ขจรในสภาพหมอเทียน ก็เริ่มใช้ฝ่ามือที่ดูดซับพลังของกล้วยไม้วิญญาณมาแล้ววางมือบนหน้าผากของ จ๋อม พลังแห่งกล้วยไม้วิญญาณก็เข้าไปในสมองของจ๋อม
แล้วมันก็เริ่มฟื้นฟู เซลล์สมองที่ตายไปแล้วค่อยๆกลับมาอีกครั้ง หลังจากนั้นขจรก็ใช้พลังปราณกระจาย พลังของกล้วยไม้วิญญาณออกไปฟื้นฟูร่างกายที่นอนเป็นผักมานานถึง 6 เดือน ผิวกายที่ซีดเซียว ก็กลับมามีเลือดฝาด บาดแผลที่เกิดจากการกดทับก็ค่อยๆ หายไป กล้ามเนื้อที่เริ่มฝ่อ เพราะไม่ได้เคลื่อนไหว ก็ค่อยๆฟื้นฟูขึ้นมาทีละนิด จนกระทั่ง เลือดลมในร่างไหลเวียนไปทั่วร่าง ในขณะที่จ๋อมเริ่มขยับมือทีละนิด ขจรกลับหันไปมองที่มุมห้อง กลับพบว่า วิญญาณของจ๋อมนั้น ยืนอยู่กับชายใส่สูทชุดดำ แล้วกำลังยิ้มให้กับเขาอย่างอ่อนโยน เขารู้สึกบรรยากาศอันเย็นระเยือกกระจายไปทั่วห้อง
“ ขอบคุณมากนะ”
“ เกิดอะไรขึ้น พวกคุณเป็นใคร?” ขจรส่งกระแสจิตออกไปหาชายสองคนนั่น
“ พวกเขาจะมารับฉันไปอยู่ด้วยแล้ว ฉันหมดภาระจากที่นี่แล้ว” ขจรรู้ทันทีว่าพวกเขาทั้งสองต้องเป็นยมทูต
“ เฮ้ย พวกคุณเอาวิญญาณของจ๋อมไปไม่ได้ คุณกำลังจะเอาวิญญาณไปผิดคนแล้ว” ขจรรีบบอกกับยมทูตทั้งสอง
ยมทูตทั้งสองไม่พูดอะไรทั้งสิ้น แต่จับแขนของจ๋อมเอาไว้ แล้วค่อยๆพากันเดินไปในความมืด ขจรไม่ยอมปล่อยให้ยมทูตทั้งสองนำวิญญาณของจ๋อมไป จึงยกมือแล้วปล่อยแหวนนาคบาศออกไป แหวนนาคบาศกลายเป็นพยานาคราช พุ่งออกไปรัดร่างของจ๋อมเอาไว้แล้วดึงกลับมาในอ้อมอกของเขา
ยมทูตทั้งสองตกใจไม่คิดว่า ขจรจะมีอาวุธเช่นนี้
“ เจ้าเด็กน้อย เจ้ามีบ่วงนาคบาศของท่านพระยามัจจุราชได้อย่างไร”
“ ผมไม่สน จ๋อมจะไปไหนไม่ได้ วิญญาณของเธอจะต้องกลับเข้าร่าง”
“ วิญญาณตนนี้ตายไปแล้วเมื่อ 20 ปีก่อนแล้ว บัดนี้ถึงเวลาที่นางจะไปเกิดใหม่ แล้ว เจ้าคิดจะขัดขวางรึ?”
“ อะไรนะ”
“ ท่านยมทูตพูดถูกแล้ว ฉันเป็นแฝดของจ๋อม ฉันตายตั้งแต่แรกเกิด ยังไม่ได้ทันได้ตั้งชื่อเลย ขอบคุณที่ช่วยจ๋อมให้ฟื้นกลับมาได้อีก ฉันต้องไปแล้ว”
วิญญาณจ๋อมกอดขจรแล้วโน้มคอของขจรเข้ามาจูบ เป็นครั้งสุดท้าย แล้วร่างของจ๋อมก็ค่อยๆ หายไปพร้อมกับยมทูตทั้งสอง
ทุกคนเห็นหมอเทียนยืนนิ่งอยู่นาน ก็ได้แต่สงสัย ขจรรู้สึกตัวก็ปล่อยพลังปราณออกไปเพื่อกระตุ้นหัวใจของจ๋อมที่นอนหลับ จนลืมตาตื่นขึ้นมา
ทุกคนต่างตื่นเต้นยิ่ง แม่รีบเข้ามากอดจ๋อมแน่น ขจรได้แต่ถอยออกมา ปล่อยให้หมอกับพยาบาลได้ตรวจร่างกายของ จ๋อมเพื่อความแน่ใจ
ขจรค่อยๆ เดินออกไป ด้วยความรู้สึกแปลกๆ คล้ายบางอย่างในชีวิตขาดหายไป
ยิ่งกลับมาถึงที่ห้อง มองไปที่เตียงนอนที่ว่างเปล่า อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ เขาเดินออกมายืนที่ริมระเบียงโรงแรมแล้วมองไปที่ท้องฟ้า ด้วยความสับสน
“ ท่านหินเจ้าปัญญา โลกนี้มีวิญญาณที่คอยตามติดของแฝดของตน มาตลอด20ปีแบบนี้ด้วยหรือครับ”
“ มีวิญญาณที่ตายไปแล้วมากมาย ยังคงยึดติดอยู่ในบ่วงแห่งความรักและความผูกพัน วิญญาณส่วนใหญ่มีความจำที่สั้นนัก แต่ก็มีวิญญาณบางดวงยังคงมีความทรงจำได้นานถึงเป็นร้อยๆ เป็นพันปีก็มีอยู่ไม่น้อย เมื่อถึงวันหนึ่งหากพวกเขาจำอะไรไม่ได้แล้วไม่ได้ไปเกิดใหม่ วิญญาณของพวกเขาจะแตกสลายไปเอง ในโลกวิญญาณ มีวิญญาณที่ยังคงมีห่วงแบบนี้อีกมากมาย เจ้าเพิ่งจะพบเป็นครั้งแรก ต่อไปก็จะชินไปเอง”
ขจรได้แต่พยักหน้าแล้วหันกลับไปดูเตียงทิ่ผีจ๋อมเคยนอนบัดนี้มีแต่ความว่างเปล่า ได้แต่ถอนหายใจทิ้งไป
ในตอนเช้ามีข่าวใหญ่ มีการจับกุมผู้พันหลิวอี้ หัวหน้าหน่วยสรรพาวุธ เพราะว่าอาวุธที่ได้ยิงถล่มตึกของโรงพยาบาล นั้นเป็นของหน่วยงานของผู้พันหลิวอี้ ซึ่งแจ้งว่า ถูกขโมยไปนานแล้ว แต่ทางตำรวจไม่เชื่อ เพราะอาวุธที่ร้ายแรงหายไปขนาดนี้ แต่ไม่แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือตำรวจท้องที่ให้ช่วยตามหาเลย ได้แต่กล่าวลอยๆ ไม่มีหลักฐานการบันทึกใดใดซักอย่าง
“ ตอนนี้เจ้าสัวหลิวได้ย้ายไปที่ประเทศสวิส ดูท่าแล้วคงไม่กลับมาแน่ๆ สงสัยข่าวที่ว่า เจ้าสัวหลิวเป็นคนบงการฆ่า เจ้าสัวหลี่คงจะเป็นความจริง” ท่านชายภาสกรเอ่ยระหว่างทานอาหารเช้ากับ ขจร
“ พวกเขาขัดแย้งรุนแรงกันขนาดนั้นเลยหรือครับ”
“ ก็ไม่เชิง แต่ว่า เจ้าสัวหลี่เคยไปประมูลที่ดินแปลงหนึ่ง ที่ฮ่องกง ว่ากันว่า ที่แปลงนั้นเรียกว่า ที่ดินเศียรมังกร เป็นทำเลที่เหมาะสำหรับที่จะสร้าง ฮวงจุ้ย มากที่สุด มีซินแสชื่อดังหลายคนบอกว่า หากตระกูลใดได้สร้างฮวงจุ้ยบนที่ดินเศียรมังกร แปลงนี้ จะได้มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ และจะรุ่งเรืองไปอย่างน้อย 300 ปี หลงซื่อไห่ หัวหน้าแก๊งหลงชิ่ง พ่ายแพ้การประมูล ก็เลยไม่พอใจ เจ้าสัวหลี่เป็นอันมาก ดังนั้น มีข่าวว่า หลงซื่อไห่ จ้างนักฆ่าเรือนมังกรซ่อนมาจัดการกับ เจ้าสัวหลี่ ส่วนเจ้าสัวหลิวกับ หัวหน้าแก๊งหลงซิ่ง ที่เป็นหุ้นส่วนธุรกิจกันมานาน คงแอบช่วยเหลือ พวกคนร้ายอย่างลับๆ แต่นึกไม่ถึงว่า พวกมันจะถูกจับได้แบบนี้”
“ รวยกันขนาดนั้นแล้ว ยังคิดอยากจะมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่กันอีก” ขจรส่ายหัวไม่เข้าใจจริงๆ
“ วันนี้เธอมีธุระไปไหนหรือเปล่า”
“ ไม่มีครับ พอดีมหาลัย สั่งปิด 3 วันครับ”
“ ฉันอยากให้เธอไปที่ ธนาคารไทยอินเตอร์ ประมูลที่ดินให้หน่อย”
“ ได้ครับ จะให้ไปเมื่อไรครับ”
“ อีกสักพัก รอไปพร้อมกับ ผู้จัดการชิน”
“ แล้วเรื่องราคานี่ จะให้ผมประมูลเท่าไรดีครับ”
“ ที่ดินมีขนาด 20 ไร่ ราคาประเมินไร่ละ 120 ล้าน น่าจะมีคนประมูลไม่เกิน 2,400ล้าน ฉันตั้งงบประมาณเอาไว้สู้ไม่เกิน 2,500 ล้าน ถ้าเกินกว่านั้นก็ต้องขอยอมแพ้”
“ ได้ครับ”
ไม่นานผู้จัดการชินก็เข้ามาที่ตำหนักริมน้ำ ท่านชายภาสกรก็มีคำสั่งให้ ขจรไปงานในครั้งนี้แทน
ระหว่างทาง ก็ต้องผ่านสถานที่ประมูล มองจากภายนอกเห็นด้านในมีสิ่งก่อสร้างมากมาย คล้ายกับสวนสนุก แต่ว่ามีป่าหญ้าขึ้นเต็น ด้านหน้าทางเข้ามีกุญแจล็อคแน่นหน้า พร้อมกับมี รปภ. คอยเฝ้าอยู่พร้อม ด้านข้างติดกับโรงแรมขนาดใหญ่ซึ่งเป็นของโรงแรมของท่านชายภาสกร
“ ที่ดินแปลงนี้ติดกับโรงแรมของเรา ดังนั้นท่านชายจึงอยากซื้อขึ้นมาเพื่อในอนาคตอาจจะขยายกิจการเพิ่มเติมครับ”
ขจรได้แต่พยักหน้า แล้วพอไปถึงที่ธนาคาร ก็พบว่ามีผู้มาประมูลกันหลายคน โดยเฉพาะตระกูลใหญ่ๆ ก็มากันครบแต่น่าแปลก กับมีตัวแทนจากบริษัทอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศสเข้ามาร่วมประมูลในครั้งนี้ด้วย
“ ราคาขนาดนี้ ทำไมไม่ยื่นซอง ประกวดราคา ทำเช่นนี้ผู้ประมูลแพ้ คงไม่พอใจแน่ๆ”
“ ที่ผ่านมา การประมูลส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้น แต่ว่า มันก็มีจุดอ่อนให้มีการฮั้วประมูลกันได้ง่าย แต่ว่าประมูลแบบนี้ ก็ยังได้รับความไว้วางใจ ต่อเจ้าของทรัพย์สินที่ส่งประมูลครับ”
“ แล้วที่ดินแปลงนี้มันน่าสนใจยังไงครับ ทำไม คนมากมายถึงอยากได้กันนัก”
“ ที่ดินติดถนนพระราม 9 ขนาดนี้ราคาประเมินตอนนี้ถึงแม้จะสูง ถึงไร่ละ 120 ล้านแต่ในอนาคต ราคาต้องไม่หยุดเท่านี้แน่”
“ ทำไมเจ้าของถึงอยากจะขายเล่า”
“ เจ้าของที่ดินนั้นเป็นชาวอเมริกันแต่งงานกับ หญิงไทย แล้วมาสร้างสวนสนุกขนาดเล็ก แต่ว่ากิจการไม่ดีนัก แต่มาวันหนึ่งเจ้าของที่ดิน ดันไปไปพบรักกับ สาวประเภท 2 คนหนึ่ง เลยขอหย่ากับ ภรรยาที่เป็นหญิงไทย จึงเกิดการฟ้องหย่าเกิดขึ้น มีการอายัติทรัพย์สิน และที่ดินแปลงนี้เอาไว้ เพื่อขายทอดตลาด นำเงินที่ได้มาแบ่งกันแล้วที่ดินแปลงนี้เป็นชื่อของ ภรรยาสาวชาวไทย จึงมาจ้างให้ธนาคารไทยอินเตอร์ประมูลให้ครับ”
ตัวแทนของตระกูลหลี่ คือ เกศเกล้า เดินเข้ามาทักทายกับ ขจร ตามปกติ
“ ตอนนี้ต้องเรียกเธอว่า คุณชายขจรแล้วใช่ไหม”
“ เรียกผมอย่าง จรเฉยๆ ก็ได้ ผมก็ยังคงเป็นผมเสมอ”
“ แต่ว่างานประมูลครั้งนี้ ฉันมาในนามตระกูลหลี่ ไม่ว่าอย่างไร ฉันก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับเธอเป็นอันขาด”
“ ผมก็เช่นกัน”
ทันใดนั้นเอง คุณชายตระกูลจาง ทั้งสาม พี่ของจางเฉินก็เดินเข้ามาหาเช่นกัน
“ นึกไม่ถึง ท่านชายจะส่งแมงดาปีกเพชรอย่างนาย มาร่วมการประมูลครั้งนี้”
คุณชายรอง เอ่ยดูถูกขจรโดยไม่ไว้หน้า
“ คุณชายรอง กรุณาให้เกียรติคุณชายของเราด้วย”
“ ไม่เป็นไร ผู้จัดการชิน” ขจรยิ้มอย่างใจเย็นไม่ว่าอะไร คุณชายสามเลยผสมโรงเข้าด้วย
“ แค่เด็กวัด ริอ่านจะเข้ามาอยู่ในสังคมชั้นสูง เฮอะ ยังไงมันก็ยังคงเป็นเด็กวัดอยู่นั่นแหละ”
“ พอกันได้แล้ว ตอนนี้เขาเป็นตัวแทนของท่านชายภาสกร นาคบดินทร์แล้ว ไว้หน้าท่านชายกันบ้าง ไปเตรียมตัวกันเถอะ อย่ามาเสียเวลาตรงนี้เลย”
คุณชายใหญ่ตระกูลจาง ไม่สนใจขจร เดินเข้าไปเพื่อเตรียมการประมูลในครั้งนี้
วันนี้คุณหนูตระกูลเจียง น้องสาวคนสวยของอาจารย์ธิเบศ ชื่อว่า ธิชา เดินเข้ามา
เกศเกล้าเป็นรุ่นพี่ของ ธิชาเลยแนะนำให้รู้จัก กับ ขจร
“ ได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการเสียที”
“ ครับ” ขจรได้แต่ยิ้มให้
“ หวังว่าที่นี่ คงไม่มีผี ให้คุณจับอีกนะ”
“ ผีเหรอ นี่น้องธิชาพูดอะไรเนี่ย”
“ เปล่าหรอกค่ะ แค่อำกันเล่นๆ เท่านั้น”
“ นี่สนิทกันถึงขนาดอำกันได้แล้วอย่างนั้นเลยเหรอ?”
ขจรได้แต่ยิ้ม ไม่รู้จะพูดอะไรออกมา แล้วทุกคนๆ ที่เข้ามาก็ถูกเชิญเข้าไปในงานประมูล พอทางธนาคารได้เปิดราคาประมูลเริ่มต้นที่ 2พันล้านบาท ฝ่ายตระกูลจางก็ตะโกนออกไปทันที่ 2.1 พันล้าน เกศเกล้าจากตระกูลหลี่ ก็เกทับไป เป็น 2.2 พันล้าน ตามปกติ ราคาจะขยับขึ้นแค่ ครั้งละ 1 ล้าน แต่นี่ขยับที่ 100 ล้าน คนที่มาร่วมประมูล บางคนถึงกับไม่กล้าขยับตัว
“2.5 พันล้าน” ขจรไม่อยากเสียเวลา บอกราคาที่ท่านชายสั่งเอาไว้ทันที
ทุกคนต่างเงียบกริบ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเคาะฆ้อนครั้งที่ 3 ฝรั่งอเมริกันตะโกนสวนออกมาว่า
“2.7 พันล้าน”
“ 2.8 พันล้าน” ตัวแทยฝ่ายอังกฤษก็ไม่ยอมแพ้
“ 2.9พันล้าน” ฝ่ายฝรั่งเศสก็สู้ยิบตาเหมือนกัน
ขจรหันไปมองหน้าผู้จัดการชินที่ส่ายหัว
“ พวกมันเป็นต่างชาติมีสิทธิ์อะไรมาซื้อแผ่นดินของประเทศเรา”
“ กฏหมายให้สิทธิ์พวกเขาถือครองได้ 49 % ส่วนที่เหลือ พวกเขาก็จ้างบ.นอมินีที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีชื่อของคนไทย ถือครองอีก 51 % ครับ”
“ ต่างชาติพวกนี้ ทำไมอยากได้ที่ดินแปลงนี้กันจัง”
“ ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”
“ 3.5พันล้านบาท นับ 1 นับ 2..”
“ 4 พันล้านบาท”
ทุกคนหันมามองหน้าขจรด้วยความตกใจ รวมทั้งผู้จัดการชินด้วย ส่วนขจรนั้นเลือดรักชาติ รักแผ่นดิน ไม่อยากให้ต่างชาติถือครองแผ่นดินของไทย จึงไม่ยอมเด็ดขาด ตัวแทนทั้งสามประเทศต่างมองหน้ากัน แล้วรีบโทรบอกเจ้านายของแต่ละคน
“ 4.2 พันล้านบาท ”
“ 4.3 พันล้านบาท”
“ 4.4 พันล้านบาท”
ทั้งสามประเทศประมูลกันไม่หยุด แล้วขจรก็ตะโกนไปอีกครั้ง
“ 5 พันล้านบาท”
คราวนี้ทุกคนเงียบกริบ ผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ คิดว่าขจรบ้าไปแล้ว ประมูลแบบไหนกันที่กล้าสู้ราคา มากกว่าราคาประเมินถึง สองเท่าแบบนี้ ฝรั่งทั้งสามประเทศ รีบโทรถามเจ้านายของตนอีกครั้ง แต่ว่าช้าไปแล้ว พิธีกร นับสาม แล้วยกฆ้อนทุบเปรี้ยง ขจรได้ที่ดินแปลงนี้ไป
“ บอกท่านชายผมจะรับผิดชอบที่ดินแปลงนี้เอง” ขจรกระซิบบอกกับ ผู้จัดการชิน
“ ไม่ต้องห่วง ท่านชายไม่ว่าคุณชายหรอกครับ”
“ อย่าดีกว่า ผมไม่อยากให้ท่านชายมาว่า ผมทำงานเกินคำสั่ง ผมจะใช้เงินของผมทั้งหมด ซื้อขึ้นมาเอง” ขจรมอบสมุดบัญชี ทั้งหมด ให้ผู้จัดการชินไปจัดการ แม้ว่ายังขาดอีก ห้าร้อยล้าน ขจรก็จะนำทองออกมาใช้คืนให้ ท่านชายออกไปให้ก่อน
พอประมูลเสร็จ พวกตระกูลจางก็เข้ามาเอ่ยเยาะว่า
“ พวกคนจน ไม่เคยมีเงิน พอมีเงินขึ้นมาก็ใช้แบบโง่ๆ อีกไม่นาน ก็จะหมดตัวไปเอง เดี๋ยวมันก็เอามาขายในราคาถูกๆ พวกเราค่อยช้อนซื้อตอนนั้นก็ยังไม่สาย”
ทั้งสามคนมองหน้าขจรอย่างเหยียดหยาม
“ ฉันไม่รู้ว่านี่เป็นความต้องการของท่านชายหรือไม่ แต่ราคาที่สูงเกินจริงแบบนี้ หวังว่า ท่านชายคงจะมีโครงการที่เหมาะสม” เกศเกล้าเอ่ยจบก็จากไป
“ หวังว่าราคานี้ คงไม่ใช่นายเป็นคนตัดสินใจเองนะ” ธิชาเข้ามากระซิบด้วยรอยยิ้ม แล้วก็เดินทางกลับไปเช่นกัน
ขจรได้แต่ถอนหายใจ หลังจากเคลียร์เงินเรียบร้อย ก็กลับไปที่ตำหนักริมน้ำ
ท่านชายกลับบอกว่า
“ ไม่เป็นไร เธอเก็บเงินของเธอเอาไว้ แม้ตอนนี้ราคามันยังไม่ถึงที่เราประมูล
แต่วันใดที่เราได้พัฒนาแล้ว มันก็จะมีราคาขึ้นมาเอง”
“ ให้ผมจ่ายเงินเถอะครับ เพื่อความสบายใจ”
“ อย่าไปคิดมาก ฉันได้สั่งให้ผู้จัดการชิน โอนที่ดินแปลงนี้เป็นชื่อของเธอไปแล้ว”
“ แต่ว่า”
“ ไม่ต้องมีแต่ พรุ่งนี้ก็ไปดูที่ดินที่ซื้อ มีโครงการอยากทำอะไร ก็ทำ เพราะมันเป็นสิทธิของเธอแล้ว”
ขจรได้แต่ขอบคุณ ไม่คิดว่าท่านชายจะดีกับมากขนาดนี้