บอสมองไปทางสร้อยฟ้าแล้วยิ้มให้ และเธอเองก็ยิ้มตอบ จากนั้นบอสจึงหันหลังแล้วเดินจากไป มุ่งสู่โรงน้ำชาที่นัดกับพี่สังและพี่สีไว้ เมื่อเห็นว่าบอสไปไกลจนพ้นสายตาแล้ว ผู้ติดตามจึงพูดกับชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายของสร้อยฟ้าผู้นั้นว่า
“ใต้ฝ่าละลองธุลีพระบาท จักทรงปล่อยเขาไปเช่นนี้หรือ พระพุทธเจ้าข้า…”
“อื่อ ปล่อยเขาไว้เยี่ยงนี้แล เราคิดว่า คงจักได้พานพบกันอีกเป็นแน่…”
“แลพระน้องนางเธอฯ ทรงเป็นเยี่ยงไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ ทรงได้รับบาดเจ็บที่ใดหรือไม่…”
(คำว่า “พะย่ะค่ะ” เป็นคำขานรับและลงท้ายประโยคสำหรับใช้กับพระบรมวงศ์ชั้นเจ้าฟ้าและพระองค์เจ้า)
“นั่นสิ เจ้าเป็นเยี่ยงไรบ้าง เจ็บปวดตรงไหนไหม พวกมันทำอันตรายเจ้าหรือไม่ พี่ต้องขอโทษเจ้าด้วย ที่พี่มาช้า…”
“น้องหาได้เป็นอันใดไม่เลยเจ้าค่ะท่านพี่ แลจักมีเพียงแค่ตกใจกลัวเล็กน้อยเท่านั้น…”
ชายหนุ่มและท่านจันถามไถ่อาการของสร้อยฟ้าอย่างเป็นห่วง และได้ตรวจสอบแล้วไม่พบบาดแผลหรือร่องลอยการบาดเจ็บอะไร ทั้งคู่จึงรู้สึกสบายใจ ก่อนจะชวนกันเดินกลับไปยังกำแพงสีขาว โดยมีท่านจันเดินประกบไม่ห่าง
“ท่านจัน ท่านคิดว่าพวกมันเป็นผู้ใดหรือ จึงกล้ากระทำการอุกอาจเยี่ยงนี้ พวกมันมิเกรงกลัวเราเลยแม้แต่น้อย…”
“พระราชอาญามิพ้นเกล้าฯ ข้าพระพุทธเจ้า คิดว่าอาจจักเป็นพวกกลุ่มผู้มีอำนาจเก่าที่มิไคร่ในตัวใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทก็เป็นได้ แลเห็นจักจัดการกับพระองค์มิใช่เรื่องง่าย จึงมุ่งไปที่พระบรมวงศ์ที่ใกล้ชิดแทน ควรมิควรฯ สุดแล้วแต่จะทรงโปรดฯ พระพุทธเจ้าข้า”
(คำว่า “พระราชอาญาไม่พ้นเกล้าพ้นกระหม่อม” เป็นคำนำก่อนพูดถึงสิ่งที่ทำผิดพลาดไม่สมควรกระทำกับพระมหากษัตริย์ ส่วนคำว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” เป็นคำแทนชื่อผู้พูด)
“เราก็คิดเช่นเดียวกับท่าน แต่ตอนนี้เรายังมิมีสิ่งใดที่จักจัดการพวกเขาได้ คงต้องรอหาโอกาสไปก่อน…”
“พระพุทธเจ้าข้า…”
ชายหนุ่มผู้นั้นสอบถามถึงความคิดเห็นของท่านจันในสิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องสาวของตน ซึ่งเขาก็มีความคิดเห็นคล้ายกันว่าน่าจะมาจากคนกลุ่มเดียวกัน
ก่อนจะถึงซุ้มประตูเพื่อผ่านเข้าไปยังภายในกำแพงสีขาว ชายหนุ่มผู้นั้นจึงเดินมาจัดเสื้อผ้าและหน้าผมของสร้อยฟ้าให้เรียบร้อย ก่อนทั้งสองจะเดินตามท่านจันเข้าไป เมื่อถึงซุ้มประตู ทหารที่เฝ้ายามอยู่ ต่างทำความเคารพท่านจันอย่างแข็งขัน
“ท่านเพียจันทน์แสงไชย มาจากที่ใดเสียมืดค่ำเลยขอรับ…”
“ข้าไปเดินเล่นข้างนอกมา พวกเจ้าก็จงเฝ้าให้จงดีหนา อย่าแอบหลับเชียวหล่ะ…”
“พวกข้า มิเคยหลับขอรับ มิกล้าเป็นอันขาด…”
“ข้าเพียงแค่เย้าพวกเจ้าเล่นเท่านั้นดอก อย่าได้คิดจริงจังนัก ฮ่าๆ เช่นนั้น พวกข้าจักเข้าไปหนา…”
ท่านจันแหย่ทหารที่เฝ้ายามจนทั้งสองตกใจ ก่อนจะเดินเข้าไปปล่อยให้คนทั้งสองร้อนๆ หนาวๆ ยืนเฝ้าประตูเช่นนั้น และทั้งสองก็มัวแต่กังวล จนไม่ได้สนใจหรือพยายามสังเกตชายหนุ่มและเด็กสาวที่ติดตามท่านจันมาด้วยเลย
เมื่อทั้งหมดเข้ามาถึงอาคารที่โอ่โถงหลังใหญ่ใจกลางกำแพงสีขาว ท่านจันจึงคุกเข่าและถวายบังคมลา หลังจากท่านจันจากไป ชายหนุ่มได้พาน้องสาวเดินเข้ามาภายในโถงใหญ่ ก่อนจะมีผู้หญิงอีกคนวิ่งมาด้วยความลนลาน และล้มตัวลงนั่งพนมมือ
“เดชะพระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระพุทธเจ้ากระทำการเลินเล่อ ถวายการดูแลบกพร่อง ปล่อยให้พระน้องนางเธอฯ ทรงตกอยู่ในอันตราย ข้าพระพุทธเจ้า สำนึกเสียใจเป็นยิ่งนัก ขอจงทรงลงพระราชอาญาด้วยเถิด ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม…”
(คำว่า “เดชะพระอาญามิพ้นเกล้า” เป็นคำนำก่อนพูดขอโทษกับพระมหากษัตริย์)
“ข้ามิได้เป็นอันใดเลย พี่สาท่านอย่าได้กล่าวโทษตัวเองเยี่ยงนี้เลย ท่านพี่ น้องขออย่าได้ลงอาญาอันใดกับพระพี่เลี้ยงของน้องเลยนะเจ้าคะ เรื่องในคลานี้ มิมีผู้ใดอยากให้เกิดขึ้นเลย…”
“เราก็มิได้คิดจะลงอาญาผู้ใดอยู่แล้ว แลมิต้องกลัวผู้ใดจักว่าเยี่ยงไร เราผู้เป็นเจ้ามหาชีวิตได้เอ่ยวาจาไปแล้ว ผู้ใดมันจักกล้าว่าเยี่ยงไรได้อีก พวกเจ้าจงรีบกลับไปกันเสียเถิด เราขออยู่ผู้เดียวสักครู่…”
“เช่นนั้นน้องขอตัวนะเจ้าคะ…”
“พระเดชพระคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม…พระพุทธเจ้าข้า”
หลังจากสร้อยฟ้าและพระพี่เลี้ยงออกจากห้องโถงกลางสถานที่โอ่อ่าไปแล้ว ชายหนุ่มผู้ซึ่งควรมีอำนาจสูงสุด ณ ดินแดนแห่งนี้ ยืนครุ่นคิดเพียงลำพังถึงสิ่งที่เกิดขึ้น พลันเอามือไปทุบกับขอบประตูอย่างแรงด้วยความเจ็บช้ำใจ
“แก้ว” พระมหากษัตริย์หนุ่มผู้มีพระชนมพรรษาเพียง 18 พรรษา ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบรมชนกนาถ ที่เสด็จสวรรคตไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มั่นคง พระองค์ทรงรับรู้ถึงภยันตรายต่างๆ ที่อยู่รอบตัวพระองค์เองและผู้ใกล้ชิดเสมอมา แต่ตลอดมานี้พระองค์ทรงทำได้แค่ตั้งรับเท่านั้น ยังไม่สามารถที่จะรุกคืบหรือเอาคืนอะไรได้เลยแม้แต่น้อย
ตัดภาพมาที่บอส ซึ่งเดินกลับมาถึงหน้าโรงน้ำชาแล้ว แต่ปรากฎว่าทั้งพี่สีและพี่สังยังไม่ออกมา เขาได้ยืนรออยู่พักใหญ่ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปตาม หลังจากผ่านประตูเข้าไป เขารู้สึกเหมือนกับกำลังหลุดเข้าไปยังอีกโลกหนึ่ง บรรยากาศชวนสวนเสเฮฮาพาให้หลงใหลยิ่งนัก ผู้คนต่างยิ้มแย้ม หญิงสาวมีแต่ผู้ที่งดงามราวกับเทพธิดา กลิ่นฉุนๆ เฝื่อนๆ ของฝิ่นลอยแตะจมูกจนบอสแทบสำลัก
บอสรีบเดินไปส่องตามมุมต่างๆ ในโรงน้ำชาซักพัก จึงพบพี่สีและพี่สังนั่งเมาและคุยกับหญิงสาวสองนางอยู่ บอสจึงรีบเดินเข้าไปหา
“ท่านพี่ทั้งสอง พวกเราจักกลับกันได้หรือยังขอรับ ข้าง่วงแล้ว…”
“อะไรขอเองวะไอ้ไซ นี่เพิ่งจักกี่ยามเอง ถ้าเอ็งง่วงเอ็งก็กลับไปก่อนเถิด พวกข้าจักขออยู่ต่ออีกสักประเดี๋ยว…”
“เช่นนั้นก็ได้ขอรับ พวกท่านก็ระวังตัวด้วยหนาขอรับ ข้าจักขอตัวกลับก่อน…”
พูดจบบอสก็รีบเดินออกจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็ว เพราะแทบจะอาเจียนออกมาอยู่แล้ว เมื่อออกจากโรงน้ำชาได้ บอสยังไม่คิดจะกลับเสียทีเดียว จึงเดินไปตามถนนสายใหญ่ไปทางทิศตะวันตกเรื่อยๆ เขาอยากจะรู้ว่าจะไปสุดที่ตรงไหน ซึ่งหากเดินไปทางทิศตะวันออกจะเป็นเส้นทางที่พวกตนใช้เดินทางมาจากบ้านโพนสา และหากเดินไปทางทิศเหนือจะไปพบกำแพงสีขาวที่เขาไปมาแล้วเมื่อครู่
บอสเดินไปเรื่อยๆ เห็นเป็นบ้านเรือนผู้คนเรื่อยมาตลอดทาง จนมาถึงสุดทางที่เป็นท่าน้ำขนาดใหญ่ มีบันไดลงไปหลายขั้น จึงได้รู้ว่านี่คือท่าน้ำของแม่น้ำโขงบริเวณเมืองเชียงทอง หรือเมืองหลวงพระบางในยุคปัจจุบัน บอสจึงพยายามรื้อฟื้นความทรงจำถึงแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศในหัวที่เคยเห็นเมื่อครั้งที่ยังไม่ย้อนเวลามา
ไม่นานบอสก็พอจะจินตนาการจับทิศทางและตำแหน่งสถานที่ต่างๆ ณ เวลานี้เทียบกับยุคสมัยปัจจุบันที่จากมาได้บ้างแล้ว ซึ่งได้รายละเอียดดังนี้
1) วัดที่คณะเดินทางของหมู่บ้านไปพำนักอยู่คืนนี้คือวัดมโนรมย์ ซึ่งยังคงเป็นชื่อเดียวกับในยุคปัจจุบัน
2) ถนนที่เป็นถนนสายสายใหญ่ทอดยาวตะวันออก-ตะวันตกที่บอสได้เดินมา คือถนนเจ้ากิ่งกิสราช (Kitsalat Road) ในยุคปัจจุบัน
3) บริเวณตลาดที่บอสเอาของมาขายและยาวจนมาถึงโรงน้ำชา ในยุคปัจจุบันคือช่วงระหว่างตลาดไนท์บาร์ซ่ายาวจนมาถึงบริเวณตลาดดารา
4) แนวกำแพงสีขาว ปัจจุบันคือแนวกำแพงของเขตพระราชวังหลวงพระบาง (จุดนี้ยังคงเป็นวังเหมือนเดิม)
5) ท่าน้ำแม่น้ำโขง ปัจจุบันคือท่าน้ำและท่าเรือเฟอรี่หลวงพระบาง
บอสเริ่มประติดประต่อแผนที่ทั้งยุคนี้ (พ.ศ. 2067) และยุคสมัยปัจจุบัน (พ.ศ. 2567) ที่จากมาได้ในหัว ทำให้เขาเข้าใจพื้นที่มากยิ่งขึ้น รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหนและจะไปได้อย่างไร ซึ่งสิ่งที่บอสอยากไปและอยากเห็นถึงสภาพจริง ณ เวลานี้มากที่สุด คือบริเวณที่เป็นวัดเชียงทอง สถานที่สุดท้ายของยุคปัจจุบันก่อนที่เขาจะถูกพาตัวย้อนอดีตกลับมา
แต่เนื่องด้วยเวลาตอนนี้เป็นช่วงเกือบจะยามสามแล้ว และถ้าหากไปจะต้องเดินผ่านแนวกำแพงสีขาวซึ่งเป็นเขตพระราชฐาน บอสจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะไปวันนี้ ตัดสินใจไว้ว่าจะไปในวันหลัง เขาจึงเดินย้อนกลับทางเดิมเพื่อเดินกลับไปยังวัดมโนรมณ์ที่ซึ่งคณะเดินทางของหมู่บ้านได้พำนักอยู่
เมื่อกลับมาถึง บอสก็ยังไม่พบพี่สีและพี่สัง ซึ่งเขาคาดว่าทั้งสองน่าจะยังไม่กลับ และทุกคนตอนนี้ก็หลับกันหมดแล้ว บอสจึงไม่รอ พยายามเดินหาที่ซุกหัวนอน พอได้ที่เหมาะๆ ก็ลงตัวลงนอนแล้วก็หลับไป
รุ่งเช้า ลุงคำเดินมาปลุกบอสแต่เช้ามืด สอบถามว่าพี่สีและพี่สังไปไหน ทำไมยังไม่กลับมา บอสจึงแจ้งไปว่า พวกเขาไม่ได้กลับมาพร้อมตน ลุงคำจึงรีบชวนบอสออกไปตามหาด้วยกัน โดยเริ่มจากจุดสุดท้ายที่พบทั้งคู่จากปากคำของบอส คือที่โรงน้ำชา
เมื่อไปถึงก็ยังไม่พบทั้งสองอยู่ที่นั้น ลุงคำจึงได้สอบถามผู้ที่เฝ้าโรงน้ำชาอยู่ว่าเคยเห็นสองคนที่มีลักษณะและบุคลิกคล้ายพี่สีและพี่สังหรือไม่ แล้วคนผู้นั้นจึงตอบว่า
“โอ้ว พวกนั้นเองดอกรึ ท่านน่าจักลำบากแล้ว ไอ้หนุ่มสองคนที่ท่านว่า พวกเขาเพิ่งจักมีเรื่องใหญ่โตในที่แห่งนี้ไปเมื่อคืน ตอนนี้ข้าคาดว่าคงถูกจับไปที่เรือนของพันหานแล้วกระมัง พวกท่านลองตามไปที่นั้นดูเถิด…”
“ที่นั้นคือที่แห่งใดกันหรือท่านผู้เฒ่า แล้วพวกเราจักไปที่นั้นได้เยี่ยงไร…?”
ลุงคำได้ฟังดังนั้นก็ร้อนใจ สอบถามกลับไปอย่างกระวนกระวาย ผู้เฝ้าโรงน้ำชาได้บอกเส้นทางไปยังบ้านของคู่กรณีของพี่ทั้งสองแล้ว ลุงคำจึงชวนบอสเดินตามไปอย่างเร่งรีบและร้อนรน
“ไซ หากเกิดอันใดขึ้น เอ็งจักต้องช่วยพวกมันด้วยหนา ข้าเชื่อว่าเอ็งทำได้…”
ลุงคำได้คาดหวังในตัวบอสไว้สูงเกินจริงอีกครั้งแล้ว ทำให้บอสถึงกับมึนหัวเพราะไม่รู้จะอธิบายลุงคำให้เข้าใจสถานการณ์ของตนได้อย่างไร แต่ก็ทิ้งพี่ทั้งสองและปล่อยลุงคำไปเพียงลำพังไม่ลง จึงได้แต่ต้องติดตามมาด้วยเท่านั้น และเมื่อมาถึงบ้านพันหานตามเส้นทางที่ผู้เฝ้าโรงน้ำชาบอก
ทั้งคู่ก็ได้พบเห็นสองคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาดี แต่นั่นไม่ใช่พี่สีและพี่สัง กลับเป็นผู้คุ้มกันของชายหนุ่มที่หาเรื่องบอสเมื่อวาน ทั้งลุงคำและบอสถึงขั้นเหงื่อตก
‘อะไรมันช่างบังเอิญเช่นนี้ นี่มันยิ่งกว่าผีซ้ำด้ำพลอยเสียอีก ซวยแน่แล้วพวกเรา…’
---------------------------------------
