40 : เรื่องเล่าขาน
ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เคยมีคนกล่าวถึงเรื่องราวของพลังที่ได้มาจากการยืมพลังจากธรรมชาติทั้งสี่ธาตุ อันได้แก่ น้ำ ลม ไฟ และไม้
ใครก็ตามที่ได้รับการคัดเลือกจะสามารถใช้พลังธาตุที่ได้รับมา และยังมีพลังแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ธรรมดา
ในอดีตมันมีไว้เพื่อปกป้องสิ่งสำคัญมาก่อน ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป จิตใจของผู้คนก็เริ่มสกปรกมากขึ้น จึงทำให้จุดประสงค์การใช้พลังนี้แปรเปลี่ยนเป็นคร่าชีวิตคนแทน และยิ่งไปกว่านั้น หากผู้มีพลังคนใดไม่ยอมทำตาม ก็จะมีการใช้จุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของผู้มีพลังมาบังคับ นั่นคือพอได้เห็นสีดำและสีแดงตัดกันบนร่างกายของสิ่งมีชีวิตจะขาดสติและออกเข่นฆ่าผู้คน ซ้ำร้ายสัตว์ประหลาดที่ธรรมชาติสร้างมาเพื่อเป็นทาสรับใช้ของผู้มีพลังยังออกอาละวาดตาม
ด้วยเหตุนั้น พลังที่ควรมีการสืบทอดจึงถูกปิดผนึกลง และเก็บซ่อนวิธีเปิดผนึกไว้กับชนเผ่าหนึ่งซึ่งมีหน้าที่เก็บรักษา และไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าพวกเขาอยู่ที่ใด
กาลเวลาที่ผ่านไปแสนนาน ทุกสิ่งล้วนมีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแม้กระทั่งความทรงจำให้ทุกคนนั้นหลงลืมเรื่องราวเหล่านี้ หรือใครที่ยังรู้ก็ได้แต่เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปากต่อปาก ล่วงเลยมาจนกลายเป็นตำนานที่สืบหาความจริงมิได้
ทว่า...เมื่อไม่นานมานี้กลับมีใครบางคนเปิดผนึกขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับเด็กยี่สิบคนได้รับการถูกเลือก และในขณะเดียวกันคนอีกกลุ่มหนึ่งก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
ณ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก
เรือลำหนึ่งกำลังแล่นด้วยความเร็วสูง ตรงส่วนหัวของเรือมีชายสูงวัยยืนรับลมทะเลที่เข้ามาปะทะหน้า เส้นผมสีขาวยาวถูกมัดรวบสูงราวซามูไร เคราสีขาวล้อมรอบริมฝีปาก แต่งตัวดั่งคนโบราณที่เป็นชุดคลุมยาวมีผ้าคาดเป็นเข็มขัด ดวงตาสีน้ำตาลแก่มองตรงไปข้างหน้า
ภาพวิวของดวงอาทิตย์ที่กำลังจมสู่ใต้น้ำพร้อมกับแสงสีส้มอ่อนแสงลงทุกทีเมื่อถูกสีน้ำเงินมืดอีกฟากหนึ่งของท้องฟ้าเข้าคืบคลาน
“กลับเข้ามาในนี้เถอะค่ะท่านเดสิต หากถึงตอนกลางคืนแล้วรับลมนานๆ จะไม่สบายเอาได้นะคะ” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งเตือนด้วยความเป็นห่วง
เดสิตหันมามอง พบเด็กสาวรุ่นราวคราวหลาน ผมสีดำรัดแกละต่ำสองข้าง หากเทียบความสูงแล้วเธอสูงแค่ประมาณอกของเขาเท่านั้น ดวงตากลมโตสีน้ำเงินเข้ม รูปร่างบอบบางก็จริง แต่เพราะท่าทางอันกระฉับกระเฉงคล่องตัวจึงทำให้มีภาพลักษณ์ไม่อ่อนแอ
เมื่อดวงตาสีน้ำเงินได้เห็นภาพเบื้องหน้าก็คลี่ยิ้ม “พระอาทิตย์สวยนะคะ”
“...สมัยก่อนมันเคยสวยมากกว่านี้อีก น้ำทะเลใสบริสุทธิ์สะท้อนแสงอาทิตย์ไปทั่วผืนน้ำ แต่สมัยนี้น้ำขุ่นกว่าแต่ก่อนเยอะ” เดสิตบอก
เธอเข้ามายิ้มให้แบบเด็กๆ ดูไร้เดียงสา “หากท่านว่าแต่ก่อนสวยกว่า คิดว่าก่อนหน้านั้นไปอีกคงจะเรียกได้ว่างดงามแน่ ไม่ใช่แค่สวยแบบนี้”
“อีกนานมั้ยกว่าจะไปถึงจุดหมาย” เขาเปลี่ยนเรื่องเอาดื้อๆ ราวกับการสนทนาเรื่องเมื่อครู่ไม่ใช่สิ่งที่ควรสนใจในเวลานี้
“พี่กิลบอกว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาด พรุ่งนี้เช้าก็เทียบท่าชายฝั่งแล้วล่ะค่ะ”
ดวงตาสีน้ำตาลแก่หลุบต่ำลงรับรู้คำบอกนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพร้อมเอ่ยเสียงเรียบ “ดี ถึงเวลาแล้วที่ชนเผ่าของเราจะต้องชดใช้ และคนเหล่านั้นก็ต้องชดใช้ด้วยเช่นกัน”