โครตพลังดวงตาเทพเจ้า

    ตอนที่ 49 คำวินิจฉัยของฉีเจา

            
    หลังจากที่เซิงห่าวได้พลิกดูหนังสืออีกสองสามเล่มตามใจชอบแล้วก็ได้กลับมาที่ภาพวาดเหล่านั้น อยากที่จะดูสักหน่อยว่าฉีเจามีความคืบหน้าอะไรไหม

             

            ไม่รู้ว่าฉีเจากลับมาที่ภาพต้นสนเขียวตรงนี้อีกครั้งตั้งแต่เมื่อไรเขาได้ตามหาอยู่ครู่หนึ่งถึงจะหาเจอ และเขาได้เดินมาถึงข้างตัวของฉีเจาแล้วพูดว่า: "ศิษย์พี่ พบอะไรบ้างไหมครับ? "

             

            เมื่อฉีเจาได้ยินเสียงของเขาอย่างนี้ถึงได้ละสายตาออกมาจากบนภาพวาดนั้น และได้ถอนหายใจออกมาพลางพูดว่า :"ยังไม่เห็นจะเจออะไรเลย"

             

            ไม่ใช่แค่เขาที่ไม่ได้ค้นพบอะไรเลยเท่านั้นแม้กระทั่งคนอื่นๆ ก็ไม่พบอะไรเช่นเดียวกัน อยู่ๆก็เอาภาพวาดของถังป๋อหู่ออกมาถึงเจ็ดแผ่นดูเหมือนว่าผลของมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเสียแล้ว

             

            แม้ว่าจะมีคนต้องการที่จะคิดว่าภาพวาดที่เหลือจะเป็นของแท้ทั้งหมด

             

            แต่ทว่าก็มีคนหนึ่งที่พึ่งจะยืนยันอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ถึงภาพวาดนกแผ่นหนึ่งในนั้นและยังมีเหตุผลที่เพียงพออีกด้วย แต่ผลสุดท้ายพนักงานได้บอกกับทุกคนว่าความจริงแล้วภาพนี้นั้นเป็นของปลอม

             

            ดังนั้นภาพวาดแผ่นนี้ก็ได้ถูกย้ายออกไปด้วย

             

            และคนผู้นั้นก็ถือได้ว่าเสียหน้าจนไม่เหลือแม้แต่เกียรติหรือศักดิ์ศรีอีกแล้วหลังจากภาพวาดนั้นได้ถูกนำออกไปจากนั้นก็ได้เอาปี๊บคลุมหัวแล้วก็จากไปจากสถานที่จัดงานแห่งนี้

             

            ทุกคนก็ได้ดูอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้นไปอีกแม้ว่าในใจจะมีความสงสัยอยู่บ้างเล็กน้อยแต่ก็ยังคงไม่กล้าที่จะเริ่มพูดออกมาเกียรติและศักดิ์ศรีสำหรับพวกเขาแล้วมีความสำคัญมาก

             

            เซิงห่าวมองเวลาอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นมาว่า: "ศิษย์พี่ไม่สู้พวกเราไปกินข้าวกันก่อนสักหน่อยดีกว่าถึงคุณจะอยู่ดูที่นี่ตลอดแต่ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถมองอะไรออกได้ ไม่สู้พวกเราไปผ่อนคลายสักครู่หนึ่งไม่แน่หลังจากที่กลับมาคุณอาจจะค้นพบอะไรบางอย่างก็ได้"

             

            ร้านอาหารในสถานที่จัดงานได้เปิดขึ้นแล้วคนที่ดูภาพวาดก่อนหน้านี้น้อยลงไปกว่าครึ่ง เพราะได้ล่วงหน้าไปกินข้าวกันก่อนแล้ว

             

            ฉีเจาจำใจต้องพยักหน้า :"เอาอย่างนั้นเถอะ พวกเราไปกินข้าวกันก่อน" พูดจบก็เดินไปที่ร้านอาหารด้วยกันกับเซิงห่าว

             

            ผู้คนในร้านอาหารนั้นมีไม่มากนักทั้งสองคนที่ได้สั่งอาหารมาแล้วก็พากันหาที่นั่งตามอัธยาศัย

             

            เมื่อได้นั่งลงแล้วเซิงห่าวก็ได้หยิบยกข้อสงสัยของตัวเองขึ้นมา: "ศิษย์พี่ ถ้าหากพวกเราไปยืมใช้อุปกรณ์บางอย่างมาทำการประเมินล่ะไม่ใช่ว่ามันจะสะดวกกว่าและยิ่งสามารถที่จะยืนยันความถูกต้องได้มากกว่านี้เหรอ?"

             

            ตลอดทั้งเช้านี้ทุกคนต่างก็ใช้สายตาและใช้มือในการแยกแยะกันทั้งนั้นไม่ได้การใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือใดๆ เลยแม้แต่น้อย

             

            "ถ้าหากว่ายืมเครื่องมือมาใช้ในการประเมินแล้วล่ะก็อย่างนั้นมันก็ไม่นับเป็นหัวข้อแล้วกระบวนการในการได้รับการแข่งขันของผู้ที่มีคุณสมบัติในการเข้าชิงตำแหน่งผู้อำนวยการการมันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น"ฉีเจากินอาหารไปด้วยแล้วก็พูดไปด้วย"ความจริงแล้วสิ่งนี้ก็เหมือนการสอบประสบการณ์ของทุกคน ถ้าหากมีเครื่องมือแล้วล่ะก็ฉันคิดว่าแม้แต่เธอก็สามารถมีวิธีที่จะแยกแยะความแตกต่างของภาพวาดออกมาได้เหมือนกันพูดตามตรงก็เป็นการทดสอบความรู้ของทุกคนนั่นแหละ"

             

            เซิงห่าวพยักหน้าอย่างเข้าใจ :"ถ้าอย่างนั้นศิษย์พี่ไม่พบอะไรเลยสักนิดจริงๆ เหรอ?"

             

            เมื่อได้ยินคำถามนี้ของเซิงห่าวแล้วทันใดนั้นฉีเจาก็วางตะเกียบในมือลงทันที แล้วคิ้วก็เริ่มขมวดเข้าหากัน แต่จริงๆก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

             

            เซิงห่าวก็ไม่ได้ถามอะไรอีกเช่นกันเพราะเขามองออกว่าในเวลานี้ฉีเจาคงจะไม่รู้ว่าควรจะแสดงความหมายของตัวเองออกมาได้อย่างไร

             

            หลังจากนั้นไม่นานนักฉีเจาก็ได้เริ่มเปิดปากพูด : "ที่จริงแล้วฉันก็พบอะไรบางอย่างแม้แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่ามันไร้สาระเลย"

             

            “ถ้างั้นมันคืออะไร?” 

             

            "ภาพต้นสนเขียวนั้นฉันใช้เวลาดูนานที่สุดฉันรู้สึกว่าในนั้นมีแผ่นหนึ่งเป็นผลงานของถังป๋อหู่ของจริง และอีกสองแผ่นนั้นก็มีโอกาสน้อยสักหน่อยที่จะเป็นของแท้"

             

            “แต่ว่า”ฉีเจายิ่งขมวดคิ้วมากขึ้นไปอีก"แต่ในอีกแง่หนึ่งฉันก็รู้สึกว่าพวกเขาทั้งหมดนั้นเป็นภาพปลอมฉันรู้สึกว่าในเรื่องนี้มันจะต้องมีปัญหาอะไรบางอย่างแน่นอนแต่ฉันก็ไม่รู้ว่าปัญหานั้นมันคืออะไร "

             

            เซิงห่าวได้ฟังคำพูดของเขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำตอบของระบบขึ้นมา ครึ่งหนึ่งแท้ครึ่งหนึ่งปลอมหรือว่าในภาพวาดทั้งสามแผ่นนั้นยังจะมีความลับอะไรบางอย่าง

             

            "ศิษย์พี่ถ้าอย่างนั้นคุณดูจากตรงไหนถึงคิดว่าพวกเขามีปัญหา"

             

            "ควรจะพูดว่าเป็นในส่วนของเม็ดสีและกระดาษวาดภาพภาพต้นสนเขียวทั้งสามภาพนั้นถ้าหากสามารถเปรียบเทียบทีละชิ้นอย่างจริงจังแล้วล่ะก็ความจริงแล้วคงจะมองเห็นความแตกต่างได้มากมายแผ่นซ้ายสุดฉันก็สงสัยว่ามีความเป็นไปได้ที่มากที่สุดที่จะเป็นของแท้สีที่อยู่บนกระดาษวาดภาพของมันนั้นฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้ให้ความรู้สึกเหมือนมีระดับขั้นอยู่มันเหมือนกับว่าภายในภาพวาดนั้นก็มีภาพเหมือนอยู่ด้วย"

             

            มีระดับขั้น? ภายในภาพวาดมีภาพวาด? 

             

            ในที่สุดเซิงห่าวก็เข้าใจว่าทำไมศิษย์พี่ถึงได้รู้สึกว่ามันค่อนข้างที่จะไร้สาระเว้นแต่ว่ากระดาษแผ่นหนึ่งจะถูกแบ่งครึ่งออกเป็นสองชิ้น ไม่ใช่การพับครึ่งสองซีกและแม้แต่ในแนวระนาบที่มิลลิเมตรก็ไม่เพียงพอ และถูกแบบครึ่งเป็นสองซีกอย่างนี้ไม่ต้องพูดเลยว่ามันจะยากมากขนาดไหน

             

            และถึงแม้ว่าจะทำแบบนั้นได้ก็ยังต้องวาดภาพอีกภาพหนึ่งตรงกลาง หลังจากนั้นก็ติดเข้าด้วยกันสิ่งนี้อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของการวาดภาพในภาพก็ได้แต่มันกลับจะถูกค้นพบได้ง่ายมาก

             

            เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถเป็นไปได้

             

            ฉีเจาถอนหายใจพลางหยิบตะเกียบขึ้นมาใหม่: "กระดาษแผ่นนั้นฉันก็เคยตรวจสอบมาก่อน แน่นอนว่ามันเป็นแค่กระดาษหนึ่งแผ่นแต่ก็ไม่รู้ว่าฉันมองผิดไปหรือเปล่า"

             

            เซิงห่าวก็เลยต้องปลอบใจเขา :"ดูผิดก็ไม่เป็นไรหรอกครับรอจนกว่าคุณจะกลับไปไม่แน่ว่าอาจจะสามารถพบอะไรใหม่ๆ อีกก็ได้ครับ"

             

            เพราะว่าฉีเจามีความคิดมากมายดังนั้นทั้งสองคนใช้เวลากินข้าวไม่นานเท่าไรนักหลังจากที่กินอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วก็กลับไปที่จุดแสดงนิทรรศการอีกครั้ง

             

            และจุดแสดงนิทรรศการนี้ มีคนน้อยลงไปอีกแล้วมีเพียงคนยี่สิบกว่าคนเท่านั้นที่ยังคงมองภาพวาดอยู่

             

            "เอ๋? ทำไมถึงเหลือภาพวาดเพียงแค่สี่แผ่นแล้ว?" เมื่อฉีเจาเดินผ่านไปก็ค้นพบว่าภาพที่เกี่ยวกับนกน้อยลงไปแผ่นหนึ่งแล้ว

             

            คนที่ดูภาพวาดอยู่ด้านข้างนั้นเงยหน้าขึ้นมาตอบคำถาม: "เถ้าแก่เจียงของยูหลิงหลงสามารถมองภาพปลอมออกได้อีกแผ่นก็ย่อมถูกย้ายออกไปแน่นอนอยู่แล้ว"

             

            ไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะมองออกอีก? 

             

            แม้ว่าภายในใจนั้นจะไม่ชอบเจียงรุ่ยเป็นอย่างมากแต่เซิงห่าวก็ต้องยอมรับเช่นกัน แน่นอนว่าเจียงรุ่นก็มีความสามารถอยู่บ้างจริงๆ 

             

            ภาพวาดทั้งหมดเจ็ดแผ่นเขาก็ยืนยันภาพวาดออกมาได้สองแผ่นว่าเป็นของปลอมคนอื่นๆ รวมไปถึงฉีเจาต่างก็ไม่มีใครสามารถยืนยันออกมาได้และที่ยืนยันออกมาได้ก็มีแต่ที่ยืนยันผิดเท่านั้น

             

            เมื่อฉีเจาได้ยินว่าเจียงรุ่นมองภาพวาดปลอมออกได้อีกหนึ่งแผ่นภายในใจก็ยิ่งกดดันมากยิ่งขึ้น ถ้าหากผลสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่สามารถแยกแยะผลงานที่แท้จริงออกมาได้แล้วล่ะก็อย่างนั้นเขาก็จะเสียคุณสมบัติในการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้อำนวยการจัดงานไป

             

            "ศิษย์พี่ อย่าพึ่งท้อใจไปนะยังไม่ถึงช่วงเวลาสุดท้ายเลย" เซิงห่าวเดินไปถึงภาพวาดต้นสนเขียวแผ่นซ้ายสุดเขาได้สังเกตดูอีกครั้ง เนื่องจากคำเตือนของฉีเจา เขาค่อยๆ ดูมันออกอย่างช้าๆว่าภาพวาดแผ่นนี้ให้ความรู้สึกว่าสีมีชนิดของการไล่ระดับอยู่จริงๆ 

             

            เหมือนกับว่ามีภาพวาดสองแผ่นซ้อนเข้าด้วยกันจนเป็นภาพลวงตา

             

            เขาลองสัมผัสไปที่กระดาษหลังจากนั้นก็ดูอยู่ครู่หนึ่ง โดยพื้นฐานแล้วหาไม่พบว่ามีร่องรอยของกระดาษสองแผ่นซ้อนทับกันอยู่

             

            "นี่มันควรจะเป็นแผ่นเดียวกัน"เมื่อฉีเจามองเห็นการกระทำของเขาก็รู้ขึ้นมาได้ทันทีว่าเขานั้นต้องการที่จะทำอะไรกันแน่"วันนี้ฉันสัมผัสมันซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตั้งแต่แรกแล้วสามารถยืนยันได้ว่ามันคือกระดาษแผ่นเดียวกัน"

             

            มีบางส่วน ที่กำลังดูภาพต้นสนเขียวอยู่ด้วยกันกับพวกเขาเมื่อเห็นการกระทำของเซิงห่าว ก็พูดขึ้นว่า : "เด็กน้อยเธออย่าทำให้กระดาษสกปรกสิ ถ้าเกิดว่ามันเป็นผลงานจริงของถังป๋อหู่แล้วถูกเธอทำให้สกปรก อย่างนั้นมันต้องจบเห่แน่"

             

            เซิงห่าวจำเป็นที่จะต้องถอนมือกลับมาเมื่อเขาเดินมาถึงข้างตัวของฉีเจา : "ศิษย์พี่วันนี้ผมได้ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งภายในหนังสือเล่นนั้นมีการกล่าวถึงลักษณะพิเศษของกระดาษซวนจื่อดูเหมือนว่าจะกล่าวขึ้นมานิดหน่อยว่า กระดาษซวนจื่อที่มีคุณภาพดีมันสามารถฉีกออกมาได้หลายหน้าถูกไหม? "

             

            ฉีเจาได้พูดถึงความรู้สึกที่มีชั้นลำดับเขาก็นึกขึ้นมาได้ถึงหนังสือที่เขาได้สแกนไปในช่วงเช้าเนื่องจากในตอนนั้นเขาคิดเพียงแค่ต้องการฆ่าเวลาดังนั้นจึงไม่ได้ดูอย่างละเอียดเท่าไรนักดังนั้นเขาย่อมไม่ได้ตั้งใจที่จะจดจำเอาไว้

             

            สักพักหนึ่งก็มาถึงด้านข้างของภาพวาดเขาก็นึกถึงข้อความบางอย่างที่อยู่ในหนังสือได้

             

            นั่นคือหนังสือเล่มหนึ่งที่ได้แนะนำเกี่ยวกับกระดาษซวนจื่อภายในนั้นเขากล่าวถึงลักษณะพิเศษของกระดาษซวนจื่ออย่างหนึ่งนั่นก็คือในหนึ่งแผ่นมันสามารถฉีกออกมาได้หลายหน้า ถ้าหากมีคุณภาพที่ดีสักหน่อยแม้กระทั่งสี่ถึงห้าแผ่นก็สามารถทำได้

             

            ตอนนั้นเขามองว่ามันเป็นเพียงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยภายในใจก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากเกินไปนักเมื่อคิดขึ้นมาได้ในตอนนี้กลับไม่ค่อยเข้าใจในความหมายของมัน

             

            เขาก็เคยสัมผัสกระดาษซวนจื่อมาแล้วเขาไม่คิดว่ากระดาษแผ่นหนึ่งที่บางขนาดจะสามารถฉีกออกมาได้หลายแผ่น

             

            "ไม่ใช่ว่ากระดาษซวนจื่อทุกแผ่นจะสามารถฉีกออกได้หลายหน้า"ความเข้าใจของฉีเจาย่อมมีมากกว่าเซิงห่าวแน่นอนอยู่แล้ว"มีเพียงแค่กระดาษซวนจื่อที่เข้มข้นเป็นพิเศษถึงจะสามารถฉีกออกจากกันได้"

             

            "เป็นอย่างนี้นี่เอง"เซิงห่าวหันหน้าไปมองที่ภาพวาด ไม่รู้ว่าทำไมในใจของเขาถึงรู้สึกมีความประหลาดใจอยู่เล็กน้อยแต่ว่าความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นกลับไม่รู้ว่าจะพูดออกมาอย่างไร

             

            สมมติว่าภาพวาดของถังป๋อหู่นี้เป็นของแท้ถ้าอย่างนั้นความรู้สึกที่เป็นระดับชั้นเป็นเหมือนกับที่เขาเดาคือทั้งสองแผ่นนี้ซ้อนไว้ด้วยกัน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรไม่แน่ว่าคนที่มีงานอดิเรกที่พิเศษจะเอามาซ้อนไว้ด้วยกัน? 

             

            และถ้ามันเป็นของปลอมแล้วละก็นักลอกเลียนแบบพวกนั้นทำไมถึงได้เอากระดาษสองแผ่นมาซ้อนไว้ด้วยกันแล้วเลียนแบบกัน? ฉันเชื่อมากกว่าพวกไม่น่าจะโง่ขนาดนั้น

             

            น่าเสียดายที่ความคิดขั้นต้นนั้นล้มเหลวทั้งหมดเพราะว่าภาพวาดแผ่นนี้ ดูอย่างไรก็เป็นแค่กระดาษแผ่นเดียวและไม่ได้มีสองแผ่นมารวมเข้าด้วยกันอย่างแน่นอน

             

            "เถ้าแก่ฉีไม่ทราบว่าพวกคุณค้นพบอะไรบ้างหรือเปล่า? ฉันพึ่งจะได้ยินคนอื่นๆ เขาพูดมาว่าดูเหมือนว่าคุณจะค้นพบอะไรบางอย่าง" เจียงรุ่ยที่ไม่รู้ว่าเดินมาถึงข้างตัวของฉีเจาเมื่อไรแล้วมองภาพวาดต้นสนเขียวสามแผ่นนั้นอย่างดูถูกและภูมิใจ

             

            "คือคุณ?" ฉีเจาย่อมไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อเจียงรุ่ยอยู่แล้ว"ฉันจะพบหรือไม่พบอะไรก็ไม่จำเป็นที่จะต้องบอกคุณไม่ใช่เหรอ?"

             

            เจียงรุ่ยยิ้มออกมา :"แน่นอนว่าไม่ต้องบอกฉัน ฉันก็แค่อยากรู้เท่านั้นแหละนอกจากนี้ยังฉันยังสังเกตเห็นถึงบทสรุปของภาพวาดทั้งสามแผ่นนี้ได้แล้วหากว่าคุณไม่คว้าโอกาสครั้งนี้เอาไว้อย่างนั้นฉันก็คงจะต้องเอาภาพวาดทั้งสามแผ่นนี้ลงแล้วล่ะนะ"

             

            .

             

            .

             

            .

             

     

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องโครตพลังดวงตาเทพเจ้า ที่คุณอ่าน