็ยิ่งหนักหนาขึ้นอีก ทว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนถูกคัดเลือกมาอย่างดีแล้ว พวกเขาไม่เคยแสดงออกถึงการท้อถอยหรือยอมแพ้ในระหว่างทาง

    เจียงหยุนกลับมาหลังจากที่ได้รวบรวมดวงวิญญาณทั้งหมดมากกว่า 2,000 ดวงเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าเจียงหยุนเรียบเฉยและต่อมาไม่นาน ศิษย์สายในจำนวน 12 ล้านคนก็ถือกำเนิดขึ้น โดยประกอบไปด้วยทั้งคนและสัตว์อสูรที่มีพลังแข็งแกร่ง และเขาเดินมาหยุดอยู่ต่อหน้าศิษย์สายในทุกคน บรรยากาศในที่นั้นเงียบสงัด ศิษย์ทุกคนทำความเคารพพร้อมพูดขึ้นพร้อมกัน

    "คารวะท่านเจ้านิกาย!"

    เจียงหยุนโบกมือให้ทุกคนตามสบาย ก่อนที่จะโยนตราประจำนิกายให้พวกเขาทุกคน แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงดัง

    "พวกเจ้าทุกคนที่ได้เป็นศิษย์สายในแล้ว พวกเจ้าจะต้องทำการเลือกยอดเขาของตนเอง โดยพวกเจ้าจะถูกทดสอบใน 3,000 เส้นทาง ซึ่งจะมีสองเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเจ้า ผู้อาวุโสผู้พิทักษ์จะประกาศขึ้นที่ตราประจำนิกายของพวกเจ้า จงเลือกให้ดี และเตรียมตัวให้พร้อม!"

    เจียงหยุนยืนอยู่เบื้องหน้ากลุ่มศิษย์สายในที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่น เขามองพวกเขาด้วยแววตาคมกริบและเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยพลัง "พวกเจ้าทุกคนได้เข้าสู่อาณาจักรลับแล้ว และจากนี้ไปพวกเจ้าจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มเท่าๆ กัน เพื่อเข้าไปทดสอบในเส้นทางที่กำหนดแล้วก็วนไปเรื่อยๆ จนครบ 3000 เส้นทาง"

    เสียงดังเงียบลงทุกสายตาจับจ้องไปที่เจียงหยุนที่กำลังอธิบายขั้นตอนถัดไป “ภายในอาณาจักรลับนี้ เจ้าจะพบกับแผ่นจารึกโบราณที่วางอยู่บนแท่นหิน หน้าที่ของพวกเจ้าคือศึกษามันให้เข้าใจภายในหนึ่งชั่วโมง หรือเร็วกว่านั้นถ้าเป็นไปได้”

    ศิษย์ทุกคนพยักหน้ารับทราบ พวกเขารู้ดีว่าเวลามีค่ามากแค่ไหน

    เจียงหยุนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ "หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง หรือเมื่อเจ้าทำความเข้าใจแผ่นจารึกได้สำเร็จแล้ว เจ้าจะพบประตูมิติที่อยู่ทางซ้ายมือของเจ้า ประตูนั้นจะนำพาเจ้าสู่บททดสอบต่อไป ในบททดสอบนั้นเจ้าจะต้องใช้ความรู้ที่เพิ่งได้รับมาฝึกฝนและทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่ง การหลบหนีจากกับดัก หรือการแก้ปริศนาที่ต้องอาศัยปัญญา"

    เสียงของเขาหยุดชั่วขณะหนึ่งเพื่อให้ทุกคนได้ซึมซับคำพูดก่อนจะกล่าวต่อ "จงทำให้เต็มที่ ไม่ว่าบททดสอบจะเป็นเช่นไร อาณาจักรลับนี้จะท้าทายเจ้าในทุกแง่มุม และเมื่อเจ้าทดสอบเสร็จแล้ว ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน เจ้าจะต้องไปทดสอบเส้นทางฝึกฝนถัดไปทันที อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์!"

    ศิษย์ทุกคนต่างมีสีหน้าที่มุ่งมั่นและเต็มไปด้วยความตั้งใจ พวกเขาเข้าใจดีว่าทุก วินาที มีค่า และการทดสอบที่รออยู่เบื้องหน้านั้นจะเป็นการท้าทายทั้งทางร่างกายและจิตใจ พวกเขารู้สึกถึงความกดดันที่มากขึ้น แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน

    ไม่นานหลังจากนั้น ทุกคนถูกเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ต่างๆ ของอาณาจักรลับที่แบ่งไว้ พวกเขาก้าวเข้าสู่บททดสอบแรกด้วยความกระหายที่จะพิสูจน์ตัวเอง บางคนพบเจอแผ่นจารึกที่เขียนว่า ไฟ ,น้ำ ,ยา และอื่นๆ อีกมากมาย

    เวลาเริ่มเดินไปอย่างรวดเร็ว เสียงการต่อสู้และเสียงของความท้าทายดังขึ้นทุกหนทุกแห่ง ทุกคนรู้ดีว่าการยืนอยู่ตรงนี้หมายถึงการเผชิญหน้ากับชะตากรรมของตนเอง และไม่มีเวลาให้ลังเลอีกต่อไป

    ภายในจิตใจของพวกเขา ความมุ่งมั่นถูกจุดประกาย พวกเขาเริ่มต้นบททดสอบด้วยความกระตือรือร้น ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ ฝ่าฟันปริศนา หรือการหลบหนีจากความมืดที่คืบคลานเข้ามา ทุกคนต่างรู้ดีว่าชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับความสามารถในการผ่านบททดสอบนี้

    เจียงหยุนเดินกลับมาที่ห้องโถงของนิกายโลหิตสวรรค์ร่วงหล่น สีหน้าของเขาเคร่งขรึมและแฝงไปด้วยความครุ่นคิด เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ห้องนั้น เสียงของระบบดังขึ้นอย่างชัดเจนในหัวของเขา

    [ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่สังหารผู้โชคดีจำนวนกว่า 5,056,253 คน ได้รับแต้มวายร้าย 5 ล้านล้านแต้ม]

    เจียงหยุนพยักหน้ารับฟังอย่างเฉยเมย ทว่าในแววตาของเขามีประกายแห่งการคำนวณที่ซับซ้อน เขาหันไปหาปาจื้อที่นั่งรักษาตัวอยู่ที่มุมห้อง ขณะที่เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็ง

    “อีกนานแค่ไหนที่เศษโลกนี้จะรวมเข้ากับโลกที่แท้จริง?” เจียงหยุนถาม

    ปาจื้อมองเจียงหยุนด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม แต่แฝงด้วยความเคารพ "หลังจากที่มีผู้อมตะเข้าแทรกแซงโลกใบนี้แล้ว เวลาในการรวมโลกก็เร็วขึ้นอยู่ครับ ข้าเชื่อว่าอีกประมาณ 3 เดือน เศษโลกนี้ก็จะรวมเข้ากับโลกเทียนหยวนที่แท้จริงได้สำเร็จ แต่ไม่เกิน 4 เดือนแน่นอน"

    ปาจื้อพูดต่อ " ที่สำคัญ คนจากภายนอกจะไม่สามารถเข้ามาได้เลย ไม่ว่าจะใช้วิธีใดๆ เนื่องจากกฎแห่งสวรรค์ของโลกเทียนหยวนที่แท้จริงจะปิดกั้นการเข้ามา"

    “กฎแห่งสวรรค์จะปิดกั้นเป็นเวลานานแค่ไหน?” เจียงหยุนถามต่อ

    ปาจื้อคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “เวลาที่สั้นที่สุดที่ข้าเคยรู้คือประมาณ 3 วัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เกิน 7 วันขอรับ”

    เจียงหยุนยิ้มเล็กน้อย "สามวันก็เพียงพอแล้ว..."

    เจียงหยุนยิ้มและคุยกับระบบ "ตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้เข้าใจใช่ไหม หากทำไม่ได้เจ้าจะมีหน้าตาอย่างนั้นไปอีก 3 ปี"

    ระบบพูดขึ้น [เชื่อมือได้เลยโฮทส์ข้าจะทำเต็มที่เพื่อนำหน้าต่างระบบที่หล่อเหลากว่าท่านกลับมา]

    ระบบถูกแยกเป็น 16 ส่วนในทันที [อ๊าาาาา…ใจเย็นก่อนนน…โฮทส์….ลิ้นข้ามันพันกันนะ]

    คล้ายกับเรื่องเจ้าอยากให้ข้าเป็นวายร้ายอย่างงั้นเหรอ?? เจ้าเปิดตาดูสิข้าหรือพวกเขากันแน่ที่เป็นตัวร้าย ที่คุณอ่าน