Chapter 04
จุดเริ่มต้น...
แล้วมันก็เป็อย่างที่เขา้า ทุกคืนหลังเลิกงานจากอีเวนต์ที่สาขาปิ่นเกล้าเราจะต้องพาเหรดกันไปแถวสุขุมวิทเพื่อกินหมูสามชั้นหมักย่างกันอย่างผู้หิวโหย
ยิ่งไปกินด้วยกันบ่อยเข้าเราก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้น หมายถึงผม มอส และอัญญา ส่วนพี่เพ็ญไปบ้างบางวัน
“นายอายุเท่าไหร่ล่ะ?”
“ผมยี่สิบเก้า ส่วนอัญญาสามสิบแล้ว”
“อัญญาเนี่ยนะสามสิบ!” ผมร้องอย่างตกตะลึงกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับ “งั้นพวกนายก็แก่กว่าพี่หมดเลยน่ะสิ”
พอรู้อย่างนี้แล้วก็เริ่มจะรู้สึกแปลกๆ กับการใช้สรรพนามแทนตัวเองแล้วสิ
“ก็พอรู้อยู่แล้วล่ะ” มอสตอบ “แต่อยากเรียกเพราะให้เกียรติ” ดวงตาคมมองผมด้วยความกรุ้มกริ่ม ขณะที่เท้าซึ่งห้อยอยู่ด้านล่างก็กำลังกวัดแกว่งมาโดนผม
เขาจงใจทำอย่างนั้น เขี่ยขาผมอยู่ใต้โต๊ะ
เพราะไม่ได้คิดอะไรผมจึงเขี่ยตอบกลับไป เร้าให้อีกฝ่ายยกคิ้วมองกลับมาด้วยสายตาอ่านยาก
“พี่ว่าสองคนนั้นตีสนิทคุณแปลกๆ”
“สังเกตเห็นอะไรอีกเหรอครับ?” ผมย้อนถามพี่เพ็ญ
“ไม่รู้สิคะ เขาน่าจะไม่ธรรมดา เพราะรู้ว่าต้องเข้าหาใครเพื่อจะได้มีตัวตนในองค์กรนี้ โดยเฉพาะคุณมอสนั่นน่ะ...”
ผมรอฟัง
“พี่ยังยืนยันนะคะ ว่าเหมือนกับเขากำลังจีบคุณกายอยู่”
ได้ยินอย่างนั้นผมก็กระตุกหัวเราะ “คิดมากไปรึเปล่าพี่เพ็ญ มอสเป็ผัวอัญญานะ จะมาจีบผมได้ไง” ผมรีบแย้ง “สองผัวเมียนั้นซื่อจะตาย ไม่คิดอะไรซับซ้อนอย่างพี่ว่าหรอก แถมพวกนั้นก็ดูจะไม่มีเพื่อน พอมีใครสักคนในที่ทำงานใหม่ที่พอทำให้อุ่นใจได้บ้างก็เลยเกาะติดแจไม่ไปไหน ก็เหมือน่แรก ๆที่ผมติดหนึบกับพี่โจลีนจนเ้านายต้องเข้ามาบังคับจับแยกสาขาไงล่ะ”
นี่เป็ความเห็นระหว่างผมกับพี่เพ็ญขณะที่เรากำลังเดินทางไปทำงานด้วยกันโดยรถยนต์ของผมเช่นเคย
จากเป็คนที่ไม่กินมื้อดึกมานาน กลายเป็ว่าตลอดห้าวันที่เหลือใน่จัดอีเวนต์ ผมกับมอสและอัญญาต้องพากันไปซัดหมูสามชั้นหมักย่างร้านเกาหลีทุกคืน นั่งกินกันจนเกือบถึงเช้าแถมยังไปต่อด้วยบิงซูเป็ของหวานล้างปากอีก
กว่าจะสิ้นสุดก็ทำเอาน้ำหนักผมขึ้นมาห้ากิโลกว่าทีเดียว
“เอ๊ะ? รอเข้านานแล้วเหรอ?” ผมร้องทักเมื่อออกจากห้องน้ำอันคับแคบของที่ร้านแล้วเห็นว่ามอสมายืนรออยู่
เขาแค่ยิ้มไม่ได้ตอบอะไร แล้วเราสองคนก็เบี่ยงตัวเพื่อสลับที่กันในพื้นที่อันจำกัด
แต่แล้วจู่ๆ มอสก็ชะงักไปนิดหน่อย แล้วทำท่าสูดลมหายใจ
“หอมจัง...” เขาว่า
ผมหยุดยืนแล้วจ้องอีกฝ่ายที่กำลังทำหน้ามีเลศนัย
“กลิ่นน้ำหอมหอมจัง อยากดมนาน ๆ เลย” แล้วโน้มใบหน้าลงมาใกล้ผมจนปลายจมูกโด่งเกือบจะชนเข้าที่ข้างแก้ม
“รีบๆ เข้าไปได้แล้วเดี๋ยวก็ฉี่แตกหรอก”
คนตัวสูงกว่าผมหัวเราะคิกคักก่อนจะหมุนตัวเข้าห้องน้ำอย่างทุลักทุเล เพราะขนาดร่างกายที่ใหญ่โตกว่าสถานที่
ขืนทำอย่างนี้ต่อหน้าพี่เพ็ญจะต้องถูกเข้าใจผิดเอาแน่ๆ
ทั้งที่เขาเป็เพียง‘ผู้ชายแท้’ ที่ขี้เล่นเท่านั้น
“คุณกายคะ ขออนุมัติราคาพิเศษค่ะ” ‘คุณเดียร์’ ผู้จัดการสาขาวางเอกสารลงบนโต๊ะตรงหน้าผมอย่างนอบน้อม
“อนุมัติครับ”
“แต่ว่า...”
“อะไรเหรอ?”
“คุณกายยังไม่ได้ดูเลยนะคะ”
พอโดนทักผมจึงคว้าเอกสารการขายขึ้นมาดูอย่างขอไปที แล้วจรดปลายปากกาหมึกซึมหัว 1.0 มม. เซ็นอนุมัติราคาขายคอร์สซึ่งเกินโปรโมชันทันที
“ขอบพระคุณค่ะ” อีกฝ่ายซึ่งเป็ลูกน้องที่อายุมากกว่าผมเกือบสิบปียกมือไหว้อย่างดีใจ “ไม่เจอคุณกายหลายวัน ดูจะอิ่มขึ้นนะคะ”
“หยาบคายนะคุณเดียร์” ผมแกล้งมองค้อน
นานๆ ทีคุณเดียร์จะกล้าหยอกล้อกับผม เพราะเธอเองก็เป็คนพูดน้อยเหมือนคนโลกส่วนตัวสูง แต่ถ้าด้านการทำงานหรือให้บริการลูกค้าเธอก็ดูพรีเมียมสุด ๆทั้งคำพูดคำจาและกริยามารยาท ผมจึงจัดให้เธอคอยดูแลลูกค้าในร้านไม่ต้องเวียนกันออกบู้ธเหมือนสมาชิกในสาขาคนอื่นๆ
“นิดนึงค่ะ ดูเหมือนจะมีเื่อะไรที่ทำให้คุณกายของเดียร์มีความสุขนะคะ”
ผมยกคิ้วตั้งคำถามอย่างไม่เข้าใจนัก
“จากประสบการณ์ก็ต้องเรียกว่าใบหน้าของคนมีความรักสินะ”
“เดี๋ยวนะ จะเป็อย่างนั้นได้ยังไง”
“นั่นน่ะสิคะ ใครกันที่ทำให้ใบหน้าเ็าของคุณกายมีรอยยิ้มเจือได้ตลอดเวลาอย่างนี้”
“พูดเกินไปแล้วคุณเดียร์ อย่างกับคนอ่านนิยายเยอะ”
“แต่เดียร์ชอบนะคะ คุณกายเหมาะกับใบหน้าที่สดใสแบบนี้ล่ะค่ะ พลอยทำให้บรรยากาศการทำงานมีความสุขขึ้นมาทีเดียว”
ผมว่ามันฟังดูแปลกๆ แล้วล่ะ
“ถ้าไม่เลิกแซว เดี๋ยวจะได้ทำงานอย่างไม่มีความสุขนะครับ”
ได้ยินอย่างนั้นเธอถึงจะยอมลุกออกจากห้องผมไปแต่ก็ไม่วายหัวเราะคิกพร้อมส่งสายตารู้ทันมาให้ตอนหันกลับมาปิดประตู
ผมแอบมองตัวเองในกระจกเงาบนโต๊ะทำงานอีกครั้ง ก็ไม่เห็นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรสักหน่อย นอกจากมุมปากที่ยกขึ้นน้อย ๆ พร้อมแก้มอูม ๆกับดวงตาหรี่นิด ๆ ที่เปล่งประกายสีนิลระยิบระยับเหมือนคนที่อมยิ้มอยู่ตลอดเวลา...
มันยังไงกันล่ะทีนี้
“เราจะไปเกาหลีกัน” สิ้นเสียงประกาศจากประธานบริษัทก็มีเสียงปรบมือกึกก้องห้องประชุม คนที่ดูจะดีใจกว่าใครก็เห็นจะเป็พี่โจลีน แม่ทัพฝ่ายขายผู้เป็พลังบวกของทุกคน
ส่วนผมไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรกับพวกเขาหรอก เพราะโปรเจกต์นี้มันเป็ไอเดียของผมยังไงล่ะ
“ธุรกิจความงามกำลังเติบโตอย่างไม่มีอะไรมาฉุดรั้ง เราเพียงแต่ต้องเดินหน้าพัฒนาเพื่อสร้างฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ครอบคลุมทุกความ้า เกาหลีใต้มีซอฟต์พาวเวอร์เื่ศัลยกรรมความงามอันทรงพลัง การที่จะทำให้องค์กรของเราสามารถเอาชนะคู่แข่งในประเทศได้คือการยกเอาโมเดลที่ประสบความสำเร็จแล้วมาปรับใช้กับธุรกิจของเรา” ผมซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับท่านประธานเป็ตัวแทนอธิบายจุดประสงค์ของทริปนี้ให้กับทีมเมเนจเมนต์กว่าห้าสิบชีวิตจากทั่วประเทศที่มารวมตัวนั่งประชุมใหญ่กันในเช้าวันจันทร์อันแสนเร่งรีบ
ขณะที่ใครบางคนกำลังส่งสายตาทะเล้นมองผมพร้อมด้วยรอยยิ้มเจือมุมปาก ผมพอจะเข้าใจใบหน้าที่แสนจะยียวนนั้นแล้วจึงยิ้มตอบกลับไป
ท่านประธานและพี่โจลีนเป็ผู้คัดเลือกตัวแทนบริษัทเพียงสิบห้าคนเพื่อร่วมทริปดูงานในครั้งนี้ โดยวัดจากผลงานและประสบการณ์การบริหารงาน
แน่นอนว่าสองสามีภรรยาผู้จัดการน้องใหม่จากสาขาชลบุรีไม่ได้ถูกเลือก แต่ว่า...
“ใส่รายชื่อคุณมอสไปด้วย” เป็คำสั่งของ ‘คุณบุษบาบรรณ์’ ผู้เป็เ้านาย
“แต่ว่าคุณมอสเพิ่งจะเริ่มงานได้เดือนกว่าเองนะคะนาย” พี่โจลีนแย้ง
“เราต้องคัดคนที่รูปร่างหน้าตาดีไปเยอะๆ เวลาถ่ายรูปลงสื่อจะได้เสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กรของเรา”
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังหึ่งหลังจากนั้น ผมเองก็ประหลาดใจ แต่กลับรู้สึกยินดีที่จะได้มี ‘เพื่อน’ ไปด้วย
นี่ล่ะนะ เพียงแค่คุณหน้าตาดี โลกก็มักจะใจดีกับคุณอย่างไม่มีเหตุผล...
แต่อัญญาไม่ได้ถูกเลือกให้ไปด้วยกันกับพวกเรา...
หลังเลิกประชุมใน่บ่าย ผมควงแขนพี่โจลีนมากินข้าวด้วยความคิดถึงเพราะไม่ได้เจอกันมาเกือบเดือนแล้ว หากจะบอกว่า ‘ฝ่ายขาย’ คือทีมเส้นเืใหญ่ขององค์กร พี่โจลีนคนนี้ก็คือระบบหมุนเวียนโลหิต เธอคือผู้หญิงที่มีตำแหน่งสูงสุดของทีมขาย และเป็รองเพียงท่านประธานเท่านั้น แต่เธอกลับใจดีและเป็พี่สาวที่แสนดีสำหรับผม
“จะกินข้าวกันเหรอ ผมไปด้วย” แล้วมอสกับอัญญาก็เกาะติดผมแจจนตามมาเป็พรวนด้วย เราจึงได้มาวางแผนย่อยกันไปโดยปริยาย
“ถ้าอย่างนั้นผมขอเบิกค่าห้องพักด้วยนะครับ” มอสรีบโพล่ง หลังพี่โจลีนแนะนำให้มอสมาพักในกรุงเทพฯเพื่อความสะดวกในคืนก่อนวันเดินทาง
“เบิกทำไมให้เปลืองงบบริษัท ยุคนี้เราต้องประหยัด” พี่โจลีนแย้งกลับเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้องค์กรทันที ลิปสติกสีชมพูบานเย็นทำให้ริมฝีปากของเธออวบอิ่มจนละสายตาไม่ได้ “ได้ยินว่าเริ่มสนิทกันแล้ว ก็ไปพักกับคุณกายก่อนสิ” เธอบุ้ยใบ้มาทางผม
“ให้มานอนกับผมเนี่ยนะ?”
“เอาน่า... ไฟลต์บินตอนแปดโมงเช้า คอนโดคุณกายอยู่ใกล้สนามบินจะได้เดินทางกันมาง่าย ๆ ด้วย”
แถมเ้าตัวก็ดูจะสนใจกับสิ่งที่พี่โจลีนเสนอด้วยสิ มอสมองหน้าผมพร้อมยิ้มร่า
และนั่นล่ะ... ด้วยไอเดียอันบรรเจิดของเธอ กลับเป็จุดเริ่มต้นในการสร้างความหายนะให้กับชีวิตของผมอย่างไม่รู้ตัว...