“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะมาบรรลุขั้นฌานได้แต่วิชาลมปราณที่เจ้าฝึกแปลกพิสดารดีนะ ราวกับมีลมปราณอสูรติดอยู่ด้วย” เสียงใสของหญิงสาวดังขึ้น ดวงตาสองข้างมองไปที่ตู้เซ่าฝู่ด้วยความประหลาดใจ
“เจ้ากลับมาแล้วหรือ?”
ตู้เซ่าฝู่ลุกขึ้นมายืนหันหน้าไปมองที่สาวน้อยที่ไม่รู้ว่ามาถึงตั้งแต่เมื่อใด นางมีรูปร่างสูงเพรียวใบหน้าวิจิตรงดงาม ดวงตาสุกใสสวยงามเหมือนหยกกลิ่นอายจากกายของนางให้ความรู้สึกสงบ ทำให้นึกขึ้นไปถึงพรายสาวสาวน้อยคนนี้เหมือนเป็นพรายสาวท่ามกลางป่าเขาจริงๆ
“อืมดูท่าเจ้าน่าจะไม่เป็นไรแล้ว”
สาวน้องจ้องมองตู้เซ่าฝู่ดวงตาสุกใสงดงามดั่งมรกตแสดงความประหลาดใจออกมานางที่สวมชุดนักสู้พอดีร่างทำให้เห็นความเว้าโค้งของเรือนร่างที่น่าหลงใหลจนทำให้ตื่นเต้นจนเกือบลืมหายใจได้นางมองสำรวจตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “เจ้าช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประหลาดเสียจริงบาดเจ็บสาหัสถึงขนาดนั้น กลับสามารถฟื้นฟูได้อย่างปลิดทิ้งเสียแล้วทั้งยังสามารถบรรลุฌานได้อีก ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆท่านอาจารย์ของข้าไม่มาเห็นด้วยตัวเองคงไม่มีทางเชื่อ”
ตู้เซ่าฝู่ยิ้ม จากนั้นกล่าวว่า “เอ้อใช่ อาจารย์ของเจ้าล่ะ?” ตู้เซ่าฝู่ยังจำได้ว่าอาจารย์ของสาวน้อยเหมือนพรายสาวก็เป็นยอดฝีมือที่น่ากลัวมากคนหนึ่งมีพละกำลังแข็งแกร่งฝีมือเหลือร้ายน่ากลัวมากๆ
นางแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยดวงตาชุ่มชื้นสดในเหมือนสายน้ำ แลดูแล้วรู้สึกอุ่นใจ ทว่าขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกถึงความห่างเหินริมฝีปากบางเริ่มขยับ ยิ้มพร้อมกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ของข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ข้ามาฝึกที่ป่ามืดระยะหนึ่ง ท่านอาจารย์ให้ข้าฝึกฝนมากขึ้นจะได้เป็นผลดีต่อการฝึกฌานในอนาคต”
“ขอบคุณที่เจ้าช่วยเหลือข้าในครั้งนี้”
ตู้เซ่าฝู่มองสาวน้อยที่อยู่ด้านหน้าเส้นผมบางพลิ้วไหวคลอตามสายลมอ่อน ใบหน้าสะสวยอย่างเป็นธรรมชาติเสน่ห์ในตัวนางให้ความรู้สึกว่าสูงส่งคว้าไม่ถึงเป็นความบริสุทธิ์ผุดผ่องที่น่าชื่นชม
“บอกแล้วว่าไม่ต้องขอบคุณเจ้าเองก็เคยช่วยชีวิตข้า”
สาวน้อยมองไปที่ตู้เซ่าฝู่ จากนั้นกล่าวว่า“เจ้าคิดว่าต่อไปจะทำอะไร?”
“ข้าหรือ?”
ตู้เซ่าฝู่นัยน์ตาสั่นไหวจากนั้นลูบไปที่ปานดำบนคอที่ถูกผนึกไว้ของตัวเอง กล่าวว่า “ข้าหาวิธีทำลายตราประทับวิญญาณไล่ฆ่าของสำนักมืดมิดอันนี้ก่อน แล้วค่อยไปสำนักยุทธสวรรค์”
“สำนักยุทธสวรรค์หรือข้าเคยได้ยินท่านอาจารย์พูดถึง น่าจะอยู่ห่างจากป่ามืดไม่ไกล ท่านอาจารย์บอกว่าสำนักยุทธสวรรค์เมื่อก่อนแข็งแกร่งมากทว่าสำนักยุทธสวรรค์ในตอนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งเช่นแต่ก่อนอีกแล้ว”
สาวน้อยกล่าว มองตู้เซ่าฝู่เงียบๆแววตาของดวงตาสุกใสงดงามดั่งมรกตยังคงนิ่งสงบ จากนั้นสักพักกล่าวต่อว่า “เจ้าไม่เป็นอะไรแล้ว ข้าก็ต้องไปแล้ว”
“เจ้าไม่ได้จะฝึกฝนอยู่ที่ป่ามืดหรือ?” ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เมื่อได้ยินว่าเด็กสาวคนนี้จะจากไป จู่ๆในใจก็แอบรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
สาวน้อยได้ยิน ก็ยิ้มเป็นรอยยิ้มที่งดงามจนทำให้สิ่งรอบข้างดูจืดไปเลย ราวกับว่าบริเวณนั้นรอยยิ้มบนหน้างดงามใบนี้น่าดึงดูดมากที่สุด นางกล่าวกับตู้เซ่าฝู่ว่า “ข้าต้องฝึกฝนนั่นแหละ อาจารย์ไม่ให้ข้าแอบขี้เกียจ”
“พวกเราไปด้วยกันดีหรือไม่? อย่างไรก็ตามแต่ข้าต้องไปที่สำนักยุทธสวรรค์ และต้องเดินทางผ่านป่ามืดแห่งนี้” ตู้เซ่าฝู่บอกกับเด็กสาว สายตารอคอยคำตอบอย่างมีความหวัง
เด็กสาวลังเลสักครู่จากนั้นก็พยักศีรษะเบาๆ กล่าวว่า “ข้าควรจะไปจากป่ามืดแล้วแต่ยังพอมีเวลาอยู่ที่ป่ามืดอยู่บ้าง ข้าอยู่กับเจ้าก็ได้”
“เยี่ยมไปเลย”
ตู้เซ่าฝู่ยิ้มในใจแอบตื่นเต้นรู้สึกดีใจชื่นมื่น เขามองไปที่สาวน้อยเหมือนพรายสาว เอ่ยถามว่า “ข้าชื่อตู้เซ่าฝู่ เจ้ามีนามว่าอะไร?”
“ตงหลีชิงชิง”
สาวน้อยกล่าว “ลืมบอกเจ้าไปเรื่องหนึ่ง บริเวณใกล้ๆ นี่มีคนของสำนักมืดมิดอยู่ และมีระดับฌานที่สูงมากพอตัวน่าจะมาตามหาเจ้า เจ้าไปทำอะไรผิดเจ้าพวกเขาอย่างนั้นหรือ?”
“สำนักมืดมิด!”
เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ยินสีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นมา สองมือกำหมัดแน่น มองไปทางนอกถ้ำหิน ดูท่า สำนักมืดมิดอยากจะสังหารและทิ้งศพเขาไว้ในป่ามืดให้ได้จริงๆ
“ต่อให้พวกเขาไม่มาหาข้าข้าก็ไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปหรอก”
ตู้เซ่าฝู่น้ำเสียงเย็นชา แววตาดูเคียดแค้นกล่าวเบาๆ ว่า “ข้าจะต้องทำให้พวกเขาเสียใจที่ทำเช่นนี้ให้ได้สักวัน”
“พวกเขาคนตั้งมากมายขนาดนั้นระดับฌานของเจ้าก็ยังต่ำอยู่มาก แม้ว่าเจ้าเหมือนสัตว์ประหลาดก็ตามแต่ ทว่าก็ไม่น่าจะเอาชนะสำนักมืดมิดได้” ตงหลีชิงชิงบอกกับตู้เซ่าฝู่
ตู้เซ่าฝู่กำสองหมัดแน่นกล่าวว่า “ต้องมีสักวันที่ข้าทำได้เมื่อถึงวันนั้นพวกเขาจะต้องคิดเสียใจแน่นอน!”
ตงหลีชิงชิงไม่ได้พูดอะไรต่อ ดวงตาสดใสงดงามราวมรกตเบนสายตาออกจากตู้เซ่าฝู่ก้าวเดินไปข้างหน้า กล่าวว่า “พวกเราลงเขากันเถิดหากเจ้าอยากร่วมเดินทางกับข้า ต้องไปสถานที่แห่งหนึ่งเป็นเพื่อนข้าก่อน!”
“ได้”
ตู้เซ่าฝู่มองตามเงาด้านหลังของสาวน้อยงดงามบริสุทธิ์ผุดผ่องนางนั้นจากนั้นรีบก้าวตามไปอย่างไม่รอช้า
ภายนอกถ้ำด้านหน้าปากทางก็คือหน้าผาสูงชัน สูงจนทำให้คนที่กลัวความสูงลมจับได้ในทันทีคนทั่วไปเมื่อจ้องมองไปด้านล่างที่ลึกและสูงจากพื้นมาก ทำให้ขนลุกเหงื่อตกได้
ขณะนี้คือเวลากลางวันแสงพระอาทิตย์จ้าจนแสบตา ลำแสงร้อนแรงจากตะวันสาดส่องแผ่รัศมีไปทั่วป่ามืดอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
จากบริเวณไกลๆมียอดเขาที่สูงตระหง่านท่ามกลางดงป่าทึบพืชพรรณกระจายตัวหนาแน่นกระจัดการจายทำให้สถานที่แห่งนี้ดูโออ่าและมีความแปลกเฉพาะตัว
ตู้เซ่าฝู่เดินตามตงหลีชิงชิงไปบนทางเดินแคบและสูงชันตรงหน้าผาเส้นทางที่ใช้ไม่ใช่ถนนที่ถูกสร้างมาดี เป็นเพียงช่องทางแคบๆพอให้เดินพร้อมกันได้แค่สองคน
ตลอดทางตงหลีชิงชิงไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้นทุกการกระทำอิริยาบถดูคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูชินไม้ชินมือคล่องตัวไปเสียทุกอย่าง
จากนั้นเมื่อทั้งสองเดินเข้ามาอยู่ในป่าทึบแล้วตู้เซ่าฝู่เริ่มระวังตัวเป็นพิเศษ สายตาคอยกวาดมองสังเกตบริเวณรอบๆ อยู่ตลอดระแวดระวังถึงขีดสุด
“พวกเราเดินช้าเกินไปแล้วต้องเร่งความเร็วอีก” จู่ๆ ตงหลีชิงชิงก็หันไปบอกตู้เซ่าฝู่
“ได้ ที่จริงข้า……”
ตู้เซ่าฝู่พยักศีรษะ ราวกับว่าคิดอะไรออกอยากจะพูดแต่คำพูดของเขาถูกตงหลีชิงชิงพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน กล่าวว่า “ข้าสอนวิชากายเจ้าแล้วกัน ไม่ใช่วิทยายุทธวิชากาย ไม่ใช่สิ่งที่วิทยายุทธวิชากายทั่วไปจะเปรียบได้มันคือวิชาที่สืบทอดมาจากตระกูลของข้า ข้าสอนเจ้าแล้ว ห้ามไปสอนคนอื่นต่อ และห้ามไปใช้พร่ำเพรื่อหากโชคไม่ดี อาจก่อให้เกิดภัยแก่ตัวเจ้าได้”
เมื่อนางกล่าวขึ้นมา ก็ไม่รอให้ตู้เซ่าฝู่กล่าวตอบใดๆตงหลีชิงชิงกล่าวต่อไปว่า “วิชากายที่ข้าสอนเจ้ามีชื่อว่า ‘บาทาพลิ้วพราย’จำเป็นต้องใช้พลังปราณที่แข็งแกร่งในการควบคุม และต้องบรรลุพลังแห่งธรรมชาติ
ทุกสรรพสิ่งบนฟ้าดินไม่ใช่ธรรมชาติฟ้าดิน ต้องท่องจำสูตรไว้ หากฝืนฝึกบาทาพลิ้วพรายไปจะทำให้ชีพจรลมปราณยุ่งเหยิง ผลร้ายที่ตามมาสถานเบาคือทำให้ร่างชา สถานหนักจะเจ็บปวดราวกับก้าวสู่เปลวเพลิงรุนแรงถึงกระทั่งอาจทำให้ชีพจรลมปราณเสียหายจนไม่อาจใช้การได้อีก
ความเร็วดุจดั่งอสูรวิหคล่องลอยดุงดั่งเซียน ก้าวนิดพลิ้วหน่อย เหาะเหินละลิ่วไปไกล เคลื่อนไหวอย่างสบายใจสง่างามเสมือนหงส์ฟ้า เคลื่อนที่ไร้กฎเกณฑ์ ไม่พะวงอันตรายหรือปลอดภัย ถึงเวลาหยุดแม้คุมยากดุจจะพุ่งหน้าจะลอยกลับ………………”
สูตรเคล็ดลับวิชาจากตงหลีชิงชิงตู้เซ่าฝู่ฟังอย่างตั้งใจจากนั้นร่างของนางก็เริ่มขยับ ฝ่าเท้าขยับกวาดไปมา แลดูเหมือนจะนิ่งสงบ ทว่าจู่ๆก็เปลี่ยนแปลงไปมาจนไม่อาจคาดเดาท่วงท่า นางเริ่มพลิ้วไหวเสมือนเทพเซียน
ตู้เซ่าฝู่จ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของฝ่าเท้าของตงหลีชิงชิงจากนั้นเขาก็เข้าสู่สภาวะเหม่อลอยจมดิ่งอยู่กับการทำความเข้าใจ
“ความเร็วดุจดั่งอสูรวิหค ล่องลอยดุงดั่งเซียน ก้าวนิดพลิ้วหน่อยเหาะเหินละลิ่วไปไกล เคลื่อนไหวอย่างสบายใจ สง่างามเสมือนหงส์ฟ้า เคลื่อนที่ไร้กฎเกณฑ์ไม่พะวงอันตรายหรือปลอดภัย ถึงเวลาหยุดแม้คุมยาก ดุจจะพุ่งหน้าจะลอยกลับ…” ตู้เซ่าฝู่ท่องตามสูตรของตงหลีชิงชิง สังเกตฝีเท้าที่เปลี่ยนแปลงทันใดนั้นบนตัวเขาก็เริ่มมีพลังบางอย่างเริ่มพลิ้วไหวเสมือนเทพเซียน
ตงหลีชิงชิงหันกลับไปมองตู้เซ่าฝู่ดวงตาอันงดงามใสสะอาดดั่งมรกตแสดงความประหลาดใจออกมานางคิดไม่ถึงว่าเขาจะสามารถเข้าใจวิชากายที่สืบทอดในตระกูลของนางได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ได้ยินว่าคนที่มีพรสวรรค์สุดยอดของตระกูลเองก็ยังไม่สามารถเข้าใจวิชาได้ไว้ขนาดนี้
จากนั้นตงหลีชิงชิงมองดูที่ห่างไกลออกไป นางเคลื่อนไหวฝ่าเท้าอย่างรวดเร็วแม้ไม่ได้เหาะเหินเดินอากาศ ทว่าการเคลื่อนไหวนี้ก็รวดเร็วมากและเร็วขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะภายในป่าทึบต้นไม้ขึ้นดกเช่นนี้ วิชากายนี้ทำให้พลิ้วไหวดั่งเทพเซียนราวกับปุยนุ่นที่ล่องลอย ร่างเสมือนเป็นหนึ่งเดียวกับอากาศ วิ่งผ่านต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นระกะเบนเอี้ยวหลบได้อย่างคล่องแคล่ว สัมผัสฝ่าเท้าเสมือนแมลงปอบินแตะน้ำท่วงท่าสง่างามเหมือนหงส์ฟ้า
ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้ทำได้ดีเท่ากับตงหลีชิงชิงทว่าความเร็วของเขาเองก็เร็วยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าค่อยๆจับจุดสำคัญของวิชาดึงมาใช้ได้
ยิ่งเข้าใจ ตู้เซ่าฝู่ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นบาทาพลิ้วพรายนี้ไม่ใช่วิชาธรรมดาทั่วไปไม่รู้ว่ายอดฝีมือรุ่นเก่าแก่ท่านใดในตระกูลของตงหลีชิงชิงค้นพบสัจธรรมแห่งวิชานี้วิชากายนี้มีความพลิกแพลงนานาประโยชน์ เนื้อหาของวิชาอัศจรรย์ยากที่จะคาดเดามาก
ยิ่งเข้าใจในบาทาพลิ้วพรายจะทำให้การเคลื่อนไหวเบาหวิวพลิ้วไหวยิ่งขึ้นราวกับใจสั่งได้ยิ่งใช้ยิ่งเหมือนกับร่าวยิ่งเบาพลิ้วประหนึ่งไม่ต้องใช้แรงมากมายก็สามารถเคลื่อนไหวได้ไวขึ้น
“ตึงๆ!”
หลังจากผ่านไปราวๆ สองชั่วยามก็วิ่งลอดผ่านป่าทึบได้ ในที่สุดตงหลีชิงชิงก็หยุดเท้า ร่างหยุดนิ่งไม่ก้าวเดินต่อ
ตู้เซ่าฝู่ที่ตามมาด้านหลังก็หยุดเท้าเขาเก็บพลังปราณใต้ฝ่าเท้าและโซเซเล็กน้อยเมื่อหยุดแสดงให้เห็นว่าระดับความชำนาญของวิชากายที่เพิ่งฝึกมายังน้อยกว่าตงหลีชิงชิงอยู่มาก
“รู้สึกอย่างไรบ้าง?” ตงหลีชิงชิงยิ้มพร้อมเอ่ยถาม
“บาทาพลิ้วพรายสุดยอดไปเลยเนื้อหาช่างลึกซึ้งกว้างขวาง ราวกับมีการผสมผสานวิชากายของอสูรวิหคบางชนิดไว้ในวิชากายนี้อยู่ด้วย” ตู้เซ่าฝู่กล่าว
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะสามารถเข้าใจได้ในเวลาอันสั้นเพียงนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกจริงๆ”
ตงหลีชิงชิงพยักหน้า จากนั้นบอกกับตู้เซ่าฝู่ว่า“บาทาพลิ้วพราย ดึงทักษะวิชาของวิชากายอสูรวิหคมาใช้ด้วยจริงแต่ก็เพื่อใช้ช่วยให้การทำให้พลิ้วไหวยิ่งขึ้นในการเคลื่อนไหวต่อไปเจ้าสามารถสังเกตการเคลื่อนไหวของอสูรสัตว์ปีก จะมีประโยชน์ต่อการบรรลุบาทาพลิ้วพรายแน่”
“อืม!”
ตู้เซ่าฝู่พยักหน้า จากนั้นบอกกับตงหลีชิงชิง“ข้าจะตั้งใจทำความเข้าใจมันยิ่งขึ้น”
“จากที่คนในตระกูลข้าเล่าขานต่อๆกันมา หากสามารถบรรลุวิชาบาทาพลิ้วพรายได้ถึงระดับสุดยอดสูงสุดสามารถเหาะขึ้นไปเชยฟ้าชมดาวเด็ดตะวัน ดำดิ่งลงมหาสมุทรไปไล่ล่ามังกรน้ำและสามารถวิ่งตั้งฉากบนหน้าผาก พลิ้วไหวล่องลอยได้ทุกที่” ตงหลีชิงชิงยิ้มขณะพูดกับตู้เซ่าฝู่จากนั้นบอกต่อว่า “เสียดายว่านี่เป็นเพียงในตำนานที่เล่าขานกันมา”
“บาทาพลิ้วพรายเป็นวิชาที่ลึกซึ้งเนื้อหามหาศาลไม่แน่ว่าหากบรรลุได้อย่างแท้จริงทั้งหมดแล้ว อาจทำได้จริงก็เป็นได้” ตู้เซ่าฝู่กล่าว เขารู้สึกได้ว่าบาทาพลิ้วพรายเป็นวิชาไม่ธรรมดาจริงๆ
“ทางด้านหน้าเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ” ทันใดนั้น ตงหลีชิงชิงก็จ้องมองไปด้านหน้า