บทที่ 11 ไปให้พ้น!
จวินเหวินโกรธยิ่งนัก!
เด็กไร้ค่าคนนี้บอกว่าไม่ได้ฟ้องสักคำ แต่กลับเน้นทุกคำเพื่อฟ้องอีกฝ่าย!
ช่างเ้าเล่ห์เหลือเกิน!
เซียวไป่เต้ากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า "จวินเหวิน ข้าบอกเ้าว่าอย่างไร? ศิษย์น้องของเ้าอายุยังน้อย ร่างกายอ่อนแอ เ้าควรดูแลนางให้ดี นี่หรือคือวิธีที่เ้าดูแลนาง?!
ไปถ้ำว่านเจี้ยนเดี๋ยวนี้! ห้ามออกมาหากไม่ได้รับคำสั่งจากข้า!" จวินเหวินไม่กล้าเถียง ได้แต่จ้องเฟิ่งซีด้วยสายตาขุ่นเคืองก่อนจะเตรียมตัวรับโทษ แต่ไม่คาดคิดว่าเฟิ่งซีจะหัวเราะออกมา
"อาจารย์เ้าคะ ศิษย์พี่ห้ากับข้าแค่หยอกล้อเล่นกันเท่านั้น เหตุใดท่านถึงโกรธล่ะเ้าคะ? หากท่านจะลงโทษศิษย์พี่ห้าก็ลงโทษข้าด้วยเถิดเ้าค่ะ!"
เซียวไป่เต้ารู้สึกเห็นอกเห็นใจ "เ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเขาแกล้งเ้า? เ้าช่างใจดีเกินไปแล้ว!"
"ก็ได้ เมื่อเ้าขอร้องแทนเขา คราวนี้ข้าจะปล่อยไปก่อน แต่ถ้ามีคราวหน้าอีก คอยดูว่าข้าจะจัดการกับเขาอย่างไร!"
จวินเหวิน "..."
"อาจารย์ ท่านน่าจะไปตรวจตาเสียหน่อยนะขอรับ! นางหรือ จะเรียกว่าเป็คนใจดี?"
หลังจากที่ทั้งสองออกมาจากบ้านของเซียวไป่เต้าแล้ว จวินเหวินก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มเ็า
"อย่าคิดว่าเ้าแสร้งทำเป็แมวร้องไห้คร่ำครวญเสแสร้งแกล้งสงสารข้าเมื่อครู่ แล้วข้าจะซาบซึ้งน้ำใจเ้า ต่อไปเ้าอย่าเข้ามาใกล้ข้า อย่ามาให้ข้าต้องขัดหูขัดตาอีก!"
เฟิ่งซีมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเบ้ปาก "คิดว่าข้าอยากพบหน้าท่านหรือ? ที่ข้าพูดเช่นนั้นเพราะไม่อยากให้อาจารย์เสียใจ คนอย่างท่านโง่เง่าเหมือนหมู จะมาเป็ศิษย์พี่ร่วมสำนักของข้าได้อย่างไร? ไปให้พ้น! ยิ่งไกลยิ่งดี!"
จวินเหวินแค่นหัวเราะ! "เ้าเป็แค่คนไร้ค่า กล้าดีมาว่าข้าโง่เหมือนหมู? ช่างหน้าด้านเสียจริง!"
เฟิ่งซีกะพริบตาปริบ ๆ "ท่านไม่ยอมรับว่าตัวเองโง่หรือ? กล้าพนันกับข้าหรือไม่เล่า?"
"มีอะไรที่ข้าจะไม่กล้า จะพนันอะไร? พนันกันอย่างไร?"
เฟิ่งซีชี้นิ้วไปทางโรงเลี้ยงสัตว์ "ข้าสามารถทำให้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักคุกเข่าให้ข้าได้ ท่านทำได้หรือไม่?"
จวินเหวิน "..."
เด็กไร้ประโยชน์ผู้นี้คงเสียสติไปแล้ว
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักเปรียบเสมือนบรรพบุรุษผู้ยังมีชีวิตของสำนักเสวียนเทียน การที่พวกเราไม่ต้องคุกเข่าให้มันก็นับว่าดีแล้ว แล้วมันจะมาคุกเข่าให้นางได้อย่างไรกัน?
เขาหัวเราะเยาะก่อนจะเอ่ยว่า "ข้ายอมรับว่าข้าทำไม่ได้ หากเ้าทำได้ ข้าจะยอมให้เ้าจัดการตามใจชอบ แต่หากเ้าทำไม่ได้ เ้าต้องเป็คนไร้ตัวตนที่ว่าง่าย อยู่ให้ห่างจากข้า"
เฟิ่งซีพยักหน้า "ดี ตกลงตามนี้!"
สองคนรีบมาถึงโรงเลี้ยงสัตว์ เมื่อสิงโตทองเห็นหน้าเฟิ่งซีก็ส่งเสียงร้องดังลั่น กระชากโซ่พันปีดังสนั่น
เฟิ่งซีหันไปพูดกับจวินเหวินว่า "เห็นหรือไม่? ตัวน้อยนี่ดีใจที่เห็นข้าขนาดไหน!"
จวินเหวิน : ...ตัวน้อย? ถึงแม้สิงโตทองจะย่อร่างลงมาแล้ว แต่มันก็ยังมีขนาดเท่าวัวสามตัว นางเรียกนี่ว่าตัวน้อยหรือ? อีกอย่างดวงตาของสิงโตทองนั้นแดงก่ำ มันดีใจจริงหรือ?
ตอนนี้เขามีเหตุผลเพียงพอที่จะสงสัยว่าศิษย์น้องที่อาจารย์รับมานั้น นอกจากจะเป็คนไร้ประโยชน์แล้ว สมองคงจะไม่ค่อยดีด้วย
เฟิ่งซีไม่สนใจเขาอีก แต่กลับพูดกับสิงโตทองว่า "ดูเ้าสิ ช่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวเอาเสียเลย ขาเ้าก็จะเป็ง่อยอยู่แล้ว ยังมีแรงมาร้องโวยวายอีกหรือ?"
เสียงคำรามของสิงโตทองหยุดลงกะทันหัน
ข้าจะเป็ง่อยงันหรือ? ทำไมข้าถึงไม่รู้เื่นี้?
เฟิ่งซีเบ้ปาก
"ดูเหมือนว่าเ้าคนโง่คนนี้จะไม่รู้เื่จริง ๆ เสียด้วย!"
"ใช่แล้ว ทุกคนต่างเกรงว่าจิตใจอันบอบบางของเ้าจะรับไม่ไหว จึงไม่มีผู้ใดกล้าบอกความจริงกับเ้า มีเพียงข้าที่ซื่อตรงพอจะกล้าพูดความจริง
ขาของเ้ามีปัญหา นับว่าปัญหาใหญ่เลยทีเดียว! อีกไม่นานเ้าก็จะเดินกะเผลกแล้ว!
ไม่เชื่อหรือ? เ้าลองย่อเข่าดู ทำท่าให้กว้าง ๆ หน่อย รับรองว่าจะเ็ปจนทนไม่ไหว!"
สิงโตทองเห็นนางพูดอย่างจริงจัง จึงรู้สึกลังเล อย่างไรเสียแค่ลองดูก็ไม่เสียหายอะไร ดังนั้นมันจึงลองทำตาม
ย่อเข่าไม่เจ็บเลย!
อาจจะเป็เพราะท่าไม่กว้างพอกระมัง?
เพราะฉีกขามากเกินไป จึงทำให้ร่างของนางทรุดลงคุกเข่ากับพื้นด้วยเสียงดัง ตุ้บ!
แต่มันยังคงไม่รู้สึกเจ็บ
เ้าเด็กนี่นี่พูดจาเหลวไหลจริง ๆ!
จากนั้นก็ได้ยินเสียงเฟิ่งซีพูดว่า "โอ้! เ้าตัวน้อยช่างรู้ความเสียจริง พอเจอหน้าก็คำนับข้าอย่างนอบน้อมเช่นนี้!"
"ลุกขึ้นได้!"
สิงโตทอง "......"
อ๊าก! นังหญิงบ้า! ข้าจะไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้าเดียวกับเ้า ข้าจะฉีกร่างเ้าให้แหลกละเอียด!
เฟิ่งซีไม่สนใจว่ามันจะร้องโวยวายหรือไม่ ก่อนหน้านี้นางได้ทำให้มันโกรธเคืองจากเื่ผลจื่อเฉียวหลิงหลงแล้ว ครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกัน!
นางไม่สนใจสิงโตทองที่โกรธจนคลุ้มคลั่ง แล้วหันไปพูดกับจวินเหวินที่กำลังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงว่า "ท่านแพ้แล้ว! เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าเป็คนใจดี อีกอย่างพวกเราก็เป็ศิษย์ร่วมสำนัก ข้าไม่อยากทำอะไรเกินเลยนัก ท่านไปวิ่งรอบสนามร้อยรอบตอนที่ดินแดนลับเทียนลวี่เปิดแล้วกัน แล้วต้องเปลือยกายด้วย!"
จวินเหวิน "......"
"เ้าฆ่าข้าเสียยังจะดีกว่า!"
"เฟิ่งซี เ้าอย่าได้ทำเกินไป!" เขากัดฟันกรอด
เฟิ่งซีหัวเราะเยาะ "ข้าทำเกินไป? ท่านกับข้าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วมีสิทธิ์อะไรมาด่าข้าว่าเป็ไอ้ไร้ค่า ด่าข้าว่าอัปลักษณ์ั้แ่แรกพบ? แค่เพราะท่านถูกนางนอกใจงั้นรึ?!"
จวินเหวิน "......"
"ท่านนั่นแหละที่หัวเขียว!"
เขานึกถึงผ้าผูกผมสีเขียวมรกตที่ใช้มัดผมของตน...
เฟิ่งซีกล่าวต่อว่า "นับั้แ่ข้ามาถึงสำนักเสวียนเทียน ทุกคนล้วนแสดงความเมตตาต่อข้า พวกเขาไม่รู้หรือว่าตันเถียนของข้าได้รับาเ็สาหัส ไม่สามารถฝึกวิชาได้?"
"แน่นอนว่าข้ารู้!"
"แต่พวกเขามีมารยาท ไม่เหมือนเ้าที่พูดจาร้ายกาจใส่หญิงสาวผู้น่าสงสารเพียงเพราะความพอใจส่วนตัว!"
"ตัดสินคนแค่รูปลักษณ์ภายนอก สายตาคับแคบ คนโง่เช่นเ้ามีสิทธิ์อันใดมาวิพากษ์วิจารณ์ข้า?"
"ข้า เฟิ่งซี ขอประกาศตรงนี้เลย สักวันหนึ่งข้าจะทำให้ท่านยอมรับด้วยปากของท่านเอง ว่าท่านต่างหากที่เป็คนไร้ค่า!"
"วางใจเถิด คำพูดเื่การลงโทษเมื่อครู่ ข้าแค่หยอกล้อท่านเท่านั้น หากท่านไม่รู้จักละอาย แต่ข้ายังต้องรักษาหน้าอยู่!"
เฟิ่งซีพูดจบก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
เพียงแต่ไหล่น้อย ๆ สั่นไหวไปมา บางครั้งก็ยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาด้วย จวินเหวินมองแผ่นหลังบาง ๆ ของเฟิ่งซีด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ เ้าเด็กไร้ค่าคงกำลังร้องไห้อยู่เป็แน่ บางทีเขาอาจจะทำเกินไปหน่อยกระมัง?
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ เฟิ่งซีกำลังยิ้มจนตาโค้งเป็รูปจันทร์เสี้ยว ไม่ได้เก็บเื่นี้มาใส่ใจแม้แต่น้อย
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็การแสดงให้เขาดูเท่านั้นเอง! คนเราก็เหมือนละคร ทุกอย่างล้วนต้องอาศัยลีลาการแสดง!
สำหรับคนโง่เขลาที่ทำตัวหยิ่งผยองเช่นนี้ จำเป็ต้องใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งถึงจะได้ผล
เฟิ่งซีกลับมาที่ลานบ้าน แล้วเริ่มนั่งสมาธิฝึกวิชา แม้ว่าจวินเหวินจะไม่พูดจาดั่งคนทั่วไป แต่ตอนนี้นางอ่อนแอเกินไปจริง ๆ
มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์มีเสียง
นางจะต้องไม่ย่อท้อเด็ดขาด
ใน่หลายวันต่อมา นอกจากเฟิ่งซีจะไปคารวะและส่งอาหารเช้าให้เซียวไป่เต้าแล้ว นางแทบไม่ได้ออกจากเรือนเลย เวลาทั้งหมดถูกใช้ไปกับการฝึกฝน แต่เซียวไป่เต้าคิดว่านางพักฟื้นอยู่ในห้องตลอด จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก
วันนี้ เมื่อเฟิ่งซีฟื้นขึ้นมาจากอาการหมดสติอีกครั้ง นางก็พบว่าในตันเถียนของนางมีรากิญญาสีแดงเล็ก ๆ งอกขึ้นมาหนึ่งต้น
หรือว่าจะเป็รากิญญาไฟ? เฟิ่งซีรู้สึกว่าตนเองช่างอัจฉริยะเหลือเกิน เพียงไม่กี่วันก็สามารถสร้างรากิญญาใหม่ขึ้นมาได้หนึ่งราก หากเป็เช่นนี้ต่อไป บางทีอาจไม่ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือน นางก็จะสามารถเติมห้ารากิญญาได้แล้ว!
เมื่อรากิญญาทั้งห้าสมบูรณ์ ตันเถียนของนางก็จะหายเป็ปกติ!
นับจากนี้เฟิ่งซีจะโลดแล่นไปทั่วหล้า ผู้ใดกันเล่าจะกล้ามาประลองกับนาง?!