เสียงระฆังดังกังวานไปทั่วรถไฟทั้งขบวนพร้อมกับแรงสั่นะเืมาจากทางท้ายขบวน มันเป็สัญญาณว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์แบบในห้องสมุดขึ้นอีกครั้ง พวกมันกำลังมาชายในหน้ากาก อีคอนและพวกอัศวินต่างก็เรียกพวกชายในหน้ากากนั้นว่าผู้หลงทาง คนพวกนั้นคือคนที่เคยได้รับผลกระทบจาก่เวลาที่บิดเบือนในอดีต และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกองอัศวิน พวกผู้หลงทางทั้งหลายเ่าั้จึงพากันเร่ร่อนในดินแดนที่มีแต่ความว่างแห่งนี้เปล่าอย่างไร้จุดหมาย จนเมื่อเวลาผ่านไป วันแล้ว วันเล่า ความมืดและความกลัวก็ได้ล้างสมองของพวกเขาและในที่สุดพวกเขาก็ตายลง ถึงแม้ว่าร่างกายของพวกเขาจะตายไปแล้ว แต่ดวงิญญาของพวกเขาก็ยังไม่สามารถออกไปจากที่นี้ได้ ดวงิญญาพวกนั้นจึงหลอมรวมตัวเองเข้ากับมวลสารที่อัดแน่นไปด้วยพลังด้านลบที่ล่องลอยไปทั่วดินแดนแห่งนี้ จากนั้นเมื่อเวลาผ่านพ้นไป ดวงิญญาทั้งหลายก็สร้างรูปลักษณ์ตามตัวตนเก่าที่ยังคงหลงเหลือในดวงิญญา ฉันเล่าเื่ที่ฉันจัดการกับพวกชายในหน้ากากให้พวกของโดโนแวนฟัง พวกเขาบอกว่านั่นเป็วิธีที่ถูกต้อง ผู้หลงทางจะไร้ซึ่งความรู้สึกและไร้ซึ่งความทรงจำ การที่จะปลดปล่อยพวกเขา คือการที่ทำให้ร่างที่เต็มไปด้วยมวลสารของพวกเขาแตกสลาย เพียงแต่ต้องใช้ตะเกียงนำทางดูดซับดวงิญญาเ่าั้ไว้ก่อนที่มันจะสลายไป ถ้าไม่เช่นนั้นดวงิญญาเ่าั้ก็จะกลับไปล่องลอยอย่างไร้จุดหมายอีกครั้ง ตะเกียงนำทางเป็สิ่งที่ถูกพูดถึงบ่อยมากในขบวนรถไฟนี้ แต่ฉันก็ยังไม่เคยเห็นว่ามันหน้าตาเป็ยังไง
เสียงระฆังดังกังวานขึ้นอีกครั้ง ฉันมองไปข้างนอกของรถไฟก็พบกับดวงไฟสีส้มนับร้อยอยู่สองข้างทาง
“พวกมันมากันแล้ว” ฉันพูด
“ใครเหรอ... นายหมายถึงใครที่นายบอกว่ากำลังมา”
“ก็ไอ้พวกที่เล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ไง พวกชายในหน้ากาก”
บีมีสีหน้าอ้ำอึ้งหลังจากที่ได้ยินและจากนั้นก็พูดอย่างตะกุกตะกัก “งะ-งั้นพวกเราทำยังไงกันดี ไปที่โบกี้อื่นกันดีไหม”
“ให้ไวเลย”
พวกเราสองคนวิ่งไปที่ประตูเพื่อจะหนีไปโบกี้อื่น พวกเราตั้งใจจะวิ่งออกไปทางขบวนที่สาม แต่เมื่อพวกเราสองคนเปิดประตูก็พบว่าด้านนอกมีลมแรง ขนาดที่พัดประตูเหล็กกระแทกติดกับผนัง
“ระวัง!” ฉันดึงบีกลับเข้ามาในโบกี้ “ลมแรงชะมัด! ขืนข้ามไปเราโดนพัดตกขบวนแน่”
“แล้วเราจะทำยังไงกันดี!” บีะโอย่างสติแตก
“ใจเย็นก่อนเพื่อน อย่าพึ่งตื่นตูม พวกเราจะไม่เป็อะไร ทั่วทั้งขบวนรถไฟมีแต่พวกอัศวิน พวกเขาจัดการได้” ฉันพยายามพูดให้ความหวังเพื่อนตัวโต ทั้งที่ภายในใจรู้ดีว่ามันจะต้องมีเื่ร้ายแรงเกิดขึ้นก็ตาม
หลังจากกลับเข้ามาในโบกี้ ฉันก็วิ่งไล่ปิดหน้าต่างทั่วทั้งโบกี้รถไฟ พร้อมกับคิดวิธีขอความช่วยเหลือจากพวกอัศวินและวิธีที่จะปิดประตูโบกี้ยังไงดี ประตูเหล็กถูกลมพัดให้ติดกับผนัง ฉันลองปิดมันดูแล้ว แต่สู้แรงลมไม่ไหวก็เลยต้องจำใจเปิดมันไว้อย่างนั้นก่อน จะเคลื่อนย้ายลังพวกนี้มาขวางประตูก็หนักเกินไป
“เฮ้~เพื่อน ฉันว่าฉันเจออะไรบางอย่าง” บีพูดในขณะที่เปิดลังของพวกอัศวิน
“ไหน... มันคืออะไรเหรอ”
ฉันเดินเข้าไปหาบีพร้อมกับมองของที่อยู่ในลัง มันคือดาบของพวกอัศวินจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบเล่ม ไม่แน่ว่ากล่องอื่นอาจะมีอย่างอื่นพอใช้ป้องกันตัวได้ ฉันบอกให้บีไล่เปิดกล่องทั้งหมด เผื่อจะพอมีของที่ทำประโยชน์ได้บ้าง อย่างน้อยก็ผ้าห่มสักผืนเพราะตอนนี้มันหนาวมากๆ
ในระหว่างที่เสียงระฆังดังกังวานขึ้นอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง... ฉันรู้สึกว่ามันมีบางอย่างผิดแปลกไป ครั้งก่อนฉันได้ยินเสียงของมันเพียงแค่ครั้งเดียว มันทำให้พวกเพื่อนๆ ของฉันหมดสติ และพวกชายในหน้ากากก็เข้าโจมตีเรา แต่ครั้งนี่ระฆังมันถูกตีอย่างนับไม่ถ้วน มันไม่ได้ทำให้บีหมดสติและไม่มีใครเข้ามาทำร้ายเรา หรือว่ามันกำลังโจมตีโบกี้อื่นอยู่
“ปาร์ค! ทางนายเจออะไรดีๆ ไหม” บีะโมาจากท้ายโบกี้ ฝั่งที่ต่อกับโบกี้ที่ห้าประตูปิดสนิท
“ไม่! ทางฉันไม่เจอของที่พอเป็ประโยชน์เลย”
“แต่ฉันเจอว่ะ นายต้องชอบมันแน่”
“มันคืออะไร”
“นายต้องมาดูเอง”
ฉันปิดฝาลังและรีบวิ่งไปหาบีเพราะเวลาของเรามีไม่มาก พอไปถึงเขาก็เปิดฝาลังให้ฉันดู ของที่อยู่ในลังมันก็คือถุงมือเหล็กที่พวกอัศวินใส่กัน
“นี่พอจะปกปิดควันของนายได้ไหม”
“เื่นั้นฉันก็ไม่แน่ใจ... จนกว่าจะได้ใส่มัน” ฉันพูดและยิ้มมุมปาก เหมือนกับเด็กที่พึ่งได้ของเล่นใหม่
ฉันกับบีสวมถุงมือพวกนั้นกันคนละคู่ มันทำให้ขยับมือลำบาก แต่ก็กันไม่ให้ควันออกมาได้ แถมยังเท่ะเิไปเลย ถ้าได้กล้องมาถ่ายรูปเก็บไว้ก็คงจะดี แต่นี่คงไม่ใช่เวลาที่จะทำอย่างนั้น
“นี่ปาร์คเพื่อน... นายรู้สึกว่าไอ้ถุงมือพวกนี้มันหนักเกินไปหรือเปล่า” บีถามพร้อมกับเหวียงแขนไปมา
“ฉันว่ามันก็ไม่ได้หนักอะไรเลยนะ” พูดแล้วฉันก็ทำท่าตบแบบซูโม่ให้บีดู “ดูนี่สิ”
“ทำไมของนายมันดูเบาจังเลยว่ะ หรือว่าที่นี่ ทำให้ฉันอ่อนแรงลง”
“คงงั้นมั้ง...” ฉันเลือกที่จะตอบผ่าน
ด้านนอกโบกี้เริ่มมีเสียงฝน จากนั้นไม่นานก็ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องระลอกใหญ่ และในระหว่างที่เสียงฟ้าร้องดังกำลังดังสนั่นไปทั่วพื้นปฐี กลบเสียงของระฆังจนแทบไม่ได้ยิน ก็มีอะไรบางอย่างกระแทกหลังคาจนเกิดเป็รอยยุบขนาดใหญ่
พวกเราสองคนย่อตัวลงโดยสัญชาตญาณ
“นั่นมันอะไรน่ะฟ้าผ่าเหรอ” บีถามอย่างตื่นตระหนก
“ฉันไม่รู้... ไปหยิบดาบเตรียมไว้ เผื่อมีตัวอะไรเข้ามา”
พวกเราสองคนวิ่งไปที่ลังเก็บดาบอย่างรีบร้อน ฉันเลือกหยิบดาบที่ดูแล้วน่าจะสั้นที่สุด เพราะในพื้นที่เต็มไปด้วยสิ่งของระเกะระกะ อาจจะทำให้เหวี่ยงดาบไม่ถนัด ฉันชักดาบออกมาจากฝัก มันช่างเป็ดาบที่สวยงาม ดาบคมเดียวใบดาบสีดำมองดูดีๆ จะเห็นลวดลายที่ซ่อนไว้ ด้ามดาบจับถนัดมือ แถมยังน้ำหนักเบาอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันในตอนนี้พร้อมที่จะสู้มากๆ แต่ดูเหมือนว่าบีจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นกับเขา
“ทำไมนายถึงยังไม่หยิบดาบ” ฉันถามบี
“ฉันยกมันไม่ขึ้น มันหนักกว่าถุงมือที่ฉันใส่อยู่เสียอีก ไม่ว่าจะเล่มนี้ เล่มนี้ หรือเล่มนี้ ฉันก็ยกมันไม่ขึ้น” น้ำเสียงบีฟังเหมือนคนน้อยใจ “ที่นี่มันต้องทำอะไรบางอย่างกับเรี่ยวแรงของฉันแน่ๆ เลย โธ่เว้ย! บ้าชะมัด ฉันไม่เอาก็ได้ มีแค่หมัดอย่างเดียวก็ไม่กลัวใคร...”
ในระหว่างที่บีกำลังบ่นอย่างน้อยอกน้อยใจ ฉันก็ลองยกดาบที่บีหยิบไม่ขึ้นดู ฉันยกมันขึ้นได้อย่างสบายๆ ดาบแต่ละเล่มล้วนมีน้ำหนักเบาไม่ต่างจากเล่มที่ฉันกำลังถือ
“นี่นายกำลังล้ออะไรฉันเล่นหรือเปล่า”
บีเหลือบมองมาที่ฉันก่อนจะพูดอะไรบางอย่าง “ฉันว่าฉันรู้แล้ว ที่นายยกดาบพวกนั้นขึ้นคงเพราะ...” บีถูกตัดประโยคด้วยเสียงของโลหะกระทบกันดังมาจาก้าโบกี้
เสียงของมันดังเป็จังหวะเดี่ยวช้าเดี่ยวเร็ว ถ้าให้ฉันเดาคงมีใครสักคนกำลังสู้อยู่ข้างบนนั้น หรือไม่สิ่งที่อยู่ข้างบนนั้นก็กำลังเจาะหลังคาลงมา
พวกเราสองคนกำลังจดจ่ออยู่กับเสียงที่้าโบกี้ จนลืมสังเกตุเห็นว่ามีแขกที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาในโบกี้ั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เ้าสิ่งนั้นยืนอยู่หน้าประตูที่ถูกเปิดทิ้งไว้ มันมีจำนวนสองตัว รูปร่างมันเหมือนหลุดมาจากหนังสยองขวัญ มันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ มีใบหน้าสีขาวราวกับใส่หน้ากาก ตัวของมันผอมหนังติดกระดูก แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่างจากมนุษย์และน่าสยดสยองอย่างเห็นได้ชัด ก็คือแขนของมัน แขนของมันยาวและมีลักษณะเป็พังผืดั้แ่ส่วนของนิ้วจนถึงแขนที่เป็พังผืดติดกับตัว มันดูคล้ายปีกของค้างคาว ทั้งตัวของมันมีแค่ตรงส่วนที่เป็กรงเล็บที่ยื่นยาวออกมาจากปลายนิ้ว ที่ดูแล้วน่าจะสามารถใช้เป็อาวุธจัดการกับพวกเราได้ ฉันสกิดไหล่บีให้มองไปที่พวกมัน และทำท่าทางงดใช้เสียง
คำถามแรกที่เข้ามาในหัวคือจะสู้หรือซ่อนตัว ถ้าจะสู้ฉันก็มีดาบ แต่ไม่รู้วิธีใช้ แค่พอฟันๆ ก็พอจะทำได้ แต่ไม่รับประกันว่าจะรอดกลับมาหรือเปล่า และถ้าทำอย่างนั้นดวงิญญาที่อยู่ในร่างอันน่าสยดสยองของมันก็จะกลับไปสร้างตัวตนใหม่อีกครั้ง กรณีที่สองซ่อนตัว โชคดีที่ไฟในโบกี้นี้ไม่ค่อยสว่างพวกมันน่าหาเราไม่เจอ และพวกมันก็น่าจะยังไม่รู้ว่ามีพวกเราสองคนอยู่ในนี้ และจะยังไม่รู้อยู่อย่างนั้น ตราบใดที่ฉันกับบีคนใดคนหนึ่งไม่ทำเสียงดังเสียก่อน เพราะฉะนั้นซ่อนตัวน่าจะเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้
ฉันกับบีหลบอยู่หลังลังอาวุธ เราสองคนต่างจ้องพวกมันตาไม่กระพริบ เรียกได้ว่าจ้องเป็จ้องตายเลยทีเดียว ส่วน้าก็ยังมีเสียงปะทะกันอยู่อย่างนั้น แต่เหมือนจะมีโดดไปโบกี้อื่นบ้าง ผู้หลงทางทั้งสองคน... ฉันไม่แน่ใจว่าต้องเรียกว่าคนหรือตัวดี แต่มันกำลังเดินมาที่กลางโบกี้อย่างช้าๆ ฉันหันไปมองบีที่นั่งอยู่ทางขวามือจู่ๆ เขาก็ทำสีหน้ากล้าๆ กลัวๆ
“นายทำหน้าอย่างนั้นทำไม” ฉันกระซิบถามอย่างแ่เบา
บีถอนหายใจยาว... จากนั้นก็ทำมือเหมือนกำลังจะบอกว่า ฉัน.. จะ.. ไปที่ข้างหลังของพวกมัน.. นาย.. โจมตี.. ฉันพอที่จะเดาเนื้อความต่อไปได้ ฉันส่ายหน้าจนหัวแทบหลุด เพื่อคัดค้านแผนที่สุดจะงี่เง่าของเขา แต่เขาก็ไม่สนใจคำคัดค้านของฉันแต่อย่างใด บีก้มตัวต่ำและค่อยๆ ย่องไปตามหลังลังต่างๆ นี่เขาคิดว่าตัวเองตัวเล็กมากหรือยังไงกัน แต่ก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเขาไปไกลถึงขนาดนั้นแล้ว คงมีแต่ต้องตามน้ำอย่างเดียว ฉันก้มต่ำและย่องไปอีกทาง เพื่อรอจังหวะโจมตีพวกมันจากทางด้านหลัง
ฉันเข้าประจำจุดซ่อนตัวตรงข้ามกับบี โดยที่มีพวกผู้หลงทางยืนอยู่ตรงกลาง พวกมันกางแขนที่เต็มไปด้วยพังผืดออกอย่างสุดแขน ก่อนจะส่งเสียงกรีดร้องออกมา นี้มันหนังยิ่งกว่าในหนังสยองขวัญที่ฉันเคยดูเสียอีก และการที่มันกางแขนอย่างนั้นทำให้พวกมันดูสูงกว่าเดิม
บียังไม่มีท่าทีว่าจะลงมือทำอะไร ฉันไม่แน่ใจว่าเขาเกิดกลัวขึ้นมาหรือยังไง ฉันต้องรอจนกว่าเขาจะทำอะไรสักอย่าง เพราะนี่มันแผนของเขา แต่ถ้าจะให้ฉันพูดไอ้อ้วนนั่นคงกลัวจนฉี่ราดไปแล้ว ตอนที่เห็นสองตัวนั้นมันพากันกางแขน ชักจะไม่แน่ใจแล้วว่านั่นมันแขนหรือปีก
ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว คงต้องเป็ไงเป็กัน ฉันเปิดลังที่อยู่ตรงหน้าเผื่อจะมีของที่ใช้โยนดึงความสนใจพวกมันได้ ไม่รู้ต้องเรียกว่าบังเอิญดีหรือเปล่า เพราะสิ่งที่ฉันเจอในลังมันคือตะเกียงสีดำสี่เหลี่ยม หน้าของตะเกียงทั้งสี่ด้านเป็กระจก ด้านในกระจกมีลูกแก้วเรืองแสงสีขาว นี่คงจะเป็ตะเกียงนำทางที่โดโนแวนเคยบอกไว้ ฉันนำตะเกียงออกมาจากลังและใช้มือซ้ายถือมันไว้ มันออกจะเกะกะไปสักหน่อยถ้าต้องถือไปสู้ไป แต่โดโนแวนบอกว่าการที่ถือมันไว้มันจะทำให้ผู้หลงทางไม่กล้ามองมาที่ผู้ถือตะเกียงตรงๆ
ในระหว่างที่ฉันกำลังครุ่นคิดว่าคำพูดของโดโนแวนจะเป็เื่จริงหรือเป็เพียงแค่มุขตลก มันก็มีโอกาสที่จะได้พิสูจน์เื่นี้ บีะโออกมาจากที่ซ่อน ล่อความสนผู้หลงทางทั้งสองตัวไปหาตัวเอง ฉันใช้โอกาสนี้เข้าไปแทงผู้หลงทางตัวหนึ่งจากทางด้านหลัง ผู้หลงทางตัวนั้นกลายเป็เถ้าธุลีในทันทีที่ถูกแทง แต่ก่อนที่เถ้าธุลีนั้นจะหายไป มันก็เปลี่ยนจากเถ้าสีดำกลายเป็มวลสารสีขาว จากนั้นก็ถูกตะเกียงดูดซับเข้าไป
ผู้หลงทางอีกหนึ่งตัวที่กำลังสนใจบีอยู่ มันหันกลับมามองเพื่อนของมันที่ถูกตะเกียงดูดซับเข้าไป มันหลบหน้าฉันเพราะกลัวแสงของตะเกียงนำทาง แต่มันก็ยังง้างมือเตรียมที่จะใช้กรงเล็บฉีกฉันเป็ชิ้นๆ อยู่ดี มันต้องแย่มากแน่ๆ ถ้ามันมองมาที่ฉันตรงๆ ฉันเหวี่ยงดาบตัดแขนของมันขาดได้อย่างง่ายดาย เมื่อแขนของมันขาดออกจากกัน มันก็กรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน จากนั้นฉันก็เหวี่ยงดาบอีกครั้ง ไปที่คอของมันจนขาดสะบั้น แล้วตะเกียงก็ดูดซับดวงิญญาของผู้หลงทางก่อนที่มันจะสลายไป
“ฉะ-ฉันว่าแล้วนายต้องทำได้ แผนของฉันแจ่มสุดๆ” บีพูดชมตัวเองอย่างเต็มปากเต็มคำ
“ใช่... ถ้าไม่ติดตรงที่นายกลัวจนหน้าซีดน่ะนะ ฮ่าๆๆ” ฉันตั้งใจที่จะพูดแขวะเขา
“ยอมกันหน่อยไม่ได้หรือยังไง”
“ไม่... ครั้งนี้ไม่”
เื่มันไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะเสียงกรีดร้องสุดท้ายของผู้หลงทางก่อนที่มันจะกลายเป็เถ้าธุรี ไม่น่าจะใช่เสียงของความเ็ป แต่มันน่าจะเป็คำพูดประมาณว่ามีคนอยู่ข้างในนี้...