ความรู้สึกขาดอากาศทำให้ผมทรมานแทบขาดใจ
แต่ตอนนี้ในที่สุดผมก็สามารถลืมตาได้แล้ว!
ผมไม่ลังเลเลยมือหนึ่งกำกระบี่กระดูกปลาแน่นเพื่อป้องกันตัวอีกมือกระชากผ้าปิดตาสีเหลืองออกทันที
และในเสี้ยววินาทีที่ผ้าถูกดึงออกไป
ภายใต้แสงจันทร์สลัวสิ่งแรกที่ผมเห็นคือซากงูที่ถูกกัดแทะจนเหลือเพียงกระดูกขาวโพลน
ก่อนหน้านี้ผมจินตนาการถึงหลายสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น แต่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าสิ่งแรกที่ผมจะเห็นคือซากงูเปื้อนเลือด
สายตาของผมกวาดขึ้นไปตามแนวซากงูและทันใดนั้นก็พบเงาดำบางอย่างยืนอยู่ใต้เงาไม้
มันยืนอยู่ในมุมมืดทำให้ผมมองเห็นเพียงท่อนล่างของมันเท่านั้น
ขาของมันเป็นขาของสัตว์ป่าขนหนาสีเหลืองซีดสะท้อนแสงจันทร์ แต่ส่วนบนของร่างกายกลับซ่อนอยู่ในเงามืดทำให้ผมมองไม่เห็นชัดเจน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนมันไม่ใช่มนุษย์
มนุษย์ที่ไหนจะมีขาเหมือนสัตว์ป่าเช่นนี้!
ตรงข้างเท้าของมันมีซากหมูป่าถูกผ่าท้องออกเครื่องในกระจายเกลื่อนพื้น
ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกหวาดหวั่นอย่างประหลาด
ขาของผมขยับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
ลมหายใจเริ่มติดขัดขึ้นอีกครั้ง
ขนขาของมันที่สะท้อนแสงจันทร์ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดและอันตราย
ขณะเดียวกันเงาดำนั้นก็ลืมตาขึ้นดวงตาสีเขียวเรืองแสงส่องประกายออกมาจากความมืด
แววตานั้นดูไม่เป็นมิตรเลย
หัวใจผมเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอกผมหันหลังหมายจะวิ่งหนี
แต่ทันทีที่หันไปก็พบว่าด้านหลังของผมมีหินก้อนใหญ่ขวางอยู่!
ผมไม่มีทางหนี!
เงาดำนั้นเริ่มหัวเราะเสียงต่ำอย่างแปลกประหลาดจากนั้นพูดขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า
“คิกๆๆ…เด็กน้อย อย่ากลัวไปเลย
“มองข้าให้ดีสิ…”
ขณะพูดมันก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว เผยให้เห็นร่างกายส่วนบนที่ซ่อนอยู่ในเงามืด
มันก้าวออกมาจากใต้ร่มเงาของต้นไม้
ร่างกายของมันเริ่มเผยออกมาภายใต้แสงจันทร์สลัว
ผมมองเห็นรูปร่างของมันได้ทีละนิด…
สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าผมเป็นสัตว์ร้ายที่มีร่างกายคล้ายมนุษย์
มันสูงประมาณหนึ่งเมตรครึ่งรูปร่างผอมสูง เต็มไปด้วยขนสีเหลืองซีดทั่วทั้งตัว คอยาวและศีรษะกลม
แต่ใบหน้าของมันกลับเป็นใบหน้าครึ่งคนครึ่งสัตว์ปกคลุมด้วยขนดำดูน่าสะพรึงกลัว
มันจ้องมองมาที่ผมด้วยดวงตาสีเขียวมรกตพลางหัวเราะเสียง “คิกๆๆ” ฟังแล้วเสียวสันหลัง
แม้เพียงแค่กวาดตามองก็ทำให้ผมหน้าถอดสี
รูปร่างมันคล้ายมนุษย์แต่ดูจากลักษณะแล้ว มันคือ ‘พังพอน’ ตัวใหญ่
ผมเคยเห็นสัตว์พวกนี้ในบ้านเกิดมาก่อน
พวกมันเคยแอบเข้ามาขโมยไก่ในลานบ้านของพวกเรา
แต่ไม่เคยเห็นตัวไหนที่โตเท่ามนุษย์และสามารถพูดภาษาคนได้เช่นนี้!
นี่คือ‘สัตว์เดรัจฉาน’ที่บำเพ็ญเพียรมากพอจนแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ตามที่คนเฒ่าคนแก่เล่าขานกันสินะ
“เวรเอ๊ย…”
ผมพึมพำออกมาด้วยความตื่นตระหนก
ปีศาจพังพอนในร่างมนุษย์ก้าวเข้ามาใกล้ มันยิ้มประหลาด และพูดด้วยเสียงแหบพร่าที่ฟังไม่ชัดเจน “เด็กน้อย เจ้าคิดว่าข้าเป็นเทพหรือเป็นเซียนกันล่ะ”
พูดจบมันก้าวเข้ามาอีกก้าว
กลิ่นเหม็นเปรี้ยวและกลิ่นคาวเลือดรุนแรงขึ้นทุกขณะ
หางยาวของมันลากไปบนพื้นส่งเสียง “ครืดๆ” น่าขนลุก
คำถามของมันทำให้ผมสะดุ้ง
ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับสัตว์เดรัจฉานที่ผ่านการบำเพ็ญเพียรจนมีสติปัญญามาก่อนพวกมันจะมาขอให้มนุษย์ ‘แต่งตั้งยศ’ ให้
แต่ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้ด้วยตัวเอง
“เด็กน้อย เจ้าคิดอะไรอยู่ ข้าถามว่าข้าเหมือนเทพหรือเหมือนเซียน? เจ้าจงคิดให้ดีก่อนตอบ”
มันพูดพลางแลบลิ้นเลียเลือดที่ติดอยู่บนขนรอบปาก พร้อมกับยกกรงเล็บแหลมคมขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังข่มขู่ให้ผมต้องตอบคำถามของมัน
เทพหรือเซียน?
จากที่ผมเคยได้ยินมาพวกสัตว์เดรัจฉานเหล่านี้จะถามว่า ‘ข้าเหมือนมนุษย์หรือเทพ’ ไม่ใช่หรือ
ทำไมสิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมถึงถามต่างออกไปล่ะ
ผมพยายามค้นหาคำตอบจากเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมา
แต่ข้อมูลที่ผมรู้มีน้อยเกินไปและทุกอย่างล้วนเป็นแค่ตำนานพื้นบ้าน ไม่มีวิธีแก้ไขปัญหานี้เลย
ตอนนี้ผมตกอยู่ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้าผมตอบไปตามที่มันถามและบอกว่ามันเป็นเทพหรือเซียน…
ดูเหมือนไม่ว่าผมจะตอบอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นผลดีต่อตัวเอง
ผมไม่ใช่บุคคลสำคัญอะไรแล้วผมจะมีสิทธิ์แต่งตั้งมันให้เป็นเทพหรือเซียนได้ยังไง
เจ้าเดรัจฉานเฒ่าตัวนี้เริ่มหงุดหงิดมันใช้กรงเล็บกดลงไปบนต้นไม้
เสียง“แกรก” ดังขึ้น มันข่วนจนเปลือกไม้หลุดออกมาเป็นชิ้น
น้ำเสียงของมันเริ่มเข้มขึ้นราวกับหมดความอดทน
“เด็กน้อย! เจ้าจะตอบได้หรือยัง! ข้าเป็นเทพหรือเป็นเซียน!?”
กลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยปกคลุมรอบตัวผมอีกครั้ง
แรงกดดันพุ่งเข้าใส่จนผมเริ่มรู้สึกอึดอัดหายใจแทบไม่ออก
ดูเหมือนผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตอบมัน
จากเรื่องเล่าที่ผมเคยได้ยินมาหากมนุษย์ยอมรับสัตว์เดรัจฉาน มันจะสามารถใช้โชคชะตาของเราเพื่อเพิ่มพลังตบะของมัน
แต่ถ้าผมไม่ตอบมันอาจไม่ยอมปล่อยผมไป
โชคดีที่อาจารย์อยู่ใกล้ๆผมแค่ต้องถ่วงเวลาสักหน่อย
ผมสูดลมหายใจลึกแล้วพูดขึ้น “แกต้องการคำตอบจริงๆ ใช่ไหม”
“รีบพูดมา! ข้าเป็นเทพหรือเซียน!?”
น้ำเสียงของมันเร่งเร้ากรงเล็บของมันกดลึกลงไปในต้นไม้ ดวงตาสีเขียวมรกตฉายแววโหดร้าย ขนสีเหลืองซีดทั่วตัวของมันลุกชัน ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น
“ได้! งั้นฉันจะตอบ!”
เมื่อได้ยินดังนั้นปีศาจพังพอนร่างมนุษย์ก็เผยรอยยิ้มประหลาด
มันดูเหมือนคาดการณ์ไว้แล้วว่าผมจะตอบคำถามนี้
ผมจ้องหน้ามันก่อนจะพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“แกไม่เหมือนเทพ ไม่เหมือนเซียน แต่เหมือนไอ้จ้อน!”
ทันทีที่คำพูดหลุดออกจากปากสายลมในป่าที่เคยสงบนิ่งก็พลันกลายเป็นพายุหมุนอันบ้าคลั่ง!
สายลมเริ่มพัดแรงขึ้นเสียง “วูม” ก้องสะท้อนทั่วป่า กิ่งไม้สั่นไหว ใบไม้ปลิวว่อน
เจ้าเดรัจฉานเฒ่าที่ยืนอยู่เบื้องหน้าผมสีหน้ามันเปลี่ยนจากความตื่นเต้นเป็นโกรธจัด
ทันใดนั้นมันพ่นเลือดออกมาเป็นสาย ร่างกายสั่นสะเทือนจนเกือบล้มลงกับพื้น
เห็นได้ชัดว่ามันล้มเหลวในการขอแต่งตั้งจากผมและคำตอบของผมทำให้มันได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก
เมื่อเห็นดังนั้นผมไม่รอช้า รีบหันตัวออกวิ่งไปทางด้านข้างทันที
“ไอ้เด็กเวร! เจ้ากล้าพูดจาเหลวไหล! เจ้าทำให้ตบะของข้าถูกทำลาย!”
มันคำรามด้วยความโกรธกรงเล็บจิกแน่นกับต้นไม้
เพียงแค่ผมวิ่งออกไปไม่กี่ก้าวมันก็กระโจนสี่เท้าลงกับพื้นแล้วพุ่งเข้าใส่ผมด้วยความเร็วสูง
ผมตกใจจนต้องกลิ้งตัวลงกับพื้นเพื่อหลบการโจมตีของมัน
เจ้าเดรัจฉานเฒ่าตกลงสู่พื้นตรงหน้าขวางทางหนีของผมเอาไว้
ใบหน้าครึ่งคนครึ่งสัตว์ของมันเริ่มบิดเบี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของพังพอนสีเหลืองซีดที่เต็มไปด้วยความอาฆาต
“เจ้าอาจหาญกล้าทำลายตบะของข้า ข้าจะฉีกเจ้ากินเพื่อฟื้นฟูพลัง!”
เสียงของมันยังคงแหบพร่าแฝงไปด้วยแรงอาฆาตรุนแรง ดวงตาสีเขียวมรกตจ้องมองผมอย่างกระหายเลือด
ผมกำกระบี่กระดูกปลาแน่นถอยหลังไปสองก้าว ไม่อยากเผชิญหน้ากับมันโดยตรง
“ขอเตือนแกไว้หน่อย รีบกลับไปในภูเขาซะเถอะ อาจารย์ฉันอยู่ใกล้ๆนี้ ถ้าเขามาถึง แกไม่มีทางรอดแน่!”
แม้ผมจะหวาดกลัวแต่ผมก็ต้องรักษาสีหน้าที่แน่วแน่
หากผมแสดงความกลัวตอนนี้มันคงไม่ปล่อยผมไปแน่
แต่ดูเหมือนเจ้าเดรัจฉานเฒ่าจะไม่สนใจคำขู่ของผมมันยิ้มเย็นชาแล้วพูดออกมา “อย่าว่าแต่อาจารย์ของเจ้าเลยคืนนี้ต่อให้ใครจะมาก็ปกป้องเจ้าไม่ได้!”