นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 337 ต่อรอง

        ตอนที่ 337 ต่อรอง

         

         

        ‘พอดีเดินผ่านแถวนั้นเมื่อวานค่ะ เลยหยิบติดมือมา’ คำพูดของเรนเดลทำให้ใบหน้านิ่งเฉยของโฟเรลแตกกระจุย หนังตาของเขากระตุกยิก ๆ มองกล่องใสที่ข้างเท้านักบวชหญิง

         

        เห็ดสีน้ำตาลขนาดเท่าหัวคน เนื้อร่วนและหยาบราวกับเม็ดทราย ละอองรอบด้านที่ปล่อยออกมาก็เป็นทราย เห็ดก่อรูปทรายไม่ผิดแน่ หัวใจของโฟเรลเต้นรัว นี่คือสิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติที่เขาตามหาอย่างไม่ต้องสงสัย

         

        แล้วก่อนหน้านี้ที่อธิบายไปตั้งนาน…

         

        โฟเรลสะบัดหน้าไปมา ลบความรู้สึกอึ้งเมื่อครู่ทิ้งไป พยายามบอกกับตนเองว่าอย่างน้อยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา เรนเดลถือกล่องใสเดินเข้ามาหาโฟเรลด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม หากก่อนที่โฟเรลจะรับมา เธอก็ดึงมันกลับไป

         

        เธอมอบกล่องใสนั้นให้เซเรนเซ่ เงยหน้ามองโฟเรลด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ‘ข้อตกลงของเราคือฉันแค่ช่วยหาไม่ใช่เหรอคะ’ ยามนี้หน้าตาน่ารักของเรนเดลกลับกลายเป็นอาวุธ เธอสลัดคราบนักบวชใจบุญไปอย่างรวดเร็ว

         

        “เอ่อ..” โฟเรลเถียงไม่ออก ข้อตกลงเป็นเช่นนั้นจริง เขายังบอกเองเสียด้วยว่าเขาจะรับหน้าที่เข้าไปเก็บเกี่ยวเห็ดก่อรูปทรายด้วยตนเอง เขาเพียงต้องการให้เรนเดลช่วยตามหาเท่านั้น

         

        เพื่อการเก็บเกี่ยวเห็ดก่อรูปทราย เขานั้นเตรียมหยกป้องกันมามากมาย แถมยังเป็นหยกที่สร้างขึ้นจากคำแห่งพลัง ต้านทาน เพื่อป้องกันหนามกรดโดยเฉพาะอีกด้วย

         

        ทั้งหมดที่เตรียมมาไร้ความหมายในทันตาเมื่อเขาไม่จำเป็นต้องเข้าไปเก็บเกี่ยวเห็ดด้วยตนเองอีกต่อไป นักบวชธุดงค์ที่เขาพบเจอระหว่างทางและว่าจ้างมาช่วยตามหาโดยบังเอิญกลับไปเก็บเกี่ยวเห็ดก่อรูปทรายมาก่อนแล้ว

         

        “คุณเรนเดลจะตั้งราคาเท่าไหร่ครับ หรือจะกลับไปเมืองเพื่อตรวจราคาตลาดก่อนก็ได้นะครับ” โฟเรลเข้าเรื่องอย่างรวดเร็ว เพียงการเจรจาก่อนหน้าเขาก็พอจะเดาได้แล้วว่าเรนเดลนั้นเคี่ยวเรื่องธุรกิจเป็นอย่างมาก ไม่ใช่คนที่สามารถหลอกใช้ได้

         

        การที่โฟเรลเข้าเรื่องอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่เถียงอะไรเรื่องข้อตกลงทำให้นิทานพอใจเป็นอย่างมาก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าฉีกกว้างขึ้นยิ่งกว่าที่เคย

         

        “หากต้องการเป็นเงินสด ผมยินดีจ่ายมัดจำก่อนประมาณ 5ล้านไกอา หลังจากนั้นผมจำเป็นต้องใช้เวลาสัก 2-3วันเพื่อหาเงินมาจ่ายส่วนที่เหลือครับ”

         

        “อย่างที่ผมเล่าไปก่อนหน้า ผมเตรียมตัวมาเพื่อเก็บเกี่ยวเห็ดก่อรูปทรายค่อนข้างเยอะทีเดียวครับ” โฟเรลไม่คิดปกปิดเรื่องนี้แต่ก็ไม่ได้พูดเพื่อขอความเห็นใจเช่นกัน กับคนเช่นเรนเดลเขาไม่รู้สึกสักนิดว่าวิธีเช่นนี้จะได้ผล

         

        อีกส่วนหนึ่งคือเขาพอจะเดาได้ว่าเรนเดลนั้นจะเรียกร้องสิ่งใดเป็นราคา

         

        รอยยิ้มบนใบหน้าเรนเดลตอนนี้คือสิ่งที่ทำให้เขาใจเต้นแรงที่สุดในรอบหลายปี การที่เขาจะได้สิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติชิ้นนี้มาครองหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคำพูดต่อไปของเธอ

         

        ความคิดปล้นชิงผุดขึ้นมาในหัวอยู่ครู่หนึ่ง หากก็อยู่เพียงไม่นานก่อนที่เขาจะทิ้งความคิดนั้นไป เขามั่นใจว่าตนแข็งแกร่ง แข็งแกร่งกว่านักผจญภัยระดับเดียวกันมาก แต่ความมั่นใจนั้นกลับไม่มากพอเมื่อเขามองหน้านักบวชและม้าแผงคอแดงตรงหน้า

         

        ตัวเขาเองยังไม่ได้แสดงพลังทั้งหมดของตน อีกฝั่งเองก็ดูจะไม่รู้จักเขาแต่อย่างใด นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายยังไม่รู้ถึงขีดจำกัดพลังสูงสุดของเขา หากเขาทุ่มสุดตัวโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา แม้แต่อริยะเขาก็สามารถสังหารได้ แต่เขากลับสังหรณ์ว่าเพียงแค่นั้นยังไม่เพียงพอ

         

        ก่อนหน้านี้เขาได้เห็นทั้งสองต่อสู้บ้างเล็กน้อย รวมถึงรัศมีพลังจากร่างยามที่ทั้งสองเข้าต่อสู้ พลังระดับนั้นเป็นพลังที่ไม่ได้ด้อยกว่านักผจญภัยระดับบุษราคัมหน้าไหน ๆ เลย 

         

        เรนเดลและเซเรนเซ่นั้นปกปิดคำแห่งพลังของตน หากไม่ได้ปกปิดเช่นเดียวกันกับเขาที่ปกปิดจนถึงระดับขั้น เมื่อดูจากรัศมีพลังก็พอจะคาดเดาได้ว่าทั้งสองเป็นเพียงนักสลักเอก นักสลักเอกที่มีพลังถึงเพียงนั้นสมควรเป็นผู้เรียนรู้ 4คำมาก่อน บุคคลระดับนั้นย่อมมีชื่อเสียงโด่งดังบ้าง

         

        เขาพยายามนึกถึงใบหน้าและนามของเรนเดลแล้วแต่กลับไม่เคยพบที่ใดเลย อีกฝ่ายสมควรเป็นเช่นเดียวกับเขา อัจฉริยะไร้สังกัด เพียงเกี่ยวข้องกับขุมกำลังใหญ่อย่างหยาบ ๆ อย่างเขาคือสมาคมนักผจญภัย ส่วนเธอคือศาสนาปฐมมันตรา

         

        แต่ดูจากความเลื่อมใสศรัทธาแล้วก็ไม่แน่ อาจเป็นพวกหน่วยลับของศาสนจักร โฟเรลวิเคราะห์โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

         

        หากดูตามเนื้อผ้าและพลังแล้วเขามั่นใจว่าเขาเอาชนะนักสลักเอกจากผู้เรียนรู้ 4คำได้ เขานั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้น ถึงอีกฝั่งจะเป็นผู้ฝึกสัตว์เขาก็เอาชนะได้

         

        แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด เพียงมองหน้าและดวงตาของเธอ ความมั่นใจเหล่านั้นกลับหายไปสิ้น ภายใต้ดวงตาสีม่วงดังอัญมณีนั้นเขาไม่เห็นสิ่งใด ไม่เห็นแม้แต่ความกลัว 

         

        และนั่นทำให้เขาไม่สบายใจอย่างยิ่ง ราวกับว่าแท้จริงแล้วอีกฝั่งไม่ใช่เพียงนักบวชธุดงค์ธรรมดา ๆ โดยเฉพาะม้าแผงคอแดงที่ข้างกายตัวนั้น มันจับจ้องมาที่ตัวเขาโดยไม่คลาดสายตาแม้แต่น้อย

         

        ตลอดเวลาที่มันมีท่าทีขบขันหรือตื่นเต้น มันไม่เคยละสายตาจากเขาเลย โฟเรลไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการถูกจ้องมองนั้นจะน่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้ ลางสังหรณ์และประสบการณ์การเป็นนักผจญภัยของเขากำลังร่ำร้อง

         

        ราวกับห้วงจิตกำลังพยายามกรีดร้องเตือนว่า 'ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามเข้าหาเรื่องสองคนตรงหน้า'

         

        นี่คือหนึ่งในความสามารถของเผ่าจิตวิญญาณ ลางสังหรณ์ หรือที่บางคนเรียกกันว่าการสื่อสารกับมหานทีรากวิญญาณ แม้จะไม่ถูกต้องเสมอและแม่นยำในทุกครั้ง แต่สำหรับเผ่าจิตวิญญาณแล้วพวกเขามักยึดถือมันเป็นสำคัญ

         

        คีตาราวกับรับรู้ความคิดของโฟเรลได้ ด้านหน้าคือเรนเดลที่ยิ้มกว้างอย่างไร้พิษภัย แต่ด้านหลังคือม้าแผงคอแดงที่จับจ้องโฟเรลตาไม่กะพริบ

         

        ‘ไม่คิดเงินหรอกค่ะ’ เรนเดลเอียงคอน้อย ๆ ‘คุณก็น่าจะเดาได้นะคะว่าฉันอยากได้อะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยน?’ ใบหน้าน่ารักกลายสภาพเป็นหวานหยด

         

        โฟเรลนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว นักบวชหญิงผู้นี้ฉลาดอย่างแท้จริง

         

        “ข้อมูลสถานที่ตั้งนั้นอยู่ในข้อตกลงอยู่แล้ว แต่เพราะอ่าวใต้บาดาลนั้นมีพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของมหาทวีป การจะตามหาที่นั่นให้เจอยากกว่าการเดินทางในทะเลทรายมากนัก” โฟเรลกล่าวอย่างเชื่องช้า

         

        “เสาค้ำสมุทรนั้นจัดตั้งอยู่ในวิหารที่เผ่าใต้บาดาลหลายยุคสมัยก่อนสร้างขึ้น แทบทั้งหมดอยู่ในน่านน้ำลึก มีเพียงเรือวิเศษไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่สามารถดำลงไปได้”

         

        “นั่นคือวิธีการเดินทางที่ดีที่สุดสำหรับการตามล่าสมบัติในอ่าวใต้บาดาล เป็นแหล่งทรัพย์สมบัติของโจรสลัดมากมาย แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงเพราะความโหดร้ายของสัตว์อสูรเช่นกัน”

         

        “ดังนั้นหากต้องการค้นสมบัติใต้สมุทร วิธีที่ดีที่สุดคือพึ่งพาเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ใต้สมุทรตั้งแต่แรก เผ่าใต้บาดาล”

         

        เรนเดลนั้นพูดไม่ได้ หน้าที่พูดทั้งหมดจึงตกเป็นของโฟเรล เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงท้อใจเล็กน้อย หากเลือกได้เขาก็ขอใช้เงินจ่ายยังดีเสียกว่า

         

        ‘เผ่าใต้บาดาลขึ้นชื่อเรื่องการเก็บตัวและไม่สุงสิงกับเผ่าพันธุ์อื่น แม้แต่การขึ้นบกยังน้อยมาก’ เรนเดลยิ้มน้อย ๆ

         

        ‘พวกเขาแทบไม่เคยออกมาจากอ่าวใต้บาดาล จึงไม่สนิทสนมกับเผ่าพันธุ์ใดแถมยังรังเกียจอาณาจักรไฟกัลป์เพราะความขัดแย้งในอดีต การจะสนิทสนมกับพวกเขาจึงเป็นเรื่องยาก’ ในอดีตเผ่าใต้บาดาลคือเผ่าพันธุ์หนึ่งที่เข้าร่วมกับนางพญาผึ้งพฤกษา ก่อสงครามกับอาณาจักรไฟกัลป์

         

        นั่นเป็นหนึ่งในไม่กี่เหตุการณ์ที่พวกเขายกพลขึ้นบก ความแข็งแกร่งของเผ่าใต้บาดาลนั้นไม่ด้อยไปกว่าเผ่าพันธุ์ชั้นรองอันดับต้น ๆ อย่างเผ่าครึ่งสัตว์ แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ยังประสบกับความพ่ายแพ้ภายใต้เพลิงกัลป์ของสตรีแห่งไฟ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพวกเขาแทบไม่ออกมาจากอ่าวใต้บาดาลอีก

         

        ‘ฉันเป็นมนุษย์แถมยังเป็นประชากรไฟกัลป์ หากไปตามหาเองแล้วไม่เจอคิดว่ายังไงก็คงขอให้พวกเขาช่วยไม่ได้แน่ค่ะ กำลังคิดหนักเลยว่าทำยังไงดี’ แม้เรนเดลจะไม่ได้พูดด้วยเสียงและสื่อสารด้วยภาษามือและกระดาษแปรสภาพ แต่เพียงมองใบหน้านั้นโฟเรลกลับรู้สึกเหมือนตนได้ยินเสียงของนักบวชตรงหน้า

         

        “ฟืด!”

        ทำยังไงดีน้า! เซเรนเซ่รับลูกอย่างรู้ใจ

         

        โฟเรลพยายามฝืนรั้งใบหน้านิ่งไร้อารมณ์ของตนหากมันก็ยากเสียเหลือเกินเมื่ออีกฝ่ายจงใจพูดกวนเขาเช่นนี้

         

        “ผมสามารถพาคุณเรนเดลไปพบผู้อาวุโสผู้นั้นได้ครับ” โฟเรลยกสองมือน้อย ๆ เป็นการยอมแพ้ เอ่ยตอบอย่างจริงใจ ด้วยเส้นสายของเขาและความสัมพันธ์ส่วนตัว เขาทำเช่นนั้นได้จริง

         

        ‘ถึงพาไปพบอีกฝั่งก็อาจจะปฏิเสธได้นะคะพอผู้อาวุโสเห็นฉัน’ เรนเดลเอียงคอ เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง โฟเรลสะอึกไปน้อย ๆ พาไปพบตัวยังไม่พออีกหรือ?

         

        “ถ้าผมเอ่ยปากขอ ท่านต้องยินดีช่วยแน่ ๆ ครับ”

         

        ‘แต่เขาอาจจะปฏิเสธนะคะถ้ารู้ว่าฉันคือคนที่อยากไป’ เรนเดลก้มหน้าลงถอนหายใจ แสดงท่าทีหวาดกลัวที่ไม่เนียนเลยแม้แต่น้อย

         

        “ผมจะช่วยอ้างไปว่าส่งคุณเรนเดลไปตามหาของให้ผมครับ” โฟเรลยังไม่ยอมแพ้ มองการแสดงของนิทานด้วยมุมปากที่สั่นไหว

         

        ‘ฉันมีเวลาไม่มากจริง ๆ ค่ะ ถ้าผู้อาวุโสท่านนั้นไปกับแค่ฉันและเซเรนเซ่ ท่านอาจจะไม่ตั้งใจจนพาเสียเวลาก็ได้’ นิทานพลิกกล่องใสในมือของตนเล่นไปมา

         

        ‘ยังมีเรื่องการที่เผ่าใต้บาดาลคนอื่นอาจแสดงท่าทีรังเกียจอีก จะสื่อสารอะไรกับใครก็ลำบาก’

         

        “ผมสามารถแนะนำนักผจญภัยที่ชำนาญทางและเชื่อถือได้ให้ได้นะครับ”

         

        ‘ภารกิจเช่นนี้รางวัลภารกิจต้องสูงมากแน่ ๆ ฉันจ่ายไม่ไหวหรอกค่ะ ฉันธุดงค์ด้วยความศรัทธา ดังนั้นจึงมีเงินเก็บไม่มาก..’ เรนเดลยกชายเสื้อและขอบกระโปรงของตนที่เลอะเทอะและขาดเป็นรูให้อีกฝั่งดู

         

        โฟเรลหลับตาลง เงยหน้าขึ้นฟ้า พ่นลมออกจากจมูกยาวหลายวินาที เขาหาทางเถียงเธอคนนี้ไม่ออกอีกแล้วจริง ๆ ไม่ว่าเขาจะให้เหตุผลเพิ่มเติมอะไรไปอีกเธอก็คงจะไม่ยอมรับอีก

         

        ‘แต่ฉันเข้าใจคุณโฟเรลนะคะ สำหรับนักผจญภัยแล้วภารกิจแบบนี้รางวัลสูงกว่าปกติมาก มูลค่าของเห็ดก่อรูปทรายคงไม่มากพอจริง ๆ เช่นนั้นก็ไม่เป็นไรค่ะ’ เรนเดลฉวยโอกาสที่โฟเรลกำลังคิดหนักรีบตัดบท

         

        ‘องค์เดรฟัสย่อมคุ้มครองผู้เมตตา ฉันขอภาวนาให้คุณโฟเรลได้พบกับเห็ดก่อรูปทรายเร็ว ๆ นะคะ ส่วนทางด้านข้อมูลที่ตั้งของวิหารคุณโฟเรลสามารถส่งผ่านสมาคมนักผจญภัยได้เลยค่ะ’ เธอก้มตัวลง หลับตาลงภาวนาให้แก่โฟเรลอย่างจริงใจ

         

        เป็นอีกครั้งที่เธอทำให้โฟเรลควบคุมใบหน้าของตนไม่อยู่ ยิ่งยามที่เธอเก็บกล่องใสที่บรรจุเห็ดก่อรูปทรายลงไปเขาเกือบจะเอื้อมมือออกไปห้ามแล้วด้วยซ้ำ

         

        ‘องค์เดรฟัสอำนวยพร หากเราโชคชะตาต้องกันคงได้พบกันอีก’ เธอหันมายิ้มให้โฟเรล แล้วจึงกระโดดขึ้นหลังเซเรนเซ่ เพียงก้าวแรกที่เซเรนเซ่ออกเดิน มือสีขาวผ่องเอื้อมมาคว้าชายเสื้อของเธอไว้อย่างรีบร้อน

         

        ‘แตะตัวนักบวชเช่นนี้เสียมารยาทนะคะ’ เรนเดลกล่าวดุ หันมามองโฟเรลด้วยแววตาไม่พอใจนัก

         

        โฟเรลพูดไม่ออกไปพักใหญ่ ท้ายที่สุดแล้วจึงพูดเสียงค่อย “ยอมแพ้แล้วครับ..”


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน