สีหน้าของสเตฟานดูอึ้งไปถนัดตา แต่มันเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะสงบดังเดิม ทว่านั่นก็มากพอที่จะทำให้ยูมิโกะจับโป๊ะได้ เธอเลยหัวเราะออกมาเบาๆ
“ หึ หึ หึ ดูท่าทางชั้นจะคิดไม่ผิด ท่าเด็ดของแกคงจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ”
“ เจ้าคิดแบบนั้นจริงๆหรือ เด็กน้อย มันอาจไม่ได้มีแค่นี้ก็ได้นะ ”สเตฟานกล่าวเรียบๆ แววตาแทบไม่สั่นไหวเลยซักนิด มุมปากแย้มยิ้มเล็กน้อย ยูมิโกะจึงเริ่มสงสัย
“ เอ….หรือจะมีทีเด็ดที่เราคาดไม่ถึงอีก ไม่ได้การ ต้องรีบใช้พลัง จะได้รู้ว่ามันคิดอะไร ”
แต่ไม่ทันที่ยูมิโกะจะได้ใช้ลูกเล่นของตัวเอง ริมฝีปากบางของสเตฟานก็ฉีกกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวสีขาวที่แหลมคม อันชวนให้ขนทั่วกายของเด็กสาวลุกชูชัน เพราะเกิดลางสังหรณ์ที่น่าสะพรึงกลัว และทันทีที่ดวงตาของเธอกะพริบ เงาดำวูบใหญ่ก็มาโผล่ที่ด้านหลัง พร้อมกระเเสเสียงที่เย็นยะเยือก
“ ตายซะเถอะ นังหนูน้อย เจ้ารู้มากเกินไปแล้ว ”
ประกายแสงที่คมวาวตวัดใส่ซอกคอของเด็กสาว ด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ แต่ก่อนที่สิ่งนั้นจะเข้าเป้า ได้มีใครบางคนพุ่งเข้ามาแทรก พร้อมยกดาบใหญ่ขึ้นมารับ
“ เคร้ง……”
เด็กสาวตกใจสุดขีด และเมื่อรู้สึกตัวอีกที เธอก็รีบถอยฉาก พร้อมหันไปมองที่จุดเกิดเหตุ จึงพบกับสเตฟานและอัลเบิร์ต ที่ตอนนี้กำลังปะศาสตรากันอยู่ โดยฝ่ายหนุ่มหล่อถือมีดสั้น ส่วนบุรุษตาสีเหล็กกระชับดาบใหญ่ทรงยุโรป
“ ฮึ่ม…นี่ท่านขัดขวางข้าอีกแล้วนะ ”สเตฟานขู่คำรามเบาๆ ท่าทางไม่พอใจ
“ ข้าไม่ยอมให้เจ้าสังหารเด็กคนนี้แน่ ”อัลเบิร์ตตอบกลับ น้ำเสียงเรียบเฉย
หลังจากได้เห็นภาพนั้น ยูมิโกะก็รู้ทันทีว่าเหตุการณ์เป็นเช่นใด นั่นก็คือสเตฟานได้บังคับเงาดำให้เคลื่อนมาหยุดอยู่ที่ด้านหลัง แล้วใช้วิชาวาร์ปเงามาโผล่ตรงจุดตาย เพื่อสังหารเธอ แต่อัลเบิร์ตอ่านเกมออก เลยจับตาดูว่าเงานั้นจะย้ายไปที่ไหน ทำให้ป้องกันได้ทันท่วงที
“ เยี่ยมมากที่ลุงใช้วิธีดูเงา แค่นี้เราก็รู้แล้วว่าเจ้าแวมไพร์หน้าใสจะโผล่ตรงจุดไหน ”ยูมิโกะที่ดูออกทั้งหมด หันไปย้ำกับอัลเบิร์ตอีกครั้ง ซึ่งบุรุษผู้นั้นก็พยักหน้ารับ ดวงตาสีเหล็กยังคงจับจ้องที่คู่อริ
สเตฟานรู้สึกอับจนหนทาง เขาไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะมาอยู่ตรงจุดนี้ เพราะที่ผ่านมา สิ่งที่ตั้งใจจะทำ ล้วนสำเร็จอย่างง่ายดาย แต่คราวนี้กลับบอดสนิท
“ ฮึ่ม…เราจะฆ่าสองคนนี่ยังไง ”
และในทันทีที่สเตฟานนึกขึ้นมาได้ว่า......ยูมิโกะและอัลเบิร์ตน่าจะมีพลังพิเศษเช่นกัน หนุ่มหล่อก็สะดุ้งหนึ่งที ด้วยความตกใจ
“ แย่แล้ว เจ้าสองคนนี้น่าจะอ่านใจได้เหมือนเรา ไม่ได้การ แบบนี้ต้องเผ่นหนีก่อน แล้วค่อยกลับมาชำระแค้นใหม่ ”
“ ลุงอัลเบิร์ตรีบจัดการ มันกำลังจะหนีแล้ว ” เหมือนยูมิโกะจะได้ยินเสียงในใจของสเตฟาน เธอจึงร้องตะโกน พร้อมรีบรุดออกไป หวังจะไปให้ถึงตัว แต่อัลเบิร์ตกลับกระชากคอเสื้อของเด็กสาวเอาไว้ แล้วกล่าวเสียงเข้ม
“ หยุด….อย่าเพิ่งเข้าไป ”
“ จะห้ามทำไม เดี๋ยวเจ้าปีศาจนั่นก็หนีไปได้หรอก ” ยูมิโกะยังคงร้อนรน ในขณะที่ร่างของสเตฟานเริ่มจะสลายตัวกลายเป็นเงาดำ เหลือไว้เพียงใบหน้าอันหล่อเหลา ไม่นาน อมนุษย์ก็ปิดท้ายด้วยการกล่าวคำอาลาช้าๆ
“ หึ หึ หึ ดูท่าทางว่าวันนี้จะฤกษ์ไม่ดี เพราะการรับมือกับนักล่าแห่งเผ่าพันธุ์อมตะและมนุษย์ผู้มีพลังพิเศษ น่าจะเป็นงานที่หนักเกินไป ข้าพเจ้าจึงขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า……”
พอสเตฟานกล่าวจบ ใบหน้าของเขาได้สลายตัวกลายเป็นเงาดำ และสสารนั้นก็บินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้มนุษย์ผู้มีพลังพิเศษและนักล่าแห่งเผ่าพันธุ์อมตะยืนนิ่งงันกันอยู่สองคน
“ ชิ…ลุงเป็นบ้าอะไร ถึงได้ปล่อยไอ้ปีศาจนั่นไป ” พอเห็นว่าเป้าหมายได้หนีหายเป็นที่เรียบร้อย ยูมิโกะก็สะบัดตัวให้พ้นจากการเกาะกุม แล้วเหวี่ยงใส่ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่บันดาลโทสะ แถมยังตอบเบาๆ ด้วยท่วงท่าที่ดูสุขุมเหลือประมาณ
“ ข้าไม่ได้วิกลจริตอย่างที่เจ้ากล่าวหา แต่เท่าที่ประเมิน ปีศาจนั่นทรงพลังเหลือเกิน และเราไม่ได้ไล่บี้มันอย่างที่เจ้าเข้าใจ ”
“ ลุงก็พูดไปเรื่อย เห็นอยู่ชัดๆว่า…มันเผ่นหนีไป เพราะกลัวฝีมือของเราสองคน ” ยูมิโกะโวยดัง แต่ทันใดนั้น เธอก็พลันได้คิด
“ เอ๊ะ! หรือว่า…….”
“ ใช่แล้ว เป็นอย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละ ” อัลเบิร์ตพูดจบ ก็ก้มลงไปหยิบก้อนหิน แล้วโยนไปยังจุดที่สเตฟานเคยยืนอยู่ แต่ก่อนจะถึงเป้าหมาย มันก็หยุดนิ่งกลางอากาศ พร้อมมีกระแสไฟฟ้าล้อมรอบอยู่แวบนึง จากนั้นก็ตกลงไปนอนนิ่งบนพื้นถนน
“ ตุบ….”
ถึงตรงนี้ ยูมิโกะรู้ชัดแล้วว่า….ก่อนที่สเตฟานจะจากไป เขาได้วางกับดักบางอย่าง แล้วถ้าเมื่อกี้ เธอผลีผลามเข้าไปจู่โจม มีหวังถูกกระแสไฟฟ้านั้นช็อตจนไหม้เกรียมอย่างแน่นอน ทำให้สาวน้อยเริ่มรู้สึกหวาดกลัว
“อืม…..เจ้าแวมไพร์ตัวนี้ช่างเจ้าเล่ห์นัก ”
“ ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะอมนุษย์ตนนี้น่าจะอยู่มาหลายพันปี เลยเชี่ยวชาญกลศึกพอสมควร” อัลเบิร์ตเสริมอีกคำ และยกสองมือขึ้นมาขยับปกเสื้อให้เข้าที่
“ แล้วเราควรจะทำยังไงกับมัน ”ยูมิโกะถามไถ่ เพราะถึงเธอจะดูแก่นแก้ว แต่ก็ยังมีชั่วโมงบินที่ค่อนข้างน้อย ด้วยเกิดมาบนโลกเพียงแค่ 14-15 ปี และถ้อยคำนี้ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้อัลเบิร์ตคิดหนัก
“ อืม…….คงตามล่ามันตอนนี้ไม่ได้ เพราะกำลังพลของเรายังไม่พร้อม อีกประการ…..”
“ อีกประการอะไร ” ยูมิโกะทวงถามโดยเร็ว ท่าทางร้อนใจ แต่อัลเบิร์ตกลับหันไปมองในทิศที่สเตฟานจากไป พร้อมกล่าวเบาๆแค่พอได้ยิน
“ อีกประการ เจ้าปีศาจนั่นยังไม่ได้เอาจริง มันยังมีไม้เด็ดซ่อนอยู่ ”
…………………………..
อัลเบิร์ตและยูมิโกะได้พาหรั่งมาให้วอนจองดูอาการ ซึ่งพอนักวิทยาศาสตร์สาวตรวจเสร็จ ก็พบว่าหนุ่มลูกครึ่งไทยอังกฤษบาดเจ็บสาหัส ทว่าก็ยังมีข่าวดี นั่นก็คือ…ผู้ป่วยไม่ได้ติดเชื้อแวมไพร์ เพราะไม่ได้โดนฝังเขี้ยวลงบนลำคอ เธอจึงเป่าปากระบายลม ด้วยความโล่งอก
“ ฟู่…..ค่อยยังชั่ว ชายคนนี้ไม่ได้โดนพวกมันกัด เขาแค่บาดเจ็บธรรมดา และถ้าได้รับการรักษาที่ทันท่วงที ก็น่าจะไม่เป็นไร ”
“ งั้นพวกเราจะเอายังไง ปฐมพยาบาลพี่ชายเบื้องต้น แล้วนำไปส่งให้โรงพยาบาลรักษาต่อดีมั้ย ” ยูมิโกะเสนอความคิด พร้อมหันไปมองอัลเบิร์ต ด้วยรู้ดีว่าสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจอยู่ที่บุรุษตาสีเหล็ก เนื่องจากเขาคือผู้นำของแก๊งนี้
อัลเบิร์ตยกมือขึ้นลูบคางเบาๆ ดวงตาดูเหม่อลอย ไม่นาน ก็ได้บทสรุป
“ ไม่ เราจะเอาเขาไปรักษา เพราะชายคนนี้สามารถเผชิญหน้ากับเหล่าปีศาจได้ตั้งนาน โดยที่ยังรอดชีวิตอยู่ จึงน่าจะมีดีบางอย่าง และช่วยพวกเราได้ ”
ทั้งยูมิโกะและวอนจองไม่ค่อยแน่ใจ เพราะในตอนนี้ ก๊วนของพวกเขายังต้องคอยดูแลหมวยสาวที่กำลังจะกลายเป็นแวมไพร์ และถ้ามีหนุ่มแปลกหน้ามาให้รักษาอีกคน น่าจะเป็นงานที่สาหัสมิใช่น้อย ทว่าสุดท้าย พวกเธอก็ขัดอัลเบิร์ตไม่ได้ จึงยอมปฏิบัติตามแต่โดยดี
“ อืม……ได้แต่หวังว่านายคนนี้จะเป็นประโยชน์กับเรา” ยูมิโกะปรายตาไปยัง…..หรั่งที่นอนสลบ
…………………………..
สามสหายต่างวัยเดินทางกลับถึงรวงรัง อันเป็นโกดังร้าง และพอเก๋งรุ่นเก่าจอดสนิท พวกเขาก็แยกย้ายกันทำหน้าที่ อัลเบิร์ตเป็นคนอุ้มหมวยสาวและหรั่งไปที่แล็ป ส่วนวอนจองตรวจเช็คความเรียบร้อยของห้องนั้น โดยมียูมิโกะเป็นลูกมือ
แล็ปแห่งนั้นเป็นห้องเล็กๆขนาด 10 คูณ 10 เมตร หลอดไฟบนเพดานสว่างเป็นพิเศษ เพื่อให้สะดวกต่อการทำงานทางวิทยาศาสตร์ เครื่องไม้เครื่องมือถูกวางอยู่ในตู้และบนโต๊ะจนครบครัน ผู้ที่เป็นใหญ่ในที่นี้ก็คือ….วอนจอง ซึ่งสวมยูนิฟอร์มประจำตัว อันเป็นเสื้อกราวด์สีขาวสะอาด แน่นอนว่ายูมิโกะที่เป็นลูกมือ ก็ใส่เครื่องแบบเดียวกัน
“ อืม…..อย่าแรกเลย ขอตรวจอย่างละเอียดก่อน ”จองวอนขยับไปยืนข้างเตียงผ่าตัด ที่ตอนนี้มีร่างสูงใหญ่ของหรั่งสถิตอยู่ และพอสองสาวถอดเสื้อของหนุ่มลูกครึ่งออก หัวใจก็เต้นรัวเป็นกลองเพล เพราะนั่นคือสัดส่วนที่ชวนเร้าใจ
“ว้าว…..หุ่นของพี่ชายคนนี้ช่างเท่เหลือหลาย อย่างกับเทพเจ้าธอร์ในหนังของมาร์เวลเลย ” ยูมิโกะโพล่งออกมาเป็นคนแรก ซึ่งเมื่อดูจากอุปนิสัยแก่นแก้วของเธอ ก็ไม่น่าแปลกใจนัก แต่ที่ชวนพิศวงสุดๆกลับเป็น…น้ำคำของวอนจอง
“ นั่นน่ะสิ เขาเท่จังเลย ”
“ ฮ้า……พี่สาวว่าไงนะ” ยูมิโกะถึงกับอ้าปากค้าง เพราะไม่คิดว่าสาวสวยเย็นที่เรียบร้อยสุดๆจะพ่นวาจาแบบนี้ออกมาได้ วอนจองจึงเริ่มแก้ตัว พร้อมเดินห่างออกมา เพื่อทำทีจะหยิบเครื่องมือ
“ เอ่อ….ไม่มีอะไร เราเริ่มทำงานกันดีกว่า ชายคนนี้ต้องได้รับการรักษาแบบเร่งด่วน เพราะอาการของเขาดูไม่สู้ดี ”
ถึงวอนจองจะปากแข็ง และพยายามเบี่ยงเบนประเด็นมากเพียงใด แต่มันก็ไม่ทันกาล ยูมิโกะสามารถหยั่งถึงจิตใจของอีกฝ่ายได้ ทว่าเธอก็ไม่คิดจะแหย่ เพราะตัวเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน
“ อืม….ช่วยไม่ได้ที่พี่วอนจองจะแอบหวั่นไหว เพราะตานี่ดันหล่อเหลาแบบพวกแบดบอย แถมหุ่นก็แซ่บเกินบรรยาย จะว่าไป ชั้นเองก็เริ่มน้ำเดินเหมือนกัน บรื้อ…..”ยูมิโกะพรรณนาเบาๆ ก่อนจะยกสองมือขึ้นมากอดอก แล้วห่อตัวด้วยอาการสยิว
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
